เข้าสู่ระบบระหว่างที่กำลังเช็ดผม สายตาของไอรินก็หลุบมองลงไปเห็นมือขวาของสกายที่วางพาดอยู่บนเข่า
มีรอยบาดทางยาวที่ฝ่ามือ เลือดสีสดซึมออกมาผสมกับหยดน้ำฝน
“มือไปโดนอะไรมา” เธอถามอย่างตกใจ รีบหยุดมือที่กำลังเช็ดผมแล้วชะโงกหน้าไปดู
สกายลืมตาขึ้น ก้มมองมือตัวเองนิ่งๆ “เศษแก้วเมื่อกี้มั้ง ไม่ระวังเอง”
“ทำไมไม่บอก!” ไอรินเสียงดุ รีบผละออกจากขอบเตียง วิ่งฝ่าความมืดสลัวออกไปที่ห้องนั่งเล่นเพื่อหยิบกล่องพยาบาลที่ชั้นวางทีวี โชคดีที่เธอจำตำแหน่งของได้แม่น
เธอกลับเข้ามาพร้อมกล่องพยาบาล ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงตรงหน้าเขา ดึงมือหนาที่เปื้อนเลือดขึ้นมาวางบนตักตัวเอง สกายปล่อยให้เธอทำตามใจชอบ ไม่ดึงมือกลับ และไม่บ่นเจ็บสักคำ
ไอรินจัดการใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดคราบเลือดออกอย่างเบามือที่สุด รอยบาดไม่ได้ลึกมากแต่ก็ยาวพอสมควร แสงไฟฉายจากโทรศัพท์ที่สกายถือส่องให้ช่วยให้เธอมองเห็นแผลชัดเจนขึ้น
“เจ็บไหม” เธอถามเสียงอ่อนลงขณะกำลังทายาฆ่าเชื้อ
“ไม่เท่าไหร่”
“คราวหลังถ้าเจ็บก็หัดบอกบ้าง ไม่ใช่ทำหน้านิ่งเป็นหินหินแบบนี้” ไอรินบ่นอุบอิบ ปิดท้ายด้วยการแปะพลาสเตอร์ยาแผ่นใหญ่ลงบนรอยบาด
“เสร็จแล้ว” เธอบอก ปล่อยมือเขาลง
สกายมองพลาสเตอร์ยาบนมือตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับไอรินในความมืด
“ขอบใจ” เขากล่าวสั้นๆ
ไอรินพยักหน้ารับ หยิบกล่องพยาบาลไปวางไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะปีนกลับขึ้นมาบนเตียง สอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม
สกายยังคงนั่งพิงขอบเตียงอยู่ที่เดิม เขาปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือลง ทิ้งให้ห้องกลับมามืดสลัวอีกครั้ง มีเพียงแสงรำไรจากถนนด้านล่างที่สาดส่องเข้ามาทางรอยแยกของผ้าม่าน
“จะนอนตรงนั้นจริงๆ เหรอ” ไอรินถามฝ่าความมืด
“อืม หลับไปเถอะ ฉันจะอยู่ตรงนี้แหละ”
“พรุ่งนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่หรือไง”
“โดดได้”
คำตอบเอาแต่ใจทำให้ไอรินส่ายหน้าเบาๆ เธอล้มตัวลงนอนตะแคงหันหน้าไปทางขอบเตียงฝั่งที่เขานั่งอยู่ มองเห็นเพียงโครงหนาของแผ่นหลังและไหล่กว้างในความมืด
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดหรือน่ากลัวเหมือนตอนแรก มันเป็นความเงียบที่มีกลิ่นอายของเขาปกคลุมอยู่
ไอรินค่อยๆ เลื่อนมือซ้ายของตัวเองออกไปนอกขอบเตียง ปลายนิ้วแตะลงบนไหล่ของสกายเบาๆ
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้หันกลับมา
เธอเลื่อนมือต่ำลงไปตามท่อนแขนแกร่ง จนกระทั่งสัมผัสกับฝ่ามือใหญ่ของเขาที่วางอยู่บนพื้นพรม ไอรินสอดนิ้วของตัวเองเข้าไปจับมือเขาเอาไว้ หลวมๆ แต่ชัดเจน
สกายพลิกฝ่ามือหงายขึ้นและกอบกุมมือของเธอไว้ในทันที นิ้วหัวแม่มือของเขาเกลี่ยเบาๆ ที่หลังมือเธอ สัมผัสถึงความเย็นของแหวนเพชรที่เขาสวมให้เมื่อตอนบ่าย
“นอนซะ” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว
“อย่าทิ้งไปไหนนะ” ไอรินกระซิบตอบ เสียงเริ่มงัวเงียจากความเหนื่อยล้าที่โจมตีอย่างหนักหน่วง
“อืม ไม่ไปไหนหรอก”
ไอรินหลับตาลง ปล่อยให้ความอบอุ่นจากฝ่ามือและกลิ่นน้ำหอมปนกลิ่นฝนของเขาขับกล่อมจิตใจ อาการแพนิกหายไปจนหมดสิ้น ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเธอจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
ในความมืดมิด สกายค่อยๆ หันใบหน้ากลับมามองคนบนเตียง
เขากระชับฝ่ามือที่จับกันไว้ให้แน่นขึ้น เลื่อนริมฝีปากไปประทับจูบแผ่วเบาลงบนข้อนิ้วที่มีแหวนหมั้นสวมอยู่
“ขอโทษ...”
เสียงทุ้มกระซิบฝากไปกับความเงียบ แววตาคมกริบที่เคยมั่นใจในทุกการกระทำบัดนี้สั่นไหวด้วยความรู้สึกผิดที่อัดแน่นอยู่ในอก
ขอโทษ... ที่เป็นต้นเหตุของความกลัวทั้งหมด ขอโทษ... ที่ต้องใช้วิธีสกปรกเพื่อผูกมัดเธอไว้
และขอโทษ... ที่เขารักเธอมากเกินกว่าจะปล่อยมือไปได้จริงๆ
ความอบอุ่นคือสิ่งแรกที่ประสาทสัมผัสรับรู้ได้
ไอรินซุกใบหน้าเข้าหาแหล่งกำเนิดความร้อนนั้นอย่างเผลอไผล กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยแตะจมูก เป็นกลิ่นที่ทำให้จังหวะการหายใจของเธอสม่ำเสมอและสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานานนับปี
เธอหลับสนิท
ไม่มีภาพห้องเก็บของแคบๆ ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะ ไม่มีอาการสะดุ้งตื่นกลางดึกขึ้นมาหอบหายใจเหมือนคนใกล้ตาย สมองที่เคยตึงเครียดได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มจนไม่อยากลืมตาตื่น
แต่ความรู้สึกหนักอึ้งที่พาดทับอยู่บนช่วงเอว ทำให้คิ้วเรียวสวยต้องขมวดเข้าหากัน
ไอรินขยับตัวเล็กน้อยเพื่อสลัดความหนักนั้นออก ทว่าสิ่งที่รัดอยู่รอบเอวกลับกระชับแน่นขึ้น พร้อมกับแผ่นหลังของเธอที่ถูกดึงเข้าไปแนบชิดกับบางสิ่งที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ
ดวงตากลมโตเบิกโพลงขึ้นทันที
แสงสว่างยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามา บ่งบอกว่าพายุฝนเมื่อคืนได้พัดผ่านไปแล้ว ไอรินก้มลงมองช่วงเอวตัวเอง สิ่งที่พาดทับอยู่ไม่ใช่หมอนข้าง แต่เป็นท่อนแขนแกร่งที่สวมเสื้อยืดสีดำยับยู่ยี่
และเมื่อเลื่อนสายตาไปที่หลังมือของแขนข้างนั้น... พลาสเตอร์ยาแผ่นใหญ่ที่เธอเป็นคนแปะให้เมื่อคืนก็ปรากฏหราอยู่เต็มสองตา
“เฮ้ย!”
ไอรินร้องลั่น สปริงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วพร้อมกับออกแรงผลักเจ้าของท่อนแขนนั้นเต็มแรง
ระหว่างที่กำลังเช็ดผม สายตาของไอรินก็หลุบมองลงไปเห็นมือขวาของสกายที่วางพาดอยู่บนเข่ามีรอยบาดทางยาวที่ฝ่ามือ เลือดสีสดซึมออกมาผสมกับหยดน้ำฝน“มือไปโดนอะไรมา” เธอถามอย่างตกใจ รีบหยุดมือที่กำลังเช็ดผมแล้วชะโงกหน้าไปดูสกายลืมตาขึ้น ก้มมองมือตัวเองนิ่งๆ “เศษแก้วเมื่อกี้มั้ง ไม่ระวังเอง”“ทำไมไม่บอก!” ไอรินเสี
“โอเค ฉันอยู่นี่แล้ว”น้ำเสียงของเขายังคงติดหอบเหนื่อยจากการวิ่ง แขนแกร่งรัดรอบตัวเธอแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง เสื้อยืดสีดำของเขาเปียกชื้นและเย็นเฉียบจากน้ำฝน แต่ไอความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายที่แผ่ออกมากลับอบอุ่นจนน่าประหลาดใจวินาทีที่สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งและกลิ่นอายฝนที่ปกคลุมรอบตัว ทำนบน้ำตาของไอรินก็พังทลายลงมา เธอซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้าง สองมือที่เคยสั่นกำเสื้อของเขาไว้แน่นราวกับเป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียวที่มี“รินกลัว...” เธอสะอื้นไห้ ปล่
ทำไมสกายถึงยอมตกลงง่ายๆเขามีแผนอะไรซ่อนอยู่ หรือแค่ถูกแม่บังคับเหมือนกัน คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวจนสมองประท้วงเปรี้ยง!เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนกระจกหน้าต่างสั่นสะเทือน ไอรินสะดุ้งสุดตัว เผลอดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอกและในวินาทีถัดมา สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดก็เกิดขึ้น
“ปล่อยนะ! ไอ้บ้าสกาย ปล่อย!” ไอรินพยายามสะบัดมือออก แต่อีกฝ่ายจับไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก เขาไม่ได้ออกแรงบีบจนเจ็บ แต่รัดกุมจนไม่มีทางดิ้นหลุดสกายใช้มืออีกข้างหยิบแหวนออกจากกล่อง ปลายนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ ที่หลังมือของเธอขณะที่กำลังสวมแหวนวงนั้นลงบนนิ้วนางข้างซ้ายความเย็นเยียบของโลหะเสียดสีกับผิวเนื้อ สวนทางกับอุณหภูมิร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาที่กอบกุมอยู่ ไอรินเงยหน้าขึ้นมองสกายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่เข้าใจแต่สิ่งที่เธอเห็นในดวงตาคมกริบคู่นั้น.
“พอได้แล้วไอริน! จะแตะหรือไม่แตะ มันก็ไม่ต่างกันแล้วในสายตาคนอื่น” แม่ของเธอจัดการรวบกระดาษบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้า “ในเมื่อเรื่องมันบานปลายขนาดนี้ ทางออกเดียวที่จะรักษาหน้าตาของทั้งสองครอบครัว และผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เราเพิ่งเซ็นสัญญาร่วมทุนกันไป... คือแกสองคนต้องหมั้นกัน”“หมั้น!” ไอรินร้องลั่น ลุกพรวดขึ้นยืนทันที “ไม่มีทาง! รินไม่หมั้น! ให้ตายยังไงรินก็ไม่หมั้นกับไอ้บ้านี่เด็ดขาด แม่จะบ้าไปแล้วเหรอคะ รินเพิ่งอยู่ปีสามนะ!”“ปีสามแล้วยังไง การหมั้นมันไปหนักหัวสมองส่วนไหนของการเรียนของแก”“แต่รินไม่ได้รักเขา! เราเกลียดกัน แม่ก็รู้!”“ความรักมันไม่ได้ช่วยพยุงบริษัทเราหรอกนะไอริน เงินกับชื่อเสียงต่างหากที่ทำให้เราอยู่รอดในวงการนี้ได้” คุณศจีกดเสียงต่ำลง แววตาเด็ดขาด “ฉันคุยกับคุณหญิงศิริพรเรียบร้อยแล้ว งานหมั้นจะจัดขึ้นภายในอาทิตย์หน้า เป็นงานปิดเชิญเฉพาะญาติและสื่อบางสำนักเพื่อกลบข่าวฉาวของแก”ไอรินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เธอหันไปมองคุณหญิงศิริพร หวังพึ่งความเมตตา “คุณป้าคะ คุณป้าก็รู้ว่าสกายไม่ได้คิดอะไรกับริน ปล่อยให้รินหมั้นกับสกายไป เขาก็อึดอัดเปล่าๆ ใช่ไหมคะ”คุณหญิงศิริพรยิ
เขาหันมาเผชิญหน้ากับเธอเต็มตัว แขนข้างหนึ่งพาดไว้กับพวงมาลัย“ความจริงคืออะไรมันไม่สำคัญหรอกไอริน สำคัญที่ว่าตอนนี้คนข้างนอกเขา ‘เชื่อ’ อะไรไปแล้วต่างหาก”“ก็นั่นมันคนนอก! แต่เรากำลังจะคุยกับแม่นะ นายก็แค่ช่วยฉันยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน นายเกลียดฉัน ฉันเกลียดนาย แค่นี้แม่ก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว”สกายไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาดึงกุญแจรถออก เปิดประตูฝั่งคนขับแล้วก้าวลงไป ไอรินกัดฟันกรอด รีบเปิดประตูลงตามไปติดๆแต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเดิน สกายก็ถอดเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์สีดำที่เขาสวมทับเสื้อยืดตัวในอยู่ออก แล้วโยนแหมะลงมาคลุมหัวเธออย่างแม่นยำ“อะไรของนายเนี่ย!” ไอรินดึงเสื้อออก ทำท่าจะปาใส่หน้าเขา“ใส่ซะ” เสียงทุ้มสั่งเรียบๆ สายตากวาดมองลงมาที่ช่วงคอเสื้อเชิ้ตของเธอ “ถ้าไม่อยากให้แม่เธอเห็น ‘รอย’ ชัดไปกว่านี้”ไอรินชะงัก มือที่กำแจ็กเก็ตอยู่เผลอบีบแน่นขึ้น ความร้อนแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า เธอรีบสอดแขนใส่แจ็กเก็ตของเขาลวกๆ รูดซิปขึ้นมาจนสุดคอเพื่อปกปิดรอยแดงบ้าๆ นั่น กลิ่นน้ำหอมผู้ชายปนกับกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยแตะจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนผ้าปูที่นอนของเขาเมื่อเช้าเธอเกลียดกลิ่นนี้ เกล







