Masuk“ฟังนะ...” พิมพ์ขวัญพยายามเอื้อมมือที่จางจนแทบจะกลายเป็นหมอกมาแตะใบหน้าของเขา “ความจริง... มันใหญ่กว่าฉัน... ใหญ่กว่าเรา... คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าหน้าที่ของมนุษย์คือการทำสิ่งที่น่านับถือจนวินาทีสุดท้าย... นี่คือวินาทีของฉัน”
ในตอนนั้นเอง ไฟในห้อง ICU เริ่มกะพริบ เสียงพัดลมในเครื่องช่วยหายใจเริ่มผ่อนแรงลงอย่างน่าใจหาย สัญญาณออกซิเจนในเลือดของร่างบนเตียงตกลงอย่างรวดเร็ว หมอเริ่มแตกตื่นพยายามหาทางแก้ไขแต่ระบบไฟฟ้ากลับขัดข้องอย่างผิดปกติ
นนท์มองดูพิมพ์ขวัญที่กำลังจะแตกสลาย เขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่นักข่าวที่ดีจะไม่ทำ เขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่คนเห็นแก่ตัวจะทำ... เขาคว้าแฟลชไดรฟ์นั้นแล้ววิ่งออกไปจากชั้น 3 อย่างบ้าคลั่ง
แต่เขาไม่ได้ไปที่ถังขยะหน้าโรงพยาบาล
เขาวิ่งไปที่ห้องควบคุมไฟฟ้า (Electrical Room) ของชั้นนั้น พิมพ์ขวัญลอยตามไปอย่างทุลักทุเล เธอไม่เข้าใจว่าเขากำลังจะทำอะไร นนท์พุ่งตัวเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยตู้คัทเอาท์ขนาดใหญ่ เขาใช้ทักษะการเป็นนักข่าวที่เคยลงพื้นที่งานช่างงานก่อสร้าง มองหา "จัมเปอร์" หรือตัวตัดไฟที่พนักงานซ่อมบำรุงคนนั้นอาจจะแอบทำไว้
“นนท์! คุณจะทำอะไร! คุณต้องส่งไฟล์นั่นนะ!” พิมพ์ขวัญร้อง
“เงียบเถอะพิมพ์! ผมจะไม่เลือกทั้งสองทางที่พวกมันให้มา!” นนท์สบถ เขาใช้ไฟฉายจากมือถือส่องหาแผงวงจร เขาพบสายไฟเส้นหนึ่งที่ถูกตัดขาดอย่างจงใจและเชื่อมต่อกับตัวรับสัญญาณรีโมทเล็ก ๆ
เขาหยิบแฟลชไดรฟ์ออกมา... แต่คราวนี้เขาไม่ได้มองมันในฐานะหลักฐาน เขามองมันในฐานะ "โลหะและวงจร" เขาใช้มีดพกที่พกติดตัวเวลาทำข่าวสารคดีงัดแงะแฟลชไดรฟ์ออก เอาชิปความจำข้างในออกมา และใช้มัน 'จี้' ลงไปในแผงวงจรเพื่อสร้างการลัดวงจรแบบฉับพลัน (Bypass)
เปรี้ยง!
กระแสไฟฟ้าแรงสูงพุ่งผ่านแฟลชไดรฟ์เข้าสู่มือของนนท์ เขาถูกไฟดูดจนร่างกระเด็นไปกระแทกตู้เหล็ก กลิ่นเนื้อไหม้จางๆ และกลิ่นโอโซนคละคลุ้งไปทั่วห้อง แต่ผลลัพธ์คือไฟในชั้น 3 ทั้งหมดติดสว่างขึ้นมาอีกครั้ง ระบบสำรองไฟในห้อง ICU กลับมาทำงานด้วยการสั่งการโดยตรงจากการ Bypass ของเขา
แฟลชไดรฟ์ที่บรรจุความลับทั้งหมด... บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษพลาสติกที่ละลายและชิปที่ไหม้เกรียม ข้อมูลทั้งหมดถูกทำลายไปพร้อมกับกระแสไฟฟ้า
นนท์นอนแผ่อยู่บนพื้นห้องไฟฟ้า มือขวาของเขาดำเป็นปื้นและสั่นระริกจากแรงไฟช็อต เขาหัวเราะออกมาอย่างคนเสียสติ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่แสนสาหัส พิมพ์ขวัญถลาเข้ามาหาเขา ร่างของเธอเริ่มมีความเข้มข้นขึ้นเมื่อไฟในโรงพยาบาลกลับมาเสถียร
“นนท์... คุณทำอะไรลงไป? ข้อมูลนั่น... งานของฉัน... ความจริงทั้งหมด...” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
“ข้อมูลนั่นตายไปแล้ว...” นนท์พูดเสียงพร่า “แต่คุณยังอยู่... พิมพ์... ผมยอมให้คนชั่วรอยนวล ดีกว่ายอมให้คุณกลายเป็นแค่ความทรงจำ”
ในวินาทีนั้น พิมพ์ขวัญมองดูชายหนุ่มที่ยอมทิ้งจรรยาบรรณ ทิ้งหน้าที่ และทิ้งหลักฐานสำคัญที่สุดในชีวิตเพื่อรักษาวิญญาณของเธอไว้ เธอไม่ได้รู้สึกดีใจ แต่เธอรู้สึกถึงน้ำหนักของความรักที่มันหนักอึ้งเกินกว่าวิญญาณอย่างเธอจะแบกรับได้
ทันใดนั้น ประตูห้องไฟฟ้าก็ถูกพังเข้ามา รปภ. และพยาบาลวิ่งเข้ามาหานนท์ที่นอนบาดเจ็บอยู่ นนท์พยายามมองไปที่พิมพ์ขวัญเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่สติจะเลือนลาง เขาเห็นเธอยืนนิ่งอยู่กลางห้อง มองดูเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างลึกซึ้ง
“นนท์... ขอบคุณนะ... แต่คุณไม่ควรทำแบบนี้เลย”
เช้าวันต่อมา นนท์ฟื้นขึ้นมาบนเตียงคนไข้ มือของเขาถูกพันแผลไว้อย่างหนาแน่น ตำรวจนั่งรออยู่ข้างเตียงเพื่อสอบถามเรื่องการบุกรุกห้องไฟฟ้าและการทำลายทรัพย์สินของโรงพยาบาล
“ผมพยายามจะช่วยคนไข้ห้อง ICU ครับ ระบบไฟมีปัญหา” นนท์ตอบด้วยคำเดิม ๆ ที่เขาเตรียมไว้
เขาหันมองไปรอบห้อง... พิมพ์ขวัญไม่อยู่ที่นั่น
ความเงียบที่เขาเคยโหยหา บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เขาพยายามเรียกชื่อเธอเบา ๆ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เขาเริ่มใจคอไม่ดี หรือว่าการที่เขาทำลาย "สื่อกลาง" อย่างแฟลชไดรฟ์ที่เป็นตัวเชื่อมโยงความทรงจำสุดท้ายของเธอ จะทำให้เธอหายไป?
จนกระทั่งประตูห้องเปิดออก หมอเจ้าของไข้เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ดูเหลือเชื่อ
“คุณนนท์ครับ... ผมมีข่าวจะบอก เกี่ยวกับคุณพิมพ์ขวัญ เพื่อนของคุณ”
นนท์หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “เธอเป็นยังไงบ้างครับ?”
“มันคือปาฏิหาริย์ครับ... หลังจากระบบไฟกลับมาทำงานและเรากระตุกหัวใจเธออีกครั้ง สัญญาณชีพของเธอเริ่มกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว และเมื่อสิบนาทีที่แล้ว... เธอฟื้นแล้วครับ”
นนท์แทบจะกระโดดลงจากเตียงด้วยความดีใจ แต่คำพูดต่อมาของหมอทำให้โลกทั้งใบของเขาหยุดหมุน
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมต้องบอกให้คุณทำใจไว้... ดูเหมือนสมองของเธอจะได้รับผลกระทบจากการขาดออกซิเจนช่วงสั้น ๆ เธอจำเหตุการณ์ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้เลย แม้แต่เรื่องอุบัติเหตุ... หรือเรื่องคนที่มาเยี่ยมเธอเป็นประจำ
นนท์นิ่งงันไป ความรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเจ็บที่หัวใจยิ่งกว่าที่มือ
เขาเดินลากสังขารไปที่ห้อง ICU เห็นพิมพ์ขวัญนั่งอยู่บนเตียง เธอมีสีหน้าสดใสขึ้น มีเลือดฝาดที่แก้ม และเธอกำลังคุยกับแม่ของเธอด้วยเสียงที่ดังฟังชัดเหมือนพิมพ์ขวัญคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก
นนท์ยืนอยู่ที่หน้ากระจก พิมพ์ขวัญเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา แววตาของเธอนิ่งเฉย มันไม่มีร่องรอยของการจดจำ ไม่มีประกายไฟแห่งความผูกพันที่เคยมีร่วมกันในโลกวิญญาณ เธอขยับปากถามแม่เบา ๆ ว่า “คนนั้นใครเหรอคะแม่? เพื่อนที่ทำงานพิมพ์เหรอ?”
นนท์ก้มลงมองมือที่พันแผลของตัวเอง เขาแลกความจริงเพื่อชีวิตของเธอ... เขาแลกหลักฐานเพื่อลมหายใจของเธอ... และสุดท้าย เขาต้องแลก "ตัวตน" ของเขาในความทรงจำของเธอ เพื่อให้เธอได้กลับมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อีกครั้ง
เขาตัดสินใจหมุนตัวเดินหันหลังกลับ ไม่เข้าไปทักทาย ไม่เข้าไปแสดงตัว
นี่คือราคาที่เขาต้องจ่าย... และนี่คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ เมื่อความรักที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ กลายเป็นความลับที่เขารู้เพียงคนเดียวในโลกของคนเป็น
“ฟังนะ...” พิมพ์ขวัญพยายามเอื้อมมือที่จางจนแทบจะกลายเป็นหมอกมาแตะใบหน้าของเขา “ความจริง... มันใหญ่กว่าฉัน... ใหญ่กว่าเรา... คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าหน้าที่ของมนุษย์คือการทำสิ่งที่น่านับถือจนวินาทีสุดท้าย... นี่คือวินาทีของฉัน”ในตอนนั้นเอง ไฟในห้อง ICU เริ่มกะพริบ เสียงพัดลมในเครื่องช่วยหายใจเริ่มผ่อนแรงลงอย่างน่าใจหาย สัญญาณออกซิเจนในเลือดของร่างบนเตียงตกลงอย่างรวดเร็ว หมอเริ่มแตกตื่นพยายามหาทางแก้ไขแต่ระบบไฟฟ้ากลับขัดข้องอย่างผิดปกตินนท์มองดูพิมพ์ขวัญที่กำลังจะแตกสลาย เขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่นักข่าวที่ดีจะไม่ทำ เขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่คนเห็นแก่ตัวจะทำ... เขาคว้าแฟลชไดรฟ์นั้นแล้ววิ่งออกไปจากชั้น 3 อย่างบ้าคลั่งแต่เขาไม่ได้ไปที่ถังขยะหน้าโรงพยาบาลเขาวิ่งไปที่ห้องควบคุมไฟฟ้า (Electrical Room) ของชั้นนั้น พิมพ์ขวัญลอยตามไปอย่างทุลักทุเล เธอไม่เข้าใจว่าเขากำลังจะทำอะไร นนท์พุ่งตัวเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยตู้คัทเอาท์ขนาดใหญ่ เขาใช้ทักษะการเป็นนักข่าวที่เคยลงพื้นที่งานช่างงานก่อสร้าง มองหา "จัมเปอร์" หรือตัวตัดไฟที่พนักงานซ่อมบำรุงคนนั้นอาจจะแอบทำไว้“นนท์! คุณจะทำอะไร! คุณต้องส่งไฟล์นั่นนะ
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นในโถงทางเดินชั้น 3 ของโรงพยาบาลรุนแรงจนนนท์รู้สึกเหมือนปอดของเขาถูกกัดกร่อนด้วยสารเคมี เขาหอบหายใจหนักหน่วงขณะพยุงตัวเองไปตามกำแพงสีขาวเย็นเยียบ ในกระเป๋าเสื้อของเขาคือแฟลชไดรฟ์ที่บรรจุความลับระดับชาติ แต่ในอ้อมแขน (ที่เป็นอากาศธาตุ) ของเขาคือพิมพ์ขวัญที่บัดนี้เหลือเพียงเงาร่างจาง ๆ เหมือนควันที่กำลังจะจางหายไปในพัดลมระบายอากาศ“พิมพ์... อดทนไว้ อีกนิดเดียว” นนท์กระซิบ เสียงของเขาสั่นเครือและแหบพร่าอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อนพิมพ์ขวัญไม่ได้ตอบ เธอไม่ได้แม้แต่จะลืมตา ร่างวิญญาณของเธอกะพริบถี่เป็นจังหวะเดียวกับเสียงสัญญาณชีพในห้อง ICU ที่ดังแว่วออกมา ทุกครั้งที่ไฟกะพริบ ร่างของเธอจะโปร่งแสงจนมองเห็นทะลุไปถึงสายไฟและท่อออกซิเจนที่ติดตั้งอยู่ตามเพดาน ความเหนื่อยล้าจากการแฮกค์ระบบในตอนก่อนหน้านี้กำลังดึงเอา "ประจุชีวิต" ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเธอไปจนเกลี้ยงเมื่อทั้งคู่มาถึงหน้ากระจกห้อง ICU ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือนรกของคนเป็น ทีมหมอและพยาบาลสี่คนกำลังรุมล้อมร่างของพิมพ์ขวัญ แสงไฟฉุกเฉินเหนือเตียงสว่างจ้าจนดูเหมือนกองไฟที่กำลังเผาไหม้ร่างที่ไร้สติ เสียงตะโกนสั่ง
“ตรงนั้น! โฟลเดอร์ที่ชื่อว่า ‘Project_Underpass_Ghost’... กวนประสาทจริง มันตั้งชื่อโฟลเดอร์แบบนี้เลยเหรอ?” พิมพ์ขวัญกัดฟันกรอด “มันไม่ใช่ไฟล์โฆษณา แต่มันคือ Log การส่งข้อมูลจากตัวตรวจจับใต้ถนนที่คุณเจอ... นนท์ ดูสิ ข้อมูลปริมาณมหาศาลถูกส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทฉันไปที่บัญชีปลายทางในต่างประเทศ”นนท์จ้องมองรหัสสีเขียวบนหน้าจอด้วยสายตาที่เย็นเยียบ “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องถนนไม่ได้มาตรฐานแล้วพิมพ์... บริษัทของคุณกำลังถูกใช้เป็น ‘ทางผ่าน’ ในการฟอกข้อมูลที่ได้จากการดักฟังและรวบรวมพฤติกรรมผู้ใช้รถใช้ถนนผ่านระบบ Jammer ที่พวกมันติดตั้งไว้ อุบัติเหตุของคุณมันเกิดขึ้นเพราะคุณบังเอิญไปตรวจสอบไฟล์งานในช่วงที่พวกมันกำลังโอนย้ายข้อมูลพอดี”“หมายความว่า... พี่เก่งรู้เรื่องนี้?” พิมพ์ขวัญถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ ความเชื่อใจที่มีต่อเพื่อนร่วมงานและเจ้านายที่เคารพพังทลายลงในพริบตา“อาจจะรู้ หรืออาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่ที่แน่ ๆ ไฟล์ที่ถูกลบไปมันมีรหัสยืนยันตัวตนของ ‘ผู้บงการ’ อยู่ในนั้น” นนท์กำลังจะกดปุ่มคัดลองข้อมูล แต่ทันใดนั้น แถบสถานะการดาวน์โหลดกลับหยุดนิ่งและเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม“Access Denied –
ตึกระฟ้าใจกลางย่านอโศกตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงยามค่ำคืน ตัวอาคารกระจกสะท้อนภาพท้องฟ้าสีม่วงเข้มตัดกับสีส้มของไฟถนน นนท์จอดรถในมุมมืดของซอยข้างตึก เขามองขึ้นไปที่ชั้น 24 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท "ครีเอทีฟแล็บ" ที่พิมพ์ขวัญเคยทำงานอยู่ แสงไฟในชั้นนั้นดับสนิท มีเพียงแสงสีฟ้าสลัวจากระบบรักษาความปลอดภัยที่กะพริบเป็นระยะ“คุณแน่ใจนะว่ารหัสผ่านจะยังไม่ถูกเปลี่ยน?” นนท์ถามพลางตรวจสอบอุปกรณ์ในกระเป๋าเป้ เขาไม่ได้สวมเสื้อแจ็กเก็ตตัวเดิม แต่เปลี่ยนเป็นชุดสีเข้มที่คล่องตัวกว่าเดิม ท่าทางของเขาดูนิ่งและมุ่งมั่น แตกต่างจากนักข่าวที่ดูสับสนในตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด“ออฟฟิศนี้งกจะตายคุณ รหัสผ่านเซิร์ฟเวอร์ใช้กันมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก ถ้าไอ้พี่เก่งไม่ขยันจนผิดปกติ มันต้องเหมือนเดิม” พิมพ์ขวัญยืนกอดอกลอยตัวอยู่ข้างเบาะคนขับ ร่างของเธอในตอนนี้ดูเสถียรขึ้นหลังจากที่นนท์ยอมให้เธอ "ชาร์จพลัง" ด้วยการอยู่ใกล้ ๆ เขาเป็นเวลานาน “แต่มันมีปัญหาใหญ่กว่ารหัสผ่านนะรปภ. ที่นี่เปลี่ยนกะตอนเที่ยงคืนตรง และระบบสแกนใบหน้าทางเข้าลิฟต์ชั้นเลานจ์น่ะ... คุณผ่านไปไม่ได้แน่ถ้าไม่มีบัตรพนักงาน”“นั่นคือห
“แสดงว่าที่ฉันตาย... เอ้ย ที่ฉันเจ็บขนาดนี้ เพราะมีคนอยากให้ฉันหายไปจริง ๆ ใช่ไหม?” พิมพ์ขวัญถาม เสียงของเธอไม่ได้โกรธแค้น แต่มันเต็มไปด้วยความสับสน “ฉันเป็นแค่ครีเอทีฟนะนนท์ ฉันจะไปรู้อะไรที่มันอันตรายขนาดนั้นได้ยังไง?”ก่อนที่นนท์จะได้คำตอบ เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ก็ดังแว่วมาจากไกล ๆ แสงไฟหน้ารถสาดผ่านช่องว่างของรั้วสังกะสีเข้ามา นนท์รีบดับไฟฉายและดึงพิมพ์ขวัญให้หลบเข้าไปหลังตอหม้อใหญ่“มีคนมา” นนท์กระซิบ เขาแนบแผ่นหลังกับพื้นปูนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นรัวเป็นกลองรบชายฉกรรจ์สองคนในชุดหนังสีดำสนิทก้าวลงจากรถมอเตอร์ไซค์ พวกเขาไม่ได้ถอดหมวกกันน็อกออก แสงไฟจากมือถือของพวกเขาสาดส่องไปทั่วบริเวณที่เกิดเหตุ ราวกับกำลังตามหา ‘บางอย่าง’ ที่พวกเขาทิ้งไว้“มึงแน่ใจนะว่าของตกอยู่แถวนี้?” เสียงทุ้มต่ำลอดออกมาจากหมวกกันน็อก“เออ นายบอกว่าสัญญาณ GPS ของเครื่อง Jammer มันดับอยู่แถวนี้ ถ้าตำรวจเจอเราซวยแน่ ไอ้เด็กนั่นมันอึดกว่าที่คิด ป่านนี้ยังไม่ตายอีก”พิมพ์ขวัญที่ยืนอยู่ข้างนนท์ถึงกับตัวสั่น ร่างวิญญาณของเธอกะพริบถี่ ๆ ตามอารมณ์ที่พุ่งสูง “พวกมัน... พวกมันคือคนที่ทำฉัน!” เธอกำลังจะพุ่งตัวอ
ความมืดที่โอบล้อมถนนเส้นชานเมืองไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบเหมือนในห้องสมุด แต่มันคือความมืดที่หนาเตอะและเต็มไปด้วยฝุ่นผงของเศษปูนและยางรถยนต์ที่ถูกบดละเอียด นนท์จอดรถเอสยูวีคันเก่งไว้ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณสองร้อยเมตร แสงไฟหน้ารถส่องไปกระทบกับซากกรวยจราจรที่ถูกวางทิ้งไว้อย่างลนลานใต้เสาตอหม้อทางยกระดับขนาดมหึมาที่ดูเหมือนขาของยักษ์ปักหลั่นในเงามืดเขาก้าวลงจากรถ ความเย็นของลมกลางคืนพัดผ่านจนเขาต้องรูดซิปเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นสูง แต่สิ่งที่ทำให้เขาหนาวไปถึงกระดูกไม่ใช่สภาพอากาศ แต่มันคือความเงียบที่ "ผิดปกติ" ของพิมพ์ขวัญ“คุณโอเคไหม?” นนท์ถามพลางมองไปข้างกาย พิมพ์ขวัญในสภาพโปร่งแสงยืนนิ่งสนิท ดวงตาของเธอจ้องมองไปที่รอยเบรกสีดำสนิทที่ลากยาวเป็นทางคดเคี้ยวบนพื้นถนน แสงจันทร์เลือนรางขับให้ผิววิญญาณของเธอดูขาวซีดจนเกือบจะกลมกลืนไปกับละอองหมอกควัน“กลิ่น...” พิมพ์ขวัญพูดออกมาคำเดียว น้ำเสียงของเธอไม่มีความโวยวายเหมือนตอนอยู่ในร้านกาแฟ มันแห้งผากและสั่นพร่า “กลิ่นน้ำมันไหม้กับกลิ่นเหล็กที่บดกัน... มันยังอยู่ตรงนี้เลยนนท์ มันชัดจนฉันรู้สึกเหมือนหน้าอกจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ อีกรอบ”“ในทางวิทยาศาสตร์ กล







