LOGIN"เมื่อดวงชะตาเล่นตลก แต่ความรักดันตกฟากมาที่เธอ" "จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อบอสที่ไม่เชื่อเรื่องดวงต้องมาติดหนึบกับเจ้าแม่สายมู...ในร่างเดียวกัน"
View Moreบรรยากาศ ณ คฤหาสน์ตระกูลวรโชติเมธีในเช้าวันมงคลช่างดูราวกับสรวงสวรรค์บนดิน แสงทองอร่ามของอาทิตย์อุทัยอาบไล้ไปทั่วสนามกอล์ฟหมื่นล้านที่บัดนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นอาณาจักรแห่งความรักที่ผสานความเนี๊ยบระดับลักชูรีเข้ากับศาสตร์แห่งสิริมงคลอย่างลงตัว ตามคำสั่งของ ปราบ และการกำกับดูแลของ โลมา เลขาสาวที่บัดนี้กำลังจะก้าวขึ้นเป็น "นายหญิง" อย่างเต็มตัวพิธีเช้า: มงคลแฝดและด้ายสายสิญจน์แห่งโชคชะตาฤกษ์นพเก้า เวลา 09.09 น. คือเวลาที่ซินแสและหลวงตาเห็นพ้องว่าเป็น "ฤกษ์มังกรคาบแก้ว" ขบวนขันหมากของปราบเคลื่อนผ่านกรีนสนามกอล์ฟอย่างยิ่งใหญ่ เสียงกลองยาวประยุกต์ดังประสานไปกับเสียงลมหวีดหวิวที่พัดพาเอากลิ่นดอกมะขามหอมชื่นใจมาเป็นระยะปราบในชุดไทยประยุกต์สีเทาเงิน ตัดเย็บด้วยผ้าไหมปักธงชัยชั้นเลิศ ดูสง่างามสมเป็นผู้นำทัพธุรกิจ เขาเดินผ่านประตูเงินประตูทองที่กั้นโดยเหล่าพนักงานสนามกอล์ฟที่ยิ้มแย้มแจ่มใส จนกระทั่งถึงประตูสุดท้ายที่ ชัย และคนสนิทกั้นไว้ด้วยสายสิญจน์ถักทอง"บอสครับ... อยากผ่านประตูนี้ ต้องบอกก่อนว่าต่อจากนี้ใครจะเป็นใหญ่ในบ้านครับ" ชัยเอ่ยเย้าปราบยิ้มมุมปาก แววตาคมกริบแต่เปี่ยมสุขมองไปที่ห้
ท่ามกลางสวนกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตัดกับไอเย็นยามเช้า ปราบ ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มเนี้ยบกริบทุกระเบียดนิ้วยืนรอ โลมา อยู่ตรงซุ้มไม้เลื้อยที่เขาจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ แววตาที่เคยแข็งกร้าวในโลกธุรกิจบัดนี้อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อโลมาเดินเข้ามาในชุดเดรสสีครีมละมุนตา ยังมีสไตล์ของตัวเอง ห้อยสร้อยคอ แม้กระทั่งข้อมือ เธอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นบอสหนุ่มยืนนิ่งพร้อมรอยยิ้มที่เธอไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก"บอสจ๊ะ... เรียกหนูมาที่สวน มีงานด่วนอะไรหรือเปล่าจ๊ะ" โลมาถามพลางพยายามสังเกตทิศทางลมตามสัญชาตญาณ"ไม่มีงานด่วนครับ... แต่มีเรื่องสำคัญกว่างาน" ปราบเดินเข้ามากุมมือเล็กของเธอไว้ "โลมา... ที่ผ่านมาชีวิตผมเหมือนอยู่ในเขาวงกต ผมหลงทาง ผมสับสน และเกือบจะเสียศูนย์ไปหลายครั้ง""แต่เป็นคุณที่คอยดึงผมไว้ คอยเป็นแสงสว่าง... และเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของผม"ปราบค่อย ๆ คุกเข่าลงข้างหนึ่งท่ามกลางความตกตะลึงของเลขาสาว เขาหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงสดออกมา เปิดออกให้เห็นแหวนเพชรน้ำงามที่ล้อมด้วยทับทิมสีแดงเข้ม"ผมไม่ได้เลือกแหวนวงนี้เพียงเพราะมันสว
ปราบจอดรถตนเองทิ้งไว้ห่างจากจุดหมายร่วมร้อยเมตร เขาไม่ได้รอสัญญาณจากชัยหรือกำลังตำรวจที่กำลังตามมา เพราะทุกวินาทีที่เสียไปหมายถึงลมหายใจของโลมาที่สั้นลง ชายหนุ่มก้าวเดินฝ่าพงหญ้าท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านหมู่เมฆทึบ"ทางนี้... อ้อมไปทางซ้ายสิไอ้หนุ่ม อย่าเดินดุ่ม ๆ เข้าไปตรงกลาง มันตั้งศูนย์เล็งแกอยู่"เสียงกระซิบของ เจ้าแม่มะขามทอง ดังแว่วมากับสายลมเย็นเยียบ ปราบชะงักฝีเท้าแล้วหมอบตัวลงต่ำตามคำเตือนทันที ใจเขาเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก แต่ความเยือกเย็นที่ฝึกฝนมาทำให้เขายังคุมสติได้"ขอบพระคุณครับเจ้าแม่" ปราบพึมพำ ก่อนจะค่อย ๆ ลัดเลาะไปตามแนวพุ่มไม้ขรุขระ จนกระทั่งเขาเห็นเงาตะคุ่มของโขดหินใหญ่และแสงไฟฉายที่วางทิ้งไว้บนพื้นดิน"อาขจร ผมมาแล้ว" ปราบตะโกนก้องพลางก้าวออกมาจากเงามืดอย่างองอาจ เขาชูมือขึ้นเหนือศีรษะเพื่อแสดงว่าเขาเดินเข้ามาเพียงคนเดียวและไม่มีอาวุธในมือ "ผมมาตัวเปล่า โลมา ปล่อยโลมาซะ"ขจร ที่นั่งพิงโขดหินอยู่สะดุ้งสุดตัว เขาใช้แขนล็อกคอ โลมา ให้ลุกขึ้นยืนพลางถอยหลังหนี กระบอกปืนในมือสั่นระริกแต่ยังคงกดแน่นอยู่ที่ขมับของหญิงสาว"มาคนเดียวจริง ๆ ด้
ท่ามกลางความมืดมิดของคืนที่ไร้ดาว ท้ายสนามกอล์ฟซึ่งเป็นเขตป่าละเมาะรอยต่อกับพื้นที่รกร้างกลายเป็นสมรภูมิแห่งความแค้น ขจร ในสภาพที่เหมือนคนเสียสติ ผมเผ้ายุ่งเหยิงและนัยน์ตาแดงก่ำจากการไม่ได้นอน นั่งกำปืนในมือแน่นอยู่ข้างหลังโขดหินใหญ่ เขาใช้โทรศัพท์ของลูกน้องคนสนิทส่งข้อความลวงหา โลมา โดยอ้างว่า “บอสปราบถูกจับตัวมาที่ท้ายสนามกอล์ฟ มีคนงานได้รับบาดเจ็บสาหัส รีบมาช่วยด่วน ห้ามแจ้งตำรวจไม่งั้นบอสไม่รอด”เสียงแจ้งเตือนข้อความที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในห้องทำงาน ทำให้ โลมา สะดุ้งสุดตัว เธอรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง และเมื่อเห็นข้อความจากเบอร์แปลก ดวงตาจิ้มลิ้มก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ"บอส บอสจ๊ะ" โลมาอุทานเสียงสั่น มือเล็กๆ สั่นเทาขณะรัวนิ้วพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว'บอสเป็นยังไงบ้าง ใครจับไป ตอนนี้อยู่ที่ไหนจ๊ะ ตอบหนูหน่อย'เธอกดส่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หน้าจอที่เงียบสนิทกลับไม่มีข้อความใดตอบกลับมา มีเพียงเครื่องหมายว่าข้อความถูกอ่านแล้ว ยิ่งทำให้ความกังวลทวีคูณจนแทบหายใจไม่ออก โลมาเดินวนเวียนอยู่กลางห้อง ใจหนึ่งอยากจะโทรแจ้งตำรวจ แต่อีกใจก็กลัวเหลือเกินว่า "ชีวิต" ของคนท





