LOGINเสียงนกหวีดเรียกรวมพลทำให้ทุกคนรีบเปิดประตูวิ่งกุลีกุจอออกจากห้องกันอย่างเร่งรีบ ไหนพวกรุ่นพี่บอกว่าจะเรียกตอนเก้าโมงครึ่งไง ทั้งยังบอกอีกว่าให้พวกเรานอนหลับพักผ่อนกันให้เต็มที่เพราะวันนี้ต้องเข้าฐานที่ขึ้นชื่อโหดมาก เสียงเล่าอือเล่าอ้างบอกว่าเด็กปีหนึ่งร้องไห้ระงมร้องอยากกลับบ้านกันทุกปี พวกเราทุกคนต่างหวั่นใจกันใหญ่ นี่ขนาดเตรียมใจเอาไว้แล้วนะแต่พอถึงหน้างานไม่รู้จะว่าจะไหวหรือเปล่า
“ผมให้เวลาพวกคุณสามนาที จัดแถวนับจำนวนครับ” เสียงทุ้มแฝงด้วยความหนักแน่นน่าเกรงขามของพี่เฮดปีสองนั้นทำให้เราทุกคนต้องปิดปากเงียบและรีบจัดแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ
ผู้ชายร่างสูงโปร่งสวมใส่เสื้อยืดสีดำ ชายเสื้อเข้ากับกางเกงยีนสีเข้ม เขาชื่อว่า พี่เจ็ท หรือที่พวกเพื่อนๆ ผู้ชาย เรียกเขาว่า เฮียเจ็ท ผู้ชายคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความหล่อ ความฉลาด สอบได้เกรด 4.00 ทุกเทอม แถมที่บ้านของเขายังร่ำรวยมาก ครอบครัวติดอันดับมหาเศรษฐีในเมืองไทยเลยล่ะ แต่พี่เขากลับทำตัวเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ใส่แบรนด์เนมตั้งแต่หัวจดปลายเท้า แต่สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมคือพี่เจ็ทเป็นรุ่นพี่ในไม่กี่คนที่ดูแลพวกเราดีมาก แม้กระทั่งเรื่องแนะนำแผนการเรียนต่าง อีกทั้งยังช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องทุนการศึกษาให้กับน้อง ๆ ด้วย รุ่นน้องผู้ชายทุกคนต่างยกให้พี่เจ็ทเป็นไอดอลของพวกเขาเลยล่ะ ก่อนจบค่ายจะมีการโหวตขวัญใจชาวค่ายด้วย พี่เจ็ทคงได้คะแนนโหวตล้นหลามอย่างแน่นอน ส่วนรองลงมาก็น่าจะเป็น...
ฉันไล่สายตามองไปยังคนข้างกายของพี่เจ็ท ผู้ชายคนนี้ค่อนข้างมีเสน่ห์น่าดึงดูด จนทำให้ผู้หญิงหลายคนอยากเข้าไปทำความรู้จักกับเสน่ห์น่าค้นหา เขาชื่อ พี่ปก รุ่นพี่คนนี้มาพร้อมกับเสียงร่ำลือว่าควงสาวมาเกือบทุกคณะ เรื่องความเจ้าชู้เป็นที่โจษจันของคนทั่วทั้งมหาวิทยาลัย แต่ในฐานะรุ่นพี่ของเรา ฉันคิดว่าพี่ปกเป็นรุ่นพี่ที่ใจดีคนหนึ่งเลยล่ะ แม้ว่าบุคลิกภายนอกอาจจะดูเป็นคนนิ่งๆ พูดน้อย เข้าถึงยาก แต่เวลาน้อง ๆ ลำบาก พี่เขาก็มักจะยื่นมือเข้ามาช่วยเสมอ เหมือนอย่างครั้งที่รุ่นพี่ปีสี่ลงมาว้ากพวกเราตอนสองทุ่มจนทุกคนไม่ได้กลับบ้าน ตอนนั้นก็มีพี่ปกกับเพื่อนของเขาช่วยกันรับหน้าให้ เช้าวันต่อมาฉันก็ได้ยินข่าวว่าพวกพี่ๆ โดนรุ่นพี่ปีสี่สั่งซ่อมกันจนถึงตีสองแน่ะ
“เบลล์” เสียงใสลอยมาจากด้านหลังเพื่อเรียกฉันให้หันกลับไปมอง เธอชื่อ แก้ว เพื่อนรูมเมทของฉันเอง
“มีอะไรเหรอ”
“พวงมาลัยอะ ของเบลล์ปะที่วางบนโต๊ะ” พอแก้วถามเรื่องเจ้าพวงมาลัยนั่นฉันก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบเอาออกมาทิ้งข้างนอก ย้อนกลับไปเมื่อคืนตอนที่วิ่งกลับมาที่ห้อง ฉันก็วางทิ้งไว้บนโต๊ะส่วนรวมแล้วทิ้งตัวเข้านอนเลย กระทั่งตื่นเช้าก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวออกมานี่แหละ
“ใช่ ทำไมเหรอ”
“อ๋อ เมื่อกี้แก้วรีบมากอะเลยเผลอทำมันตกใส่ถังขยะ ขอโทษนะ” แก้วทำสีหน้ารู้สึกผิดประกอบ อันที่จริงเราสองคนไม่ค่อยสนิทกันหรอก เพิ่งมารู้จักกันก็ตอนที่เข้าค่ายนี่แหละ ฉันเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ ที่เหมือนจะสนิทด้วยก็คงมีแต่ เก้า เพราะเราอยู่ชมรมวิ่งด้วยกัน
“ไม่เป็นไร เบลล์ก็ตั้งใจจะทิ้งอยู่แล้วแหละ” พูดถึงพวงมาลัยนั่นก็พลันให้นึกถึงเจ้าของ ตอนที่พวกรุ่นพี่เข้ามายืนเรียงแถวล้อมพวกเราเอาไว้ ฉันก็เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าต้องเจอคนบ้าแน่ ๆ แต่เท่าที่กวาดสายตามอง เขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มพวกรุ่นพี่นะ อันที่จริงตั้งแต่เข้ากิจกรรมรับน้องจนมาเข้าค่ายตลอดหกเดือนที่ผ่านมา ฉันก็เพิ่งได้เจอเขาเป็นหนแรก
ตอนนี้ฉันคิดว่าเขาอาจจะไม่ใช่รุ่นพี่ของเรา ถ้าอย่างนั้นเจ้าของพวงมาลัยเขาเป็นใครกันแน่นะ ยิ่งคิดยิ่งสงสัย แต่ฉันก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ สุดท้ายจึงเลือกจะสลัดมันทิ้งไป
“เฮ้ย” ฉันร้องเสียงหลง หัวใจหล่นไปถึงตาตุ่ม เพราะคนก่อนหน้าฉันนั้นร่วงลงคูน้ำเรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆ ที่ผ่านด่านสำเร็จจึงวิ่งกรูกันเข้าไปช่วยดึงขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เนื่องจากคูน้ำบริเวณนี้เป็นโคลนดูดด้วย
“ระวังครับ” เสียงทุ้มเอ่ยเตือนเบาๆ ฝ่ามือแกร่งจับต้นแขนของฉันเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะเสียหลักล้มเพราะก้าวพลาดเกือบพลัดตกจากสะพานไม้ไผ่ตามเพื่อนไป ใจหายใจคว่ำหมด
พอหันไปมองก็พบว่าเป็น พี่ปก ที่เข้ามาช่วยฉันเอาไว้
“อย่าใจลอยสิครับ ถ้าพลัดตกลงไปแล้วพี่ช่วยไม่ทัน เราจะแย่เอาได้นะ” น้ำเสียงทุ้มมาพร้อมกับรอยยิ้มบางที่สามารถทำให้คนมองนั้นรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาเพียงชั่วพริบตา
“ขอบคุณค่ะ” ไม่คิดเลยว่า พี่ปกจะเข้ามาช่วยฉันน่ะ เพราะคนก่อนหน้านี้ก็พลัดตกลงไป หากแต่รุ่นพี่ที่ยืนคุมฐานนั้นได้แต่มอง ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเลย พวกเราเลยต้องช่วยกันดึงขึ้นมาเอง
“ไม่เป็นไรครับ สมุดล่ะ” พี่ปกยื่นมือมาตรงหน้า พอฉันทำหน้างุนงง เขาก็ยกยิ้มแล้วส่งสายตามองยังสมุดที่ฉันถืออยู่ในมือ “ต้องแสตมป์ถึงจะผ่านด่าน”
ทั้ง ๆ ที่ฉันทำภารกิจไม่สำเร็จ แต่ทำไมเขาอยากจะปั๊มแสตมป์ให้กันล่ะ แล้วแบบนี้เพื่อนคนอื่นๆ ที่ไม่ทำไม่สำเร็จแล้วต้องไปเก็บแสตมป์ฐานอื่นจะไม่เกิดข้อครหากันเหรอ
กฎมีอยู่ว่า เราต้องเก็บแสตมป์ 8 ดวง ภายใน 10 ฐานให้สำเร็จ หากคนที่ได้แสตมป์ต่ำกว่าที่กำหนด คนคนนั้นจะต้องโดนลงโทษ ตอนนี้ฉันผ่านมาจนถึงฐานที่เก้าแล้วและมีแสตมป์ทั้งหมดเจ็ดดวงด้วยกัน อันที่จริงถ้าฐานนี้ฉันผ่านไปได้ ฉันไม่จำเป็นต้องไปโหนสลิงในฐานที่สิบด้วยซ้ำ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่ฉันไม่ผ่านอะนะ ตอนนี้ต้องไปเก็บแสตมป์ฐานสุดท้ายให้ได้เพื่อหนีการลงโทษ
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ เบลล์ตามเก็บฐานอื่นก็ได้” ฉันไม่ได้ทะนงตัวหรือเล่นตัวอะไรทำนองนั้นหรอกนะ แค่คิดว่าสิ่งที่ฉันได้รับมันไม่ยุติธรรมกับคนอื่น “พูดตรงๆ นะคะ เบลล์ไม่อยากโดนเพื่อนคนอื่นเขม่นใส่อะ เบลล์ไม่ชอบความวุ่นวาย”
เจ้าของรอยยิ้มแสนเสน่ห์นั้นมองมาที่ฉันด้วยแววตายากคาดเดา ทำไมพี่เขาถึงได้ทำดีกับฉันล่ะ อย่าบอกนะว่า...
“พี่เข้าใจครับ แต่ว่า...” พี่ปกหยุดคำเอาไว้แล้วยกยิ้มอ่อนให้กัน ฉันกล้าพูดได้เลยว่า ที่พวกเขาพูดกันว่า พี่ปกนั้นอันตรายน่ะ ไม่เกินจริงเลยสักนิด ใครจะทนไหวกับผู้ชายที่ใช้สายตามองเราเหมือนเป็นคนพิเศษอยู่ตลอดเวลาแบบนี้กันล่ะ ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยตายเรียบอะ แต่ตอนนี้ฉันต้องตั้งสติตัวเองก่อน เมื่อตะกี้พี่เขาจะพูดอะไรต่อกันนะ
“แต่ว่าอะไรเหรอคะ”
“ดูเหมือนเราจะเลี่ยงความวุ่นวายไม่ได้แล้วล่ะ ยังไงก็ต้องเจอ” จากนั้นพี่ปกก็เอื้อมหยิบสมุดในมือของฉันไปแล้วจัดการปั๊มแสตมป์ให้ ทั้ง ๆ ที่ฉันปฏิเสธเขาไปแล้ว
“พี่ปก เบลล์ไม่อยากได้”
“ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องการ แต่อีกฝ่ายเขาอยากให้ เราจะปฏิเสธได้ลงคอเหรอ”
“เบลล์ของถามพี่ปกตรงๆ นะคะ พี่ปกชอบเบลล์เหรอ” ฉันไม่ได้อยากจะหลงตัวเองหรอกนะ แต่มันไม่มีเหตุผลอื่นเลยนี่นาที่เขาจะดึงดันขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายปฏิเสธไปแล้วน่ะ
ชั่ววินาทีนั้นเองที่ผู้ชายตรงหน้านั้นโน้มใบหน้าลงมาเพื่อให้เราสบตากัน จนฉันต้องผละถอยห่างเพราะอาการประหม่าที่เกิดขึ้นฉับพลัน
“อย่าปฏิเสธเลยนะ พี่เองก็ไม่ชอบความวุ่นวายเหมือนกัน” สิ้นประโยคนั้นเขาก็ยืดลำตัวกลับไปตามเดิม “พี่ไม่ได้ทำเพราะจะจีบเราหรอกแค่มีคนไหว้วานมาอีกทีน่ะ ถึงแม้เราจะน่ารักแค่ไหน แต่พี่ก็ไม่อยากมีปัญหาตามมาทีหลัง”
ที่นี่อาจไม่มีหิ่งห้อย แต่ก็มีดวงดาวให้มองอยู่บ้าง อาจจะไม่สวยเท่าบ้านเรา แต่มันก็พอให้รู้สึกซาบซึ้งใจ เมื่อได้นั่งมองกับคนข้างกาย หลังจากที่ฉันเสียน้ำตาให้กับคำพูดของเฮียไป ฉันก็เพิ่งจะสงบสติอารมณ์อ่อนไหวข้างในใจได้ เรานั่งกันอยู่เงียบ ๆ และได้ทบทวนเรื่องราวหลาย ๆ อย่างในอดีตที่ผ่านมา กว่าที่เราสองคนจะได้มานั่งอยู่ด้วยกันอย่างนี้ มันไม่ง่ายเลยนะ“จะว่าไป เบลล์ก็ทึ่งตัวเองเหมือนกันนะ ที่ทนมาได้ขนาดนี้ เป็นผู้หญิงคนอื่น คงยอมแพ้ไปนานแล้ว” ฉันเองก็แปลกใจทำไมถึงยังอยู่ข้าง ๆ เขา“เฮียเข้าใจนะว่าทำไมเบลล์ถึงทนกับคนอย่างเฮียได้อะ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างไม่จริงจังนักพลางวาดวงแขนมาที่ไหล่เล็กของฉันเพื่อดันไปซบไหล่เขา“เข้าใจว่าอะไร” เขาเคยเข้าใจอะไรด้วยหรือไง เอาแต่ เกเร หนีเที่ยว ทำเรื่องแผลง ๆ ไปวัน ๆ เอาแต่บอกว่าตัวเองเป็นอิสระ สุขนิยม มีแต่ฉันที่ต้องตามเขาอยู่ร่ำไป บางครั้งก็อยากจะพอแต่ในจังหวะนั้นเขาก็ดึงฉันกลับไปอีก“ก็เฮียมันคนหล่อ เบลล์คงตัดใจทิ้งยาก” คนสุขนิยมตอบแกมหัวเราะ อีกทั้งยังยักคิ้วหลิ่วตามาให้ ฉันได้แต่เบะปากคืนกลับไป เข้าเรื่องจริงจังได้ประเดี๋ยวเดียวก็กลับมาเล่นอีกแล้ว“ล้อเล
[บทบรรยาย : ไวท์ วรัท]ผมมองใบหน้าเรียวเล็กของเธอด้วยหัวใจเต้นแรง คนอะไรทำหน้าอึน แกล้งตีมึนกลบความขี้เขินแล้วยังน่ารัก ไม่ให้ผมหลงเธอคงเป็นไปไม่ได้“งั้นเบลล์ขอตายก่อน” คนตัวเล็กเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ ดูเหมือนเจ้าตัวคงเขินจนไม่รู้ว่าตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังพูดอะไรอยู่ แต่ไม่ว่าเธอจะทำอะไร เธอยังน่ารักสำหรับผมเสมอ นึก ๆ ดูแล้วเราสองคนไม่ได้คุยเรื่องไร้สาระกันมานานเท่าไรแล้วนะ แต่ไหนแต่ไรผมเป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปเรื่อย ๆ อยากทำสิ่งไหนก็จะทำ ทำตามใจตัวเองมาตลอด วันนี้ผมยังเป็นคนเดิม ยังยึดคติสุขนิยม ทว่าสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผมอยากมีชีวิตคู่ อยากมีเบลล์เคียงข้าง อยากสร้างอนาคต อยากเป็นทุกอย่างให้กับเบลล์ อยากเป็นคนที่รักเธอสุดหัวใจอยากเห็นรอยยิ้ม อยากได้ยินเสียง อยากเห็นหน้า อยากทำทุกอย่างร่วมกับเธอ ผมว่าผมรักเธอมากกว่าที่ตัวเองคิดเสียอีก“ก็ได้ เฮียก็อยากให้เบลล์ตายก่อน” ผมตอบกลับ ส่งผลให้คนตัวเล็กทำหน้ามู่ทู่ อีกทั้งยังส่งสายตาพิฆาตใส่กัน ถ้าหากไม่แก้ต่าง เบลล์คงงอนผมหนักแน่ ๆ“ที่อยากให้เบลล์ตายก่อน ตัวเองจะได้ลั้ลลาสินะ” ปลายคางเธอเชิดขึ้นเล็กน้อย อดที่จะขำกับคนตรง
“ถ้าเฮียถีบ...เบลล์ตบคืนร้อยเท่า” รีบเอ่ยบอกเขาเสียงเข้ม ตอนที่เห็นเฮียกำลังยกเท้าตั้งใจจะถีบฉัน แต่โชคดีที่ฉันไหวตัวหลบได้ทันเสียก่อน อันที่จริงเรื่องของเรื่องฉันแค่อยากจะแกล้งคนขี้กลัวให้ตกใจเล่นเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าเขาจะตกใจกลัวขนาดนี้ เกือบเจ็บตัวฟรีแล้วไหมล่ะ“เบลล์เหรอ” น้ำเสียงของเขายังฟังดูเหมือนไม่เชื่อว่าเป็นฉัน ร่างสูงโปร่งขยับตัวถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังติดกับฝาผนัง“เฮีย เบลล์เอง”“ตกอกตกใจหมด นึกว่าผี” เขายกมือขึ้นทาบอกเบา ๆ พลางสูดลมหายใจเข้าออก “ถ้าเฮียเกิดหัวใจวายตายขึ้นมา เบลล์จะอยู่กับใคร”เรื่องเล่นใหญ่ต้องยกให้คุณวรัทเขาล่ะ“แค่แกล้งเล่นนิดเดียวเอง จู่ ๆ หลอดไฟในห้องก็ดับอะ”“เหรอ มันคงช็อตแหละ เดี๋ยวเฮียออกไปซื้อหลอดมาเปลี่ยน แต่ตอนนี้เราออกไปห้องนั่งเล่นก่อนดีไหม รู้สึกวังเวงยังไงไม่รู้ เบลล์คงกลัวแย่เลย” เขาเอ่ยบอกอย่างเป็นห่วง ฉันได้แต่คิดในใจคนที่กลัวเป็นเขามากกว่าล่ะมั้ง เหงื่อแตกเชียว“ทำไม เฮียกลัวผีเหรอ” ทำเสียงหลอนนิด ๆ ก่อนจะกระโดดเกาะหลังเขา และมันได้ผลเกินคาดคนขี้กลัวสะดุ้งตัวโยนรีบวิ่งออกไปด้านนอก กระโดดไปนั่งโซฟาพร้อมกับสีหน้าที่ขวัญเสียสุด ๆ“เบลล์ ไม่
“เปล่า ก็เฮียฝันอยู่อ่า” คนตัวโตตอบกลับมาเสียงอ่อย สรุปเขาเบลอคิดว่าตัวเองฝันอยู่ โอ๊ย...ปวดหัว อยากจะเอาข้าวต้มราดใส่หัวเขาสักทีเผื่อความร้อนจะช่วยละลายเมือกในสมองเขาบ้างดูเอาเถอะ เจอกัน คุยกันขนาดนี้ ยังคิดว่าฝันอยู่อีก“ไม่ได้ฝันเว้ย เฮียฟังเบลล์นะ ตอนนี้คือเฮียตื่นแล้ว โอเคปะ” ฉันพยายามใจเย็น จับมือเขาไว้เพื่อแสดงให้เขาดูว่าฉันตัวจริงเสียงจริง ไม่ใช่ฝัน เป็นคนจริง ๆหงุดหงิดตั้งแต่เมื่อคืนละนะ...“จริงดิ แต่ไม่มั้ง เบลล์ไม่มีทางอยู่ที่นี่หรอกมั้ง” เขายังเถียงกลับมาอย่างมั่นใจ ตอนนี้อารมณ์ฉันจะเข้าเลเวลสี่แล้ว แต่ฉันก็ยังพยายามใจเย็น นี่อิเฮียมันเรียนจนสมองไปหมดแล้วหรือยังไง“ทำยังไงถึงจะเชื่อว่าเบลล์อยู่ที่นี่”“ก็...”“ก็อะไร” ถามออกไปอย่างฉุนเฉียว ชอบทำให้คนเขาหงุดหงิด จู่ ๆ เฮียก็ขยับเข้ามาใกล้ฉันก่อนจะช้อนตัวอุ้มฉันขึ้นลอยหวือกลางอากาศและก้าวเดินเข้าห้องนอนอย่างรวดเร็ว“เฮียจะทำอะไร” เอ่ยถามตอนที่เขาอุ้มตัวฉันวางไว้บนเตียงก่อนเจ้าตัวจะตามมาคร่อมร่างฉันเอาไว้ สีหน้าอิเฮียดูมึน ๆ อยู่นะ หรือว่าอิเฮียจะเมายาจริง ๆ“พิสูจน์ไงว่าไม่ได้ฝัน” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงขี้เล่น สีหน้ามึนงง
ลอนดอน ,ประเทศอังกฤษฉันบินมาถึงลอนดอนประมาณตีสี่กว่า ๆ คิดว่าเวลานี้เฮียคงนอนหลับปุ๋ยอยู่ หลังจากรับกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย ฉันก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบที่อยู่ของอะพาร์ตเมนต์ที่เฮียพักอีกครั้ง จากนั้นก็เรียกแท็กซี่จากหน้าสนามบินไปหาเขาทันทีอากาศที่นี่ค่อนข้างหนาว อุณหภูมิที่รู้สึกได้หนาวแบบติดลบเลยล่ะ วินาทีที่เดินออกจากสนามบินบอกเลยว่าหนาวมาก โชคดีที่ใส่เสื้อฮีทเทคสวมทับด้วยเสื้อโค้ตตัวหนาอีกหนึ่งชั้น พอจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาบ้างฉันใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเดินทางมาถึงอะพาร์ตเมนต์ที่เฮียอาศัยอยู่ แอบรู้สึกตื่นเต้นอยู่หน่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าถ้าฉันโผล่ไปอยู่ในห้องเฮียเวลานี้ เขาจะทำสีหน้ายังไงกลับมา แค่คิดก็สนุกแล้วเรื่องเซอร์ไพรส์เฮียครั้งนี้ ฉันมีคุณป๋าคอยช่วยทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องที่ขอกุญแจสำรองห้องของเฮียจากผู้ดูแลอะพาร์ตเม้นต์และตอนนี้ฉันก็ได้กุญแจห้องของเฮียมาแล้วใช้เวลาหาไม่นานก็เจอห้องของเขา ไม่รอช้าจึงจัดการเปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบ ๆ พยายามทำทุกอย่างให้เบาเสียงที่สุด ฉันวางกระเป๋าเดินทางตรงมุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอน พอเปิดประตูเข้าไปด้า
หนึ่งปีต่อมาถ้าถามว่าชีวิตฉันที่ไม่มีเฮียไวท์เป็นยังไงบ้าง ฉันก็ยังใช้ชีวิตปกติเหมือนเช่นเดิมทุกวัน แต่อาจมีเพิ่มอีกสักสองสามอย่างเช่น วันหยุดฉันอาจจะต้องไปกินข้าวกับที่บ้านของเฮีย ไปช้อปปิ้งกับพวกคุณป้า คุณอา และกิจกรรมที่ฉันทำเป็นประจำตอนนี้เวลา สิบโมงเช้านั่นก็คือวิดีโอคอลคุยกับคุณวรัท(ขอดูห้องหน่อย) คนตรงหน้าทำคิ้วขมวดมุ่น สายตาเรียวรีจ้องแต่จับผิดตลอดเวลา ตอนนี้เฮียเป็นโรคกลัวฉันมีชู้ กลัวว่าฉันจะแอบคบผู้ชายลับหลังเขา ไม่รู้ว่าเขาจะระแวงอะไร ทุกวันนี้ฉันแทบไม่เจอผู้ชายคนไหนเลยนอกจากคุณป๋าของเขาและพ่อของฉัน ทั้งโซ่ เก้า เดียร์ ได้หายสาบสูญไปจากชีวิตฉันหมดแล้ว นาน ๆ ทีเราจะได้เจอกันสักหนหนึ่งฉันหลบจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพื่อให้เขาเห็นบริเวณโดยรอบอย่างสะดวก(ไปฝึกงานนี่เจอไอ้พวกพี่เลี้ยงมาจีบปะ) คิดเอาไว้อยู่แล้วเชียว เขาต้องถามเรื่องนี้ทุกวันสิน่า ทั้งที่ฉันก็ตอบเหมือนเดิมมาอาทิตย์กว่าแล้ว นับตั้งแต่เริ่มฝึกงานที่บริษัทเป็นวันแรกจนถึงวันนี้“ไม่มี” เขาพยักหน้าอย่างพอใจ ช่วงนี้เฮียย้อมผมเป็นสีดำแล้วดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นเยอะเลย ที่สำคัญมันทำให้เขาหล่อขึ้นกว่าเดิมเสียอีก“ละเฮียอะ มีสาวมา







