กว่าจะส่งแขกที่มาร่วมงานศพเสร็จก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว
จี้ซูพาร่างอันหนักอึ้งของตนเองกลับบ้าน และก็ได้เห็นรองเท้าคู่นั้นถอดทิ้งไว้ตรงโถงทางเดิน
สามีที่ขาดการติดต่อไปถึงเจ็ดวันของเธอกลับมาแล้ว
พ่อของเธอจากไปอย่างกะทันหัน ใช้เวลาเบ็ดเสร็จไม่เกินสามวัน ในช่วงเวลานี้เธอพยายามโทรหาโจวฉงเซิ่นไม่ต่ำกว่าห้าสิบสาย แต่ทุกสายกลับเงียบหายไปราวโยนหินลงทะเล
ตั้งแต่โรงพยาบาลไปยังสถานที่จัดงานศพตลอดจนถึงพิธีฝัง หากไม่มีญาติมิตรคอยช่วยเหลือ เธอคงทนรับมือไม่ไหวแน่
ตอนนี้บนตัวของจี้ซูยังคงหลงเหลือกลิ่นธูปจากงานศพ ช่างขัดแย้งกับกลิ่นสนซีดาร์จากเครื่องหอมอโรมาภายในบ้านอย่างสิ้นเชิง
เธอวางกระเป๋าลงบนตู้รองเท้าด้วยใบหน้าที่มีแต่ความเหนื่อยล้า เมื่อเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะเรียบร้อยถึงค่อยเดินเข้าไปด้านใน
ในห้องนั่งเล่น ชายหนุ่มกำลังยืนพิงกรอบหน้าต่างคุยโทรศัพท์
จี้ซูยืนมองเขาอยู่ตรงโถงทางเดินในความเงียบ น้ำเสียงของชายหนุ่มทุ้มต่ำ มุมปากประดับรอยยิ้มเล็กน้อย
มุมปากของเธอปรากฏรอยยิ้มขื่นขม ที่แท้โทรศัพท์ก็ยังใช้ได้นี่ เธอนึกว่าโทรศัพท์ของเขาหายไปแล้วเสียอีก
ร่างกายเหนื่อยล้าถึงขีดสุด เธอคร้านแม้แต่จะพูดอะไร จึงไม่อยากตั้งคำถามว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงขาดการติดต่อไปแบบนั้น
เพราะมันไม่สำคัญแล้ว
ตอนแรกที่เลือกแต่งงานกับเขาก็เพราะเห็นแก่ทรัพยากรทางการแพทย์ในมือเขา แต่ในเมื่อตอนนี้พ่อเธอจากไปแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือเหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป
และชีวิตการแต่งงานสามปีที่ภายนอกดูดีแต่ภายในขมขื่นซึ่งเธอคอยประคับประคอง ตอนนี้ก็ถือว่าจบสิ้นแล้วเช่นกัน
ตอนนี้เธอเพียงต้องการขึ้นไปอาบน้ำบนห้อง จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนให้เต็มอิ่มสักตื่น
ขณะก้าวเท้าขึ้นบันได เดินขึ้นมาได้ถึงขั้นที่สาม เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ไปไหนมา ทำไมกลับดึกขนาดนี้?”
น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยการตำหนิ
จี้ซูเป็นคนอยู่ในกรอบมาตลอด ไม่ชอบคบค้าสมาคมกับใคร เลิกงานก็ดิ่งตรงกลับบ้าน วัน ๆ เอาแต่วนเวียนอยู่กับสามีและหน้าเตา
ต่อให้พ่อต้องเข้าโรงพยาบาล เธอก็ยังจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพก่อนที่โจวฉงเซิ่นจะเลิกงานกลับมา
รองเท้าแตะที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบหน้าประตู เสื้อเชิ้ตที่รีดจนเรียบกริบในตู้เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องหอมและชาดำที่ชงเตรียมไว้ในห้องหนังสือก่อนสามทุ่มของทุกคืน
ที่ทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อยื้อชีวิตพ่อเธอเอาไว้ แต่ผลลัพธ์ล่ะ?
ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองที่เดิมทีนัดหมายไว้ดิบดี กลับถูกโจวฉงเซิ่นส่งตัวไปเยอรมนีกะทันหัน
ความจริง พ่อเธอก็ไม่ได้ทรุดหนักอย่างกะทันหันอะไรหรอก แต่อาการของท่านวิกฤตมาโดยตลอด ถึงอย่างนั้นโจวฉงเซิ่นก็ยังคงเลือกให้ความสำคัญกับคนอื่นก่อน โดยไม่ปรึกษาเธอสักคำ
จี้ซูชะงักฝีเท้า ไม่ได้ตอบอะไร
เสียงฝีเท้าจากด้านหลังค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ ร่างสูงใหญ่นั้นเดินผ่านเธอไป ก่อนจะยืนขวางอยู่บนบันได
“การผ่าตัดที่เยอรมนีราบรื่นดี คาดว่าอีกไม่นานศาสตราจารย์สิงก็จะกลับมาที่จิงตู ถึงตอนนั้นค่อยจัดคิวผ่าตัดให้พ่อคุณแล้วกัน”
มือของจี้ซูที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวกำแน่นขึ้นเล็กน้อย ความโศกเศร้าในดวงตาถูกกลืนหายไปในเงามืด น้ำเสียงราบเรียบจนไม่อาจจับอารมณ์ใด “ไม่ต้องแล้วละ”
โจวฉงเซิ่นขมวดคิ้ว คิดแค่ว่าเธอกำลังโกรธเรื่องโทรศัพท์
จึงพยายามอธิบายอย่างใจเย็น “หลายวันนี้ผมอยู่เป็นเพื่อนซางซางมาตลอด พอดีว่าคุณลุงซางผ่าตัด เธอเป็นกังวลมากน่ะ”
ซางซางที่เขาพูดถึงก็คือซางฮวย ผู้เป็นคุณหนูรองแห่งตระกูลซางซึ่งเป็นเพื่อนเก่าแก่กับตระกูลโจว
เหตุผลนี้ ฟังดูดีทีเดียว
จี้ซูหลุบตาลง ความรู้สึกเย็นยะเยือกอันน่าขบขันสายหนึ่งพลันผุดขึ้นมาในหัวใจ
หากไม่มีเธอ ซางฮวยก็คงได้ยืนอยู่เคียงข้างเขาอย่างสมเกียรติไปนานแล้ว
เพื่อปลอบประโลมความกังวลของซางฮวย เขาสามารถหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยได้ถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม
“เข้าใจแล้วค่ะ” จี้ซูตอบกลับอย่างอ่อนแรง ก่อนจะเดินเลี่ยงเขาเพื่อขึ้นไปชั้นบน
ชายหนุ่มขวางทางเดินไว้ พร้อมกับเอื้อมมือไปโอบรอบไหล่เธอเบา ๆ “นี่ไง พอจัดการธุระเสร็จผมก็รีบกลับมาแบบไม่ได้หยุดพักเลยนะ”
ไม่ได้หยุดพัก
จี้ซู : “งั้นฉันควรขอบคุณคุณไหม?”
ขอบคุณที่เขาอยู่เป็นเพื่อนซางฮวยถึงเจ็ดวันเต็ม แต่ก็ยังอุตส่าห์กลับมาหยิบยื่นคำว่า "ไม่ได้หยุดพัก" ให้เธอด้วยความเวทนาน่ะเหรอ?
เมื่อเห็นท่าทีของเธอ โจวฉงเซิ่นก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เผยให้เห็นความหงุดหงิดรำไร “ตกลงวันนี้คุณเป็นอะไรกันแน่ ดีแต่ทำตัวประชดกันอยู่ได้ ผมอธิบายแล้วไม่ใช่หรือไง จะมางี่เง่าอะไรนักหนา?”
งี่เง่า?
จี้ซูนึกอยากหัวเราะออกมา
พ่อของเธอจากไปได้สามวันแล้ว เธอทั้งต้องจัดงานศพ ส่งแขกเหรื่อ เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ เขากลับไม่ระแคะระคายสักนิด
ยิ่งไปกว่านั้น โรงพยาบาลที่พ่อเธอรักษาก็อยู่ในเครือตระกูลโจวแท้ ๆ
ถึงจะเป็นการแต่งงานแบบปิดบัง ต่อให้เขาไม่รู้เรื่อง แต่ผู้ช่วยที่คอยจัดการธุระให้เขาทั้งวันล่ะ?
บางทีแม้แต่ผู้ช่วยก็คงรู้สึกว่า เรื่องของเธอไม่จำเป็นต้องไปรบกวนโจวฉงเซิ่นสินะ
จี้ซูเงยหน้าขึ้น มองคนที่อยู่ตรงหน้า พลันเกิดความรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีความหมายอีกแล้ว
ริมฝีปากบางขยับเล็กน้อย ขณะเอ่ยถ้อยคำที่แผ่วเบาราวสายลม “โจวฉงเซิ่น เราหย่ากันเถอะ”
เธอทนใช้ชีวิตแต่งงานที่เหมือนเป็นม่ายแบบนี้มานานพอแล้ว เช่นเดียวกับวันเวลาที่ต้องคอยหมุนรอบตัวผู้ชายในทุก ๆ วัน
เธอขยะแขยงใบหน้าของตัวเองที่ต้องคอยประจบประแจงเอาใจเขาเหลือเกิน
โจวฉงเซิ่นชะงักงันเล็กน้อย คล้ายกำลังประมวลผลความหมายของประโยคนี้ นัยน์ตาลึกล้ำราวสระน้ำเย็นเยียบจ้องมองอย่างจับผิด “แค่เพราะผมไม่รับโทรศัพท์เนี่ยนะ?”
จี้ซูหลุบตาลง ซ่อนประกายแสงสุดท้ายในแววตา “ใช่ แค่เพราะคุณไม่รับโทรศัพท์”
พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่อยากมาโต้เถียงกันแล้ว
เธอผลักชายหนุ่มให้พ้นทาง ก่อนเดินขึ้นไปชั้นบนตามลำพัง
“จี้ซู เคยคิดบ้างไหมว่าถ้าทิ้งผมไปคุณจะใช้ชีวิตยังไง คุณจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่ารักษาพ่อคุณ?”
หญิงสาวหยุดเท้าลงตรงหัวมุมบันได
โจวฉงเซิ่นล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาหนักแน่น “คำพูดในวันนี้ผมจะถือว่าไม่ได้ยิน คุณรีบพักผ่อนเถอะ”
แม้ว่าโถงบันไดมืดสลัว แต่จี้ซูก็ยังจับความรู้สึกสายหนึ่งในแววตาของเขาได้อย่างง่ายดาย
การดูถูก
การดูถูกจากผู้ที่อยู่เหนือกว่า
เสียงโทรศัพท์ของโจวฉงเซิ่นดังขึ้นอีกครั้ง เขาล้วงมันออกมาดูสายเรียกเข้าแล้วกดปิดหน้าจอ ก่อนจะหันหลังเดินลงบันไดไป
จี้ซูจิกเล็บลงบนฝ่ามืออย่างแรง มองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดินจากไป พยายามกดข่มความรู้สึกจุกแน่นในลำคออย่างสุดความสามารถ
“เดี๋ยวฉันจะเขียนหนังสือหย่าให้เร็วที่สุด เรียบร้อยเมื่อไหร่จะให้เมสเซนเจอร์เอาไปส่งที่ห้องทำงานคุณแล้วกัน”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไป ร่างของชายหนุ่มก็ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะก้าวเดินต่อ ไม่กี่วินาทีให้หลัง เสียงปิดประตูก็ดังมาจากโถงทางเดิน
ห้องนั่งเล่นกลับคืนสู่ความเงียบงัน เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ดังขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ ถอยห่างออกไป
จี้ซูทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ความเย็นเยียบแผ่ซ่านมาจากพื้นหินอ่อน แต่นั่นก็เทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บในหัวใจ
โทรศัพท์สั่นเตือน จี้ซูกดรับสาย ปลายสายคือเสียงของติงเซี่ยน เพื่อนสนิทของเธอ ตัวติงเซี่ยนนั้นอยู่ต่างประเทศ แม้จะไม่ได้กลับมาร่วมงานศพพ่อ แต่ก็ส่งคนมาคอยช่วยจัดการให้ทุกอย่าง
“ซูซู ฉันให้คนจัดการเรียบร้อยแล้วนะ เธอตั้งใจจะขอหย่าเมื่อไหร่?”
ปลายนิ้วของจี้ซูชาวาบ ชะงักไปครู่หนึ่ง “ฉันบอกเขาแล้ว”
เธอกวาดตามองรอบคฤหาสน์หลังโต ตลอดสามปีที่ผ่านมา ของตกแต่งทุกชิ้นในที่แห่งนี้เธอเคยเช็ดถูมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ด้วยความที่โจวฉงเซิ่นชอบความสงบ เธอจึงเลิกจ้างแม่บ้านประจำ นอกจากแม่บ้านที่มาทำความสะอาดตามกำหนดแล้ว ปกติเรื่องทั้งหมดเธอจะเป็นคนลงมือทำด้วยตัวเอง
เธอเคยไร้เดียงสาถึงขั้นคิดว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง แต่มาวันนี้กลับรู้สึกแปลกหน้าไปเสียแล้ว
แต่สุดท้ายก็ต้องบอกว่าเป็นเธอรนหาที่เอง เธอยอมลดคุณค่าตัวเองลงขนาดนี้ แล้วยังหวังจะให้ผู้ชายเห็นหัวอีกหรือ?
ปลายสายรู้สึกประหลาดใจกับความรวดเร็วของเธออย่างเห็นได้ชัด จึงถามคล้ายหยั่งเชิง “แล้ว...โจวฉงเซิ่นยอมตกลงไหม?”
จี้ซูตอบกลับ “ความคิดเห็นของเขาไม่สำคัญหรอก”
เมื่อได้ยินเธอตอบกลับไปเช่นนี้ ติงเซี่ยนที่อยู่ปลายสายก็ไม่พูดอะไรมาก เพราะหลายปีนี้ความต่ำต้อยของจี้ซูล้วนอยู่ในสายตาของเธอทั้งหมด ยิ่งตอนนี้เกิดเรื่องของคุณลุงขึ้น ก็ยิ่งให้อภัยไม่ได้
เรื่องหย่าเธอขอชูสองมือสนับสนุนแน่นอน
แต่กลับมีความรู้สึกว่า โจวฉงเซิ่นคงไม่ยอมปล่อยมือง่าย ๆ เพราะการหย่าร้างมีแต่ส่งผลเสียกับเขาทั้งนั้น
“ในเมื่อขอหย่าแล้ว ก็ต้องย้ายออกมาสิ กุญแจบ้านที่เฉียนสุ่ยว่านอยู่ที่เธอไม่ใช่เหรอ ถ้าสองวันนี้เธอย้ายบ้านก็อย่าลืมบอกฉันละ ฉันจะได้ให้คนไปช่วย”
ริมฝีปากของจี้ซูยกยิ้มเล็กน้อย ไม่รู้ทำไม อยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้ “ขอบใจนะ เซี่ยนเซี่ยน”
ติงเซี่ยนหัวเราะเบา ๆ “มาพูดอะไรแบบนี้เล่า เธอจำไว้นะว่าถ้ามีฉันอยู่ เธอจะมีทางออกเสมอ”
พูดจบก็ถอนหายใจ ก่อนว่าต่อไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อย่าไปจมปลักอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่คู่ควรเลย ไม่มีใครมีค่าพอให้เธอต้องยอมทิ้งความภาคภูมิใจและแสงสว่างในตัวเองไปหรอกนะ”
หยดน้ำตาอุ่นร้อนหยดแหมะลงบนพื้น จี้ซูพยักหน้าเบา ๆ
“จริงสิ ฉันลืมบอกเธอไปเลย จี้หรงจื่อเหมือนจะกลับประเทศมาแล้วนะ”
จี้หรงจื่อ!
มือที่ถือโทรศัพท์ของจี้ซูพลันกำแน่นขึ้น แววตาถูกย้อมไปด้วยความรู้สึกอันยากจะคาดเดา