LOGIN“เฮ้ยพี่ อะไรเนี่ย” ฉันผลักหน้าอกเขาเบาๆ อย่างตกใจ “เบลล์ไม่ใช่ศาลพระภูมินะ”
ทว่ายังไม่ทันได้ถอดคืนเจ้าของ จู่ ๆ คนตัวโตก็ล้มลงไปกับพื้นสนามหญ้าเสียอย่างนั้น หนำซ้ำยังร้องโอดโอยเหมือนคนกำลังจะตายยังไงอย่างนั้นแหละ นี่ฉันแค่ผลักเขาๆ เบาเองนะ
ฉันหันไปมองโดยรอบๆ เผื่อจะมีคนได้ยินเสียงของเขาแล้ววิ่งเข้ามาช่วย ในตอนนั้นเองที่สายตาพลันเห็นกลุ่มรุ่นพี่กำลังเดินมาทางนี้ รีบเผ่นดีกว่า ขืนอยู่ให้พวกรุ่นพี่เห็นคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ คิดได้ดังนั้นฉันก็ใช้โอกาสที่คนตรงหน้านั้นพยายามลุกขึ้นมารีบวิ่งข้ามตัวเขาไปเพื่อกลับที่พัก ฉันไม่ได้อยากจะเสียมารยาทหรอกนะ แต่เขาดันนอนขวางทางเดินของฉันนี่นา ช่วยไม่ได้จริงๆ
สาธุ ขอให้พรุ่งนี้พี่เขาตื่นขึ้นมาแล้วความจำเสื่อมทีเถอะ ขอให้เราสองคนอย่าเจอกันอีกเลย
[บทบรรยาย: ไวท์ วรัท]
“ตายห่ายัง” ลืมตาตื่นขึ้นมายังไม่ทันได้กระพริบตา ไอ้ปกเพื่อนรักก็เอ่ยทักทายกันอย่างน่าถีบ ขาสองข้างเตะผ้าห่มที่คลุมตัวออก พลางยืดลำตัวลุกขึ้นสำรวจมองโดยรอบห้อง
ปวดหัวฉิบหาย
“กูรู้สึกไม่สบายว่ะ รู้สึกปวดเนื้อปวดตัว” ถึงแม้ผมจะไม่ใช่หมอ แต่ผมก็คิดว่าตัวเองรู้ระบบร่างกายตัวเองดี อาการปวดหัวเหมือนจะระเบิดมา หนำซ้ำยังปวดเนื้อปวดตัวแบบนี้ ผมต้องไม่สบายเป็นแน่ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึบไถลตัวลงสู่ฟูกนอนอีกครั้ง “ไอ้ปก วันนี้กูไม่ออกนะ กูไม่ไหวว่ะ บอกไอ้เจ็ทให้กูด้วย”
วันนี้พวกผมต้องไปคุมน้อง ๆ เพื่อเข้าฐานต่างๆ สายตาเหลือบมองไปยังหน้าต่างเห็นแสงแดดลอดส่องเข้ามาด้านในห้องตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ก็รับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้มันต้องโคตรร้อน
“เออ” ไอ้ปกส่ายหน้าเบาๆ พลางหยิบเสื้อยืดสีดำซึ่งสกรีนเป็นชื่อรุ่นของเรามาใส่ ดูเหมือนไอ้ปกจะแอบไปฟิตเล่นกล้ามแฮะ ซิกแพ็กเป็นก้อนๆ เลยว่ะ แล้วตัดภาพมาที่ตัวเอง นึกว่าคนท้อง ช่วงนี้ผมดื่มหนัก ทั้งเหล้าทั้งเบียร์ พุงน้อยๆ ของผมเลยยื่นออกมานิดหน่อยพอให้สาวลูบคลำแบบน่ารัก
“ขาดกูไปคนนึงพวกมึงไหวนะ” อันที่จริงผมก็รู้สึกผิดอยู่นิดหน่อยที่ทิ้งให้เพื่อนๆ ต้องไปดูแลน้อง ๆ เกือบสองร้อยชีวิต แต่ผมรู้สึกไม่สบายจริงๆ นะ ถ้าหากออกไปแล้วเกิดเป็นล้มเป็นแล้งขึ้นมา มันจะยิ่งทำให้พวกมันลำบากเข้าไปกันใหญ่
“พวกกูก็ไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว มึงนอนไปเหอะอย่าก่อเรื่องอีกก็พอ” ไอ้ปกตอบกลับมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ เรียวคิ้วสองข้างของผมเลิกขึ้นทันทีอย่างต้องการคำขยายความคำว่า ไม่ได้คาดหวัง กับผมอย่างนั้นเหรอ แล้วคนดีๆอย่างผมไปก่อเรื่องกับใครที่ไหนกัน
ขณะที่ผมกับไอ้ปกคุยกันอยู่นั่นเอง ไอ้เจ็ทก็เปิดประตูออกมาจากห้องน้ำพอดี “ตื่นแล้วเหรอวะ กูนึกว่ามึงตายห่าไปแล้ว”
“พวกมึงสองตัวพูดคำว่า กู้ดมอร์นิ่งเพื่อนรัก ไม่เป็นเลยเหรอไง” ผมสวนกลับพลางเบ้ปากใส่ไอ้เพื่อนรักทั้งสองคน “ทำดีกับกูบ้าง ใจกูก็มีแค่นี้”
“นี่พวกกูยังทำดีไม่พออีกเหรอ แค่เมื่อคืนพวกกูช่วยกันแบกมึงกลับห้องก็เกือบตายแล้ว” ไอ้เจ็ทได้ทีเริ่มสวดผมอีกแล้วครับ จนผมต้องรีบเอาหมอนข้างตัวมาปิดหูเอาไว้ หากแต่ไอ้ปกกลับดึงมันออก
“กูแค่ฝากไหว้วานมึงเอาพวงมาลัยไปไหว้ศาลพระภูมิแค่นี้หายไปเกือบชั่วโมง เจอตัวอีกทีก็ร้องโอดโอยเหมือนคนจะตาย” พอเป็นไอ้เจ็ทพูด ความทรงจำอันเลือนรางของผมที่หายไปเริ่มกลับคืนมา เมื่อคืนผมกับพวกเพื่อนๆ นั่งล้อมวงกันกินเหล้า จากนั้นผมก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ไอ้เจ็ทเลยยัดพวงมาลัยใส่มือผมแล้วบอกว่าฝากไปไหว้เจ้าที่ให้หน่อย จากนั้นก็...
ทำไมผมจำอะไรไม่ได้เลยล่ะ เหมือนผมลืมเรื่องสำคัญมากๆ ไปหรือเปล่านะ
“สรุปมึงเอาพวงมาลัยไปทิ้งใช่ปะ” ไอ้เจ็ทยังไม่ยอมจบเรื่องพวงมาลัยนั่นสักที
“กูไม่รู้ กูจำไม่ได้ พวกมึงอย่ามาเร้าหรือกูได้ปะ รีบๆ ออกไปปะ”
“เจ็ท มึงจะเอาอะไรกับมัน เพื่อนยิ่งไม่สบายอยู่” ใช่ เพื่อนปกพูดถูก มีแต่มึงเท่านั่นแหละที่เข้าใจและรักกู จู่ๆไอ้คนหน้านิ่งก็แสยะยิ้มมุมปากแล้วตวัดตามองมาทางผม แล้วพูดว่า “เกิดมันตายห่าขึ้นมา แย่เลยนะ ไหนจะเด็กๆมันอีกล่ะ"
ไอ้เพื่อนเวร มึงคิดจะเคลมเด็กกูใช่ไหม
ที่นี่อาจไม่มีหิ่งห้อย แต่ก็มีดวงดาวให้มองอยู่บ้าง อาจจะไม่สวยเท่าบ้านเรา แต่มันก็พอให้รู้สึกซาบซึ้งใจ เมื่อได้นั่งมองกับคนข้างกาย หลังจากที่ฉันเสียน้ำตาให้กับคำพูดของเฮียไป ฉันก็เพิ่งจะสงบสติอารมณ์อ่อนไหวข้างในใจได้ เรานั่งกันอยู่เงียบ ๆ และได้ทบทวนเรื่องราวหลาย ๆ อย่างในอดีตที่ผ่านมา กว่าที่เราสองคนจะได้มานั่งอยู่ด้วยกันอย่างนี้ มันไม่ง่ายเลยนะ“จะว่าไป เบลล์ก็ทึ่งตัวเองเหมือนกันนะ ที่ทนมาได้ขนาดนี้ เป็นผู้หญิงคนอื่น คงยอมแพ้ไปนานแล้ว” ฉันเองก็แปลกใจทำไมถึงยังอยู่ข้าง ๆ เขา“เฮียเข้าใจนะว่าทำไมเบลล์ถึงทนกับคนอย่างเฮียได้อะ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างไม่จริงจังนักพลางวาดวงแขนมาที่ไหล่เล็กของฉันเพื่อดันไปซบไหล่เขา“เข้าใจว่าอะไร” เขาเคยเข้าใจอะไรด้วยหรือไง เอาแต่ เกเร หนีเที่ยว ทำเรื่องแผลง ๆ ไปวัน ๆ เอาแต่บอกว่าตัวเองเป็นอิสระ สุขนิยม มีแต่ฉันที่ต้องตามเขาอยู่ร่ำไป บางครั้งก็อยากจะพอแต่ในจังหวะนั้นเขาก็ดึงฉันกลับไปอีก“ก็เฮียมันคนหล่อ เบลล์คงตัดใจทิ้งยาก” คนสุขนิยมตอบแกมหัวเราะ อีกทั้งยังยักคิ้วหลิ่วตามาให้ ฉันได้แต่เบะปากคืนกลับไป เข้าเรื่องจริงจังได้ประเดี๋ยวเดียวก็กลับมาเล่นอีกแล้ว“ล้อเล
[บทบรรยาย : ไวท์ วรัท]ผมมองใบหน้าเรียวเล็กของเธอด้วยหัวใจเต้นแรง คนอะไรทำหน้าอึน แกล้งตีมึนกลบความขี้เขินแล้วยังน่ารัก ไม่ให้ผมหลงเธอคงเป็นไปไม่ได้“งั้นเบลล์ขอตายก่อน” คนตัวเล็กเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ ดูเหมือนเจ้าตัวคงเขินจนไม่รู้ว่าตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังพูดอะไรอยู่ แต่ไม่ว่าเธอจะทำอะไร เธอยังน่ารักสำหรับผมเสมอ นึก ๆ ดูแล้วเราสองคนไม่ได้คุยเรื่องไร้สาระกันมานานเท่าไรแล้วนะ แต่ไหนแต่ไรผมเป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปเรื่อย ๆ อยากทำสิ่งไหนก็จะทำ ทำตามใจตัวเองมาตลอด วันนี้ผมยังเป็นคนเดิม ยังยึดคติสุขนิยม ทว่าสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผมอยากมีชีวิตคู่ อยากมีเบลล์เคียงข้าง อยากสร้างอนาคต อยากเป็นทุกอย่างให้กับเบลล์ อยากเป็นคนที่รักเธอสุดหัวใจอยากเห็นรอยยิ้ม อยากได้ยินเสียง อยากเห็นหน้า อยากทำทุกอย่างร่วมกับเธอ ผมว่าผมรักเธอมากกว่าที่ตัวเองคิดเสียอีก“ก็ได้ เฮียก็อยากให้เบลล์ตายก่อน” ผมตอบกลับ ส่งผลให้คนตัวเล็กทำหน้ามู่ทู่ อีกทั้งยังส่งสายตาพิฆาตใส่กัน ถ้าหากไม่แก้ต่าง เบลล์คงงอนผมหนักแน่ ๆ“ที่อยากให้เบลล์ตายก่อน ตัวเองจะได้ลั้ลลาสินะ” ปลายคางเธอเชิดขึ้นเล็กน้อย อดที่จะขำกับคนตรง
“ถ้าเฮียถีบ...เบลล์ตบคืนร้อยเท่า” รีบเอ่ยบอกเขาเสียงเข้ม ตอนที่เห็นเฮียกำลังยกเท้าตั้งใจจะถีบฉัน แต่โชคดีที่ฉันไหวตัวหลบได้ทันเสียก่อน อันที่จริงเรื่องของเรื่องฉันแค่อยากจะแกล้งคนขี้กลัวให้ตกใจเล่นเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าเขาจะตกใจกลัวขนาดนี้ เกือบเจ็บตัวฟรีแล้วไหมล่ะ“เบลล์เหรอ” น้ำเสียงของเขายังฟังดูเหมือนไม่เชื่อว่าเป็นฉัน ร่างสูงโปร่งขยับตัวถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังติดกับฝาผนัง“เฮีย เบลล์เอง”“ตกอกตกใจหมด นึกว่าผี” เขายกมือขึ้นทาบอกเบา ๆ พลางสูดลมหายใจเข้าออก “ถ้าเฮียเกิดหัวใจวายตายขึ้นมา เบลล์จะอยู่กับใคร”เรื่องเล่นใหญ่ต้องยกให้คุณวรัทเขาล่ะ“แค่แกล้งเล่นนิดเดียวเอง จู่ ๆ หลอดไฟในห้องก็ดับอะ”“เหรอ มันคงช็อตแหละ เดี๋ยวเฮียออกไปซื้อหลอดมาเปลี่ยน แต่ตอนนี้เราออกไปห้องนั่งเล่นก่อนดีไหม รู้สึกวังเวงยังไงไม่รู้ เบลล์คงกลัวแย่เลย” เขาเอ่ยบอกอย่างเป็นห่วง ฉันได้แต่คิดในใจคนที่กลัวเป็นเขามากกว่าล่ะมั้ง เหงื่อแตกเชียว“ทำไม เฮียกลัวผีเหรอ” ทำเสียงหลอนนิด ๆ ก่อนจะกระโดดเกาะหลังเขา และมันได้ผลเกินคาดคนขี้กลัวสะดุ้งตัวโยนรีบวิ่งออกไปด้านนอก กระโดดไปนั่งโซฟาพร้อมกับสีหน้าที่ขวัญเสียสุด ๆ“เบลล์ ไม่
“เปล่า ก็เฮียฝันอยู่อ่า” คนตัวโตตอบกลับมาเสียงอ่อย สรุปเขาเบลอคิดว่าตัวเองฝันอยู่ โอ๊ย...ปวดหัว อยากจะเอาข้าวต้มราดใส่หัวเขาสักทีเผื่อความร้อนจะช่วยละลายเมือกในสมองเขาบ้างดูเอาเถอะ เจอกัน คุยกันขนาดนี้ ยังคิดว่าฝันอยู่อีก“ไม่ได้ฝันเว้ย เฮียฟังเบลล์นะ ตอนนี้คือเฮียตื่นแล้ว โอเคปะ” ฉันพยายามใจเย็น จับมือเขาไว้เพื่อแสดงให้เขาดูว่าฉันตัวจริงเสียงจริง ไม่ใช่ฝัน เป็นคนจริง ๆหงุดหงิดตั้งแต่เมื่อคืนละนะ...“จริงดิ แต่ไม่มั้ง เบลล์ไม่มีทางอยู่ที่นี่หรอกมั้ง” เขายังเถียงกลับมาอย่างมั่นใจ ตอนนี้อารมณ์ฉันจะเข้าเลเวลสี่แล้ว แต่ฉันก็ยังพยายามใจเย็น นี่อิเฮียมันเรียนจนสมองไปหมดแล้วหรือยังไง“ทำยังไงถึงจะเชื่อว่าเบลล์อยู่ที่นี่”“ก็...”“ก็อะไร” ถามออกไปอย่างฉุนเฉียว ชอบทำให้คนเขาหงุดหงิด จู่ ๆ เฮียก็ขยับเข้ามาใกล้ฉันก่อนจะช้อนตัวอุ้มฉันขึ้นลอยหวือกลางอากาศและก้าวเดินเข้าห้องนอนอย่างรวดเร็ว“เฮียจะทำอะไร” เอ่ยถามตอนที่เขาอุ้มตัวฉันวางไว้บนเตียงก่อนเจ้าตัวจะตามมาคร่อมร่างฉันเอาไว้ สีหน้าอิเฮียดูมึน ๆ อยู่นะ หรือว่าอิเฮียจะเมายาจริง ๆ“พิสูจน์ไงว่าไม่ได้ฝัน” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงขี้เล่น สีหน้ามึนงง
ลอนดอน ,ประเทศอังกฤษฉันบินมาถึงลอนดอนประมาณตีสี่กว่า ๆ คิดว่าเวลานี้เฮียคงนอนหลับปุ๋ยอยู่ หลังจากรับกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย ฉันก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบที่อยู่ของอะพาร์ตเมนต์ที่เฮียพักอีกครั้ง จากนั้นก็เรียกแท็กซี่จากหน้าสนามบินไปหาเขาทันทีอากาศที่นี่ค่อนข้างหนาว อุณหภูมิที่รู้สึกได้หนาวแบบติดลบเลยล่ะ วินาทีที่เดินออกจากสนามบินบอกเลยว่าหนาวมาก โชคดีที่ใส่เสื้อฮีทเทคสวมทับด้วยเสื้อโค้ตตัวหนาอีกหนึ่งชั้น พอจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาบ้างฉันใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเดินทางมาถึงอะพาร์ตเมนต์ที่เฮียอาศัยอยู่ แอบรู้สึกตื่นเต้นอยู่หน่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าถ้าฉันโผล่ไปอยู่ในห้องเฮียเวลานี้ เขาจะทำสีหน้ายังไงกลับมา แค่คิดก็สนุกแล้วเรื่องเซอร์ไพรส์เฮียครั้งนี้ ฉันมีคุณป๋าคอยช่วยทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องที่ขอกุญแจสำรองห้องของเฮียจากผู้ดูแลอะพาร์ตเม้นต์และตอนนี้ฉันก็ได้กุญแจห้องของเฮียมาแล้วใช้เวลาหาไม่นานก็เจอห้องของเขา ไม่รอช้าจึงจัดการเปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบ ๆ พยายามทำทุกอย่างให้เบาเสียงที่สุด ฉันวางกระเป๋าเดินทางตรงมุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอน พอเปิดประตูเข้าไปด้า
หนึ่งปีต่อมาถ้าถามว่าชีวิตฉันที่ไม่มีเฮียไวท์เป็นยังไงบ้าง ฉันก็ยังใช้ชีวิตปกติเหมือนเช่นเดิมทุกวัน แต่อาจมีเพิ่มอีกสักสองสามอย่างเช่น วันหยุดฉันอาจจะต้องไปกินข้าวกับที่บ้านของเฮีย ไปช้อปปิ้งกับพวกคุณป้า คุณอา และกิจกรรมที่ฉันทำเป็นประจำตอนนี้เวลา สิบโมงเช้านั่นก็คือวิดีโอคอลคุยกับคุณวรัท(ขอดูห้องหน่อย) คนตรงหน้าทำคิ้วขมวดมุ่น สายตาเรียวรีจ้องแต่จับผิดตลอดเวลา ตอนนี้เฮียเป็นโรคกลัวฉันมีชู้ กลัวว่าฉันจะแอบคบผู้ชายลับหลังเขา ไม่รู้ว่าเขาจะระแวงอะไร ทุกวันนี้ฉันแทบไม่เจอผู้ชายคนไหนเลยนอกจากคุณป๋าของเขาและพ่อของฉัน ทั้งโซ่ เก้า เดียร์ ได้หายสาบสูญไปจากชีวิตฉันหมดแล้ว นาน ๆ ทีเราจะได้เจอกันสักหนหนึ่งฉันหลบจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพื่อให้เขาเห็นบริเวณโดยรอบอย่างสะดวก(ไปฝึกงานนี่เจอไอ้พวกพี่เลี้ยงมาจีบปะ) คิดเอาไว้อยู่แล้วเชียว เขาต้องถามเรื่องนี้ทุกวันสิน่า ทั้งที่ฉันก็ตอบเหมือนเดิมมาอาทิตย์กว่าแล้ว นับตั้งแต่เริ่มฝึกงานที่บริษัทเป็นวันแรกจนถึงวันนี้“ไม่มี” เขาพยักหน้าอย่างพอใจ ช่วงนี้เฮียย้อมผมเป็นสีดำแล้วดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นเยอะเลย ที่สำคัญมันทำให้เขาหล่อขึ้นกว่าเดิมเสียอีก“ละเฮียอะ มีสาวมา







