LOGIN
สมองของลลิสาทำงานหนัก ทั้งที่ปกติเธอมีมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่งานที่ทำไม่ค่อยได้สร้างรอยหยักให้สักเท่าไหร่ มีการป้อนงานให้ตลอด ไม่ได้ขวนขวายเองมาสักพักหนึ่งแล้ว ชีวิตจึงสะดวกสบายจนติดเป็นนิสัย และการไม่จับผิดใคร ไม่เอะใจ คือการไม่สร้างงานเพิ่มขึ้นมา เอาจริงเธอเป็นคนที่หนีความประสาทแดกได้เก่งระดับหนึ่ง นั่นคือความสามารถเฉพาะตัว
พอคนตรงหน้าไขข้อกระจ่างให้แบบไม่ได้ร้องขอ ผลของการไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อนหน้าถึงกับพาเธอวูบ สมองที่ว่ามีเพียงน้อยนิด คล้ายถูกไม้หน้าสามตีลงมาอย่างจังสรุปคือคนที่เธอคิดว่าไว้ใจได้ คือคนที่หักหลังเธอมาตลอด
เขาไม่ได้พูดพล่อยๆ แต่เขามีหลักฐาน
มีอีกมากมายที่นางแบบสาวตามไม่ทัน และอยากจะตั้งคำถามกับเขารวดเดียวจบ ทว่าสีหน้าของเขาตอนนี้ไร้ซึ่งอารมณ์ ไม่มีส่วนร่วมกับเธอสักนิด
เธอเป็นคนอยู่เป็น อาจเป็นเพราะวงการนี้จะต้องใช้เอเนอร์จี้ขั้นสูง บางอย่างที่ให้ความรู้สึกด้านลบจึงจำต้องถูกเก็บ สอนให้เธอเป็นคนที่ยิ้มง่ายต่อหน้าคนแปลกหน้าและที่สาธารณชน แน่นอนว่าตอนนี้เขาคือหนึ่งในนั้น
เธอจึงเลือกที่จะเงียบ เป็นผู้ฟังที่ดี รอให้เขาเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง แต่เหมือนว่าบทสนทนาเรื่องนี้จะสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้ เมื่อเขาหยิบบุหรี่ในกล่องขึ้นมาคาบไว้ที่ปาก เตรียมจุดเพื่อสูบ กลับชะงักนิ่งจังหวะปรายตามายังเธอราวกับครุ่นคิดอะไร
“ตอนนี้ผมอนุญาตให้คุณอาบน้ำแล้วครับ”
คงหนีไม่พ้นเรื่องควันบุหรี่ เอาจริงถึงจะไม่ได้เป็นคนที่ดีมาก แต่การปล่อยให้สตรีต้องมาสูดดมควันมือสองจากเขาไม่ใช่สิ่งที่เขาชอบมากนัก สำหรับเขามันไม่ได้ดูเท่เลย
แต่เหมือนประโยคนี้เธอไม่ได้ฟัง เสียงในหัวต่างหากที่กำลังมีอิทธิพล ปั่นหูให้เธอหัวเสีย เป็นการหาทางเอาตัวรอดผ่านสัญชาตญาณการถกเถียงเพื่อสนองความอยากรู้ ที่มันมากเกินจนเธอเป็นฝ่ายแพ้ โพล่งออกมาในที่สุด“สาเข้าใจว่าคุณไม่เชื่อใจถ้าต้องปล่อยกัน แต่การที่ขังกันไว้แบบนี้มันก็ไม่แฟร์กับสาเหมือนกันอะ”
กลายเป็นว่าเขาต้องดึงบุหรี่ที่คาบอยู่ออกด้วยความหงุดหงิด โยนมันไปกลางโต๊ะอย่างไม่ไยดี พร้อมซิปโป้ทองเหลืองที่ไม่สนว่ามันจะแตกหักยังไง
“ผมไม่ได้สนใจเรื่องนั้น”
ตอบกลับไปน้ำเสียงเย็นชา ก่อนพ่นลมหายใจออกมา
“ไม่สนเลยเหรอ สักนิดนึงก็ไม่มีเหรอ”
“คุณจะมาเอาอะไรกับโจรอย่างผม ไม่ฆ่าตั้งแต่ตอนนั้นก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
“ไม่ฆ่า แต่ไม่ปล่อยกันมันต่างตรงไหนคะ”
“คุณพูดแบบนี้เหมือนกำลังเรียกร้องหาความตายเลย หรือว่าอยากตาย ตายไหม ตอนนี้จะได้จบๆ”
“ขู่กันอีกแล้ว งั้นก็ฆ่าเลยสิคะ เอาจริงๆนะ ถ้าใจคุณอยากทำแบบนั้นจริง ป่านนี้สาคงตายไปนานแล้ว”
ดวงตาคมกริบส่งกลับมาอย่างครั่นคร้าม เหมันต์เริ่มหัวเสียแต่เก็บอาการเอาอยู่ เมื่อเธอกำลังงัดประโยคที่ไม่พึงประสงค์ต่อสมองเขา ต้อนให้เขาจนมุม เขาไม่ใช่คนที่มีความอดทนสูงอะไร และไม่รู้ว่าเธอรู้ข้อนี้หรือเปล่า
“เพราะคุณมีประโยชน์อยู่ไงลลิสา ผมถึงไม่คิดฆ่า แต่ถ้าคุณยังไม่เลิกพูดอาจจะไม่แน่”
ไม่พูดเปล่า แต่เดินเข้ามาหาเธออย่างช้าๆด้วย จนอีกฝ่ายต้องถอยหนี สีหน้าของเขาเอาจริง ดวงตานั้นไม่ต่างเปลวเพลิง ที่พร้อมแผดเผากันได้ทุกเมื่อ
“มะ ไม่ใช่อย่างนั้น สาหมายความว่า..” เสียงของลลิสาขาดห้วง ความประหม่าทำให้เธอต้องทิ้งช่วง เพื่อสูดลมหายใจและอธิบายเขา ทั้งที่เธอเองก็เข้าใจตรรกะเหล่านั้น และเธอก็ไม่ได้ใจเด็ดพอที่จะพร้อมตาย “สาต้องใช้ชีวิตไง แบบว่าถ้าคุณคิดจะขังกันตลอดชีวิต สาจะใช้ชีวิตยังไง”
ดังนั้นเธอต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองรอด
“ชีวิตของคุณตอนนี้เป็นของผม ยังไม่เข้าใจอีกหรือ”
“ไม่ ไม่ใช่.. ชีวิตเป็นของสา คุณมีสิทธิ์อะไรมาบังคับกัน”
“จะสิทธิ์อะไรก็ช่าง ผมไม่จำเป็นต้องอธิบาย สำหรับผมคุณมีประโยชน์และผมต้องการผลประโยชน์จากคุณก็คือจบ จะมาหาคำตอบอะไรอีก”
“อินเวร์โน คุณมัน..ใจร้ายสุดๆไปเลย ก็แค่พลัดหลงมาเห็นสิ่งที่คุณทำ ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้!”
เสียงตวาดจนแสบแก้วหู ทำให้เขาชะงักจนต้องหันหน้าหนี
“ทำไมถึงเป็นอย่างนี้นะเหรอ..หึ” เกิดมาสามสิบห้าปี เขายังไม่เคยโดนใครใช้เสียงสูงกับเขาสักคน เธอเป็นใครกัน “เพราะผมต้องการให้มันเป็นไง! แล้วก็เลิกถามสักที รำคาญ”
ลลิสายืนอึ้ง ดวงตาที่ขึงโตเต็มไปด้วยน้ำล่อเลี้ยงราวกับลืมวิธีกะพริบ มองร่างสูงที่ยืนเท้าเอวสอบหันข้างให้เธอ เขาอยู่ในลักษณะแหงนหน้าขึ้นสุด เสมือนการตวาดเธอเป็นการสิ้นเปลืองพลัง ทว่าเธอไม่รู้ว่ามันมีมากกว่านั้น อารมณ์ของเขาในตอนนี้สามารถทำร้ายเธอได้เลย หากไม่เท้าเอวสอบยึดไว้แน่นจนขึ้นเส้นปูด ป่านนี้ร่างของเธอทั้งร่างอาจถูกเหวี่ยงไปไกลแล้ว คงได้ตายสมใจจริงๆ
“ฮึก..สารเลว”
นางแบบสาวมองภาพนั้นตาละห้อย เจ้าของใบหน้าที่เห็นเพียงเสี้ยวด้านข้างยังหล่อ แต่จิตใจดำอำมหิต คำพูดคำจาสามารถฆ่าคนได้ไม่ใช่เพียงการเหวี่ยงดาบ จากนั้นจึงเบือนหน้าไปทางอื่น เพื่อไล่น้ำตาที่สาระแนพากันกลิ้งลงทั้งที่ยังไม่ได้อนุญาต ไม่อยากนิ่วหน้าสะอื้นไห้ให้เขาเห็น
แต่เธอไม่รู้ หลังเขาปรายตามามองแล้วเห็นว่าหัวไหล่ของเธอสั่น กำลังร้องไห้ตัวโยนถึงกับเงียบไป ทิ้งตัวลงบนโซฟา ยกขาแกร่งพาดบนโต๊ะเตี้ยฝั่งตรงข้าม เขาหงุดหงิด ไม่ชอบเลยกับน้ำตาผู้หญิง
นั่งมองอยู่พัก พอเห็นว่าเธอยังคงสะอื้น และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ด้วยความอึดอัดที่พรั่งพรู ผลจากการไม่ได้อัดสารนิโคตินเข้าไป ตัดสินใจลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เลือกที่จะไปที่อื่น แทนที่จะไล่เธอกลับ
“ห้องน้ำผมคุณใช้ได้”
เขาย้ำ เผื่อว่าเธออยากล้างหน้าล้างตา แต่คำตอบที่ได้มา กลับทำคนฟังยิ่งฉุน
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่อยากอาบแล้ว ปล่อยให้เหงื่อโซกแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”
“อ่า..จะไม่อาบ? ถ้าอย่างนั้นก็เก็บกวาดห้องผมหน่อย เห็นแล้วโคตรสกปรก”
นางแบบสาวหันขวับก่อนคว่ำปาก ประโยคหลังไม่ได้หลอกด่ากันใช่ไหม
แต่ถึงไม่แน่ใจ ความอ่อนไหวที่มีในตอนนี้ ก็ยิ่งทำเธอร้องไห้ น้ำตาไหลลงมาไม่หยุดอยู่ดี
เหมันต์แยกตัวออกมานอกบ้าน ตรงมายังโกดังที่สั่งให้คานโลมาดูก่อนแล้ว
“เป็นไงบ้าง มีปัญหาตรงไหนไหม”
อีกหนึ่งอาทิตย์เขาจะทำสงครามขนาดย่อม เพื่อไปฆ่าใครคนหนึ่งที่เคยฝังความแค้นให้กัน แต่เพราะมันเป็นคนที่มีอิทธิพลไม่ต่างกันกับเขาจึงจำเป็นจะต้องสิ้นเปลืองทรัพยากร
“ไม่ครับ ทุกอย่างเรียบร้อยดี”
ลูกน้องคนสนิทไว้ใจได้มีอยู่ไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือคานโลที่เป็นทั้งลูกน้อง เพื่อน และครอบครัว หลังจากพ่อของคานโลเป็นลูกน้องเก่าแก่ของตระกูล และเสียชีวิตจากการโดนสังหารหมู่พร้อมกับกับพ่อแม่เขา จนเหลือแค่พวกเขาสองคน ต่อมาด้วยอุดมการณ์เดียวกัน ต้องการล้างแค้น การร่วมเป็นร่วมตายจึงเกิดขึ้น ถึงขนาดดื่มเลือดสาบานกันเลยทีเดียวเชียว
“ดี เตรียมตัวให้พร้อม งานนี้เราต้องไม่พลาด”
“ครับ”
คานโลก้มหัวรายงานผู้เป็นนาย ยืนรอคำสั่งหลังมีการตรวจเช็คเรียบร้อยแล้ว
“หาคนเฝ้าผลัดกันเช้าเย็น ที่เหลือหาเวลาพัก เก็บแรงไว้”
ผ่านการสั่งงานที่จริงจัง ปกติผู้เป็นนายจะเดินกลับเลย ไม่เสียเวลาอยู่นาน เพราะงานเขาค่อนข้างเยอะ ทว่าครั้งนี้ยังคงยืนอยู่ไม่มีทีท่าว่าจะไปไหน ไม่พอยังล้วงซิการ์ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาสูบอีก เขาที่รู้หน้าที่จะต้องยื่นซิปโป้เข้าไปจุดให้ผู้เป็นนาย จึงใช้โอกาสนั้นถามไถ่สิ่งที่คาใจ
“ผู้หญิงคนนั้นละครับ นายจะเอายังไง จะเลี้ยงไว้หรือครับ”
ดวงตาคมกริบบางทีก็เหมือนราชาหมาป่า บัดนี้ไม่ต่างจากเสือที่กระหายเลือด ปรายตามองลูกน้องเพียงแวบก่อนจะลากกลับ ทอดมองไปยังสวนป่า ตรงจุดนั้นที่มีต้นไม้รองรับหิมะโปรยลงมา หากแต่เขาไม่ได้สนใจมัน ทั้งที่ใช้จุดนั้นเป็นจุดโฟกัส
“ถามทำไม”
“ผมกลัวว่าเธอจะมาเป็นภาระมากกว่านะครับ ทำไมไม่ฆ่าซะให้จบๆ”
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
คำปลอบประโลมที่มาพร้อมความจริงใจและเด็ดเดี่ยวหลอมละลายความอึดอัดในใจของลลิสาจนหมดสิ้น เธอเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมกริบในระยะประชิด ความโหยหาและความรักอันมหาศาลสอดประสานกันผ่านแววตาหวานเยิ้มคู่นั้นเหมันต์โน้มใบหน้าลงมาประทับริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา ละมุนละไม และลึกซึ้ง สัมผัสของเขาไม่มีความเร่งรีบหรือป่าเถื่อนหลงเหลือ มีเพียงความเกรงใจและเกียรติที่เขามอบให้เธอ ฝ่ามือหนาค่อยๆ เลื่อนไปปลดกระดุมเสื้อผ้าของเธอออกอย่างสุภาพและทะนุถนอม ราวกับกำลังประคองสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลกเอาไว้ชายหนุ่มขยับตัวประคองร่างบางให้นอนเอนกายลงบนฟูก พลิกกายหนาขึ้นมาคร่อม โดยระมัดระวังไม่ให้ทิ้งน้ำหนักลงไปจนเธออึดอัด“ที่รักของผม..” ก้านนิ้วแกร่งเกลี่ยอยู่บนแก้มเนียนอย่างอ่อนโยนราวกับกลัวเธอเจ็บบทรักดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เนิบนาบ และอ่อนโยน เหมันต์ใช้ความใส่ใจในทุกการเคลื่อนไหวเพื่อชโลมหัวใจที่เคยเหนื่อยล้าของเธอมาครึ่งค่อนชีวิตให้ละลายหายไป ลลิสากระชับอ้อมกอดรัดแผ่นหลังกว้างของเขาแน่น ซบใบหน้าลงกับอกแกร่งพรางส่งเสียงครางแผ่วในลำคอด้วยความเสียว ปล่อยให้ความวาบหวามแสนหวานหล่อหลอมกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่ามกลางความเ
“บะ บ้า”ลลิสาแก้มแดงปลั่งด้วยความขัดเขิน ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชินในการกระทำขี้แกล้งของเขา ก่อนเบนหน้าหนีกลับไปสนใจหม้อต้มน้ำต่อ ทว่ามือหนาของเหมันต์กลับเอื้อมมากระชับเอวบางไว้แทน กดจูบแผ่วเบาลงบนลาดไหล่เนียนผ่านเนื้อผ้าคอกลมเบา ๆ“ให้ชิมแค่พาสต้าเหรอ” ชายหนุ่มกระซิบหยอกล้อเสียงพร่า ทำเอาลลิสาทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนยอมให้อ้อมกอดอันอบอุ่นของเขาโอบรัดไว้ขณะที่อาหารในเตากำลังงวดได้ที่ แก้มเนียนสีแดงระเรื่อถูกแทะโลมด้วยปลายจมูกโด่ง จังหวะนั้นเธอย่นคอและไหล่ด้วยความจักจี้“อย่าค่ะ...เรากำลังทำอาหารกันอยู่นะ เดี๋ยวไม่ได้กินกันพอดี”“ถ้างั้นกินคุณแทน”“เหมันต์คะ”“โอเคๆ เลิกเล่น งั้นรวบยอดทีเดียวคืนนี้นะ”“ชิ..สาไปทำอะไรให้ถึงต้องรวบยอด”“ก็ทำให้ผมแข็งไง”“เหมันต์!”“ฮ่าๆ”มื้อเย็นวันนั้นจบลงด้วยความครื้นเครงและไออุ่นที่อบอวลไปทั่วห้องอาหาร มาเฟียหนุ่มผู้เด็ดขาดและหญิงสาวผู้มั่นคง ได้เรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจล้นฟ้าหรือทรัพย์สินเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่ประดิษฐานอยู่ในห้องครัวเล็ก ๆ ที่มีเสียงหัวเราะ และจานอาหารที่พวกเขาร่วมมือทำด้วยกันเพื่อก้าวเดินไปสู่อนาคตข้างหน้าได้ แบ
หลังจากกดวางสายและบล็อกเบอร์ของมารดา กลับเป็นตัวเธอเองที่ไม่สบายใจเสียเอง ลลิสาก็ทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ยาวท่ามกลางความเงียบสงัดของระเบียงกว้าง เธอทอดสายตามองเหม่อออกไปนอกไร่องุ่นอันกว้างใหญ่ ทว่าแววตาคู่สวยกลับว่างเปล่าและล่องลอยคล้ายกับกำลังจมลงสู่ห้วงของความเจ็บปวดอีกครั้ง ใครๆก็อยากมีครอบครัวที่แสนอบอุ่นไม่ใช่หรือ เธอเองก็เช่นกัน..แม้ถ้อยคำที่เธอพูดใส่มารดาจะแรงไป แต่ในใจลึก ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่ง การต้องเปล่งวาจาพูดไม่ดีใส่ ประกาศตัดขาดจากครอบครัวแท้ๆด้วยตัวเอง มันแฝงไปด้วยความรู้สึกสะเทือนใจได้เหมือนกัน ความรู้สึกไม่ต่างจากตอนที่เธอสูญเสียสามีสักนิด รอยร้าวจากวัยเด็กที่ถูกปล่อยปะละเลยราวกับไม่ใช่ลูก และความทรงจำที่ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแล่นกลับเข้ามาตอกย้ำจนขอบตาของเธอเริ่มร้อนผ่าว หญิงสาวกอดอกตัวเองไว้แน่นเพื่อสะกดกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่คอ แต่แล้ว.. สามีของเธอที่ยืนดูอยู่ไกลๆ กลับเดินเข้ามาหาเธออย่างประจวบเหมาะ ช่างเลือกเวลาได้ดีเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างสม่ำเสมอทำให้รู้ว่าขาของเขากลับมาแข็งแรงดีแล้ว ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งลงบนม้านั่งข้างกายเธอ ก่อนจะเอื้อมอ้
ตกเย็นวันนั้น หลังจากที่ลลิสาและเหมันต์กลับมาจากย่านจัตุรัสเก่าแก่ หญิงสาวก็พาชายหนุ่มเข้ามาพักผ่อนในห้องนั่งเล่นที่เปิดฮีตเตอร์ให้อุ่นสบาย ก่อนทรุดตัวลงข้างๆหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กดูตามความเคยชิน หน้าจอเด้งข้อความแจ้งเตือนจากห้องแชทลับที่มีเพียงเธอ เหนือเมฆ และอาคีรา ทว่าคราวนี้ไม่ใช่การรัวข้อความไร้สาระของเหนือเมฆเหมือนทุกที แต่มันเป็นข้อความยาวข้อความหนึ่งที่ดูตั้งใจพิมพ์และแฝงไปด้วยความหมายที่แปลกประหลาด เหนือเมฆ: สา เป็นไงบ้าง เงียบไปเลย การเรียนมันยุ่งขนาดนั้นเลยเหรอ? อย่าหักโหมมากนะ..เป็นห่วง อาคีรา: พวกเราจะรอ เหนือเมฆ : เรียนจบแล้วรีบกลับมาล่ะ อย่าอยู่เพลิน ทันทีที่อ่านจบดวงตาของเธอถูกกลอกไปมา พร้อมขอบตาร้อนผ่าว แสบร้อนกลางอกทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และท่าทางนั้นก็ทำให้เหมันต์นี่นั่งมองอยู่ผิดสังเกต เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้ว . ภายในห้องออกกำลังกายและกายภาพบำบัดส่วนตัวของคฤหาสน์หรู แสงแดดอุ่นช่วงสายส่องผ่านผนังกระจกบานใหญ่เข้ามาอย่างทั่วถึง อุปกรณ์การแพทย์และราวจับขนานสองข้างถูกเซ็ตอัพไว้พร้
แสงแดดอ่อนยามเช้าลอดผ่านม่านผืนหนาในคฤหาสน์หรูที่อิตาลี เผยให้เห็นร่างของลลิสาและเหมันต์ยังกอดกันอยู่ ลลิสาตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกระบมจากค่ำคืนที่ผ่านมา โดยมีเหมันต์โอบกอดไว้ด้วยความเอ็นดูจากด้านหลังแม้ลลิสาจะพยายามขอตัวไปอาบน้ำ แต่เหมันต์กลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นพร้อมหอมแก้มนวลต้ องการออดอ้อนที่จะขอกอดเธอต่อ เมื่อคืนหลังเสร็จกิจเขาเอ่ยปากสัญญาด้วยแววตาจริงจังว่าจะปกป้องเธอจากคนร้ายในฐานะผู้หญิงของเขา ทำเอาลลิสาใจสั่นและซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นนั้นจนหลับไปถึงจะลาลับโลกไปแล้วในความคิดของคนอื่น แต่เขาก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี ศัตรูของเขาเยอะเกินกว่าเขาจะวางใจลง แน่นอนว่าทุกวินาทีของการใช้ชีวิตจะต้องมีสติและไหวพริบอยู่ตลอดเวลา.บนโต๊ะอาหารขนาดยาว บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอุ่นใจและกลิ่นอาหารทีชื่นชอบ เหมันต์นั่งอยู่บนวีลแชร์ราคาแพงข้างโต๊ะ สายตาคมกริบคอยจับจ้องลลิสาที่นั่งอยู่ไม่ห่าง เขาใช้ส้อมจิ้มอาหารพอดีคำแล้วยื่นไปตรงหน้าเธอ“กินอีกหน่อยนะ... ตัวคุณเล็กลงมาก รู้ไหมว่าเมื่อคืนผมแทบไม่กล้ากอดแรง"ลลิสาหน้าแดงวาบเมื่อเขาขุดเรื่องเมื่อคืนมาพูดต่อหน้าแม่บ้านและลูกน้องที่ยืนคอยรับใช้อยู่ห่างๆ เ
เมื่อความมืดเข้าปกคลุมน่านฟ้า แสงไฟในห้องโดยสารเริ่มสลัวลง น้ำตาที่สะกดกลั้นมานานก็ไหลอาบแก้มเนียนเงียบๆ ลลิสายกมือขึ้นกอดตัวเองซุกหน้าลงกับหมอนใบเล็ก สะอื้นไห้จนตัวโยนโดยไร้เสียง เพื่อไม่ให้รบกวนผู้โดยสารคนอื่น ...เธอไม่ได้อยากห่างกับเขาเลยสักนิด . . บรรยากาศภาย
ภายในห้องนั่งเล่นที่แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามา แต่กลับไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บในใจของคนทั้งคู่ได้ ลลิสาอยู่หน้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มือเรียวของเธอจัดเสื้อผ้าเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อซ่อนความสั่นเทา อย่างที่บอก..เธอเลือกทีจะเก็บความจริงไว้ข้างหลัง ยอมให้คนทั้งโลกสรุปเอาเองว่าสามีของเธอได้ตายไปแล้ว
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ทอแสงประกายอบอุ่นไปทั่วทั้งห้องพัก เหมันต์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเป็นคนแรก เขายังคงนอนนิ่งไม่ยอมขยับ ด้วยกลัวว่าคนข้างๆจะตื่น ชายหนุ่มทอดสายตามองใบหน้าจิ้มลิ้ม เธอในตอนนี้อยู่น่าเอ็นดู แสงแดดอ่อนๆขับผิวเนียนลื่นของเธอทวีคูณความเปล่งปลั่ง นิ้วเรีย
เสียงลมหายใจหอบกระชั้นดังระงมห้อง เครื่องปรับอากาศที่มักจะถูกเปิดไว้ก่อนหน้าเจ้าของห้องกลับมาครึ่งชั่วโมงจนเย็นฉ่ำกลับไม่ช่วยอะไร ความเงียบที่เคยโรยตัวลงมามักจะทำผู้พิการหนาวเหน็บ บัดนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว เนื่องจากมีใครบางคนมาแทนที่ เปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นไปโดยปริยาย “อา..” พว







