Masukเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนของตึก Creative Lab ดังระรัวเหมือนเสียงปืนกล พิมพ์ขวัญในชุดสูทสีแดงเบอร์กันดีก้าวฉับ ๆ ผ่านประตูสแกนใบหน้าที่คราวนี้มันจำหน้าเธอได้ในเสี้ยววินาที เธอไม่ได้ดูเหมือนคนที่เพิ่งฟื้นจากโคม่าแม้แต่น้อย ในมือหนึ่งถือแก้วเอสเพรสโซ่ดับเบิลช็อต อีกมือหนึ่งรัวนิ้วลงบนหน้าจอไอโฟนเพื่อลบอีเมลขยะที่คั่งค้างมาเป็นสัปดาห์
“พี่พิมพ์มาแล้ว! ราชินีคืนชีพ!” เสียงกิ๊ฟตะโกนบอกคนในออฟฟิศ ทุกคนลุกขึ้นปรบมือราวกับเธอกลับมาจากรบ พิมพ์ขวัญเพียงแค่ยิ้มมุมปากและพยักหน้าส่ง ๆ เธอรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังที่ตัวเองแสดงแต่จำบทไม่ได้
“กิ๊ฟ เอาบรีฟแคมเปญ ‘Smart City Smart Life’ มาให้พี่ที่ห้องในห้านาที” พิมพ์ขวัญสั่งเสียงเฉียบจนกิ๊ฟสะดุ้ง “แล้วก็... ใครเอาดอกไม้หน้าห้องพี่ไปทิ้งที กลิ่นมันเหมือนงานศพ พี่ไม่ชอบ”
เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง พิมพ์ขวัญทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หนัง เธอหอบหายใจแรง ความทรงจำของเธอขาวโพลนเหมือนกระดาษที่โดนน้ำยาลบคำผิดป้ายทับ เธอจำได้ว่าเธอประสบอุบัติเหตุ และจำได้ว่าเธอฟื้นขึ้นมาพร้อมความเจ็บปวดที่มือขวาของชายคนหนึ่งที่เธอเห็นหน้าไม่ชัด แต่สิ่งที่กวนใจเธอที่สุดคือ ‘จังหวะ’ ของโลกใบนี้
ทุกอย่างรอบตัวดูช้าลง หรือไม่เธอก็เร็วขึ้นเกินไป เธอรู้สึกว่าตัวเองมีสัญชาตญาณบางอย่างที่เฉียบคมจนน่ากลัว เธอรู้ว่าใครกำลังจะเปิดประตูห้องเธอก่อนที่มือเขาจะแตะลูกบิด เธอรู้ว่าไฟล์ไหนในเครื่องกำลังจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ราวกับว่าครั้งหนึ่งเธอเคย ‘สัมผัส’ กระแสไฟฟ้าและข้อมูลพวกนี้โดยตรง
“พี่พิมพ์คะ นี่ค่ะไฟล์งานที่พี่ทำค้างไว้” กิ๊ฟยื่นแท็บเล็ตให้ด้วยมือที่สั่นน้อย ๆ
พิมพ์ขวัญกวาดสายตามองหน้าจอเพียงครู่เดียว นิ้วของเธอก็หยุดกึ้งที่โค้ดลับบางอย่างที่แทรกอยู่ในโฆษณา “กิ๊ฟ... ทำไมแคมเปญนี้ต้องมีการดึงพิกัด GPS ของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ทุก ๆ 0.5 วินาที? นี่มันโฆษณาน้ำดื่ม หรือแอพฯ สายลับ?”
กิ๊ฟหน้าซีดลงทันที “เอ่อ... คือพี่เก่งบอกว่าเป็นฟีเจอร์ใหม่เพื่อวิเคราะห์ User Journey ค่ะพี่”
พิมพ์ขวัญจ้องตากิ๊ฟ แววตาของเธอนิ่งจนกิ๊ฟต้องหลบตา “อย่าโกหกพี่... พี่รู้สึกได้ว่าไฟล์นี้มี ‘กลิ่น’ ของสิ่งที่พี่เคยพยายามจะทำลายมันทิ้ง”
บ่ายวันนั้น พิมพ์ขวัญต้องไปนำเสนองานโฆษณาชิ้นใหญ่ที่ตึกพันธมิตรย่านราชประสงค์ บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยผู้บริหารในชุดสูทเนี้ยบ แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของพิมพ์ขวัญสะดุดคือชายหนุ่มที่นั่งอยู่ที่มุมห้อง เขาไม่ได้ใส่ชุดทางการ แต่ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนเสื้อ เผยให้เห็นผ้าพันแผลที่มือขวาซึ่งโผล่พ้นแขนเสื้อออกมาเล็กน้อย
เขาคือ นนท์ แต่ในวันนี้เขามาในฐานะ ‘ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยดิจิทัล’ จากบริษัทคู่แข่ง
“สวัสดีครับคุณพิมพ์ขวัญ ได้ยินว่าคุณเป็นมือหนึ่งเรื่องครีเอทีฟ... แต่ดูเหมือนคอนเทนต์ของคุณจะ ‘ล้ำเส้น’ ความเป็นส่วนตัวไปหน่อยนะครับ” นนท์พูดขึ้นทันทีที่เธอวางแผนผังงานลงบนโต๊ะ น้ำเสียงของเขากวนประสาทและท้าทาย แตกต่างจากนนท์ที่เคยแอบมองเธอหลังกระจก ICU อย่างสิ้นเชิง
พิมพ์ขวัญขมวดคิ้ว ความรู้สึกแปลก ๆ พุ่งพล่านในอก มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความรู้สึกเหมือน ‘เดจาวู’ ที่รุนแรงจนเธอเจ็บขมับ “คุณเป็นใคร? และคุณมีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์งานของฉัน?”
“ผมชื่อนนท์... และสิทธิ์ของผมคือการเป็นคนที่รู้ว่าภายใต้ภาพสวย ๆ ในโฆษณาของคุณ มันซ่อนรหัสที่ใช้สะกดรอยตามคนทั้งเมืองอยู่” นนท์ลุกขึ้นยืน เดินเข้าหาเธอจนระยะห่างลดน้อยลง เขาสบตาเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำพูดเป็นล้านคำที่เขาพูดไม่ได้ “คุณจำรอยเบรกใต้ทางยกระดับได้ไหมครับคุณพิมพ์? บางทีงานที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้... มันอาจจะเป็นรอยเบรกครั้งต่อไปของคุณก็ได้”
ห้องประชุมเงียบกริบ พิมพ์ขวัญรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง คำว่า ‘ทางยกระดับ’ เหมือนกุญแจที่พยายามจะไขล็อคในหัวเธอ
“คุณพูดเรื่องอะไร?” เธอถามเสียงสั่น พยายามรักษาท่าทีเย็นชา
“ผมแค่จะบอกว่า... ถ้าคุณยังเดินหน้าแคมเปญนี้ต่อไป คุณก็ไม่ต่างจากฆาตกรที่ใช้เมาส์แทนปืน” นนท์ทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่รุนแรงก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องประชุมไป ทิ้งให้พิมพ์ขวัญยืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางสายตางุนงงของผู้บริหาร
หลังจบการประชุมที่ล่มไม่เป็นท่า พิมพ์ขวัญไม่ได้กลับออฟฟิศ เธอขับรถตามรถเอสยูวีสีเทาของนนท์ไปอย่างบ้าคลั่ง เธอขับรถเร็วและเสี่ยงตายราวกับว่าเธอรู้วิธีการควบคุมรถในสถานการณ์วิกฤตเป็นอย่างดี เธอจี้ท้ายรถของเขาจนกระทั่งนนท์ต้องเลี้ยวเข้าไปจอดในลานจอดรถร้างใต้ทางด่วน
พิมพ์ขวัญเปิดประตูรถก้าวออกมา ท่าทางของเธอเหมือนแม่เสือที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ “จอดรถแล้วคุยกันให้รู้เรื่อง! คุณเป็นใครกันแน่? ทำไมคุณถึงรู้เรื่องอุบัติเหตุของฉัน? และทำไม... ทำไมมือคุณถึงเป็นแบบนั้น?”
นนท์ยืนพิงรถ เขามองมือที่พันแผลของตัวเองแล้วยิ้มเศร้า ๆ “มือผมเจ็บเพราะผมพยายามจะ ‘กู้คืน’ สิ่งที่ไม่มีใครอยากให้กู้... ส่วนคุณพิมพ์ขวัญ คุณฟื้นมาพร้อมกับสมองที่สะอาดเอี่ยม แต่มันไม่ได้หมายความว่าบาปที่คนอื่นทำกับคุณจะหายไปด้วย”
“คุณพูดเหมือนคุณอยู่ในเหตุการณ์!”
“ผมไม่ได้แค่ ‘อยู่’... แต่ผมคือคนที่แบกวิญญาณโง่ ๆ ของคุณไปส่งอีเมลงานในร้านกาแฟด้วยซ้ำ!” นนท์ตะคอกกลับด้วยความเหลืออด ความอดทนที่เขาจะเก็บความลับไว้พังทลายลงเพราะความดื้อรั้นของเธอ
พิมพ์ขวัญนิ่งงันไป คำว่า ‘ส่งอีเมลในร้านกาแฟ’ ทำให้ภาพแฟลชแบ็คพุ่งเข้ามาในหัวเธออย่างรุนแรง ภาพชายหนุ่มที่นั่งพิมพ์งานท่ามกลางอากาศธาตุ ภาพแรงดึงดูดที่ประตูโรงพยาบาล และกลิ่นโอโซนจากไฟฟ้าลัดวงจร
“คุณ... คุณคือผู้ชายคนนั้น...” เธอพึมพำ น้ำตาเริ่มคลอเบ้าแต่เธอรีบปัดมันทิ้ง “ถ้าคุณช่วยฉันจริง ทำไมคุณต้องทำลายไฟล์หลักฐาน? ทำไมคุณต้องทำให้ฉันลืม?”
“เพราะถ้าคุณจำได้ คุณก็ต้องตายจริง ๆ ไงล่ะ!” นนท์ก้าวเข้ามาคว้าไหล่เธอ “พวกมันไม่ได้อยากให้คุณฟื้น พิมพ์! งานที่คุณทำอยู่ตอนนี้คือการ ‘ปิดปาก’ คุณด้วยความสำเร็จ พวกมันให้ตำแหน่งคุณ ให้เงินคุณ เพื่อให้คุณเป็นฉากหน้าให้ขบวนการดักฟังข้อมูลระดับชาติ ถ้าคุณยังไม่หยุดค้นหาความจริงตอนนี้ มือที่พันแผลของผมมันจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่าทันที!”
พิมพ์ขวัญสะบัดตัวออก แววตาของเธอเปลี่ยนจากความสับสนเป็นความเด็ดเดี่ยวอย่างที่นนท์ไม่เคยเห็น แม้แต่ตอนที่เธอเป็นวิญญาณ “ฉันไม่อยากให้มือคุณไร้ค่าหรอกนะ... แต่ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมให้ใครมาจูงจมูก ไม่ว่าจะเป็นพวกฆาตกรนั่น หรือแม้แต่ ‘ฮีโร่’ อย่างคุณ”
เธอหยิบโทรศัพท์ออกมา กดโทรหาพี่เก่ง หัวหน้าของเธอต่อหน้านนท์
“พี่เก่งคะ... พิมพ์ตัดสินใจแล้วค่ะ เรื่องแคมเปญ Smart City... พิมพ์จะลงข่าวประกาศเปิดตัว ‘Backdoor’ ทั้งหมดที่เราแอบใส่ไว้ในระบบให้สื่อมวลชนรู้คืนนี้ค่ะ ใช่ค่ะ... พิมพ์อัดเสียงที่พี่สั่งกิ๊ฟไว้หมดแล้ว พิมพ์ไม่ใช่คนเดิมที่พี่เคยขย่มขวัญได้หรอกนะ”
นนท์มองดูเธอด้วยความอัศจรรย์ใจ พิมพ์ขวัญในเวอร์ชันมนุษย์ที่ตื่นรู้แล้วนั้นน่ากลัวและทรงพลังยิ่งกว่าวิญญาณตนไหน ๆ
“คุณกำลังจะฆ่าตัวตายทางอาชีพนะพิมพ์” นนท์เตือน แต่รอยยิ้มกลับผุดขึ้นที่มุมปากเขา
“อาชีพครีเอทีฟน่ะเหรอ? ช่างมันสิ... ฉันเพิ่งค้นพบอาชีพใหม่ที่น่าตื่นเต้นกว่า” พิมพ์ขวัญหันมามองนนท์ แววตาของเธอมีความขี้เล่นปนอยู่ “อาชีพ ‘คู่หูนักข่าวสืบสวน’ ไง... เห็นว่าที่ปรึกษาแถวนี้มือเจ็บอยู่ คงต้องการคนช่วยพิมพ์งานสักคน”
ผลลัพธ์ของการตัดสินใจทำลายงานตัวเองของพิมพ์ขวัญทำให้บริษัท Creative Lab ตกอยู่ในภาวะวิกฤตภายในไม่กี่ชั่วโมง หุ้นของบริษัทร่วงกราว และตำรวจเริ่มเข้าตรวจสอบข้อมูลตามที่นนท์และพิมพ์ขวัญร่วมกัน ‘วางระเบิด’ ไว้
ทั้งคู่นั่งอยู่บนฝากระโปรงรถเอสยูวี มองออกไปที่เส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ พิมพ์ขวัญจิบกาแฟกระป๋องพลางมองมือที่พันแผลของนนท์
“เจ็บมากไหม?” เธอถามเสียงเบา
“ไม่เท่าไหร่หรอก... แค่เสียดายไฟล์งานนิดหน่อย” นนท์ตอบ
“ไม่ต้องเสียดายหรอก เพราะฉันจำได้หมดแล้ว... ไม่ใช่จำด้วยสมองนะ แต่จำด้วย ‘ความรู้สึก’ เวลาฉันแตะคีย์บอร์ด ฉันรู้ว่ารหัสไหนคือของจริง รหัสไหนคือของปลอม” พิมพ์ขวัญหันมาสบตานนท์ “นนท์... ขอบคุณนะที่รั้งฉันไว้ ไม่ว่าจะในโลกคนเป็นหรือโลกคนตาย”
นนท์ไม่ได้ตอบเป็นคำพูด เขาเพียงแค่ยื่นมือซ้ายที่ไม่ได้บาดเจ็บไปกุมมือของเธอไว้เบา ๆ ทิศทางของเรื่องเปลี่ยนไปอย่างถาวร จากการตามหาความทรงจำ กลายเป็นการร่วมมือกันต่อสู้กับอำนาจมืดที่ยังไม่จบสิ้น
“เตรียมตัวไว้นะพิมพ์...” นนท์พูดขึ้น “พรุ่งนี้พวกมันต้องส่งคนมาตามล่าเราแน่”
“ก็มาดิ...” พิมพ์ขวัญแสยะยิ้ม “ฉันตายมาแล้วรอบหนึ่ง... รอบนี้ฉันไม่มีอะไรจะเสีย นอกจากกาแฟรสชาติแย่ ๆ ในมือนี่แหละ”
ความสัมพันธ์ของคนแปลกหน้าที่เคยผูกพันกันด้วยความตาย บัดนี้ได้เริ่มต้นใหม่ด้วย ‘ความโกลาหล’ ที่พวกเขาเลือกเอง และนี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามสื่อที่ไม่มีใครคาดคิดว่าครีเอทีฟสาวกับนักข่าวไส้แห้งจะกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของขบวนการนี้!!!
แสงไฟนีออนบนเพดานโรงพยาบาลกะพริบถี่เป็นจังหวะที่ชวนให้ปวดหัว พิมพ์ขวัญนอนมองมันมานานหลายชั่วโมง เธอเพิ่งฟื้นได้ไม่กี่วัน ร่างกายของเธอเริ่มกลับมาทำตามคำสั่งได้ทีละน้อย แต่มีบางอย่างในหัวที่ยังคงเหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่อง หมอบอกว่ามันคืออาการ 'Retrograde Amnesia' หรือการสูญเสียความทรงจำย้อนหลังเนื่องจากสมองขาดออกซิเจน แต่นั่นคือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึก "หนาวเหน็บที่ขั้วหัวใจ" จางหายไปเลยทุกครั้งที่เธอหลับตา พิมพ์ขวัญจะเห็นภาพชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มควัน เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความโศกเศร้าอย่างมหาศาล มือขวาของเขาพันแผลหนาเตอะ และทุกครั้งที่เธอพยายามจะเอื้อมมือไปแตะ ภาพนั้นจะแตกสลายกลายเป็นฟองอากาศเหมือนวิญญาณที่ถูกกระชากออกไปในสุญญากาศ“พี่พิมพ์คะ... ทานยาหน่อยค่ะ” เสียงพยาบาลปลุกเธอจากภวังค์พิมพ์ขวัญมองถ้วยยาในมือพยาบาล แล้วสายตาเธอก็เลื่อนไปสะดุดที่ 'แก้วกาแฟ' บนโต๊ะข้างเตียง มันไม่ใช่แก้วของเธอ แต่เป็นแก้วกระดาษจากร้านกาแฟใต้ตึกที่เขียนชื่อว่า 'Nont' ด้วยลายมือหวัด ๆ“แก้วนั้น... ของใครเหรอคะ?” พิมพ์ขวัญถามด้วยเสียงท
เสียงระเบิดของถังแก๊สจากโรงครัวเรือนจำดังกัมปนาทสะเทือนไปถึงขั้วปอด แต่มันกลับไม่ใช่เสียงของความตาย มันคือเสียงของกรงขังที่ถูกฉีกกระชาก นนท์ก้าวออกมาจากแดน 4 ท่ามกลางควันไฟสีเทาหม่นที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเช้าตรู่ เสื้อนักโทษสีซีดของเขาขาดวิ่นและเปื้อนคราบเขม่า แต่ท่วงท่าการเดินของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่การเดินของนักโทษที่ยอมจำนน หรือนักข่าวที่ซ่อนความลับไว้ในอก แต่มันคือการเดินของชายที่เพิ่งค้นพบว่าอิสรภาพไม่ได้อยู่ที่การเปิดประตูคุก แต่อยู่ที่การเลิกกลัวคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าอำนาจเฮียเล้งและผู้คุมที่เคยพยายามจะสังหารเขา บัดนี้กะพริบตาปริบ ๆ อยู่กลางสนามหญ้าที่รายล้อมไปด้วยพนักงานสอบสวนจากส่วนกลางและสื่อมวลชนนับสิบสำนักที่แห่กันมาหลังจาก "รหัสลึกลับ" ของพิมพ์ขวัญแฮกเข้าระบบแจ้งเตือนภัยของสำนักข่าวทั่วประเทศ นนท์เดินไปที่หน้ากล้องของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่เขารู้จักดี“คุณนนท์ คุณหนีออกมาได้ยังไงครับ? แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคืออะไร?” นักข่าวรุ่นน้องคนหนึ่งถามด้วยเสียงสั่นเครือนนท์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขามองไปที่ท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีส้มทอง เขาไม่ได้
เสียงนกหวีดกรีดร้องดังระงมไปทั่วแดน 4 เป็นสัญญาณเริ่มต้นของเช้าวันใหม่ที่แสนจำเจภายในเรือนจำความมั่นคงสูง นนท์ตื่นขึ้นบนพื้นปูนเย็นเฉียบท่ามกลางนักโทษชายร่างกำยำนับสิบชีวิตที่นอนเบียดเสียดกันแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านซี่กรงเหล็กชั้นบนไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันกลับเน้นย้ำให้เห็นถึงฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศที่อับชื้น นนท์ในชุดนักโทษสีกากีเข้มดูซูบผอมลงแต่ดวงตายังคงคมกริบ เขาเลิกเป็นนักข่าวหนุ่มมาดเนี้ยบ และกลายเป็นชายที่รู้จักการก้มหน้าเพื่อมองหาโอกาส“เฮ้ย! ไอ้หน้าใหม่ มานี่ซิ!” เสียงแหบพร่าของ 'เฮียเล้ง' ขาใหญ่ประจำแดนดังขึ้นจากโต๊ะไม้หินอ่อนกลางลานกว้าง เฮียเล้งคือคนที่มีอิทธิพลพอที่จะทำให้ใครบางคนหายไปได้ในคืนเดียวโดยไม่มีใครเห็นนนท์เดินเข้าไปหาด้วยท่าทางนอบน้อมที่เขาไม่เคยใช้กับใครข้างนอก “ครับเฮีย มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?”“ข้าได้ยินว่าแกเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องรหัสอะไรนั่นน่ะ” เฮียเล้งมองนนท์ด้วยสายตาเหยียดหยาม “ในนี้เราไม่มีคอมพิวเตอร์ให้แกเล่นหรอกนะ แต่เรามี ‘ระบบบันทึกเวลา’ ของผู้คุมที่ข้าอยากจะให้แกช่วย ‘ปรับแก้’ นิดหน่อย แลกกับความคุ้มครองที่แกจะได้รับ แกจะว่ายังไง?”นี่คือก
ผนังห้องสอบสวนไม่ได้มีสีขาวเหมือนในโรงพยาบาล แต่มันเป็นสีเทาหม่นที่ดูดซับแสงและเสียงจนคนข้างในรู้สึกเหมือนถูกฝังทั้งเป็น นนท์นั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กที่ยึดติดกับพื้น ข้อมือของเขาถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเย็นเฉียบ แผลที่มือขวาจากการถูกไฟช็อตยังคงปวดหนึบเป็นจังหวะ แต่สิ่งที่ทำให้เขาอึดอัดยิ่งกว่าคือใบหน้าของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ชายที่เรียกตัวเองว่า ‘พนักงานสอบสวนพิเศษจากหน่วยความมั่นคง’“คุณนนท์... ผมอ่านประวัติคุณแล้ว คุณเป็นนักข่าวที่มีอุดมการณ์สูงนะ” ชายคนนั้นพูดพลางวางแฟ้มประวัติลงบนโต๊ะโลหะ “แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มันไม่ใช่การรายงานข่าว มันคือการก่อวินาศกรรมทางข้อมูล คุณพาสาวน้อยคนนั้นไปเสี่ยงตาย และตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่อีกห้องหนึ่ง... ในสภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก”นนท์มองจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย เขาไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านเหมือนที่เคยเป็นนักข่าวจอมโวยวาย ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูเหมือนคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจนไม่เหลือความกลัว “พิมพ์ขวัญเป็นยังไงบ้าง?”“เธอจำอะไรไม่ได้เลย... หรืออย่างน้อยเธอก็อ้างแบบนั้น” ชายชุดสูทโน้มตัวเข้ามาใกล้ “เธอบอกว่าคุณเป็นคนลั
บรรยากาศภายในห้องควบคุมเครือข่ายใยแก้วนำแสงใต้ดินใจกลางเมือง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโกดังร้างที่เพิ่งผ่านมา ที่นี่ไม่มีฝุ่น ไม่มีคราบน้ำมัน มีเพียงเสียงครางพึมพำของเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรมและแสงสีฟ้าจากหลอดไฟสถานะนับล้านดวงที่กะพริบเป็นจังหวะเหมือนชีพจรของอสูรกายดิจิทัลพิมพ์ขวัญนั่งอยู่ที่หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ แสงสีขาวจากหน้าจอสะท้อนในดวงตาของเธอจนดูเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีวิญญาณ นิ้วมือของเธอขยับเขยื้อนด้วยความเร็วที่ทำให้นนท์ที่ยืนมองอยู่ด้านหลังรู้สึกหนาวเยือก“คุณกำลังจะทำอะไร พิมพ์? นี่มันไม่ใช่แค่การแฮกไฟล์โฆษณาแล้วนะ” นนท์ถามพลางมองแผนที่โครงข่ายไฟจราจรทั่วกรุงเทพฯ ที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มทั้งหมดบนจอภาพ“ฉันกำลังจะเปลี่ยนเมืองนี้ให้กลายเป็น ‘โรงละคร’ ของเราไง นนท์”พิมพ์ขวัญตอบโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่เขาไม่เคยได้ยิน“พวกมันใช้โครงสร้างพื้นฐานของเมืองสะกดรอยเรา งั้นเราก็ใช้โครงสร้างเดียวกันนี้ประหารชีวิตพวกมันกลางที่สาธารณะสิ”นนท์สังเกตเห็นว่าท่าทางของพิมพ์ขวัญเปลี่ยนไป เธอเลิกสนใจบาดแผลตามตัวหรือความหิวโหย ความทรงจำที่กลับมาในฐานะค
เสียงเครื่องยนต์ V8 คำรามแว่วมาจากท้ายถนนเส้นตัดใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ นนท์เหยียบคันเร่งรถเอสยูวีคันเก่งจนมิดเข็มไมล์ กลิ่นยางไหม้และควันไอเสียอบอวลอยู่ในห้องโดยสารที่ร้อนระอุเนื่องจากระบบแอร์เพิ่งถูกกระสุนปริศนายิงทะลุแผงคอนเดนเซอร์ไปเมื่อสิบนาทีก่อน พิมพ์ขวัญนั่งอยู่ที่เบาะข้าง ๆ ใบหน้าของเธอซีดเผือดแต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความโกรธมากกว่าความกลัว มือของเธอกำสายเข็มขัดนิรภัยไว้แน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดนูน“พวกมันตามมาได้ไง? ฉันทิ้งมือถือไว้ที่ออฟฟิศแล้วนะ!” พิมพ์ขวัญตะโกนแข่งกับเสียงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างที่แตก“พวกมันไม่ได้ตามจากมือถือ แต่มันตามจากป้ายทะเบียนรถผม” นนท์ตอบพลางหักพวงมาลัยหลบหลุมขนาดใหญ่บนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นปูน “ผมประเมินพวกมันต่ำไป พิมพ์... พวกนี้ไม่ใช่แค่ลูกกระจ๊อก แต่มันคือหน่วยงานเก็บกวาดที่มีทรัพยากรล้นมือ”นนท์มองกระจกหลัง เห็นรถกระบะสี่ประตูสีดำมืดสนิทสองคันกำลังไล่บี้ตามมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่า เขาตัดสินใจหักเลี้ยวเข้าไปในเส้นทางลูกรังมุ่งหน้าสู่โซนโกดังเก่าที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ พิมพ์ขวัญมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วขมวดคิ้ว ความทรงจำบ







