Se connecter"รัก... ที่เริ่มต้นจากการเดิมพัน จบลงด้วยหยดเลือดและรอยแค้น" เมื่อ 'เกียร์' ที่ควรจะเป็นสัญลักษณ์ของความรัก กลับกลายเป็นเพียงเศษเหล็กที่ใช้แลกกับ 'Supercar' คันหรู 'อันนา' ลูกคุณหนูตกอับที่ยอมมอบทั้งตัวและหัวใจให้กับ 'เบนซ์' มาเฟียวิศวะผู้ทรงอิทธิพล แต่กลับต้องตื่นจากฝันร้ายเมื่อได้ยินประโยคที่ทำลายชีวิตเธอทั้งเป็น... "ก็แค่ของเล่นแก้เงี่ยนที่กูใช้แลก Koenigsegg เท่านั้นแหละ" ในวันที่เธอเลือกหันหลังให้พร้อมซากหัวใจที่แหลกสลาย อุบัติเหตุพรากความทรงจำ... หรืออาจพรากชีวิตเธอไปตลอดกาล เขาที่เพิ่งรู้ใจตัวเองในวันที่สายเกินไป จะทำอย่างไรเมื่อ 'ของเล่น' ที่เขาเคยดูถูก กำลังจะกลับมาในฐานะ 'นางพญา' ที่พร้อมจะขยี้หัวใจเขามือเปล่า!
Voir plusรัตติกาลเหนือมหานครกรุงเทพฯ ในคืนนี้ดูจะเยือกเย็นกว่าปกติ แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างดูคล้ายดวงดาวที่ตกลงมาสยบอยู่แทบเท้าของชายหนุ่มสี่คนบนชั้นสูงสุดของ 'Bodin Icon Tower' ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในประเทศและเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของ อาณาจักรบดินทร์พัฒนา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้านที่กุมสัมปทานการก่อสร้างและโครงการรัฐเกือบทั้งหมดในประเทศ
ที่นี่คือ 'The Throne' เลานจ์ส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนนำเข้าและเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดพิเศษ พื้นที่ที่รวมเอาทายาทผู้ทรงอิทธิพลที่สุดสี่คนเข้าไว้ด้วยกันในนาม 'Four Gears'
พายุ ทายาทเจ้าของอู่ต่อเรือยักษ์ใหญ่และผู้นำเข้ารถซูเปอร์คาร์รายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขากำลังนั่งพาดขาบนโต๊ะกระจกราคาแพง พายุเรียนอยู่ วิศวกรรมเครื่องกล เพราะเขาหลงใหลในกลไกของความเร็วและการทำลายล้าง สำหรับเขา รถราคาห้าสิบล้านก็เป็นแค่เศษเหล็กที่เอาไว้ขับเล่นแก้เบื่อ
"ไอ้เบนซ์... เมื่อไหร่มึงจะเลิกเอาจริงเอาจังกับการตรวจบัญชีกาสิโนของป๋าวะ?" พายุเอ่ยทำลายความเงียบ พลางควงกุญแจรถ Koenigsegg ในมือ
"กาสิโนที่ป๋ามึงถือหุ้นใหญ่ มันก็มีพ่อไอ้สิงห์คุมให้อยู่แล้ว มึงจะกลัวใครโกงอีก"
"การตรวจสอบคือพื้นฐานของการควบคุม" เบนซ์ หรือ บดินทร์ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เขาขยับปกเสื้อช็อปสีดำที่ปักตรา วิศวกรรมโยธา ของมหาวิทยาลัยชั้นนำไว้ที่อกซ้าย การเรียนโยธาสำหรับเขาไม่ใช่เพื่อไปคุมหน้างาน แต่เพื่อเรียนรู้วิธีการ 'สร้าง' และ 'ทำลาย' โครงสร้างทุกอย่างตามใจปรารถนา
"กูก็ว่างั้น... กาสิโนในเครือมึง พ่อกูส่งคนไปคุมให้แทบจะขี่คอกันเดินแล้ว" สิงหา เสริมพลางยกแก้วบรั่นดีขึ้นจิบ สิงหาคือทายาทธุรกิจรักษาความปลอดภัยรายใหญ่ที่สุดและเจ้าของสัมปทานเหมืองแร่ เขาเรียน วิศวกรรมเหมืองแร่ เพื่อต่อยอดธุรกิจดิบเถื่อนของครอบครัว ใบหน้าดุดันของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจางๆ ที่ได้จากการปราบพวกขัดผลประโยชน์ในเขตอิทธิพล
"พวกมึงน่ะใช้แต่กำลัง..." เสียงเรียบๆ ของ เมฆา ดังมาจากมุมห้อง เขาคือนักเรียนทุนเกียรตินิยมของ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ทายาทตระกูลสื่อสารและโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุด เมฆากุมข้อมูลดิบของคนทั้งเมืองไว้ในเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว
"ถ้าไม่มีระบบหลังบ้านที่กูเขียนให้ กาสิโนพวกมึงคงโดนพวกแฮกเกอร์ล้างบางไปนานแล้ว"
เบนซ์หัวเราะในลำคอ แววตาของเขาดูว่างเปล่าแต่ทรงพลัง อาณาจักรบดินทร์พัฒนาไม่ได้ทำเพียงแค่สร้างตึก แต่มันคือการสร้าง 'อำนาจ' ที่แทรกซึมไปทุกตารางนิ้วของประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเรือของพายุ การคุมเขตอิทธิพลของสิงหา หรือระบบสื่อสารของเมฆา ทั้งหมดล้วนมีสายใยโยงใยกลับมาที่ตระกูลบดินทร์ทั้งสิ้น
"พูดถึงเรื่องน่าเบื่อทำไมวะ..." พายุเปลี่ยนประเด็น แววตาเริ่มเป็นประกายเจ้าชู้
"พูดถึง 'ของเล่น' ชิ้นใหม่ๆ ดีกว่า ช่วงนี้ที่คณะมีใครน่าสนใจบ้างไหม? เห็นว่าพวกดาวคณะนิเทศฯ มาดักรอมึงที่หน้าตึกวิศวะทุกเย็นเลยนี่หว่าเบนซ์"
เบนซ์เหยียดยิ้มเย็นชา "ก็แค่พวกขยะอยากอัพเกรดตัวเองด้วยเงินกู..."
"แล้วน้อง 'ลิลลี่' ที่มึงเพิ่งพาไปถอย Hermes ใบละล้านเมื่ออาทิตย์ก่อนล่ะ?" สิงหาถามอย่างนึกสนุก
"กูเห็นน้องเขาโพสต์รูปอวดลงไอจีรัวๆ เลยนะ ท่าทางจะติดใจมึงน่าดู"
"น้องลิลลี่เหรอ..." เบนซ์พึมพำพลางนึกหน้า
"อ๋อ... คนที่นอนตัวสั่นเหมือนลูกนกตอนกูสั่งให้แก้ผ้าบนเตียงน่ะเหรอ? น่ารำคาญฉิบหาย ตอนแรกก็นึกว่าจะเด็ด ที่ไหนได้... พอเห็นเช็คเงินสดห้าแสนก็ยอมทำทุกอย่างแม้กระทั่งคลานเป็นหมา กูก็เลยให้คนขับรถไปส่งที่หน้าคอนโดแล้วบล็อกเบอร์ไปละ"
พายุหัวเราะก้อง "มึงแม่งเลวจริงๆ เลยว่ะเบนซ์... แต่กูก็ชอบ น้องเขาอุตส่าห์ยอมทำขนาดนั้น มึงไม่ให้เวลาเขาหน่อยเหรอ?"
"เวลาของกูมีค่ามากกว่าชีวิตพวกนั้นเยอะ" เบนซ์ตอบพลางจิบไวน์ราคาเจ็ดหลัก
"คนอย่างพวกกูเกิดมาเพื่อเลือก ไม่ใช่ถูกเลือก ผู้หญิงพวกนั้นก็เหมือนกระดาษทิชชู่ ใช้เสร็จก็ต้องทิ้ง จะให้มานั่งจดจำชื่อหรือความรู้สึกพวกมันให้เสียสมองทำไม"
"นั่นสิ..." เมฆาเอ่ยเสริมโดยไม่ละสายตาจากหน้าจอ
"จากสถิติที่กูเก็บไว้ ผู้หญิงที่เข้าหาพวกเรา 98% หวังผลประโยชน์ทางการเงิน อีก 2% คือพวกอยากได้ชื่อเสียง... ความรักแท้ๆ น่ะมีโอกาสเกิดแค่ 0.0001% ซึ่งกูถือว่าเป็นค่าความคลาดเคลื่อนที่ไม่มีนัยสำคัญ"
"มึงก็คุยเป็นตัวเลขตลอดเลยนะไอ้เมฆ" พายุบ่น
"แต่กูเห็นด้วยกับไอ้เบนซ์นะ วันก่อนกูก็เพิ่งเขี่ยดาวคณะบัญชีทิ้งไปคนหนึ่ง ตื๊อฉิบหาย แค่กูซื้อนาฬิกาให้เรือนเดียว ทำเป็นจะมาคุมพฤติกรรมกู กูเลยสั่งให้น้องเขาเดินลงจากรถกลางทางด่วนซะเลย"
"พวกมึงแม่ง... ไม่มีหัวใจกันจริงๆ ว่ะ" สิงหาพูดยิ้มๆ แต่แววตาไม่ได้มีความสงสาร
"แต่ก็ดีแล้ว... หัวใจมันมีไว้เพื่อให้พวกอ่อนแอใช้ปลอบใจตัวเอง คนอย่างเรามีแค่ 'ความสะใจ' กับ 'อำนาจ' ก็พอ"
"จริง... วันพรุ่งนี้เปิดเทอมวันแรก กูอยากรู้จังว่าจะมี 'เหยื่อ' รายไหนน่าสนใจพอที่จะทำให้กูยอมเสียเวลาเล่นด้วยนานกว่าหนึ่งอาทิตย์บ้าง" เบนซ์พูดเสียงต่ำ สายตามองลงไปที่ตึกวิศวกรรมศาสตร์เบื้องล่างที่เขากำลังจะไปเยือนในวันรุ่งขึ้น
"แล้วน้อง 'พลอยใส' ล่ะเบนซ์?" พายุยังไม่หยุดรุกราน
"เห็นว่ามึงไปรับไปส่งอยู่สองสามวัน นึกว่าคนนี้จะอยู่นาน"
"พลอยใส?" เบนซ์ทำท่าคิด
"อ๋อ... ยัยเด็กนั่นที่ทำตัวหัวแข็งในช่วงแรกน่ะเหรอ? สุดท้ายก็ยอมสยบให้กูเพราะพ่อมันติดหนี้กาสิโนกูสิบล้าน กูก็แค่ยื่นข้อเสนอให้มาเป็นอีหนูแก้เบื่อแลกกับหนี้... พอครบสามคืน กูเบื่อ กูเลยโอนหนี้ไปให้บริษัททวงหนี้ของไอ้สิงห์จัดการต่อ"
สิงหาพยักหน้า "เออ... มิน่าล่ะ ลูกน้องกูถึงบอกว่าได้ 'ของดี' มาขัดดอกที่คลับ ป่านนี้คงทำงานงกๆ อยู่ในห้องรับรองแขก VIP แล้วล่ะมั้ง"
บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมดูจะเป็นเรื่องปกติสามัญของกลุ่ม Four Gears พวกเขาไม่ได้มองผู้หญิงเป็นมนุษย์ แต่เป็นเพียง 'สกุลเงิน' หรือ 'เครื่องบรรเทาความอยาก' ที่ใช้แลกเปลี่ยนกันได้ตามใจชอบ ความรวยและอำนาจที่ล้นพ้นทำให้พวกเขาลืมเลือนความหมายของคำว่าความเห็นใจไปจนสิ้น
"พรุ่งนี้กูจะเอา Koenigsegg ไปอวดที่คณะหน่อย" พายุพูดพลางยืดตัว
"อยากเห็นพวกเด็กปีหนึ่งมองมึงด้วยสายตาอิจฉาจนตัวสั่น"
"รถน่ะเรื่องเล็ก..." เบนซ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เผยให้เห็นรูปร่างสมส่วนภายใต้เสื้อผ้าแบรนด์เนม
"สิ่งที่กูอยากเห็น คือการที่พวกมันรู้ว่า... ในมหาลัยนี้ ใครคือพระเจ้า และใครคือมดปลวกที่ต้องก้มหัวให้กู"
เบนซ์ก้าวเดินไปที่กระจกบานใหญ่ สะท้อนภาพใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตรแต่แฝงไปด้วยวิญญาณของปีศาจ เขาลูบไล้ 'เกียร์ทองคำ' ที่ห้อยอยู่ที่คอเบาๆ มันคือสัญลักษณ์ของความเหนือกว่า คืออำนาจที่ตระกูลบดินทร์มอบให้เขามาตั้งแต่เกิด
"ความรักงั้นเหรอ..." เบนซ์พึมพำกับเงาตัวเอง "ของเล่นพรรค์นั้น... เก็บไว้ให้พวกขี้แพ้มันฝันกลางวันไปเถอะ"
สำหรับเขา... ชีวิตคือการเดิมพันที่เขาต้องเป็นผู้ชนะเสมอ และผู้หญิงทุกคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเขาก็เป็นเพียง 'เบี้ย' ในกระดานที่เขาจะบดขยี้เมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ
ค่ำคืนนั้นจบลงด้วยเสียงแก้วเหล้าที่กระทบกันอีกครั้ง เป็นสัญญาเลือดระหว่างเพื่อนทั้งสี่ว่าจะกอดคอกันครองอำนาจเหนือมหาวิทยาลัยต่อไป โดยที่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า... กำแพงหัวใจที่เย็นเฉียบดั่งน้ำแข็งของ 'บดินทร์' กำลังจะถูกท้าทายด้วยผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ไม่เคยมองเห็นอำนาจหรือเงินตราของเขามีค่าเลยแม้แต่น้อย
แสงไฟสีแดงเหนือประตูห้องผ่าตัดศัลยกรรมดวงตายังคงสว่างโร่ บ่งบอกถึงการทำงานอย่างหนักของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่กินเวลายาวนานเกือบยี่สิบชั่วโมงตลอดเวลาที่ผ่านมา ร่างสูงใหญ่ของบดินทร์ไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว ชายหนุ่มปฏิเสธที่จะทานอาหารหรือเอนหลังพักผ่อน ดวงตาคมกริบที่บัดนี้แดงก่ำและโหลลึกเพราะความอ่อนเพลียจับจ้องอยู่ที่บานประตูนั้นราวกับคนเสียสติ ในส่วนของน้องออโต้ เบนซ์ได้ขอร้องให้เมฆและน้ำขิงช่วยพาแกกลับไปดูแลที่บ้านพักก่อนเพื่อไม่ให้เด็กน้อยต้องเหน็ดเหนื่อยจนกระทั่งเสียงสัญญาณไฟดับลง พร้อมกับบานประตูที่เปิดออก...ร่างบางของอันนาถูกเข็นออกมาพร้อมผ้าพันแผลหนาที่ปิดทับดวงตาทั้งสองข้าง เบนซ์ถลาเข้าไปกุมมือบางของเธอไว้ทันที ชายหนุ่มเดินตามเตียงเข็นของภรรยาไปจนถึงห้องพักฟื้น VVIP คอยเฝ้าดูแลเช็ดตัวและจับมือเธอไว้แนบแก้มตลอดค่ำคืนอย่างไร้ความเหน็ดเหนื่อยเช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามาในห้องพักฟื้นอันนาเริ่มขยับตัวช้าๆ ดวงตาคู่สวยใต้ผ้าพันแผลกะพริบถี่ ทีมแพทย์ค่อยๆ บรรจงแกะผ้าพันแผลออกทีละชั้น ท่ามกล
กลิ่นของยาฆ่าเชื้อและเสียงหวีดหวิวของอุปกรณ์การแพทย์ในโรงพยาบาลหรูเครืออัครมหาศาลสาขาอเมริกา ไม่ได้ทำให้จิตใจของอันนาสงบลงได้เลย หญิงสาวนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องผ่าตัด ร่างกายสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก มือบางสองข้างกอดกระชับร่างป้อมของน้องออโต้ ลูกชายตัวน้อยเอาไว้แน่นจนอกกระเพื่อมสะท้อนแรงใจที่สั่นคลอนข้างกายของเธอมีน้ำขิงที่นั่งร้องไห้จนตาบวมช้ำ และแดนที่ยืนคุมเชิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดปนกังวลตลอดเวลาเวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมงที่แสนทรมาน... ไฟหน้าห้องผ่าตัดห้องแรกดับลง ร่างของ ‘เมฆ’ ถูกเข็นออกมาในสภาพมีผ้าพันแผลหนาที่ต้นแขนขวา ใบหน้าของเขาซีดเซียวแต่สัญญาณชีพจรกลับมาคงที่แล้วอันนาพยายามประคองตัวลุกขึ้นด้วยความพะว้าพะวง จิตใจของเธอถูกฉีกออกเป็นสองทาง... ทางหนึ่งคือพี่ชายที่ชุบเลี้ยงเธอและลูกมาในต่างแดน แต่อีกทางหนึ่งคือชายสารเลวคนนั้นที่เอาตัวเข้าบังกระสุนปืนเพื่อเธอจนตอนนี้นอนจมกองเลือดอยู่ข้างในน้ำขิงที่สังเกตเห็นท่าทางสับสนของอันนารีบปาดน้ำตาแล้วลูบแขนเธอเบาๆ“คุณหนูคะ... คุณหนูอยู่รอคุณเบนซ์ที่นี่เดี๋ยวนี้เลยค่ะ เรื่องคุณเมฆ.
หิมะยังคงโปรยปรายลงมาราวกับจะถมทับร่างสูงใหญ่ที่คุกเข่านิ่งอยู่บนพื้นคอนกรีตหน้ารั้วคฤหาสน์ให้กลืนหายไปกับความขาวโพลน“นายน้อยครับ... ผมขอร้องล่ะ ลุกขึ้นเถอะครับ ขืนคุณยังทำแบบนี้ต่อไป ร่างกายคุณจะรับไม่ไหวเอานะครับ!” แดน ผู้ช่วยคนสนิทเอ่ยอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ชายหนุ่มยืนกางร่มบังเกล็ดหิมะให้เจ้านายมาตลอดหลายชั่วโมง แต่บดินทร์กลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย“ไม่... แดน...” เบนซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน ริมฝีปากหนาแห้งแตกจนมีเลือดซึมออกมาเป็นทาง“กูผิด... กูทำร้ายเขาจนตาบอด กูทิ้งให้เขาเผชิญหน้ากับความมืดคนเดียว... กูต้องชดใช้ ต่อให้กูต้องหนาวตายอยู่ตรงนี้กูก็ยอม”ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เบนซ์ใช้เวลาส่วนใหญ่คุกเข่าอยู่ตรงนี้อย่างไร้เกียรติยศของทายาทมาเฟีย หลายครั้งที่เขาโดนบอดี้การ์ดร่างยักษ์ของเมฆลากตัวเหวี่ยงออกไปนอกอาณาเขต แต่ทันทีที่พวกนั้นหันหลังกลับ เบนซ์ก็จะคลานกลับมาคุกเข่าอ้อนวอนอยู่ที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายในคฤหาสน์หรู...อันนานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่น มือบางลูบไล้กลุ่มผมอ่อนนุ่มของออโต้ที่นอนหนุนตักเธออยู่ แม้เธอจะมองไม่เห็นเหตุการณ์ข้างนอก
เสียงสะอื้นไห้อย่างบ้าคลั่งของบดินทร์ค่อยๆ แผ่วลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจที่สั่นเครือระคนความเจ็บปวด ชายหนุ่มกอดกระชับร่างป้อมของน้องออโต้ไว้แนบอกอยู่นานนับหลายสิบนาที จนกระทั่งเขารู้สึกว่า ‘เจ้าก้อนแป้ง’ ในอ้อมกอดเริ่มนิ่งเงียบไป เมื่อก้มลงมองก็พบว่าเด็กชายตัวน้อยที่พยายามปลอบเขาเมื่อครู่ได้ผล็อยหลับไปเสียแล้วด้วยความเหนื่อยอ่อน คราบน้ำตายังคงเปื้อนแก้มใสทั้งสองข้างเบนซ์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับอารมณ์ให้คงที่ เขาค่อยๆ ช้อนร่างของลูกชายขึ้นมาแนบอกอย่างทะนุถนอม ตั้งใจจะอุ้มเด็กน้อยพาขึ้นไปนอนพักผ่อนบนห้องนอนชั้นสองทว่า...แกรก!เสียงเปิดประตูหน้าบ้านดังขึ้นกะทันหัน เบนซ์ชะงักกึก หันขวับไปมองทางเข้าบ้านทันที ท่ามกลางความสลัวของห้องโถงกว้าง ปรากฏร่างของคนสามคนยืนเรียงกันอยู่ตรงประตู“อ้าว! คุณเบน!”น้ำขิง เป็นคนแรกที่ไหวตัวและเอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นและดีใจระคนแปลกใจ พี่เลี้ยงสาวก้าวเข้ามาหาคนสวนหนุ่มทันที“มาได้ยังไงคะเนี่ย? วันนี้ไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์นี่นา