Masukหลิวอวิ๋นเซียงที่เพิ่งไปรับอารมณ์และหอบความโกรธกลับมาถึงบ้าน ทำได้เพียงสาดโทสะใส่สองพ่อลูกเสิ่นฉิงและเสิ่นหยวนรุ่ยเท่านั้น เสิ่นหยวนรุ่ยนั่งอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้ามืดมน พ่นควันบุหรี่คล้ายกับว่ารำคาญใจเต็มทีจึงเอ่ยปากขัดขึ้น “พอได้แล้ว ตอนนี้มาพูดเรื่องพวกนี้มันจะมีประโยชน์อะไร? สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องรักษาการแต่งงานของเสี่ยวฉิงเอาไว้ให้ได้ก่อน อีกอย่าง คนที่ยืมเงินก็ไม่ใช่พวกเราสักหน่อย มันจะมาฟ้องร้องเอาผิดพวกเราได้หรือไง?”“แต่เรื่องนี้มันฉาวโฉ่จนรู้กันไปทั่วทั้งชุมชนแล้ว ฉันยังจะมีหน้าออกไปพบปะผู้คนได้อีกเหรอ!”หลิวอวิ๋นเซียงยังคงมีอารมณ์เกรี้ยวกราดรุนแรงเธอเป็นคนแคร์หน้าตามาโดยตลอด ในช่วงที่ลูกสาวคบหากับทายาทเศรษฐี บรรดาเพื่อนบ้านต่างพากันมาประจบสอพลอกันไม่ขาดสาย แต่ตอนนี้โดนก่อเรื่องวุ่นวายไปแค่หนเดียว คนพวกนั้นก็เริ่มด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม!“แล้วอยากจะให้ทำยังไง ยิ่งโวยวายให้เรื่องมันบานปลายหรือไง? อยากทำเรื่องแต่งงานของลูกพังใช่ไหม?” เสิ่นหยวนรุ่ยขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะบี้บุหรี่ลงกับจานรองอย่างแรง น้ำเสียงเย็นชาแฝงความอำมหิต “ถ้าคิดว่าขายหน้าก็หุบปากไป ตอนนี้ต้องส่งตัวเสี
หลี่ลี่เดินทางมาหาเสิ่นชูในตอนบ่าย เพื่อเอ่ยถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนหลังจากเสิ่นชูเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เธอก็โมโหเดือดดาลกับพฤติกรรมของครอบครัวเสิ่นหยวนรุ่ยไม่แพ้กัน “นี่มันญาติพี่น้องแบบไหนกัน เป็นศัตรูคู่อาฆาตเสียมากกว่า! ทั้งบ้านมีแต่พวกปลิงสูบเลือด ฉันเคยเห็นแต่พวกลูกเกาะพ่อแม่กิน ไม่เคยเห็นญาติที่สูบเลือดสูบเนื้อหลานชายขนาดนี้มาก่อนเลย!”เสิ่นชูจิบกาแฟไปคำหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉยเย็นชายามที่คนแก่คนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ก็เพิ่งจะถูกลงโทษดัดนิสัยไปแท้ ๆ พอคนแก่จากไป พวกเขาก็ลืมเลือนจนหมดสิ้น ครั้งนี้หากไม่สั่งสอนให้ได้รับบทเรียนราคาแพงอย่างจริงจังเสียที เกรงว่าคงจะมีครั้งต่อไปอีกแน่“พี่สะใภ้ แล้วพี่ตั้งใจจะจัดการยังไงต่อคะ?”“ฉันให้ฝางถัวไปจัดการแล้วล่ะ” เสิ่นชูวางแก้วกาแฟลง “ในเมื่อพวกเขายังฝันอยากให้ลูกสาวแต่งเข้าบ้านคนรวย ฉันก็จะตัดหนทางเพ้อฝันของพวกเขาทิ้ง”หลี่ลี่ตบมือหัวเราะอย่างถูกใจ “ถ้าเป็นคนอื่นทำคงเรียกว่าพรากผู้เยาว์ตัดรอนความรัก แต่ฉันจะบอกว่าพี่สะใภ้ทำเพื่อช่วยเหลือคนอื่นแท้ ๆ ! ขืนใครได้แต่งกับลูกบ้านนั้นไป คงถือว่าซวยไปทั้งชีวิตแน่ ๆ !”“เอาแต่พูดเร
“พี่ครับ ผมขอโทษ ผมตั้งใจไว้ว่าต่อให้ไม่รบกวนพี่ ผมก็สามารถจัดการกับพวกนั้นได้ จริง ๆ แล้วผมก็รู้ว่าครอบครัวของลุงใหญ่โลภมากกันทุกคน แต่ผมแค่ไม่อยากยอมแพ้ อยากจะลองเดิมพันดูสักตั้งว่าเสิ่นฉิงไม่เหมือนคนพวกนั้น แต่ผมกลับเดิมพันแพ้” เสิ่นฮ่าวบีบมือแน่น ในใจไร้ซึ่งความเศร้าโศก มีเพียงความโกรธแค้นจากการถูกหลอกลวงเท่านั้น “ผมมันโง่เอง ผมมองพวกนั้นไม่ออก ผมยังเพ้อเจ้อหวังว่าญาติของผมอย่างน้อยสักคนจะแตกต่างออกไป!”เสิ่นชูยื่นมือขึ้นมากดนวดที่ระหว่างคิ้ว ความโกรธในอกกลายเป็นเสียงถอนหายใจยาว “เรื่องพวกนี้แกไม่ต้องไปยุ่งแล้ว เดี๋ยวพี่จะให้ฝางถัวจัดการเอง แต่จำไว้ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย”เธอหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ครั้งนี้ไม่ได้เอ่ยคำปลอบประโลมเสิ่นฮ่าวอีกเลยเธอโกรธเข้าจริง ๆ แล้ว เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถูกวางแผนเล่นงาน ทุกครั้งต่างก็ตกหลุมพรางเพราะมองคนไม่ออก ย่อมแปลว่ายังไม่เติบโตเสียที ถ้าอย่างนั้นก็คงต้อง “ปล่อยมือ” ฝางถัวเดินตรงมาที่ข้างเตียง ยื่นมือลงมากดหนัก ๆ บนไหล่ของเขา “ไอ้หนู ชาติที่แล้วคงกินน้ำตาลทรายมากไป ชาตินี้ถึงได้กลายเป็นพวกหัวอ่อนขนาดนี้สินะ? ดูสิ ทำพี่สาวโมโหจนเป็
“เรื่องจริงครับ!” เสิ่นหยวนรุ่ยรีบเอ่ยด้วยความลนลาน “เมื่อก่อนคุณหนูตระกูลฉีคนนั้นถูกน้องชายกับน้องสะใภ้ของผมเลี้ยงดูจนโตมา ถ้าพวกคุณไม่เชื่อ ลองสืบทะเบียนบ้านในอดีตของเธอ เจอแน่นอนครับ!”ฝางถัวยื่นแขนยาวเหยียดออกไป พาดลงบนไหล่ของเสิ่นหยวนรุ่ย “ไอ้แก่ ขอให้มันจริงอย่างที่พูดเถอะ ถ้ากูสืบไม่เจอละก็ กูจะ... จัดการมึงก่อนเป็นคนแรกเลย”ใบหน้าของเสิ่นหยวนรุ่ยพลันซีดเผือดลงในทันใดเขาชักมือกลับ พลางโบกมือส่งสัญญาณให้ชายชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ไปพาตัวไอ้เด็กเสิ่นฮ่าวนั่นออกมา”พูดจบ สายตาก็ปรายมองไปยังครอบครัวนั้นวูบหนึ่ง “ให้เวลาพวกมึงห้าวัน ถ้ากูยังไม่เห็นเงิน กูจะมาตามคิดบัญชีกับพวกมึง คิดจะแอบซ่อนตัวไปก็ไร้ประโยชน์ กูรู้ที่อยู่ของพวกมึงหมดแล้ว”ชายชุดดำสองคนเดินเข้าไปในห้องแล้วประคองตัวเสิ่นฮ่าวที่หมดสติออกมา ยามกลุ่มของพวกเขาเดินลับหายไป เสิ่นหยวนรุ่ยก็แทบจะทรงตัวยืนไว้ไม่ไหว ขาพับเสียจนเกือบจะล้มลงคนกลุ่มนี้ เป็นใครมาจากไหนกันแน่!ถึงขั้นรู้ที่อยู่ของพวกเขาทั้งหมด!“ไอ้เวรเอ๊ย ไอ้เด็กห่านั่น มันไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าเงินสองล้านห้าแสนนั่นเป็นเงินกู้ยืมมา!”หลิวอวิ๋นเซียงโมโหแทบเ
“พี่เสิ่นฮ่าว พี่เป็นอะไรไปคะ?”เสิ่นฉิงแกล้งทำเป็นก้าวเข้ามาถามไถ่อยู่ข้างกายเขา ด้วยท่าทางห่วงใยอันแสนจอมปลอม ส่วนหลิวอวิ๋นเซียงเมื่อเห็นภาพนี้ ก็หันไปสบตากับสามี “เด็กคนนี้ แค่ดื่มไปแก้วเดียวทำไมถึงเมาได้ล่ะเนี่ย? เสี่ยวฉิง พยุงพี่เขาไปพักผ่อนห้องข้าง ๆ สิ”“ค่ะ” เสิ่นฉิงประคองเสิ่นฮ่าวลุกขึ้นยืน เดิมทีเสิ่นฮ่าวคิดจะผลักออก ทว่าทั่วทั้งร่างกลับไร้เรี่ยวแรง แม้แต่ยืนยังทำไม่ได้เมื่อเห็นเสิ่นฉิงพยุงตัวเขาไว้ไม่ไหว เสิ่นหยวนรุ่ยจึงต้องออกโรงเอง พลางเข้าไปช่วยหิ้วปีกพยุงเสิ่นฮ่าวไปยังห้องพักผ่อนที่อยู่ติดกันยามนี้ป้าจางกำลังพูดเอ่ยปลอบลูกสาวในอ้อมอก “เฉียวเฉียวเด็กดี ไปเที่ยวเล่นห้องข้าง ๆ กับพี่เสิ่นฉิงของหนูดีไหมลูก?”ลูกสาวของเธอเกิดมาพร้อมกับภาวะความผิดปกติทางจิตจากโรคลมชัก สติปัญญาเทียบเท่าเด็กเล็ก ส่งผลให้ตลอดชีวิตนี้ไม่เคยได้เล่าเรียนหนังสือ แม้แต่การแต่งงานก็ยังนับเป็นเรื่องเพ้อฝันเพราะผู้คนที่รู้จักครอบครัวของป้าจางต่างก็ทราบถึงสภาพของลูกสาวเธอดี พวกเขาลองไหว้วานคนอื่นให้ช่วยหาครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นโรคทางจิตเหมือนกันแล้ว ทว่าไม่ฝั่งฐานะยากจนเกินไปจนไม่ได้ประโยชน์อะไร
ยามที่เสิ่นฮ่าวเดินเข้ามาในห้องส่วนตัวชั้นหนึ่งที่มีกำหนดราคาขั้นต่ำ ครอบครัวของลุงใหญ่และสองแม่ลูกป้าจางก็ร่วมโต๊ะนั่งรออยู่ก่อนแล้วหลิวอวิ๋นเซียงส่งสายตาไปทางเสิ่นฉิง เสิ่นฉิงจึงแย้มยิ้มพลางลุกขึ้นก้าวเข้าไปต้อนรับเสิ่นฮ่าว “พี่เสิ่นฮ่าว มาแล้วเหรอคะ! พวกเรานั่งรอพี่ตั้งนานแน่ะ!”เธอเข้าออดอ้อนควงแขนเสิ่นฮ่าวให้เดินไปนั่งยังเก้าอี้หลังจากเสิ่นฮ่าวทอดตัวลงนั่ง สายตาของเขาก็เหลือบมองหญิงสาวที่นั่งข้างกายป้าจาง หญิงคนนั้นสวมชุดกระโปรงลายดอกที่ไม่ค่อยพอดีตัว เธอนั่งเอานิ้วเกี่ยวประสานกันอย่างประหม่าเกร็ง ทั้งยังก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตากับเขาตรง ๆ ส่วนลึกในดวงตาของเสิ่นฮ่าวฉายรังสีความรังเกียจออกมาวูบหนึ่งโดยยากจะสังเกตเห็นเขาเกลียดการถูกคลุมถุงชนแต่งงานที่สุด“เสี่ยวฮ่าว นี่คือหูเฉียว ลูกสาวของป้าจาง อายุเท่าเราเลย ยังจำป้าจางได้ไหม? ตอนเด็ก ๆ พ่อของเราเคยพาเราไปเที่ยวเล่นที่บ้านด้วยนะ!” เสิ่นหยวนรุ่ยยกมือขึ้นแตะบ่าเขา พลางเอ่ยกลั้วหัวเราะป้าจางโบกมือ “ผ่านไปตั้งหลายปีขนาดนี้ เสี่ยวฮ่าวคงจำไม่ได้แล้วล่ะมั้ง” ขณะพูด เธอก็มองเสิ่นฮ่าวไปด้วย “แต่เสี่ยวฮ่าวหน้าตาเหมือนแม่ของเขาจริง






