LOGIN“รายชื่อพวกนี้ข้าต้องนำมันออกไป” หลินเยว่ชิงพึมพำกับตนเอง มือเรียวรีบม้วนสมุดข่อยปกสีแดงสดแล้วยัดซ่อนไว้ในสาบเสื้อตรงอกอย่างรวดเร็ว
ทว่ายังไม่ทันก้าวเท้าออกจากหน้าตู้ไม้สีดำ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงตวาดของทหารยาม
“เปิดประตู!”
ปัง!...
บานประตูไม้ถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังจนร่างบางสะดุ้งสุดตัว ก่อนรีบก้มหน้าลงต่ำพลางก้าวเดินหลบเลี่ยงออกไปทางด้านข้าง
“ขะ... ข้าน้อยเป็นเพียงเด็กรับใช้ มารับหน้าที่ทำความสะอาดเจ้าค่ะ” เยว่ชิงละล่ำละลักตอบ
“เด็กรับใช้บังอาจเข้าห้องตำราลับได้อย่างไร ทหารจับตัวนางไว้!” นายกองร่างบึกบึนออกคำสั่ง
ทว่าก่อนทหารยามจะพุ่งตัวเข้ามา ฝ่ามือหนาของบุรุษผู้หนึ่งกลับยกขึ้นปรามเป็นเชิงห้าม จากนั้นบุรุษผู้นั้นจึงค่อย ๆ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในห้องช้า ๆ เขาสวมอาภรณ์แพรไหมสีเข้มปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงิน รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวกำลังจ้องมองหญิงสาวราวกับจะมองทะลุถึงวิญญาณ กลิ่นอายกดดันแผ่กระจายจนทหารรอบข้างแทบหยุดหายใจ
“ทำความสะอาดในห้องเก็บตำราลับของราชสำนักกระนั้นหรือ?” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถามราบเรียบ
นายกองรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที “ท่านอ๋องโปรดประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ สตรีผู้นี้อ้างว่านำเสบียงมาส่งให้ใต้เท้าจาง กระหม่อมละหลวมเองจึงปล่อยให้นางเล็ดลอดขึ้นมาถึงชั้นสามได้”
‘ท่านอ๋องเหรอ?’ เยว่ชิงหน้าซีดเผือด เมื่อรู้ว่าบุรุษเบื้องหน้าคือ เซียวจิ่งเหยียน หรือ อ๋องเจิ้ง พระอนุชาต่างมารดาของฮ่องเต้
“พวกเจ้าออกไปให้หมด และเฝ้าหน้าบันไดไว้ ห้ามผู้ใดขึ้นมาเด็ดขาด” ร่างสูงเอ่ยสั่งโดยไม่ละสายตาจากร่างบาง
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ทหารยามทั้งหมดรีบลุกขึ้นและถอยร่นออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมดึงบานประตูให้ปิดลง
เมื่อเหลือเพียงสองคนภายในห้องอันเงียบงัน จิ่งเหยียนจึงก้าวเข้าประชิดตัวหญิงสาว “คายความจริงออกมา เจ้าเป็นสายลับของขุนนางฝ่ายใด?”
“ข้าน้อยมิได้เป็นสายลับเจ้าค่ะ ข้าน้อยรับจ้างจากโรงน้ำชาเพื่อนำอาหารมาส่งให้ใต้เท้าจางจริง ๆ ข้าน้อยเห็นว่าชั้นตำรามีฝุ่นเกาะจึงหวังดีขึ้นมาปัดกวาดแลกเศษเงิน”
“โกหก” เสียงเข้มขัดขึ้นทันควัน “ตู้ไม้สีดำด้านในสุดถูกลงกุญแจแน่นหนา หากเจ้าเพียงมาปัดกวาด เหตุใดรูกุญแจทองเหลืองจึงมีรอยขูดขีดจากการงัดแงะ?”
เยว่ชิงเม้มริมฝีปากแน่น เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมตามแผ่นหลัง “กุญแจ กุญแจชำรุดอยู่ก่อนแล้วเจ้าค่ะ”
“ยังปากแข็ง” ร่างสูงก้าวเข้ามาอีกก้าว นัยน์ตาคมกวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนหยุดลงบริเวณสาบเสื้อของหญิงสาวซึ่งนูนขึ้นมาผิดสังเกต “ส่งสิ่งที่เจ้าซ่อนไว้ออกมา”
“ข้าน้อยไม่ได้ซ่อนสิ่งใดเจ้าค่ะ นี่เป็นเพียงผ้าขี้ริ้วเช็ดฝุ่นเท่านั้น” เยว่ชิงก้าวถอยหลังหนีด้วยความตกใจ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับตู้ไม้จนหมดทางหนี
จิ่งเหยียนไม่ฟังคำแก้ตัว มือหนายื่นออกไปดึงสมุดข่อยปกสีแดงสดออกมาจากสาบเสื้อของนางอย่างรวดเร็ว แม้เยว่ชิงพยายามไขว่คว้าแย่งชิงคืน ทว่าความสูงที่แตกต่างกันทำให้นางไม่อาจเอื้อมถึง
“บัญชีรายชื่อสตรี” ร่างสูงพลิกเปิดหน้ากระดาษอ่านคร่าว ๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่านัยน์ตากลับหรี่แคบลง “เด็กรับใช้จากโรงน้ำชาชานเมือง อ่านหนังสือออก รู้วิธีสะเดาะกุญแจ และรู้ว่าเอกสารชิ้นใดมีค่าสุดในหอจดหมายเหตุ เจ้าช่างมีความสามารถเกินตัวนัก”
“คืนให้ข้าเถิดเจ้าค่ะ” เยว่ชิงประสานมือขอร้อง
“เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังยืนพูดอยู่กับผู้ใด?” เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบลงหลายส่วน “เพียงข้าเรียกทหารยามเข้ามา โทษฐานลักลอบขโมยเอกสารลับของกรมพิธีการก็เพียงพอให้ส่งตัวเจ้าไปรับทัณฑ์ทรมานจนกว่าจะยอมสารภาพ”
“หากท่านอ๋องต้องการส่งตัวข้าน้อยให้กรมพิธีการ ก็คงเรียกทหารยามจับกุมตั้งแต่แรกแล้ว” เยว่ชิงสูดลมหายใจลึกพยายามข่มความกลัว ก่อนสบสายตากับบุรุษสูงศักดิ์ตรง ๆ “ท่านอ๋องไล่ทหารพวกนั้นไป ย่อมแสดงว่าท่านเองก็ไม่อยากให้เสนาบดีกรมพิธีการล่วงรู้ว่าเอกสารเล่มนี้ถูกค้นพบใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ความประหลาดใจพาดผ่านดวงตาคมของอ๋องเจิ้งเพียงชั่วครู่ ก่อนเลือนหายไป “ช่างเจรจานัก เจ้าคิดว่าข้ามีความขัดแย้งกับเสนาบดีเสิ่นกระนั้นหรือ?”
“ข้าน้อยไม่ทราบเรื่องการเมืองในราชสำนักเจ้าค่ะ แต่ข้าน้อยทราบว่ากรมพิธีการกำลังทำเรื่องเลวทราม หลอกลวงบุตรสาวชาวบ้านมาสังเวยในพิธีงมงาย หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ราษฎรจะหมดความศรัทธาต่อบัลลังก์”
“เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนักที่กล้าวิจารณ์พิธีของราชสำนักต่อหน้าข้า” ร่างสูงก้าวเข้าประชิดอีกนิด สายตากดดันมองลงมายังใบหน้างามที่ซีดเซียวแต่ยังคงความดื้อรั้น “รู้หรือไม่ว่าพิธีล้างอาเพศเป็นคติความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ สละชีวิตสตรีเพียงไม่กี่คนเพื่อรักษาความสงบสุขของแคว้น ถือเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่”
“เสียสละอันใดกัน นั่นคือการฆาตกรรมที่ถูกปกปิดด้วยข้ออ้างของสวรรค์ต่างหาก” เยว่ชิงสวนกลับทันควัน ลืมเลือนความหวาดกลัวต่อฐานันดรศักดิ์ไปจนหมดสิ้น “พวกนางถูกพรากจากครอบครัวด้วยคำโกหก หากฮ่องเต้ทรงทราบรายละเอียดทั้งหมดว่าขุนนางใต้หล้าใช้ความเชื่อมาเข่นฆ่าราษฎร พระองค์จะทรงยินยอมหรือเจ้าคะ”
จิ่งเหยียนจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่นั้น ซึ่งภายในไร้ร่องรอยของการโกหกหรือเสแสร้งแม้แต่น้อย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและความเจ็บปวดอันลึกล้ำ ต่างจากท่าทีของสายลับที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจากขุนนางฝ่ายใด หากแต่เป็นเพียงคนธรรมดาที่ถูกต้อนให้จนตรอก
บุรุษผู้สูงศักดิ์ปิดสมุดข่อยในมือลง นิ้วเรียวเคาะลงบนปกสีแดงเบา ๆ อย่างใช้ความคิด “เจ้าชื่ออะไร?”
“หลินเยว่ชิงเจ้าค่ะ”
“หลินเยว่ชิง เจ้าลอบเข้ามาขโมยบัญชีรายชื่อในหอจดหมายเหตุ เสี่ยงกับโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร เพียงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้สตรีที่ไม่เคยรู้จักกระนั้นหรือ?” จิ่งเหยียนเอ่ยถามคล้ายทดสอบ “ข้าไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ หากไม่มีเบื้องหลังซ่อนอยู่”
“ข้าน้อยมิใช่วีรสตรีผู้ผดุงความยุติธรรม ข้าน้อยมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์ส่วนตัวเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นบอกข้ามา” มือหนายกสมุดข่อยสีแดงขึ้นระดับสายตา นัยน์ตาคมจับจ้องใบหน้าของหญิงสาวนิ่งงัน “เจ้ากำลังตามหาใคร?”
เยว่ชิงกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เพราะคำตอบนี้เป็นการชี้ชะตาชีวิตของนางได้ทันที นางประเมินจากท่าทีของบุรุษเบื้องหน้าชั่วครู่ ก่อนสัญชาตญาณลึก ๆ บอกนางว่าอ๋องผู้นี้มีความแคลงใจต่อกรมพิธีการอยู่ก่อนแล้ว และเขาอาจเป็นความหวังเดียวที่ทำให้นางรอดพ้นจากสถานการณ์นี้
ร่างบางเชิดหน้าขึ้น ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่มีสั่นคลอนแม้แต่น้อย
“พี่สาวของข้า”
ขบวนรถม้าสลักตราพยัคฆ์แห่งกองกำลังรักษาเมืองหลวงเคลื่อนตัวเข้าสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ แถบชานเมืองอย่างเงียบเชียบ ชาวบ้านต่างพากันชะเง้อคอผ่านรั้วไม้ไผ่ด้วยความแตกตื่น เมื่อรถม้าคันใหญ่หยุดลงหน้าเรือนไม้ซอมซ่อของสกุลหลินจากนั้นประตูรถม้าค่อย ๆ ถูกเปิดออก ก่อนร่างบางของหลินเยว่ชิงก้าวลงมาเป็นคนแรก หญิงสาวสูดกลิ่นไอดินและกลิ่นรวงข้าวแสนคุ้นชินเข้าเต็มปอด นัยน์ตากลมโตทอดมองบานประตูเรือนเปิดแง้มไว้ ก่อนหันไปประคองสตรีผู้เป็นพี่สาวให้ก้าวตามลงมา“พี่หญิง เรากลับมาถึงบ้านแล้วเจ้าค่ะ” เยว่ชิงเอ่ยเสียงสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาแห่งความปีติรื้นขึ้นมาในดวงตาหลินเยว่หลันในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อนกวาดสายตามองลานหน้าบ้าน ซึ่งทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิมราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง ก่อนสตรีผู้รอดชีวิตจากขุมนรกวังหลวงยกมือขึ้นปิดปากสะอื้นไห้จนตัวสั่นเทา“ใครมาอยู่หน้าเรือนกัน” เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้นจากด้านใน พร้อมบานประตูไม้ถูกผลักออกกว้าง ก่อนปรากฏร่างของมารดาสกุลหลินที่เดินถือไม้เท้าออกมา โดยมีบิดาเดินประคองอยู่เคียงข้างครั้นสายตาฝ้าฟางของคนทั้งสองปะทะเข้ากับใบหน้าของสตรีที่ยืนอยู่หน้าเรือน ไม้เท้าในมือมารดาก็ร่วงหล่นลงพ
“ปล่อยเชือกเดี๋ยวนี้เยว่ชิง! ปล่อย!”สุรเสียงตวาดลั่นของเซียวจิ่งเหยียนดังก้องแข่งกับเสียงปะทุของเปลวเพลิง ฝ่ามือหนาเต็มไปด้วยรอยแผลพุพองกำข้อมือบางของหลินเยว่ชิงไว้แน่นจนสั่นสะท้าน“ข้าน้อยปล่อยไม่ได้เจ้าค่ะ! หากหีบใบนี้ตกลงไป ขุนนางชั่วทั้งราชสำนักจะลอยนวล!” หญิงสาวกัดฟันแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มเพราะความร้อนระอุและควันไฟ สองมือยังคงกำเชือกเส้นหนาที่รั้งหีบเหล็กบรรจุเอกสารสำคัญไว้สุดกำลัง“ชีวิตของเจ้ามีค่ามากกว่าเศษกระดาษพวกนั้น! หากเจ้าตาย ความยุติธรรมจะมีประโยชน์อันใด!” นัยน์ตาคมกริบของบุรุษผู้สูงศักดิ์วาวโรจน์ด้วยความหวาดผวาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน “ข้าสั่งให้ปล่อย!”“ทว่า...” เปรี๊ยะ! แควก!เชือกเส้นหนาถูกไฟลามเลียทนรับน้ำหนักของหีบเหล็กไม่ไหวอีกต่อไป เส้นใยขาดผึงออกจากกันในเสี้ยววินาทีน้ำหนักที่รั้งร่างบางไว้พลันหายวับ เซียวจิ่งเหยียนใช้จังหวะนั้นออกแรงกระชากข้อมือเรียวสุดกำลัง ดึงร่างของเยว่ชิงให้ลอยข้ามขอบบ่อขึ้นมาบนพื้นหินอ่อนได้อย่างฉิวเฉียด!โครมมม!!!เสียงหีบเหล็กตกลงกระทบกรงเหล็กเบื้องล่าง ก่อนร่วงทะลุลงสู่ช่องระบายน้ำมัน เปลวเพลิงสีส้มแดงกลืนกินหลักฐานชิ้นสุดท้ายหาย
“เร่งม้าอีก! หากชักช้าแม้แต่ลมหายใจเดียว สตรีเหล่านั้นจะกลายเป็นเถ้าถ่าน!”เซียวจิ่งเหยียนตวาดก้องในยามวิกาล พร้อมควบม้าศึกสีนิลตะบึงเต็มฝีเท้า มุ่งหน้าสู่ลานพิธีใหญ่ของกรมพิธีการ โดยมีหลินเยว่ชิงกอดรัดเอวแกร่งของบุรุษเบื้องหน้าแน่น พร้อมหัวใจเต้นกระหน่ำด้วยความหวาดผวา“ท่านอ๋อง ประตูลานพิธีถูกปิดตายจากด้านในพ่ะย่ะค่ะ!” แม่ทัพจ้าวตะโกนรายงานขณะควบม้าตีคู่ขึ้นมา“พังมันเข้าไป ใช้ท่อนซุงกระแทกให้แตก อย่าให้ผู้ใดรอดพ้นคมดาบไปได้!” สุรเสียงดุดันสั่งการเด็ดขาด“รับด้วยเกล้า!”ทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวงหลายสิบนายกระโดดลงจากหลังม้า ร่วมแรงกันแบกท่อนซุงขนาดใหญ่พุ่งเข้ากระแทกบานประตูเหล็กของลานพิธีตึง! ตึง! โครม!ไม่นานบานประตูหนักอึ้งพังครืนลงมา พร้อมเผยให้เห็นภาพเบื้องหน้าที่ทำให้เลือดในกายของเยว่ชิงเย็นเฉียบลานหินอ่อนกว้างใหญ่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นฉุนกึกของน้ำมันยาง ตรงกลางลานคือตะแกรงเหล็กขนาดใหญ่เปิดอ้าออก เบื้องล่างคือห้องกรงใต้ดินซึ่งมีสตรีสวมชุดขาวหม่นนับสิบชีวิตถูกล่ามโซ่ตรวนติดกัน พวกนางกำลังกรีดร้องและกอดกันกลมด้วยความหวาดกลัวสุดขีดซึ่งรอบ ๆ ปากบ่อนั้นปรากฏร่างของนักบวชชุดดำและทหารเ
“ฝ่าบาท ขุนนางผู้ใดที่มีชื่ออยู่ในหน้าสุดท้ายกระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เซียวจิ่งเหยียนก้าวประชิดแท่นบัลลังก์ นัยน์ตาคมกริบจดจ้องพระพักตร์ซีดเผือดของผู้ครองแคว้น สุรเสียงของอ๋องหนุ่มเต็มไปด้วยความตึงเครียดขั้นสุดฮ่องเต้เซียวจิ่งเฉิงทรงทิ้งสมุดบัญชีเลือดลงบนโต๊ะทรงงาน พระหัตถ์สั่นสะท้านชี้ไปยังตัวอักษรแถวสุดท้าย “จ้าวถิง... อดีตเสนาบดีกรมพิธีการคนก่อน ผู้ล่วงลับไปเมื่อห้าปีที่แล้ว”“ฮ่า ๆ ๆ ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ!” เสิ่นเหวินจิ้งระเบิดเสียงหัวเราะก้องท้องพระโรง ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง “ผู้บงการปลอมแปลงตราพระราชลัญจกร ผู้ริเริ่มการสังเวยโลหิตและผู้ยักยอกเงินไปซ่องสุมกำลังพลที่หุบเขาซานหลิง... แท้จริงแล้วคือจ้าวถิง”“ใต้เท้าเสิ่น! ท่านกำลังโยนความผิดให้คนตาย!” หลินเยว่ชิงตวาดสวน ร่างบางก้าวออกมายืนประจันหน้าขุนนางโฉด “อดีตเสนาบดีจ้าวสิ้นชีพไปนานแล้ว ท่านจะกล่าวอ้างสิ่งใดก็ย่อมได้!”“ข้ากล่าวความจริง!” ขุนนางชราหันไปประสานมือถวายบังคมฮ่องเต้ “ฝ่าบาท เมื่อสิบปีก่อนข้าน้อยเป็นเพียงรองเสนาบดีไร้อำนาจ จ้าวถิงเป็นผู้สั่งทำตราประทับปลอมและบัญชาการทุกสิ่ง ข้าน้อยถูกบังคับให้ปิดปากเงียบเพื่
“หยุดมือเดี๋ยวนี้เสิ่นเหวินจิ้ง!”เซียวจิ่งเหยียนตวาดก้องขณะม้าศึกควบทะยานเข้าสู่ลานพิธีของกรมพิธีการ คบเพลิงในมือเสนาบดีเฒ่ากำลังถูกโยนลงไปในห้องใต้ดินซึ่งมีเสียงกรีดร้องของสตรีดังระงมร่างสูงไม่รอช้า ปามีดสั้นในมือออกไปสุดแรงเกิดเคร้ง!มีดสั้นกระแทกด้ามคบเพลิงจนหลุดจากมือเสนาบดีเฒ่า จนร่วงหล่นลงบนพื้นหินอ่อนเปียกชื้น องครักษ์เงาที่ตามมาติด ๆ พุ่งทะยานเข้าประชิดตัว พร้อมล็อกแขนชายวัยกลางคนกดลงกับพื้นอย่างแน่นหนาเยว่ชิงรีบกระโดดลงจากหลังม้า จากนั้นวิ่งตรงไปยังลูกกรงเหล็กของห้องใต้ดิน “สตรีทุกคนปลอดภัยหรือไม่เจ้าคะ”“พวกเราอยู่นี่! ช่วยด้วย!” เสียงสะอื้นไห้ดังลอดขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่างอ๋องหนุ่มก้าวอาด ๆ เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าขุนนางโฉด นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ “แผนการของเจ้าจบสิ้นแล้ว นำตัวกบฏผู้นี้กลับไปชำระความต่อหน้าเบื้องพระพักตร์เดี๋ยวนี้”ณ ท้องพระโรงใหญ่ วังหลวงยามโฉ่วบรรยากาศหนักอึ้งดั่งขุนเขาตระหง่านทับ ฮ่องเต้เซียวจิ่งเฉิงประทับบนบัลลังก์มังกร พระพักตร์ถมึงทึงดุดัน เบื้องล่างมีเสนาบดีเสิ่นเหวินจิ้งถูกล่ามโซ่ตรวนคุกเข่าอยู่กลางโถง ขนาบข้างด้วยอ๋องเจิ้ง หลินเยว่ชิง และหลินเ
“ยิงพวกนางให้พรุน! สังหารฮ่องเต้และอ๋องเจิ้งให้สิ้นซาก!” สิ้นเสียงตวาดก้องของเสนาบดีเสิ่นเหวินจิ้ง ลูกธนูนับสิบดอกก็พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาจากแนวกำแพง หลินเยว่ชิงเบิกตากว้าง สองเท้าแข็งค้างอยู่กลางลานหินอ่อน ดวงตาทั้งสองหลับแน่นรอรับความเจ็บปวดทว่าแทนที่นางจะกรี๊ดร้องด้วยความเจ็บปวดจากลูกธนูทะลวงเนื้อหนัง กลับกลายเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากบนหลังคาตำหนักแทน“อ๊ากกก!”ร่างของพลธนูชุดดำร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหินอ่อนทีละคน เบื้องหลังมือสังหารเหล่านั้นปรากฏเงาร่างขององครักษ์หน้ากากเหล็กนับสิบนายซึ่งดักซุ่มอยู่ก่อนแล้ว คมดาบเงาวับตวัดฟาดฟันศัตรูบนกำแพงจนล้มตายเกลื่อนกลาดเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น ร่างสูงใหญ่ของเซียวจิ่งเหยียนพุ่งทะยานฝ่าสายฝนเข้ามา วงแขนแกร่งรวบเอวหลินเยว่ชิงและกระชากแขนหลินเยว่หลันให้ถอยร่นกลับมาอยู่เบื้องหลังโล่ของทหารกองกำลังรักษาเมืองหลวง“ท่านอ๋อง!” เยว่ชิงลืมตาขึ้น ลมหายใจหอบเหนื่อย“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่าดื้อดึง” น้ำเสียงทุ้มดุดันตวาดลั่น นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ “หากองครักษ์เงาของข้าลงมือช้าเพียงก้านธูป เจ้าและพี่สาวคงกลายเป็นศพเฝ้าลานตำหนักไปแล้ว”“ข้าน้อยต้







