LOGIN“พี่สาวของข้า” น้ำเสียงของหญิงสาวหนักแน่น ไม่มีวี่แววสั่นคลอนแม้แต่ชั่ววูบ
“เพียงเพื่อสตรีชาวบ้านนางหนึ่ง เจ้าถึงกับกล้าบุกรุกหอจดหมายเหตุของราชสำนักเชียวหรือ?” เสียงทุ้มต่ำทวนคำ นัยน์ตาคมกริบของบุรุษเบื้องหน้าหรี่แคบลงอย่างจับผิด “ข้ออ้างนี้ฟังดูตื้นเขินเกินไปกระมัง หากเจ้าบอกว่ารับคำสั่งจากเสนาบดีฝ่ายซ้ายมาลอบขโมยเอกสาร ข้าอาจจะเชื่อมากกว่านี้”
“การตามหาพี่สาวผู้เป็นที่รัก ไม่ใช่ข้ออ้างตื้นเขินเจ้าคะ และหากข้าน้อยเป็นสายลับของเสนาบดีฝ่ายซ้ายจริง คงไม่เปิดเผยตัวตนโง่เขลาเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ” ร่างบางเชิดหน้าขึ้น “ข้าน้อยเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา พี่หญิงถูกทหารกรมวังคัดเลือกตัวมาเมื่อครึ่งปีก่อน โดยอ้างว่าจะให้เป็นนางกำนัล แต่กลับไม่มีข่าวคราวส่งกลับไปอีกเลย ซึ่งนั่นเป็นการกระทำผิดสังเกตที่ข้าน้อยตั้งข้อสงสัย จึงต้องสืบเสาะเจ้าคะ”
“สตรีที่เข้าวังฝ่ายในย่อมถูกตัดขาดจากโลกภายนอก กฎเกณฑ์เข้มงวด การที่นางส่งจดหมายกลับไปไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าเกิดเรื่องร้ายแรง”
“แต่นางไม่ได้ไปเป็นนางกำนัลเจ้าค่ะ” เยว่ชิงสวนกลับทันควัน “เมื่อคืนข้าน้อยบังเอิญได้ยินทหารจากกรมพิธีการสนทนากันในโรงน้ำชา พวกมันเอ่ยถึงตำราบูชาฆาตและหญิงสาวเกิดปีระกาเดือนสิบเอ็ด ยามจื่อ ซึ่งเป็นเวลาตกฟากของพี่หญิงอย่างพอดิบพอดี พวกมันหลอกล่อสตรีมีคุณสมบัติเหล่านี้มาเพื่อเป็นเครื่องสังเวยในพิธีล้างอาเพศ”
บุรุษสูงศักดิ์นิ่งงันไปครู่หนึ่ง “ทหารที่เจ้าพูดถึงคือผู้ใด?”
“คนหนึ่งมีรอยแผลเป็นบนใบหน้า ซึ่งเป็นถึงรองแม่ทัพหน่วยลาดตระเวน อีกคนคือใต้เท้าจางผู้คุมคลังเอกสารที่กำลังนอนเมามายอยู่ชั้นล่างเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบฉะฉานไร้ซึ่งความลังเล
“เจ้าช่างกล้าหาญหรือโง่เขลากันแน่ ที่นำเรื่องกบฏเช่นนี้มาพูดกับข้า?” ร่างสูงเอ่ยเสียงเย็นเยียบแผ่กลิ่นอายคุกคาม “รู้หรือไม่ว่าเพียงข้าพลิกฝ่ามือ ศีรษะของเจ้าก็หลุดจากบ่าได้ทันที จากโทษฐานลบหลู่พิธีกรรมของราชสำนัก”
“หากท่านอ๋องต้องการสังหารข้าน้อย คงลงมือไปตั้งแต่เห็นตู้เอกสารเปิดออกแล้ว” เยว่ชิงสบตาอย่างไม่ลดละ “และท่านเองก็กำลังสืบสวนความผิดปกติของกรมพิธีการอยู่เช่นกันใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
มุมปากของอ๋องหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย ทว่าแววตาหาได้ยิ้มตามไม่ “ฉลาดเจรจานัก กรมพิธีการมักอ้างคติความเชื่อเพื่อรวบอำนาจฝ่ายในมาตลอด ข้าเพียงสงสัยว่าเบื้องหลังการจัดพิธีใหญ่โตแต่ละครั้งมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่ ทว่าเอกสารงบประมาณและบัญชีรายชื่อกลับถูกจัดการอย่างแนบเนียนจนหาช่องโหว่ไม่พบ”
“บัญชีลับอยู่ในมือท่านอ๋องแล้วเจ้าค่ะ” ร่างบางชี้ไปยังสมุดข่อยปกสีแดงในมืออีกฝ่าย “รายชื่อสตรีเหล่านั้นถูกขีดฆ่าและระบุสถานะว่าสมบูรณ์ นั่นคือหลักฐานการเข่นฆ่าราษฎร”
“เพียงบัญชีเล่มเดียว ไม่อาจเอาผิดเสนาบดีระดับสูงได้” บุรุษตรงหน้าส่ายหน้า “เสิ่นเหวินจิ้งมีเส้นสายทั่วราชสำนัก ทั้งยังได้รับการหนุนหลังจากขุนนางฝ่ายในบางคน หากนำเอกสารนี้ไปกราบทูลเบื้องบน มันย่อมหาทางปัดสวะพ้นตัว โดยอ้างว่าเป็นเพียงบันทึกของสตรีที่เจ็บป่วยล้มตายตามปกติ”
“แล้วต้องทำเช่นไร จึงเปิดโปงพวกมันได้เจ้าคะ?”
“ต้องหาพยานบุคคลและหลักฐานเชื่อมโยงถึงตัวเสนาบดีเสิ่นโดยตรง ทว่าคนของกรมพิธีการระแวดระวังตัวแจ สายสืบของข้าในวังถูกจับตามองอย่างหนัก การขยับเขยื้อนเพียงนิดย่อมกระเทือนถึงหูของฮองเฮาและกรมวัง”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าน้อยช่วยเหลือท่านอ๋องได้เจ้าค่ะ”
“สตรีชาวบ้านไม่มีแม้วรยุทธ์เช่นเจ้า จะช่วยเหลือสิ่งใดได้?” น้ำเสียงทุ้มเจือแววดูแคลนเล็กน้อย “ลำพังแค่เดินออกจากประตูหอจดหมายเหตุนี้โดยไม่ถูกจับกุมก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้ว”
“ขุนนางระดับสูงมักระแวดระวังขุนนางด้วยกันเอง ทว่าพวกมันมักละเลยสายตาของคนระดับล่าง” หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว “ชาวบ้านร้านตลาด ขอทาน หญิงรับใช้ ทหารเลว คนเหล่านี้คือหูตาที่กระจายอยู่ทั่วเมืองหลวง ท่านอ๋องมีสายสืบในราชสำนัก แต่ข้าน้อยสามารถสืบหาเบาะแสจากเบื้องล่าง ในจุดที่สายสืบของท่านไม่อาจลดตัวลงไปคลุกคลีได้เจ้าค่ะ”
“เจ้ากำลังจะบอกว่า ข้าต้องการหมากตัวใหม่ที่อยู่นอกกระดานกระนั้นหรือ?”
“ข้าน้อยยินดีเป็นหมากตัวนั้นเจ้าค่ะ”
ร่างสูงนิ่งเงียบคล้ายกำลังประเมินสตรีตรงหน้า แววตาคมกริบกวาดมองใบหน้ามอมแมมทว่าฉายแววเด็ดเดี่ยวเกินวัย
“เจ้าต้องการสิ่งใดเป็นการแลกเปลี่ยน?”
“ข้าน้อยเพียงต้องการรู้ว่าหลินเยว่หลัน พี่หญิงของข้าถูกกักตัวไว้ที่ใด และนางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?” เยว่ชิงเอ่ยความต้องการอย่างชัดเจน “ท่านอ๋องช่วยสืบข่าวพี่หญิงจากภายในวัง ส่วนข้าน้อยจะรวบรวมหลักฐานความเน่าเฟะของกรมพิธีการจากภายนอกวัง นี่คือข้อตกลงที่ยุติธรรมเจ้าค่ะ”
บุรุษสูงศักดิ์จ้องมองดวงตากลมโตอันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปลี่ยม
“ดี... ข้าจะรับข้อเสนอนี้”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
“อย่าเพิ่งดีใจไป” เสียงเข้มขัดขึ้น มือหนาเก็บสมุดข่อยสีแดงเข้าไว้ในสาบเสื้อตนเอง “บัญชีเล่มนี้ข้าจะเก็บไว้เอง หากตกอยู่ในมือเจ้า มันจะกลายเป็นป้ายเรียกความตาย”
“แต่ข้าน้อยต้องใช้มันยืนยัน...”
“หากมีผู้ใดค้นเจอว่าเจ้าครอบครองเอกสารลับ เจ้าจะไม่ได้เห็นหน้าพี่สาวอีกตลอดกาล” ร่างสูงตัดบทเด็ดขาด “ส่วนการติดต่อระหว่างเรา ทุก ๆ สามวันในยามโหย่ว จงไปรอในตรอกหลังศาลเจ้าร้างท้ายเมือง จะมีคนของข้าไปรับฟังข่าว หากเจ้าผิดนัดหรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย ข้าจะถือว่าเจ้าทิ้งข้อตกลงและแปรพักตร์”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ส่วนเรื่องที่จะออกไปจากที่นี่” อ๋องหนุ่มปรายตามองตู้ไม้สีดำเปิดอ้าอยู่ “เจ้าจัดการล็อกกุญแจให้กลับสู่สภาพเดิมเสีย จากนั้นจงเดินตามข้าออกไปเงียบ ๆ หากทหารยามซักถามให้บอกว่าข้าเรียกเจ้ามาสอบสวนเรื่องการส่งเสบียง”
“เจ้าค่ะ” เยว่ชิงรีบจัดการกับแม่กุญแจทองเหลืองให้กลับเป็นเหมือนเดิมทันควัน ตามคำบอกของบุรุษเบื้องหน้า
เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก ทั้งสองพบว่าทหารยามหน้าบันไดยังคงยืนเฝ้าอย่างเคร่งครัด ทวนยาวในมือจับจ้องมายังร่างบางอย่างคลางแคลงใจ
“เปิดทาง” เสียงทุ้มตวาดสั่ง
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” นายกองรีบหลบทางให้ “แล้วสตรีผู้นี้”
“นางเป็นเพียงเด็กรับใช้โง่เขลา ข้าสอบสวนแล้วไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ปล่อยนางกลับไป”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
เยว่ชิงก้มหน้าเดินตามหลังร่างสูงลงบันไดมาจนถึงโถงชั้นล่าง ดวงตากลมโตเหลือบมองใต้เท้าจางที่ยังคงนอนหลับฟุบอยู่บนโต๊ะ ก่อนรีบก้าวเท้าเดินตามบุรุษเบื้องหน้าออกไปนอกอาคาร ครั้นพ้นสายตาของทหารยาม อ๋องหนุ่มจึงหยุดเดินแล้วหันกลับมา
“จำไว้ให้ดี ห้ามกระทำการวู่วามโดยเด็ดขาด”
“ข้าน้อยจดจำใส่ใจเจ้าค่ะท่านอ๋อง ได้โปรดช่วยสืบข่าวพี่หญิงให้โดยเร็วด้วยนะเจ้าคะ”
ร่างสูงพยักหน้าเล็กน้อย ทว่าก่อนร่างบางจะหมุนตัวเดินจากไป เสียงทุ้มกลับเอ่ยรั้งไว้
“หลินเยว่ชิง”
“เจ้าคะ?” หญิงสาวหันกลับมามองพร้อมใบหน้าฉงน
“เมื่อครู่ข้าพลิกดูรายชื่อในหน้าสุดท้าย” น้ำเสียงของบุรุษผู้นั้นหนักอึ้ง “ชื่อของหลินเยว่หลันถูกบันทึกไว้ในกลุ่มของสตรีต้องเข้ารับการชำระล้างในรอบถัดไป”
หัวใจของเยว่ชิงกระตุกวาบ ความเย็นเยียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง “รอบถัดไปหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
“หมายความว่า...” บุรุษสูงศักดิ์จ้องมองใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาว “พิธีบูชายันครั้งต่อไปจะเริ่มขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า”
ขบวนรถม้าสลักตราพยัคฆ์แห่งกองกำลังรักษาเมืองหลวงเคลื่อนตัวเข้าสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ แถบชานเมืองอย่างเงียบเชียบ ชาวบ้านต่างพากันชะเง้อคอผ่านรั้วไม้ไผ่ด้วยความแตกตื่น เมื่อรถม้าคันใหญ่หยุดลงหน้าเรือนไม้ซอมซ่อของสกุลหลินจากนั้นประตูรถม้าค่อย ๆ ถูกเปิดออก ก่อนร่างบางของหลินเยว่ชิงก้าวลงมาเป็นคนแรก หญิงสาวสูดกลิ่นไอดินและกลิ่นรวงข้าวแสนคุ้นชินเข้าเต็มปอด นัยน์ตากลมโตทอดมองบานประตูเรือนเปิดแง้มไว้ ก่อนหันไปประคองสตรีผู้เป็นพี่สาวให้ก้าวตามลงมา“พี่หญิง เรากลับมาถึงบ้านแล้วเจ้าค่ะ” เยว่ชิงเอ่ยเสียงสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาแห่งความปีติรื้นขึ้นมาในดวงตาหลินเยว่หลันในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนกวาดสายตามองลานหน้าบ้าน ซึ่งทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิมราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง ก่อนสตรีผู้รอดชีวิตจากขุมนรกวังหลวงยกมือขึ้นปิดปากสะอื้นไห้จนตัวสั่นเทา“ใครมาอยู่หน้าเรือนกัน” เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้นจากด้านใน พร้อมบานประตูไม้ถูกผลักออกกว้าง ก่อนปรากฏร่างของมารดาสกุลหลินที่เดินถือไม้เท้าออกมา โดยมีบิดาเดินประคองอยู่เคียงข้างครั้นสายตาฝ้าฟางของคนทั้งสองปะทะเข้ากับใบหน้าของสตรีที่ยืนอยู่หน้าเรือน ไม้เท้าในมือมารดาก็ร่วงหล่นลงพ
“ปล่อยเชือกเดี๋ยวนี้เยว่ชิง! ปล่อย!”สุรเสียงตวาดลั่นของเซียวจิ่งเหยียนดังก้องแข่งกับเสียงปะทุของเปลวเพลิง ฝ่ามือหนาเต็มไปด้วยรอยแผลพุพองกำข้อมือบางของหลินเยว่ชิงไว้แน่นจนสั่นสะท้าน“ข้าน้อยปล่อยไม่ได้เจ้าค่ะ! หากหีบใบนี้ตกลงไป ขุนนางชั่วทั้งราชสำนักจะลอยนวล!” หญิงสาวกัดฟันแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มเพราะความร้อนระอุและควันไฟ สองมือยังคงกำเชือกเส้นหนาที่รั้งหีบเหล็กบรรจุเอกสารสำคัญไว้สุดกำลัง“ชีวิตของเจ้ามีค่ามากกว่าเศษกระดาษพวกนั้น! หากเจ้าตาย ความยุติธรรมจะมีประโยชน์อันใด!” นัยน์ตาคมกริบของบุรุษผู้สูงศักดิ์วาวโรจน์ด้วยความหวาดผวาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน “ข้าสั่งให้ปล่อย!”“ทว่า...” เปรี๊ยะ! แควก!เชือกเส้นหนาถูกไฟลามเลียทนรับน้ำหนักของหีบเหล็กไม่ไหวอีกต่อไป เส้นใยขาดผึงออกจากกันในเสี้ยววินาทีน้ำหนักที่รั้งร่างบางไว้พลันหายวับ เซียวจิ่งเหยียนใช้จังหวะนั้นออกแรงกระชากข้อมือเรียวสุดกำลัง ดึงร่างของเยว่ชิงให้ลอยข้ามขอบบ่อขึ้นมาบนพื้นหินอ่อนได้อย่างฉิวเฉียด!โครมมม!!!เสียงหีบเหล็กตกลงกระทบกรงเหล็กเบื้องล่าง ก่อนร่วงทะลุลงสู่ช่องระบายน้ำมัน เปลวเพลิงสีส้มแดงกลืนกินหลักฐานชิ้นสุดท้ายหาย
“เร่งม้าอีก! หากชักช้าแม้แต่ลมหายใจเดียว สตรีเหล่านั้นจะกลายเป็นเถ้าถ่าน!”เซียวจิ่งเหยียนตวาดก้องในยามวิกาล พร้อมควบม้าศึกสีนิลตะบึงเต็มฝีเท้า มุ่งหน้าสู่ลานพิธีใหญ่ของกรมพิธีการ โดยมีหลินเยว่ชิงกอดรัดเอวแกร่งของบุรุษเบื้องหน้าแน่น พร้อมหัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดผวา“ท่านอ๋อง ประตูลานพิธีถูกปิดตายจากด้านในพ่ะย่ะค่ะ!” แม่ทัพจ้าวตะโกนรายงานขณะควบม้าตีคู่ขึ้นมา“พังมันเข้าไป ใช้ท่อนซุงกระแทกให้แตก อย่าให้ผู้ใดรอดพ้นคมดาบไปได้!” สุรเสียงดุดันสั่งการเด็ดขาด“รับด้วยเกล้า!”ทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวงหลายสิบนายกระโดดลงจากหลังม้า ร่วมแรงกันแบกท่อนซุงขนาดใหญ่พุ่งเข้ากระแทกบานประตูเหล็กของลานพิธีตึง! ตึง! โครม!ไม่นานบานประตูหนักอึ้งพังครืนลงมา พร้อมเผยให้เห็นภาพเบื้องหน้าที่ทำให้เลือดในกายของเยว่ชิงเย็นเฉียบลานหินอ่อนกว้างใหญ่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นฉุนกึกของน้ำมันยาง ตรงกลางลานคือตะแกรงเหล็กขนาดใหญ่เปิดอ้าออก เบื้องล่างคือห้องกรงใต้ดินซึ่งมีสตรีสวมชุดขาวหม่นนับสิบชีวิตถูกล่ามโซ่ตรวนติดกัน พวกนางกำลังกรีดร้องและกอดกันกลมด้วยความหวาดกลัวสุดขีดซึ่งรอบ ๆ ปากบ่อนั้นปรากฏร่างของนักบวชชุดดำและทหารเ
“ฝ่าบาท ขุนนางผู้ใดที่มีชื่ออยู่ในหน้าสุดท้ายกระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เซียวจิ่งเหยียนก้าวประชิดแท่นบัลลังก์ นัยน์ตาคมกริบจดจ้องพระพักตร์ซีดเผือดของผู้ครองแคว้น สุรเสียงของอ๋องหนุ่มเต็มไปด้วยความตึงเครียดขั้นสุดฮ่องเต้เซียวจิ่งเฉิงทรงทิ้งสมุดบัญชีเลือดลงบนโต๊ะทรงงาน พระหัตถ์สั่นสะท้านชี้ไปยังตัวอักษรแถวสุดท้าย “จ้าวถิง... อดีตเสนาบดีกรมพิธีการคนก่อน ผู้ล่วงลับไปเมื่อห้าปีที่แล้ว”“ฮ่า ๆ ๆ ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ!” เสิ่นเหวินจิ้งระเบิดเสียงหัวเราะก้องท้องพระโรง ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง “ผู้บงการปลอมแปลงตราพระราชลัญจกร ผู้ริเริ่มการสังเวยโลหิตและผู้ยักยอกเงินไปซ่องสุมกำลังพลที่หุบเขาซานหลิง... แท้จริงแล้วคือจ้าวถิง”“ใต้เท้าเสิ่น! ท่านกำลังโยนความผิดให้คนตาย!” หลินเยว่ชิงตวาดสวน ร่างบางก้าวออกมายืนประจันหน้าขุนนางโฉด “อดีตเสนาบดีจ้าวสิ้นชีพไปนานแล้ว ท่านจะกล่าวอ้างสิ่งใดก็ย่อมได้!”“ข้ากล่าวความจริง!” ขุนนางชราหันไปประสานมือถวายบังคมฮ่องเต้ “ฝ่าบาท เมื่อสิบปีก่อนข้าน้อยเป็นเพียงรองเสนาบดีไร้อำนาจ จ้าวถิงเป็นผู้สั่งทำตราประทับปลอมและบัญชาการทุกสิ่ง ข้าน้อยถูกบังคับให้ปิดปากเงียบเพื่
“หยุดมือเดี๋ยวนี้เสิ่นเหวินจิ้ง!”เซียวจิ่งเหยียนตวาดก้องขณะม้าศึกควบทะยานเข้าสู่ลานพิธีของกรมพิธีการ คบเพลิงในมือเสนาบดีเฒ่ากำลังถูกโยนลงไปในห้องใต้ดินซึ่งมีเสียงกรีดร้องของสตรีดังระงมร่างสูงไม่รอช้า ปามีดสั้นในมือออกไปสุดแรงเกิดเคร้ง!มีดสั้นกระแทกด้ามคบเพลิงจนหลุดจากมือเสนาบดีเฒ่า จนร่วงหล่นลงบนพื้นหินอ่อนเปียกชื้น องครักษ์เงาที่ตามมาติด ๆ พุ่งทะยานเข้าประชิดตัว พร้อมล็อกแขนชายวัยกลางคนกดลงกับพื้นอย่างแน่นหนาเยว่ชิงรีบกระโดดลงจากหลังม้า จากนั้นวิ่งตรงไปยังลูกกรงเหล็กของห้องใต้ดิน “สตรีทุกคนปลอดภัยหรือไม่เจ้าคะ”“พวกเราอยู่นี่! ช่วยด้วย!” เสียงสะอื้นไห้ดังลอดขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่างอ๋องหนุ่มก้าวอาด ๆ เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าขุนนางโฉด นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ “แผนการของเจ้าจบสิ้นแล้ว นำตัวกบฏผู้นี้กลับไปชำระความต่อหน้าเบื้องพระพักตร์เดี๋ยวนี้”ณ ท้องพระโรงใหญ่ วังหลวงยามโฉ่วบรรยากาศหนักอึ้งดั่งขุนเขาตระหง่านทับ ฮ่องเต้เซียวจิ่งเฉิงประทับบนบัลลังก์มังกร พระพักตร์ถมึงทึงดุดัน เบื้องล่างมีเสนาบดีเสิ่นเหวินจิ้งถูกล่ามโซ่ตรวนคุกเข่าอยู่กลางโถง ขนาบข้างด้วยอ๋องเจิ้ง หลินเยว่ชิง และหลินเ
“ยิงพวกนางให้พรุน! สังหารฮ่องเต้และอ๋องเจิ้งให้สิ้นซาก!” สิ้นเสียงตวาดก้องของเสนาบดีเสิ่นเหวินจิ้ง ลูกธนูนับสิบดอกก็พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาจากแนวกำแพง หลินเยว่ชิงเบิกตากว้าง สองเท้าแข็งค้างอยู่กลางลานหินอ่อน ดวงตาทั้งสองหลับแน่นรอรับความเจ็บปวดทว่าแทนที่นางจะกรี๊ดร้องด้วยความเจ็บปวดจากลูกธนูทะลวงเนื้อหนัง กลับกลายเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากบนหลังคาตำหนักแทน“อ๊ากกก!”ร่างของพลธนูชุดดำร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหินอ่อนทีละคน เบื้องหลังมือสังหารเหล่านั้นปรากฏเงาร่างขององครักษ์หน้ากากเหล็กนับสิบนายซึ่งดักซุ่มอยู่ก่อนแล้ว คมดาบเงาวับตวัดฟาดฟันศัตรูบนกำแพงจนล้มตายเกลื่อนกลาดเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น ร่างสูงใหญ่ของเซียวจิ่งเหยียนพุ่งทะยานฝ่าสายฝนเข้ามา วงแขนแกร่งรวบเอวหลินเยว่ชิงและกระชากแขนหลินเยว่หลันให้ถอยร่นกลับมาอยู่เบื้องหลังโล่ของทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวง“ท่านอ๋อง!” เยว่ชิงลืมตาขึ้น ลมหายใจหอบเหนื่อย“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าดื้อดึง” น้ำเสียงทุ้มดุดันตวาดลั่น นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ “หากองครักษ์เงาของข้าลงมือช้าเพียงก้านธูป เจ้าและพี่สาวคงกลายเป็นศพเฝ้าลานตำหนักไปแล้ว”“ข้าน้อยต้







