LOGIN'พี่ชายขี้หวง' กับ 'น้องสาวขี้ดื้อ' งานนี้ใครจะแพ้ก่อนกัน?
View Moreหลายปีก่อน
@ โรงแรม ศิริกวีวัฒน์
เด็กหนุ่มในชุดแบบฟอร์มมัธยมยืนดูดบุหรี่อยู่ตรงสวนด้านหน้าของโรงแรม เนื่องจากด้านในเป็นที่ปลอดบุหรี่ ใบหน้าคมสันอ่อนเยาว์ทว่าก็เต็มไปด้วยออร่าความหล่อเหลา ด้วยความสูงเกือบร้อยเก้าสิบฉบับลูกครึ่งไทย-สวิต ผู้คนที่ผ่านไปมาจึงมองด้วยสายตาหลงใหล และเขาเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขากลับไม่คิดจะล้วงมันออกมาดูเพราะเดาว่าถ้าไม่ใช่มารดาก็คงเป็นยัยน้องสาวตัวดีที่กำลังจะหนีไปเรียนที่ต่างประเทศ
พี่ชายอย่างเขาก็โคตรจะเห็นด้วยเลยแม่งเอ๊ย!
คนเค้นหัวเราะพ้นควันสีเทาลอยผสมกับอากาศอย่างไม่สบอารมณ์ แน่นอนว่าไม่ได้มีความยินดีแต่อย่างใด ก่อนจะโยนของในมือลงพื้นแล้วใช้เท้าบี้แรงๆ เมื่อเห็นเด็กสาวร่างบางในชุดมัธยมแบบเดียวกันกับตัวเองเปิดประตูลงจากรถสปอร์ตหรู...คันไม่คุ้นตา
เธอไม่ใช่ยัยเด็กดื้อที่กำลังนึกถึงแต่เป็นลูกสาวของเพื่อนแม่เขา ซึ่งก็เป็นยัยแคระที่แสบพอกัน!
“ขอบคุณพี่นนท์มากเลยนะคะที่มาส่งบี๋” น้ำเสียงหวานหูกับรอยยิ้มกว้างๆ จนเห็นฟันขาวเรียงสวย เป็นตัวสร้างปฏิกิริยาส่งให้คิ้วเข้มเลื่อนเข้าหากันอัตโนมัติ ขายาวก็เร่งเต็มอัตรา
“ไม่เป็นไรเลยครับ สำหรับน้องเบบี๋ไม่ว่าอะไรพี่ก็เต็มใจ” คนตอบกลับใส่ชุดนักศึกษาเป็นรุ่นพี่โตกว่า แถมท่าทีดูจะมีฐานะไม่ใช่เล่น
ขัดหูขัดตากูชะมัด!
“ล่อลวงเด็กอายุไม่ถึงสิบแปดนี่มันเข้าข่ายพรากผู้เยาว์ไหมวะ?” ดวงหน้าเล็กถอนหายใจทั้งที่ไม่ได้หันไปมองว่าคนมาใหม่ ก่อนที่กระเป๋าเป้ในมือเธอจะถูกดึงไป
“ใคร...เหรอครับน้องเบบี๋?”
“พี่ชะ...”
“แฟน”
“หา?” คนตัวเล็กตาโตหันขวับมองหน้าคนที่สูงกว่าด้วยความคาดไม่ถึง
“นะ นี่น้องเบบี๋มีแฟนแล้วเหรอครับ?” เอ่ยด้วยประโยคติดขัด ฟ้องว่ากำลังอึ้งกับข่าวใหม่ที่พึ่งรับรู้ ก็เขาตามจีบสาวน้อยคนนี้มาหลายเดือน พอวันที่เธอใจอ่อนยอมให้เขามาส่งก็ต้องมาอกหักกะทันหัน
“ไม่ชะ...”
“ครับ” มือหนารวบมือเล็กที่พยายามปฏิเสธไว้ เล่นเอาเด็กสาวมึนงงว่าไอ้พี่บ้านี่มันจะทำอะไร ท่อนแขนแกร่งรวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างจงใจสวมบท ‘แฟน’ ให้แนบเนียน “พวกเราเป็นแฟนกัน และวันนี้ครอบครัวเราก็นัดคุยเรื่องงานหมั้น พี่จะเข้าไปฟังด้วยไหมครับ” มีหันไปเย้ยคู่กรณีที่ใบหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม
สะใจไอ้อาเธอร์ฉิบหาย!
“มึงพูดบ้าอะไรเนี่ย?” เธอไม่พอใจแต่เขาไม่คิดจะสนใจ ยังคุยกับคนที่โตกว่าด้วยความเยาะเย้ย
“พี่มาด้วยกันก็ได้นะ ผมจะได้บอกครอบครัวว่าพี่เป็น ‘ชู้’ กับเมียชาวบ้าน”
“พอได้แล้วพี่เธอร์” เอ็ดเสียงเบา แค่คำว่าแฟนเธอยังตกใจไม่หาย นี่ใช้คำว่าเมียเลยเหรอ เป็นพี่ชายที่ดีของกูให้ได้ก่อนไหม
ทว่ามีเหรอที่คนอยากได้อะไรก็ต้องได้จะแคร์กับความคิดเธอ
“หรือจะต้องให้ผมแจ้งความด้วยดีไหมวะ ว่าพี่...”
“พอดีพี่นึกขึ้นได้ว่ามีธุระค่ะ เจอกันนะครับน้องเบบี๋” คนตระหนกไม่รอช้า ขึ้นรถได้ก็รีบเคลื่อนตัวออกไปในทันที
“มึงเล่นเหี้ยอะไรเนี่ย?” คนไม่พอใจกระแทกเสียงใส่ขณะสะบัดตัวออกจากการควบคุม
“มึงนั่นแหละ คิดอะไรอยู่ถึงได้ให้ใครที่ไหนไม่รู้มารับมาส่ง” สวนกลับด้วยการชี้หน้าอย่างเอาเรื่อง แต่ก็ถูกมือบางปัดออก
“ใครที่ไหนอะไร นั่นมันพี่นนท์พี่ของเพื่อนกู” เท้าสะเอวพูดน้ำเสียงจริงจัง “แล้วมึงอย่าเอาตัวเองเป็นที่ตั้งดิ ผู้ชายทุกคนไม่ได้เลวเหมือนมึงไปหมด” อีกอย่างเธอแค่ให้เขามาส่ง ไม่ได้คิดอะไรเลยด้วย
“แค่เห็นหน้ากูก็รู้ไปถึงสันดาน”
“ไปเรื่อยแล้วมึงน่ะ”
“มึงแค่รู้หน้าก็ไว้ใจมันมากขนาดนั้นเลยดิ”
“ก็มากกว่ามึงแล้วกันค่ะ” รู้ว่ายังไงก็เถียงกันไม่จบ ก็ตั้งใจจะเดินหนีเข้าไปด้านใน ซึ่งคาดว่าทั้งครอบครัวเธอและครอบครัวเขาคงมากันครบองค์ประชุมแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าคุยเรื่องบ้าๆ ที่เขาได้พูดได้นะ
“อย่าเดินหนีกูบี๋” ตามมาคว้าข้อมือเล็ก แค่ออกแรงนิดเดียวร่างบางก็หันกลับมาเกือบซบเข้าที่อก
“ปล่อยกู” พยายามแกะมือหยาบออก แต่ก็ยากเหลือเกิน ไม่รู้ว่าทากาวตราช้างไว้หรือยังไง
“เดี๋ยวนี้พอกูไม่ตาม มึงก็เอาใหญ่เลยดิ”
“พูดบ้าอะไร ปล่อย!” ใบหน้างามแดงก่ำ โมโหคนพูดไม่รู้เรื่อง
“ก็พูดเรื่องที่...”
“Hey!” เด็กหญิงผิวขาวใบหน้าผสมระหว่างสองสัญชาติร้องแผดเสียง ก่อนจะเข้าไปอยู่ตรงกลาง แยกพี่ชายและพี่สาว “นี่พวกยูทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ?” ภาพที่เห็นทำเอาเอือมและเหนื่อยหน่าย
“ก็พี่สาวยูมั่วผู้ชาย” ได้โอกาสคนตัวสูงก็โยนความผิดแต่เพราะมันเกินจริงคนตัวเล็กเลยต้องท้วง
“มึงพูดให้ดีๆ ดิ!”
“ก็มึงมากับผู้ชาย บอกอาเซียร์ดิว่าที่กูพูดมันไม่ถูก”
“มันไม่...”
“Stop!!!” คนกลางเป็นต้องยกมือห้าม “วันนี้พวกพี่มาเลี้ยงส่งไอนะ ช่วย Respect หน่อย ทะเลาะกันตั้งแต่เด็กจนจะจบ High school กันแล้ว ยังไม่เลิกทะเลาะกันอีก”
“...”
“...”
“ถามจริง พวกพี่มีความสุขเหรอตอนที่ต่างคนต่างงอนแล้วไม่พูดกันน่ะ” ลอบมองหน้าพี่ทั้งสองไปมา โดยรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์นี้คงได้เพียงความเงียบเป็นคำตอบ
ให้ตาย! ทั้งที่วันนี้ควรจะเป็นวันที่มีแต่รอยยิ้มแท้ๆ
เบบี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะดึงร่างน้องสาวเข้ามากอด เป็นการ ‘ขอโทษ’ แล้วเดินแยกออกไป อาเซียร์จึงมาจ้องพี่ชาย
“ก็พี่สาว...”
“Shut up!” (หุบปาก!) แค่พี่เอ่ยปาก คนเป็นน้องก็สวนกลับทันควัน กับเรื่องนี้เธอจะไม่ขอรับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น “เข้าไปข้างในแล้วอย่าพูดอะไรที่ทำให้พี่ไอรู้สึกไม่ดี ไม่งั้นไอจะไปแล้วไม่กลับมาที่นี่อีก” ว่าจบก็เดินออกไปทางเดียวกับพี่สาว
“นี่!!!” ถึงจะเข้าใจที่น้องว่า ทว่าคนไม่ยอมแพ้ก็ตะโกนไล่ตามหลัง “ยูก็เหมือนกัน อย่าคิดว่าไปอยู่ที่อื่นแล้วจะรอดสายตาไอไปได้นะเว้ย!”
ดวงตากลมกลอกไปมา ถอนหายใจเป็นครั้งที่ล้านให้กับประโยคเดิมๆ ของพี่ชายบังเกิดเกล้า ยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ตั้งใจไปเรียนต่างประเทศนั้นเป็นเพราะเขาที่เจ้ากี้เจ้าการมากเกินไปจนน่าอึดอัด เพราะงั้นจากนี้ขอให้เธอได้เป็นอิสระเถอะนะ
และภาวนาขอพระเจ้าช่วยให้พี่เบบี๋อยู่รอดปลอดภัย
คนรู้ความอ้าปากจรดครอบทำรอย ดูดแรงๆสองสามทีก็ย้ายมุมพร้อมช้อนสายตาขึ้นมองสีหน้าพี่เป็นระยะ จนหนำใจก็เลื่อนริมฝีปากลงมาที่กระดูไหปลาร้า“ตรงนี้ให้บี๋ดูดไหม?”“ดูดครับ” เป็นคำถามที่อาเธอร์สามารถตอบไปในทันทีอย่างไม่นึกลังเล แววตากลืนกินมองอากัปกิริยาของเมียรักด้วยความหยาดเยิ้ม ก้อนเนื้อในอกสั่นไหวรุนแรงที่กลีบปากร้อนไล่ลงไป“บี๋ดูดนมได้ไหมคะ?”“ครับ บี๋ดูดได้เลย พี่เป็นของบี๋คนเดียว” สอดฝ่ามือเข้าใต้ท้ายทอยน้อง ขยุ้มเลือนผมนุ่มแล้วรั้งใบหน้าหวานลงมา เสนอตัวเสนอใจแต่เพียงแค่ลิ้นชื้นแลบออกมาเลียกับยอดอก หัวคิ้วสีเข้มก็ขยับเข้าหากันอย่างทรมาน รัญจวนไปทุกอณู แม้แต่ขนในกายยังพร้อมใจกันสามัคคีลุกขึ้นเคารพต่อการปรนเปรอที่ยั่วยวนของคนตัวเล็กข้างนี้เปียกน้ำลายจนมันวาว เบบี๋ก็เปลี่ยนไปตวัดลิ้นหยอกเย้ากับอีกข้าง สีหน้าที่ประเดี๋ยวเครียดประเดี๋ยวผ่อนคลายเป็นตัวกระตุ้นให้เธอใจกล้ามากกว่าเดิม ใช้ฟันคมขบเบาๆกับเม็ดสีเข้มฝ่ามือหยาบออกแรงทึ้งเลือนผมเบาๆ ระบายความร้อนรุ้มภายในกาย “อื้ม โคตรดีเลยเบบี๋”“ชอบไหมคะ?”“ชอบครับ อ่า” หมายถึงชอบเธอด้วย คนว้าวุ่นขบกรามแน่นจนเสียงดังกรอด ข่มความเสียวการพูดคุยกั
โต๊ะกลางเต็มไปด้วยอาหารญี่ปุ่นจากร้านชื่อดังระดับห้าดาว ทว่าเบบี๋กลับนั่งกระมิดกระเมี้ยนบิดไปมาไม่สบายตัว ข้างกันนั้นคือเจ้าของใบหน้าหล่อเหลา คนรักของเธอชายหนุ่มเม้มริมปากกลั้นขำกับท่าทีประหลาดของน้อง “นั่งดีๆ”“มันไม่ชินงะ” อยากจะโกรธนะที่เขาไม่เอาเสื้อผ้าของเธอมาด้วย โคตรหวิวๆเลยตอนนี้“มานี่มา” ตบหน้าขาตัวเองให้หญิงสาวขึ้นมา ทว่าเธอกลับหายใจเสียงดังทำเมิน ฝ่ามือหนาจึงสอดเข้ารักแรแล้วยกร่างบางมานั่งตักจนได้ “ดื้อวะ”“ก็งอนมึงงะ” เอ่ยบอกอาการที่เป็นไปตามตรงด้วยน้ำเสียงติดเหวี่ยง คนยิ่งหิวก็ยิ่งหงุดหงิด ความรู้สึกก็ไปกันใหญ่ และอาเธอร์เข้าใจดีถึงได้ยอมลงให้ คว้าตะเกียบคีบซูชิไข่ปลาแซลมอนที่ห่อด้วยสาหร่ายมาป้อนถึงปากเล็ก“ผัวง้อครับ” พลางฝังปลายจมูกกับแก้มหอมๆอย่างเอาใจ “กินหน่อยนะที่รัก”“อย่าอ้อน ไม่ได้ผล” ปากบอกไม่ได้ผล ทว่าก็อ้าปากงับกับของกินที่เขาส่งมา ทำเอาคนเป็นพี่ระบายยิ้มหวาน “กูหิวหรอก”“ครับ” เขาขานรับเสียงอ่อนโยน จูบซอกคอขาวๆให้ชื่นใจ ก่อนจะคีบซูชิแบบเดียวกันเข้าปากตัวเองบ้าง พอเห็นว่าน้องเคี้ยวหมดแล้วก็ป้อนซูชิหน้าทูน่าต่อส่วนเขา...คนบนตักกินอะไร เขาก็กินตาม“ทำไมมาพัทย
พอมองตามที่พ่อพูด เด็กชายก็เพิ่งจะสังเกตเห็น รอยเลือดพวกนั้นนอกจากจะอยู่ที่แผล ยังมีติดตามเสื้อผ้าของเจ้าตัวด้วย คงมาจากที่เขากับเธอปะทะฝีมือกัน‘น้องตัวเล็กนิดเดียวเอง ตกจากต้นไม้ก็ว่าเจ็บแล้ว ยูยังจะไปหัวเราะใส่น้องอีก’คนโดนติงลอบกลืนน้ำลายพร้อมกับเม้มริมฝีปาก มองหน้าเด็กที่เขาเพิ่งด่าว่าเป็นเด็กผีจากความโกรธของตัวเอง ‘ถ้าคนที่ตกต้นไม้เป็นยูบ้าง แล้วมีคนมาหัวเราะใส่ ยูจะรู้สึกยังไง? จะชอบไหม?’เป็นคำถามที่เด็กชายสามารถตอบได้ในทันทีว่า…ไม่ชอบ แต่จะให้พูดออกไปก็เกรงจะขัดกับหลักการของตัวเองที่บอกว่าเขากับเธออยู่ร่วมกันไม่ได้‘จากที่ดู แด๊ดว่าน้องก็ไม่ชอบ เพราะงั้นน้องเลยปาหินใส่ น้องคงอยากให้ยูรู้สึกเหมือนกันว่าน้องเจ็บ’ พลางเช็ดเลือดที่ไหลตรงขมับให้ลูก ‘คนถูกหัวเราะเยาะมันไม่สนุกเหมือนคนหัวเราะหรอกนะ หรือคนเก่งของแด๊ดคิดว่าไง?’ประโยคของผู้เป็นพ่อราวกับระฆังเตือนใจให้กับเด็กชายวัยเจ็ดขวบได้คิด เขารู้แล้วว่าตัวผิดจริงๆแต่ก็ไม่คิดจะทำอะไรนอกจากการมองดูนิ่งๆ ทว่ากลับเป็นน้องสาวที่เอ่ยแทน‘อาเซียร์ไม่ชอบ เวลามีคนมาหัวเราะใส่ ไอจะชกให้ตายเลย’ เด็กน้อยยู่ปากพร้อมชูกำปั้นอย่างน่าเอ็นดู ช่วยไ
เด็กหญิงตกลงสู่พื้นดินด้วยท่าตะครุบกบ สิ่งแรกที่รับรู้คือเนื้อตัวชาวาบและตามมาด้วยอาการแสบตรงฝ่ามือทั้งสองข้าง ก่อนที่อาการทั้งหมดจะล่ามมายังหัวเข่า ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงก่ำ ริมฝีปากเล็กค่อยๆเบะคว่ำ ซึ่งมาพร้อมกับเสียงแผดร้องและน้ำตาที่ร่วงหล่นเธอเจ็บ!!!ยิ่งตอนพลิกตัวนั่งแล้วเห็นว่ามีเลือดไหล ความเจ็บปวดก็เกาะกุมไปทั่วร่างกาย ร้องไห้ฟูมฟายหนักกว่าเดิม ‘ฮาฮ่าๆๆ’ ทว่าคนที่เป็นต้นเหตุกลับหัวเราะชอบใจ ชี้หน้ากันราวกับสะใจแบบสุดๆใช่! เขาสะใจก่อนหน้านี้ อาเธอร์ เด็กชายในวัยเจ็ดขวบนั่งอยู่ตรงม้าหินอ่อนใกล้ๆ ได้ยินเสียงของลูกนกจึงเดินมาดู ถึงได้เห็นว่ามียัยเด็กหัวแกะที่ไหนก็ไม่รู้มาบุกรุกอณาเขต แถมยังแสดงความเก่งกาจด้วยการปีนต้นไม้อย่างไม่เกรงกลัว จนรู้สึกนึกหมั่นไส้ขึ้นมาและพอได้เห็นว่าคนเก่งตกลงมาไม่เป็นท่า ก็ตลกจนหยุดหัวเราะไม่ได้ ตัวก็เล็กแค่นี้ยังจะทำเป็นเก่ง เบบี๋เห็นอย่างนั้นก็ไม่พอใจ เธอเจ็บมากๆแต่อีกฝ่ายกลับทำเหมือนเป็นเรื่องสนุก แบบนี้ต้องโดนฟิ้วว‘โอ๊ะ โอ้ย!’ คนเจ็บร้องเสียงหลงขณะยกมือขึ้นกุมหน้าผากตัวเอง เรียวนิ้วจึงสัมผัสเข้ากับของเหลวที่ไหลออกมาจากบาดแผล เอามาดูถึงได้เห็นว่า





