LOGIN"ในวันที่เธอกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ มีเพียงเขาที่มองเห็น... และในวันที่เขาต้องเลือกระหว่างความถูกต้องกับชีวิตเธอ เขาเลือกที่จะเป็นคนผิดที่รักเธอหมดหัวใจ" เมื่อ 'พิมพ์ขวัญ' ครีเอทีฟสาวไฟแรงต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนจากอุบัติเหตุที่มีเงื่อนงำ สิ่งเดียวที่รั้งเธอไว้ไม่ให้สูญสลายคือ 'งานชิ้นสุดท้าย' และชายหนุ่มแปลกหน้าอย่าง 'นนท์' นักข่าวสืบสวนจอมขวางโลกที่เป็นคนเดียวบนโลกที่มองเห็นและสื่อสารกับเธอได้ จากความวุ่นวายในการช่วยกันปิดดีลงานในสภาพที่คนหนึ่งเป็นผีและคนหนึ่งเป็นคน นำไปสู่การเปิดโปงขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ที่กัดกินสังคม นนท์ต้องยอมแลกทุกอย่าง—ทั้งหน้าที่การงาน จรรยาบรรณ และหลักฐานชิ้นสำคัญ—เพื่อรักษา 'ประจุชีวิต' ของพิมพ์ขวัญเอาไว้ แม้ผลลัพธ์ที่ได้มาคือการที่เธอฟื้นกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งโดยลืมสิ้นว่าเขาเป็นใคร "วิญญาณนี้มีรัก" คือเรื่องราวของความรักที่ก้าวข้ามเส้นกั้นระหว่างความเป็นและความตาย การเสียสละที่ไม่มีใครจดจำ และการเริ่มต้นจีบผู้หญิงคนเดิมซ้ำอีกครั้ง... ในวันที่เธอจำไม่ได้แม้แต่ชื่อของเขา แต่หัวใจของเขายังคงจดจำสัมผัสเย็นเยียบของวิญญาณดวงนั้นได้ไม่ลืมเลือน
View Moreความซวยมักมาในรูปแบบที่เราไม่ได้เตรียมตัวเสมอ สำหรับพิมพ์ขวัญ มันไม่ได้มาในรูปของอุบัติเหตุรถชนที่เธอยังจำรายละเอียดไม่ได้ แต่มันมาในรูปของ 'สัญลักษณ์การดาวน์โหลดที่ค้างอยู่ 99%' บนหน้าจอแมคบุ๊กโปรสีสเปซเกรย์ของเธอ
“เหยียบเบรกดิ... เหยียบสิโว้ย!” พิมพ์ขวัญตะโกนใส่พนักงานบริษัทคนหนึ่งที่นั่งนิ่งเป็นหินอยู่หน้าแล็ปท็อปในร้านกาแฟชื่อดังย่านสุขุมวิท
เธอไม่ได้กำลังสั่งคนขับรถ แต่เธอกำลังสั่ง 'นิ้ว' ของไอ้หนุ่มแว่นหน้าจืดคนนี้ให้กดปุ่มเอนเทอร์เพื่อส่งงานโฆษณาไวรัลตัวใหม่ของเธอเข้าอีเมลลูกค้า พิมพ์ขวัญพยายามเอื้อมมือไปจิ้มคีย์บอร์ด แต่มือของเธอกลับวาดผ่านโลหะเย็นเฉียบและอากาศธาตุเข้าไปในโต๊ะไม้ราวกับเธอเป็นเพียงภาพโฮโลแกรมที่ฉายผิดที่ผิดทาง
“นี่มันฝันซ้อนฝัน หรือฉันโดนวางยาในลาเต้วะ?” เธอพึมพำกับตัวเองพลางขยับถอยออกมาจ้องมองร่างของตัวเองในกระจกเงาด้านหลังเคาน์เตอร์บาร์ แต่มันไม่มี... ไม่มีเงา ไม่มีภาพสะท้อน มีเพียงภาพเก้าอี้ว่างเปล่าที่เธอยืนทับอยู่
พิมพ์ขวัญไม่ใช่คนประเภทที่จะสติแตกง่ายๆ ในฐานะครีเอทีฟคอนเทนต์มือทองที่ผ่านวิกฤตหน้างานมานับไม่ถ้วน เธอเลือกที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยหลักการตลาดขั้นพื้นฐาน หนึ่ง—เธอกำลังประสบปัญหาด้านการมองเห็น (คนอื่นมองไม่เห็นเธอ) สอง—ระบบสัมผัสถูกตัดการเชื่อมต่อ และสาม—ถ้างานชิ้นนี้ไม่ถึงมือลูกค้าภายในบ่ายสอง เธอจะเสียค่าปรับหลักแสนและชื่อเสียงที่สร้างมาจะป่นปี้
“โอเค พิมพ์... ตั้งสติ ถ้าพระเจ้าจะแกล้งให้ฉันเป็นผี อย่างน้อยก็น่าจะให้ส่งงานเสร็จก่อนไหม?” เธอพยายามด่าทออากาศ ท่ามกลางเสียงเพลงบอสซาโนวาที่คลอเบาๆ ในร้าน และเสียงพนักงานเรียกชื่อลูกค้า “คุณอาร์ต ลาเต้เย็นได้แล้วค่ะ!”
คนชื่ออาร์ตเดินผ่านร่างของพิมพ์ขวัญไป หน้าอกของเขาปะทะกับใบหน้าของเธอ แต่มันไม่มีแรงกระแทก มีเพียงความรู้สึกเย็นวาบเหมือนมีลมแอร์เป่าผ่านรูขุมขน พิมพ์ขวัญถอนหายใจ (ซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เธอยังมีปอดอยู่ไหม) ก่อนจะตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าบอที่สุด เธอออกวิ่งวิ่งออกไปที่ริมถนนสุขุมวิท
โลกภายนอกยังคงหมุนไปอย่างบ้าคลั่ง รถไฟฟ้าบีทีเอสเคลื่อนตัวอยู่เหนือหัว เสียงแตรรถยนต์ดังระงม แสงแดดจัดจ้าจนทำให้ภาพตรงหน้าดูฟุ้งเบลอ พิมพ์ขวัญมองเห็นรถพยาบาลคันหนึ่งเปิดไซเรนดังก้องกำลังแหวกการจราจรไปอย่างยากลำบาก
“รอด้วย!” เธอร้องตะโกนและวิ่งตามรถคันนั้นไป ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนดีที่อยากช่วยคนเจ็บ แต่เพราะบนสติกเกอร์ข้างรถพยาบาลคันนั้นมีรหัสหน่วยงานที่เธอคุ้นเคย... มันคือรถที่เพิ่งไปรับตัว 'ผู้หญิงคนหนึ่ง' จากใต้ซากรถแท็กซี่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน และผู้หญิงคนนั้นมีหน้าตาเหมือนเธอราวกับก๊อปปี้วาง
การวิ่งครั้งนี้ไม่เหมือนการวิ่งในสวนลุมพินีที่เธอเคยทำประจำ เธอไม่รู้สึกเหนื่อย ไม่หอบหืด แต่ความรู้สึกโหว่ลึกในอกกลับเพิ่มมากขึ้นทุกครั้งที่เธอเข้าใกล้รถคันนั้น เธอตัดสินใจกระโดด... ไม่ใช่กระโดดขึ้นรถ แต่กระโดด 'ทะลุ' เข้าไปในประตูหลังของรถพยาบาลที่กำลังเคลื่อนที่
ภายในนั้นช่างเงียบเชียบและเย็นจัด พิมพ์ขวัญยืนมองร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงฉุกเฉิน ใบหน้าของหญิงสาวบนเตียงเต็มไปด้วยรอยถลอกและเลือดที่เริ่มแห้งกรัง เสื้อเชิ้ตสีขาวเปื้อนคราบน้ำมันและฝุ่นละออง
“โหย... สภาพดูไม่ได้เลยนะยัยพิมพ์” เธอกอดอกวิจารณ์ตัวเองพลางเบ้ปาก “แต่งหน้าจัดเต็มมาเพื่อนำเสนองาน แต่ดันจบที่สภาพเป็นศพนิรนามเนี่ยนะ? ช่างแต่งหน้ากองถ่ายเห็นคงลาออกหมด”
พยาบาลบนรถกำลังปั๊มหัวใจอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดัง ตื๊ด... ตื๊ด... ยาวๆ เป็นจังหวะที่ชวนให้ประสาทเสีย พิมพ์ขวัญเอื้อมมือไปหมายจะตบไหล่พยาบาลเพื่อบอกว่า 'เบาๆ หน่อยค่ะ เดี๋ยวหน้าอกฉันช้ำ' แต่มือของเธอกลับจมหายเข้าไปในชุดกราวน์สีฟ้า
“ทำไมไม่มีใครเห็นฉันเลยวะ?” ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน ความเป็นมืออาชีพที่ใช้บังหน้าความกลัวเริ่มพังทลายลง “นี่คือของจริงเหรอ? ฉันตายแล้วจริงๆ เหรอ?”
ทันใดนั้น รถพยาบาลก็เบรกกะทันหันจนร่างของเธอเกือบพุ่งทะลุออกไปหน้ารถ ร่างบนเตียงถูกเข็นลงอย่างรวดเร็วเข้าสู่แผนกฉุกเฉิน พิมพ์ขวัญเดินตามไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เธอเห็นแม่ของเธอกำลังวิ่งตามเตียงมา น้ำตาของแม่ทำให้ใจของพิมพ์ขวัญหล่นวูบ มันเป็นความเจ็บปวดที่จับต้องไม่ได้แต่รุนแรงยิ่งกว่าตอนรถชน
“แม่! พิมพ์อยู่ตรงนี้!” เธอตะโกนจนสุดเสียง แต่มันหายไปในความวุ่นวายของโรงพยาบาล
สามชั่วโมงผ่านไปในโรงพยาบาล พิมพ์ขวัญพบว่าตัวเองมี 'โซ่ตรวน' ที่มองไม่เห็น เธอไม่สามารถเดินห่างจากห้อง ICU ที่ร่างของเธอนอนอยู่เกินระยะประมาณร้อยเมตรได้ ทุกครั้งที่เธอพยายามจะเดินไปที่ทางออก ความรู้สึกเหมือนถูกกระชากด้วยแรงดึงดูดมหาศาลจะทำให้เธอสะอึกและถูกเหวี่ยงกลับมาที่หน้าประตูแผนกผู้ป่วยหนักเสมอ
เธอนั่งยอง ๆ อยู่บนถังขยะสแตนเลส (ที่เธอนั่งได้เพราะเธอไม่ได้มีน้ำหนักที่จะทำให้ฝามันยุบ) พลางมองดูผู้คนผ่านไปมาด้วยสายตาว่างเปล่า
“ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว... กลายเป็นวิญญาณเฝ้าห้อง ICU” เธอประชดประชันชีวิตพลางหยิบมือถือทิพย์ (ที่ไม่มีจริง แต่นิ้วเธอยังขยับเหมือนเล่นโซเชียลตามความเคยชิน)
ทันใดนั้น สายตาของเธอสะดุดเข้ากับชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาไม่ได้สวมชุดกาวน์ ไม่ใช่ญาติผู้ป่วยที่ดูโศกเศร้า เขาใส่เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตพับแขนเสื้อ สะพายกระเป๋ากล้อง และที่สำคัญ... เขาดู 'หงุดหงิด' ตลอดเวลา เขากำลังยกมือถือขึ้นถ่ายภาพบรรยากาศหน้าห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและดูมีลับลมคมใน
“ฟังนะ...” พิมพ์ขวัญพยายามเอื้อมมือที่จางจนแทบจะกลายเป็นหมอกมาแตะใบหน้าของเขา “ความจริง... มันใหญ่กว่าฉัน... ใหญ่กว่าเรา... คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าหน้าที่ของมนุษย์คือการทำสิ่งที่น่านับถือจนวินาทีสุดท้าย... นี่คือวินาทีของฉัน”ในตอนนั้นเอง ไฟในห้อง ICU เริ่มกะพริบ เสียงพัดลมในเครื่องช่วยหายใจเริ่มผ่อนแรงลงอย่างน่าใจหาย สัญญาณออกซิเจนในเลือดของร่างบนเตียงตกลงอย่างรวดเร็ว หมอเริ่มแตกตื่นพยายามหาทางแก้ไขแต่ระบบไฟฟ้ากลับขัดข้องอย่างผิดปกตินนท์มองดูพิมพ์ขวัญที่กำลังจะแตกสลาย เขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่นักข่าวที่ดีจะไม่ทำ เขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่คนเห็นแก่ตัวจะทำ... เขาคว้าแฟลชไดรฟ์นั้นแล้ววิ่งออกไปจากชั้น 3 อย่างบ้าคลั่งแต่เขาไม่ได้ไปที่ถังขยะหน้าโรงพยาบาลเขาวิ่งไปที่ห้องควบคุมไฟฟ้า (Electrical Room) ของชั้นนั้น พิมพ์ขวัญลอยตามไปอย่างทุลักทุเล เธอไม่เข้าใจว่าเขากำลังจะทำอะไร นนท์พุ่งตัวเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยตู้คัทเอาท์ขนาดใหญ่ เขาใช้ทักษะการเป็นนักข่าวที่เคยลงพื้นที่งานช่างงานก่อสร้าง มองหา "จัมเปอร์" หรือตัวตัดไฟที่พนักงานซ่อมบำรุงคนนั้นอาจจะแอบทำไว้“นนท์! คุณจะทำอะไร! คุณต้องส่งไฟล์นั่นนะ
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นในโถงทางเดินชั้น 3 ของโรงพยาบาลรุนแรงจนนนท์รู้สึกเหมือนปอดของเขาถูกกัดกร่อนด้วยสารเคมี เขาหอบหายใจหนักหน่วงขณะพยุงตัวเองไปตามกำแพงสีขาวเย็นเยียบ ในกระเป๋าเสื้อของเขาคือแฟลชไดรฟ์ที่บรรจุความลับระดับชาติ แต่ในอ้อมแขน (ที่เป็นอากาศธาตุ) ของเขาคือพิมพ์ขวัญที่บัดนี้เหลือเพียงเงาร่างจาง ๆ เหมือนควันที่กำลังจะจางหายไปในพัดลมระบายอากาศ“พิมพ์... อดทนไว้ อีกนิดเดียว” นนท์กระซิบ เสียงของเขาสั่นเครือและแหบพร่าอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อนพิมพ์ขวัญไม่ได้ตอบ เธอไม่ได้แม้แต่จะลืมตา ร่างวิญญาณของเธอกะพริบถี่เป็นจังหวะเดียวกับเสียงสัญญาณชีพในห้อง ICU ที่ดังแว่วออกมา ทุกครั้งที่ไฟกะพริบ ร่างของเธอจะโปร่งแสงจนมองเห็นทะลุไปถึงสายไฟและท่อออกซิเจนที่ติดตั้งอยู่ตามเพดาน ความเหนื่อยล้าจากการแฮกค์ระบบในตอนก่อนหน้านี้กำลังดึงเอา "ประจุชีวิต" ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเธอไปจนเกลี้ยงเมื่อทั้งคู่มาถึงหน้ากระจกห้อง ICU ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือนรกของคนเป็น ทีมหมอและพยาบาลสี่คนกำลังรุมล้อมร่างของพิมพ์ขวัญ แสงไฟฉุกเฉินเหนือเตียงสว่างจ้าจนดูเหมือนกองไฟที่กำลังเผาไหม้ร่างที่ไร้สติ เสียงตะโกนสั่ง
“ตรงนั้น! โฟลเดอร์ที่ชื่อว่า ‘Project_Underpass_Ghost’... กวนประสาทจริง มันตั้งชื่อโฟลเดอร์แบบนี้เลยเหรอ?” พิมพ์ขวัญกัดฟันกรอด “มันไม่ใช่ไฟล์โฆษณา แต่มันคือ Log การส่งข้อมูลจากตัวตรวจจับใต้ถนนที่คุณเจอ... นนท์ ดูสิ ข้อมูลปริมาณมหาศาลถูกส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทฉันไปที่บัญชีปลายทางในต่างประเทศ”นนท์จ้องมองรหัสสีเขียวบนหน้าจอด้วยสายตาที่เย็นเยียบ “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องถนนไม่ได้มาตรฐานแล้วพิมพ์... บริษัทของคุณกำลังถูกใช้เป็น ‘ทางผ่าน’ ในการฟอกข้อมูลที่ได้จากการดักฟังและรวบรวมพฤติกรรมผู้ใช้รถใช้ถนนผ่านระบบ Jammer ที่พวกมันติดตั้งไว้ อุบัติเหตุของคุณมันเกิดขึ้นเพราะคุณบังเอิญไปตรวจสอบไฟล์งานในช่วงที่พวกมันกำลังโอนย้ายข้อมูลพอดี”“หมายความว่า... พี่เก่งรู้เรื่องนี้?” พิมพ์ขวัญถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ ความเชื่อใจที่มีต่อเพื่อนร่วมงานและเจ้านายที่เคารพพังทลายลงในพริบตา“อาจจะรู้ หรืออาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่ที่แน่ ๆ ไฟล์ที่ถูกลบไปมันมีรหัสยืนยันตัวตนของ ‘ผู้บงการ’ อยู่ในนั้น” นนท์กำลังจะกดปุ่มคัดลองข้อมูล แต่ทันใดนั้น แถบสถานะการดาวน์โหลดกลับหยุดนิ่งและเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม“Access Denied –
ตึกระฟ้าใจกลางย่านอโศกตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงยามค่ำคืน ตัวอาคารกระจกสะท้อนภาพท้องฟ้าสีม่วงเข้มตัดกับสีส้มของไฟถนน นนท์จอดรถในมุมมืดของซอยข้างตึก เขามองขึ้นไปที่ชั้น 24 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท "ครีเอทีฟแล็บ" ที่พิมพ์ขวัญเคยทำงานอยู่ แสงไฟในชั้นนั้นดับสนิท มีเพียงแสงสีฟ้าสลัวจากระบบรักษาความปลอดภัยที่กะพริบเป็นระยะ“คุณแน่ใจนะว่ารหัสผ่านจะยังไม่ถูกเปลี่ยน?” นนท์ถามพลางตรวจสอบอุปกรณ์ในกระเป๋าเป้ เขาไม่ได้สวมเสื้อแจ็กเก็ตตัวเดิม แต่เปลี่ยนเป็นชุดสีเข้มที่คล่องตัวกว่าเดิม ท่าทางของเขาดูนิ่งและมุ่งมั่น แตกต่างจากนักข่าวที่ดูสับสนในตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด“ออฟฟิศนี้งกจะตายคุณ รหัสผ่านเซิร์ฟเวอร์ใช้กันมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก ถ้าไอ้พี่เก่งไม่ขยันจนผิดปกติ มันต้องเหมือนเดิม” พิมพ์ขวัญยืนกอดอกลอยตัวอยู่ข้างเบาะคนขับ ร่างของเธอในตอนนี้ดูเสถียรขึ้นหลังจากที่นนท์ยอมให้เธอ "ชาร์จพลัง" ด้วยการอยู่ใกล้ ๆ เขาเป็นเวลานาน “แต่มันมีปัญหาใหญ่กว่ารหัสผ่านนะรปภ. ที่นี่เปลี่ยนกะตอนเที่ยงคืนตรง และระบบสแกนใบหน้าทางเข้าลิฟต์ชั้นเลานจ์น่ะ... คุณผ่านไปไม่ได้แน่ถ้าไม่มีบัตรพนักงาน”“นั่นคือห





