Masukตอนที่ 7: ท้าทายเจ้าแม่
ทันทีที่เสียงลูกบิดประตูห้องน้ำดัง "คลิก" และสองร่างก้าวกะเผลกออกมาในสภาพแฟชั่นที่ดูยังไงก็ไม่ใช่คนปกติ นลินที่นั่งไขว่ห้างรออยู่บนโซฟาถึงกับลุกพรวด ใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างเป๊ะดูบิดเบี้ยวด้วยความมึนงง
"พี่ปราบคะ... นี่มันเกิดอะไรขึ้นข้างในนั้น" นลินถามเสียงสูงปรี๊ด
"แล้วทำไมพี่ต้องใส่สูทตัวโคร่งแบบนั้นคะ พี่หนาวเหรอ" โลมาในร่างปราบเหงื่อซึมตามไรผมเธอรีบกระชับสาบเสื้อสูทที่คลุมส่วน "พุ่งทะยาน" ไว้แน่นพลางปั้นหน้านิ่ง
"ปะ...เปล่า พี่แค่อยากเปลี่ยนลุค" จังหวะนั้นเอง ชัยเดินหอบแฮกเข้ามาพอดี
"ของเก็บขึ้นรถเรียบร้อยครับบอส รถจอดตรงทางออกหน้าลิฟต์แล้วครับ"
"ส่วนรถสปอร์ตของบอสที่พัง... ผมประสานงานกับตำรวจใช้รถยกเรียบร้อยครับ" นลินไม่รอช้าพุ่งเข้าไปควงแขนล่ำๆ ของปราบทันที
"ไปค่ะพี่ปราบนลินจะพาพี่ไปส่งที่บ้านเอง รถพังก็ช่างมันค่ะ นลินสั่งเชฟทำซุปเป๋าฮื้อรอไว้แล้ว" นลินออกแรงดึงร่างสูงใหญ่ให้เดินตาม ทิ้งให้ปราบในร่างโลมายืนเคว้ง ชัยขยับเข้ามาหาเด็กสาว
"ปะน้อง เดี๋ยวพี่ไปส่งที่ห้องเอง บอสเขาจะกลับไปพักแล้ว"
"เดี๋ยว!" ปราบตะโกนลั่นจนชัยสะดุ้ง เขาพยายามจะก้าวไปหาร่างจริงแต่ถูกชัยขวางไว้ จนปราบต้องรีบปรับเสียงอ้อนแบบยัยเด็กแคดดี้
"พี่ชัย... ฉันไปไม่ได้ ฉันต้องไปกับคุณปราบ"
"น้องจะไปทำไม บอสเขาจะกลับบ้าน" ชัยงุนงง
วินาทีนั้นเอง ปราบเริ่มรู้สึกถึงแรงบีบมหาศาลที่หน้าอก เพราะระยะห่างระหว่างเขากับร่างจริงเริ่มเกิน 10 เมตร!
"โอ๊ย" โลมาร้องลั่นพลางตะครุบอกตัวเองที่หน้าลิฟต์ นลินตกใจ
"พี่ปราบเจ็บตรงไหนคะ"
"ผม... ผมทิ้งยัยคนนั้นไม่ได้" โลมาในร่างปราบละล่ำละลักใบหน้าซีดเผือดเพราะเริ่มขาดอากาศ
"ผมเพิ่งนึกได้ว่ายัยนี่... ต้องเซ็นสัญญาชดใช้หนี้ค่าซ่อมรถที่ทำพังเมื่อกี้"
"ใช่! สัญญา"
"พันธนาการชีวิต... เอ๊ย สัญญาชดใช้หนี้"
"ผมยังไม่ได้ตกลงเพื่อเคลียร์เอกสารหนี้เลยเดี๋ยวเธอจะหนีไปเสียก่อน" ปราบในร่างแคดดี้รีบวิ่งฝ่าชัยเข้าไปคว้าชายเสื้อสูทของร่างตัวเองไว้แน่น
"ใช่ค่ะ ฉันต้องเรียกค่ารักษาพยาบาลกับนายคนนี้ด้วยเหมือนกัน"
"ถ้าเขาหนีไป... ฉันขาดทุนย่อยยับแน่ค่ะ"
"แค่ค่าซ่อมรถพี่ปราบจะใจร้อนอะไรขนาดนั้นคะ" นลินงงหนักแต่โลมาหายใจหอบถี่จนน่ากลัว
"มันไม่ใช่แค่ค่าซ่อม แต่มันคือ...ผมพูดตอนนี้ไม่ได้"
"ชัย เดี๋ยวให้ยัยนี่ขึ้นรถไปกับผม ผมจะไปเคลียร์เรื่องสัญญาที่บ้าน"
บนรถตู้ VIP ที่เงียบกริบโลมาถอนหายใจทิ้งตัวลงนั่งเบาะด้านหลัง โดยมีปราบในร่างหญิงสาวนั่งตัวติดกันหนึบชนิดไม่ยอมให้มีอากาศลอดผ่าน
"บอส... เมื่อกี้บอสเกือบทำหนูหัวใจวายตายแล้วนะ" โลมากระซิบเบาๆ
"แล้วดูเธอสิ... นั่งหลังตรง ๆ หน่อย อย่าเอาเสื้อสูทมาวางแหมะไว้บนเป้าแบบนั้น มันดูประหลาด!"
"ก็มันยังไม่ยอมลงนี่คะบอส" โลมาโวยวายเบา ๆ
"หนูสวดมนต์จนถึงบทกรวดน้ำแล้วนะ มันยังตั้งโด่ประท้วงหนูอยู่เลย ร่างกายบอสนี่มันแข็งแกร่งเกินไปหรือเปล่าคะ"
"ยัยบ้านี่ มันเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายตอนเช้าบวกกับความดันเลือดตกใจจากฟ้าผ่าต่างหาก" ปราบกระซิบเสียงเขียวหน้าแดงซ่าน
"แล้วเลิกแทนตัวเองว่าหนูในร่างผมซะที ขนแขนร่างผมมันลุกจนจะทิ่มหน้ากันหมดแล้ว" จังหวะนั้นเองชัยที่กำลังออกรถก็เหลือบมองกระจกหลัง
"เอ่อ... น้องโลมาครับ บอกทางไปบ้านเช่าหน่อยสิ พี่จำได้แค่ว่าอยู่แถวคลองเตย" ปราบในร่างหญิงสาวตาเหลือกเขาไม่รู้ทางสลัม เขาจึงแอบหยิกต้นขาโลมาใต้เสื้อสูทแล้วขยับปากไม่ออกเสียง
"บอก-ทาง-มา-เร็ว!" โลมาเลิ่กลั่กพยายามทำมาดขรึม
"เอ่อ... พี่ชัย"
"ชัย ขับไปบ้านผมก่อน ไม่ต้องไปบ้านยัยนี่แล้ว"
"ผมจะให้เธอไปเริ่มงานชดใช้หนี้ที่บ้านเลย ทั้งค่าสนามกอล์ฟที่พังกับค่ารถ"
"ยัยนี่ต้องทำงานเป็นทาส"
"เป็นคนรับใช้ส่วนตัวผมจนกว่าจะครบทุกบาท"
"แต่บอสครับ..."
"ไปซอยสาม แยกสอง" โลมาโพล่งขึ้นมาเพราะเธอชักจะเอาใหญ่
"ที่มีศาลพระภูมิสีแดงเยอะๆ นั่นแหละ" ปราบอ่านปากของโลมาได้ตามนั้น หันมาตำหนิเธอ
"พรุ่งนี้ค่อยให้คนไปขนของ... ตอนนี้ขับไปเงียบ ๆ ห้ามถาม" ชัยรีบรูดซิปปากทันทีพลางคิดในใจด้วยความสยอง
"วันนี้บอสแปลกจริงๆ รู้กระทั่งจุดแลนด์มาร์คศาลพระภูมิในสลัม... สงสัยหนี้ครั้งนี้จะหนักหนาสาหัสจนบอสต้องลงไปสืบประวัติถึงหน้าบ้านเช่าเลยสินะ"
เมื่อรถตู้เคลื่อนผ่านโค้งมรณะที่ทั้งคู่โดนฟ้าผ่า โลมาในร่างปราบตะโกนสั่งเสียงหลงจนชัยเบรกตัวโก่ง
“ชัย จอดตรงนี้”
รถตู้ VIP จอดสนิทหน้า ‘ศาลเจ้าแม่มะขามทอง’ ศาลไม้เก่าแก่ที่มีชุดไทยแขวนระเกะระกะและกลิ่นธูปอบอวล ปราบในร่างโลมาหน้าตึงทันที เขาไม่ถูกกับที่รก ๆ และไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลยสักนิด เศษซากร่องรอยตอนที่เกิดเหตุยังคงอยู่
“จะลงไปทำไมยัยโบฮีเมี่ยนร้อนก็ร้อน สกปรกก็สกปรก” ปราบโวยวายขณะถูกโลมาลากลงจากรถ
“บอสเลิกบ่นเถอะหน่า เรื่องที่เราสลับร่างกันเนี่ย เจ้าแม่ต้องรู้เห็นเป็นใจแน่ ๆ”
ทันทีที่ทั้งคู่เดินเข้าใกล้ศาล บรรยากาศรอบตัวก็เย็นเยือกขึ้นมาอย่างประหลาดจนขนแขนลุกขึ้นตั้งพร้อมกัน โลมารีบคุกเข่าลงในร่างชายหนุ่มตัวยักษ์ที่ดูเก้ ๆ กัง ๆ ขณะที่ปราบในร่างหญิงสาวช่างจ้อกลับยืนกอดอกถอนหายใจทิ้งอย่างเซ็ง ๆ
“เจ้าแม่จ๋า... ช่วยพวกเราด้วย หนูไม่อยากอยู่ในร่างบอสขี้เก๊กนี่ตลอดไปนะจ๊ะ” โลมาพึมพำอ้อนวอน
จังหวะนั้นเอง ลมพัดวูบจนควันธูปม้วนตัวเป็นเกลียวสยองบนถาดหน้าศาลปรากฏ ‘ด้ายแดง’ สองเส้นที่มีประกายทองวาววับวางอยู่ โลมาตาเบิกโพลงรีบหยิบขึ้นมา
“บอสเจ้าแม่ประทานด้ายแดงมาให้ ท่านบอกว่านี่คือทางแก้เรื่องระยะทาง 10 เมตร” โลมารีบอธิบายอย่างตื่นเต้น
“ไร้สาระ” ปราบแค่นหัวเราะพลางกวาดสายตามองศาลไม้ที่ผุพังอย่างดูแคลน
“เส้นด้ายอะไรกัน เธอดูสภาพศาลนี่สิทั้งเก่าทั้งรกทั้งสกปรกแบบเนี้ยนะ จะช่วยได้" เขาเอานิ้วชี้ไปรอบ ๆ ศาล
"แล้วยัยเจ้าแม่มะขามอะไรนี่ท่าทางจะว่างงานมากนะ ถึงมาเล่นตลกกับชีวิตคนอื่นแบบนี้”
สิ้นคำดูหมิ่น... ทุกอย่างรอบตัวก็เงียบสงัดลงทันที เสียงนกเสียงกาหายไป เหลือเพียงเสียง เอี๊ยด... เอี๊ยด... ของต้นไม้ที่เสียดสีกันไปมาโดยที่ไม่มีลมสักนิดเดียว โลมามองไปยังแท่นบูชาแล้วต้องตาค้าง เมื่อ ตุ๊กตานางรำดินเผาที่หลาย ๆ คน บอกว่าคือเจ้าแม่มะขามทอง ที่วางอยู่ในศาลค่อย ๆ บิดคอหันมาทางปราบอย่างช้า ๆ ริมฝีปากสีแดงจาง ๆ ที่หลุดลอกของตุ๊กตาตัวใหญ่ที่สุดเริ่มขยับไหวพร้อมเสียงกระซิบแหบพร่าดังก้องในหัว
“ปากดี... ปากดีเหลือเกิน กล้าดีมาดูหมิ่นข้า” เสียงหญิงโบราณเย็นเยือกดังกังวานจนโลมาหน้าซีดเผือด
“บอส หยุดพูดเดี๋ยวนี้” โลมาตะโกนเตือนแต่ไม่ทันเสียแล้ว
ลมที่เคยนิ่งสงบกลับหมุนวนกลายเป็นพายุย่อม ๆ พัดเอาข้าวของหน้าศาลกระจัดกระจาย กลิ่นธูปหอมเปลี่ยนเป็นกลิ่นไหม้รุนแรง ปราบในร่างโลมาถึงกับเซวูบเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นผลักอย่างแรงจนล้มคะมำ
“ถ้าปากดีนัก... ก็ลองดูหน่อยเป็นไง” เสียงลึกลับนั้นคำรามลั่น
จังหวะที่ปราบกำลังจะอ้าปากด่าต่อ เส้นด้ายแดงในมือโลมาก็พุ่งเข้ามัดที่ข้อมือของทั้งคู่เองอย่างรวดเร็ว แต่มันไม่ได้มัดแบบธรรมดา แต่มันรัดพันเข้าไปถึงผิวหนังและหายวับไปกลายเป็นรอยปานสีแดงจาง ๆ ที่ข้อมือของคนทั้งคู่
“เฮ้ย มันหายเข้าไปในแขนผม” ปราบอุทานพลางลูบข้อมือตัวเองอย่างตื่นหนก
“เจ้าแม่โกรธแล้วบอส ท่านยังไม่ทันบอกวิธีแก้เลย"
"ถ้าปากดีนัก ก็อยู่ติดกันเป็นตังเมไปแบบนี้แหละ"
“หมายความว่ายังไงเจ้าค่ะ เจ้าแม่” โลมาเอ่ยถาม ยังไม่ทันขาดคำ ชัยที่นั่งรออยู่บนรถก็ตะโกนเรียก
“บอสครับ! คุณนลินโทรมาตามแล้วครับ”
ปราบหงุดหงิดเตรียมจะก้าวเดินขึ้นรถ แต่พอเขาก้าวขาออกห่างจากโลมาเพียงก้าวเดียว ข้อมือที่มีรอยด้ายแดงก็กระตุกกึก แรงดึงมหาศาลกระชากร่างของปราบกลับมาปะทะกับแผ่นหลังกว้างของโลมาอย่างแรงจนหน้าเกือบหัก ตึ้ง!
“โอ๊ยอะไรเนี่ย” ปราบร้องลั่นหน้าอกกระแทกหลังแน่น ๆ ของโลมาเต็มแรง
“บอส... ดูเหมือนว่าตอนนี้ระยะ 10 เมตรจะไม่มีอยู่จริงแล้วนะจ๊ะ” โลมาทำหน้าแหย ๆ พลางมองข้อมือตัวเองที่สั่นระริก
“ดูเหมือนเจ้าแม่จะปรับระยะใหม่... เหลือแค่ 1 ฟุต”
"ไม่นะ แบบนี้ทำอะไรไม่ได้นะสิ บอส"
"บอสต้องไปขอขมาเจ้าแม่เลยนะ"
ตอนนี้ทั้งคู่แทบจะตัวติดกันเป็นแฝดสยามปราบหน้าถอดสีเมื่อรู้ว่าเขาต้องเดินประชิดติดกันกับยัยโบฮีเมียนในร่างตัวเองไปตลอดทาง ชัยที่มองลงมาจากรถตู้ VIP ถึงกับตาเหลือกหวาดผวาหนักกว่าเดิมหลายเท่า
"บอสกับน้องโลมา... เขาทำสัญญาหนี้กันท่าไหน ทำไมต้องเดินเบียดกันจนจะสิงร่างกันอีกรอบแบบนั้นวะ’
บรรยากาศ ณ คฤหาสน์ตระกูลวรโชติเมธีในเช้าวันมงคลช่างดูราวกับสรวงสวรรค์บนดิน แสงทองอร่ามของอาทิตย์อุทัยอาบไล้ไปทั่วสนามกอล์ฟหมื่นล้านที่บัดนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นอาณาจักรแห่งความรักที่ผสานความเนี๊ยบระดับลักชูรีเข้ากับศาสตร์แห่งสิริมงคลอย่างลงตัว ตามคำสั่งของ ปราบ และการกำกับดูแลของ โลมา เลขาสาวที่บัดนี้กำลังจะก้าวขึ้นเป็น "นายหญิง" อย่างเต็มตัวพิธีเช้า: มงคลแฝดและด้ายสายสิญจน์แห่งโชคชะตาฤกษ์นพเก้า เวลา 09.09 น. คือเวลาที่ซินแสและหลวงตาเห็นพ้องว่าเป็น "ฤกษ์มังกรคาบแก้ว" ขบวนขันหมากของปราบเคลื่อนผ่านกรีนสนามกอล์ฟอย่างยิ่งใหญ่ เสียงกลองยาวประยุกต์ดังประสานไปกับเสียงลมหวีดหวิวที่พัดพาเอากลิ่นดอกมะขามหอมชื่นใจมาเป็นระยะปราบในชุดไทยประยุกต์สีเทาเงิน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมปักธงชัยชั้นเลิศ ดูสง่างามสมเป็นผู้นำทัพธุรกิจ เขาเดินผ่านประตูเงินประตูทองที่กั้นโดยเหล่าพนักงานสนามกอล์ฟที่ยิ้มแย้มแจ่มใส จนกระทั่งถึงประตูสุดท้ายที่ ชัย และคนสนิทกั้นไว้ด้วยสายสิญจน์ถักทอง"บอสครับ... อยากผ่านประตูนี้ ต้องบอกก่อนว่าต่อจากนี้ใครจะเป็นใหญ่ในบ้านครับ" ชัยเอ่ยเย้าปราบยิ้มมุมปาก แววตาคมกริบแต่เปี่ยมสุขมองไปที่ห้
ท่ามกลางสวนกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตัดกับไอเย็นยามเช้า ปราบ ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเนี้ยบกริบทุกระเบียดนิ้วยืนรอ โลมา อยู่ตรงซุ้มไม้เลื้อยที่เขาจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ แววตาที่เคยแข็งกร้าวในโลกธุรกิจบัดนี้อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อโลมาเดินเข้ามาในชุดเดรสสีครีมละมุนตา ยังมีสไตล์ของตัวเอง ห้อยสร้อยคอ แม้กระทั่งข้อมือ เธอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นบอสหนุ่มยืนนิ่งพร้อมรอยยิ้มที่เธอไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก"บอสจ๊ะ... เรียกหนูมาที่สวน มีงานด่วนอะไรหรือเปล่าจ๊ะ" โลมาถามพลางพยายามสังเกตทิศทางลมตามสัญชาตญาณ"ไม่มีงานด่วนครับ... แต่มีเรื่องสำคัญกว่างาน" ปราบเดินเข้ามากุมมือเล็กของเธอไว้ "โลมา... ที่ผ่านมาชีวิตผมเหมือนอยู่ในเขาวงกต ผมหลงทาง ผมสับสน และเกือบจะเสียศูนย์ไปหลายครั้ง""แต่เป็นคุณที่คอยดึงผมไว้ คอยเป็นแสงสว่าง... และเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของผม"ปราบค่อย ๆ คุกเข่าลงข้างหนึ่งท่ามกลางความตกตะลึงของเลขาสาว เขาหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงสดออกมา เปิดออกให้เห็นแหวนเพชรน้ำงามที่ล้อมด้วยทับทิมสีแดงเข้ม"ผมไม่ได้เลือกแหวนวงนี้เพียงเพราะมันสว
ปราบจอดรถตนเองทิ้งไว้ห่างจากจุดหมายร่วมร้อยเมตร เขาไม่ได้รอสัญญาณจากชัยหรือกำลังตำรวจที่กำลังตามมา เพราะทุกวินาทีที่เสียไปหมายถึงลมหายใจของโลมาที่สั้นลง ชายหนุ่มก้าวเดินฝ่าพงหญ้าท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านหมู่เมฆทึบ"ทางนี้... อ้อมไปทางซ้ายสิไอ้หนุ่ม อย่าเดินดุ่ม ๆ เข้าไปตรงกลาง มันตั้งศูนย์เล็งแกอยู่"เสียงกระซิบของ เจ้าแม่มะขามทอง ดังแว่วมากับสายลมเย็นเยียบ ปราบชะงักฝีเท้าแล้วหมอบตัวลงต่ำตามคำเตือนทันที ใจเขาเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก แต่ความเยือกเย็นที่ฝึกฝนมาทำให้เขายังคุมสติได้"ขอบพระคุณครับเจ้าแม่" ปราบพึมพำ ก่อนจะค่อย ๆ ลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้ขรุขระ จนกระทั่งเขาเห็นเงาตะคุ่มของโขดหินใหญ่และแสงไฟฉายที่วางทิ้งไว้บนพื้นดิน"อาขจร ผมมาแล้ว" ปราบตะโกนก้องพลางก้าวออกมาจากเงามืดอย่างองอาจ เขาชูมือขึ้นเหนือศีรษะเพื่อแสดงว่าเขาเดินเข้ามาเพียงคนเดียวและไม่มีอาวุธในมือ "ผมมาตัวเปล่า โลมา ปล่อยโลมาซะ"ขจร ที่นั่งพิงโขดหินอยู่สะดุ้งสุดตัว เขาใช้แขนล็อกคอ โลมา ให้ลุกขึ้นยืนพลางถอยหลังหนี กระบอกปืนในมือสั่นระริกแต่ยังคงกดแน่นอยู่ที่ขมับของหญิงสาว"มาคนเดียวจริง ๆ ด้
ท่ามกลางความมืดมิดของคืนที่ไร้ดาว ท้ายสนามกอล์ฟซึ่งเป็นเขตป่าละเมาะรอยต่อกับพื้นที่รกร้างกลายเป็นสมรภูมิแห่งความแค้น ขจร ในสภาพที่เหมือนคนเสียสติ ผมเผ้ายุ่งเหยิงและนัยน์ตาแดงก่ำจากการไม่ได้นอน นั่งกำปืนในมือแน่นอยู่ข้างหลังโขดหินใหญ่ เขาใช้โทรศัพท์ของลูกน้องคนสนิทส่งข้อความลวงหา โลมา โดยอ้างว่า “บอสปราบถูกจับตัวมาที่ท้ายสนามกอล์ฟ มีคนงานได้รับบาดเจ็บสาหัส รีบมาช่วยด่วน ห้ามแจ้งตำรวจไม่งั้นบอสไม่รอด”เสียงแจ้งเตือนข้อความที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในห้องทำงาน ทำให้ โลมา สะดุ้งสุดตัว เธอรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง และเมื่อเห็นข้อความจากเบอร์แปลก ดวงตาจิ้มลิ้มก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ"บอส บอสจ๊ะ" โลมาอุทานเสียงสั่น มือเล็กๆ สั่นเทาขณะรัวนิ้วพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว'บอสเป็นยังไงบ้าง ใครจับไป ตอนนี้อยู่ที่ไหนจ๊ะ ตอบหนูหน่อย'เธอกดส่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หน้าจอที่เงียบสนิทกลับไม่มีข้อความใดตอบกลับมา มีเพียงเครื่องหมายว่าข้อความถูกอ่านแล้ว ยิ่งทำให้ความกังวลทวีคูณจนแทบหายใจไม่ออก โลมาเดินวนเวียนอยู่กลางห้อง ใจหนึ่งอยากจะโทรแจ้งตำรวจ แต่อีกใจก็กลัวเหลือเกินว่า "ชีวิต" ของคนท
รถกระบะเก่าพาทั้งคู่ทะยานออกไปตามถนนสายรองที่ขรุขระ ขจรนั่งนิ่ง แผ่นหลังพิงเบาะที่ขาดวิ่น สายตาของเขาจับจ้องไปยังกระจกมองข้างตลอดเวลาด้วยความหวาดระแวง ทุกครั้งที่เห็นแสงไฟจากรถคันหลังพุ่งตามมา เขาจะสะดุ้งสุดตัวและสั่งให้ศักดิ์เร่งเครื่องหนีอย่างไม่คิดชีวิต"นายครับ... เราจะไปที่ไหนกันดีครับ""เงินสดที่เรามีตอนนี้มันอยู่ได้ไม่กี่วันนะครับนาย" ศักดิ์เอ่ยถามเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวลเพราะเขาก็กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดไปแล้ว"หุบปาก ขับไปเงียบ ๆ" ขจรตวาด เสียงของเขาแหบแห้งราวกับคนขาดน้ำมาหลายวัน "ฉันมีที่กบดานที่พวกมันนึกไม่ถึง... บ้านพักเก่าของเมียน้อยคนเก่า""ที่นั่นไม่มีชื่อฉันในโฉนด พวกมันหาไม่เจอแน่"เมื่อรถแล่นเข้าสู่เขตป่าละเมาะที่เงียบสงัด ขจรกลับไม่รู้สึกปลอดภัยเลยสักนิด เขาเริ่มเห็นภาพหลอนว่ามีเงาคนยืนอยู่ตามพุ่มไม้ เขาชักปืนพกออกมาจ่อไปที่หน้าต่างรถจนศักดิ์ต้องร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ"นาย นายครับ นั่นมันแค่เงาต้นไม้ครั!""แกโกหก พวกมันตามมาแล้ว ฉันได้ยินเสียงวิทยุพวกมัน" ขจรกรีดร้องแววตาแดงก่ำจากการไม่ได้พักผ่อนเริ่มฉายแวว "คนเสียสติ" อย่างเห็นได้ชัดสภาวะ "กรรมตามทั
บ่ายวันนั้น อากาศที่คฤหาสน์ของ ขจร ดูอึมครึมอย่างประหลาด เขากำลังนั่งละเมียดจิบไวน์ราคาแพง พลางกวาดสายตามองเอกสารโอนย้ายที่ดินที่เขาอุตส่าห์ปลอมแปลงขึ้นมาอย่างย่ามใจ โดยไม่รู้เลยว่าหายนะกำลังเคลื่อนตัวมาถึงหน้าบ้านในรูปของไซเรนสีแดงน้ำเงินก๊อก ก๊อก ก๊อก!"เปิดประตู นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เรามีหมายจับนายขจร""ในข้อหาฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์สินคุณปราบ เจ้าของThe Peak Golf Club ได้เข้าแจ้งความ" เสียงประกาศกร้าวผ่านลำโพงทำให้ขจรถึงกับทำแก้วไวน์ร่วงจากมือ แตกกระจายละเอียดเหมือนอนาคตของเขาในตอนนี้"คุณขจร ตำรวจมาค่ะ...""ตำรวจมาเต็มหน้าบ้านเลย ทำยังไงดีคะ" ภรรยาของขจรตะโกนเสียงหลง วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในห้องทำงาน ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงบัดนี้ซีดเผือดและมีคราบน้ำตาเปื้อนโหนกแก้มขจรที่กำลังรวบรวมเอกสารสำคัญถึงกับสะดุ้งสุดตัวจนแฟ้มในมือร่วงกระจายลงพื้น ความเยือกเย็นและมาดรองประธานผู้ทรงเกียรติมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงชายวัยกลางคนที่กำลังลนลานจนตัวสั่นเทา เขาถลาเข้าไปคว้าไหล่ภรรยาแล้วบีบแน่นจนเธออุทานด้วยความเจ็บ"ฟังฉันนะ ตั้งสติ" ขจรเค้นเสียงกระซิบพลางจ้องตาเธออย่างบ้าคลั่ง "ออก
ความสงบสุขชั่วคราวในห้องพักฟื้นพังทลายลง เมื่อประตูห้องถูกผลักออกอย่างแรงพร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีที่สวยสง่าตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า นลิน คู่หมั้นสาวสุดเนี้ยบและเป็นลูกสาวนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ ก้าวเข้ามาพร้อมกระเช้าดอกลิลลี่สีขาวราคาแพงเกินค่าแรงขั้นต่ำทั้งเดือนของแคดดี้ เธอพุ่งตรงไปเต
ท่ามกลางแสงไฟนีออนที่สว่างจ้าของแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังใจกลางเมืองที่เพิ่งรับตัวผู้ประสบอุบัติเหตุจาก "โค้งร้อยศพ" เข้ามา ความวุ่นวายระดับวินาศสันตะโรก็เริ่มต้นขึ้นทันทีที่รถกู้ภัยสองคันจอดเทียบท่า"คนเจ็บรายแรก ชายไทยยังไม่ทราบชื่อเคสรถชนอัดก๊อบปี้ สัญญาณชีพคงที่แต่ยังไม่รู้สึกตัว" เสียง
ความแค้นที่สุมอยู่ในอกของ โลมา ที่กำลังร้อนพอ ๆ กับอุณหภูมิแดดยามบ่าย เธอเดินจ้ำอ้าวออกจากสนามกอล์ฟหรูที่บัดนี้กลายเป็น "แดนประหาร" ทางการเงินของเธอไปเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวกำบัตรประชาชนในมือแน่นพลางนึกถึงใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเผด็จการของบอสปราบ“คนอะไร... หน้าตาดีเสียเปล่า" "แต่ใจดำ อำมหิต
ตอนที่ 2: บอสปราบ ปราบทุกความเชื่อหากโลกของ โลมา คือพายุหมุนแห่งความโกลาหลที่พึ่งพากำลังใจจากเศษหินและผ้ายันต์เพื่อเอาตัวรอด โลกของ “ปราบ ปรมินทร์” ก็คือไม้บรรทัดเหล็กที่ทาบลงบนกระดาษขาวสะอาด ตาชั่งที่แม่นยำระดับไมโครกรัม และนาฬิกาอะตอมที่ไม่เคยเดินผิดเพี้ยนแม้แต่วินาทีเดียวสำหรับปราบทุกสิ่งในจัก







