เข้าสู่ระบบพอดีกับที่มหาวิทยาลัยของซีซืออยู่ไม่ไกลจากสถาบันวิจัย การเดินทางก็แค่นั่งรถไฟใต้ดินไม่กี่สถานีไป ๆ มา ๆ เสิ่นชูและซีซือจึงเกิดความรู้สึกนับถือและถูกชะตากันและเธอก็พอจะรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายอยู่บ้างทะเบียนบ้านของซีซืออยู่ที่เมืองเจียงเฉิง คุณปู่และคุณพ่อของเธอเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง ส่วนคุณแม่เดิมทีเป็นทนายความ ภายหลังยอมละทิ้งอาชีพการงานเพื่อกลับมาดูแลครอบครัว ฐานะทางบ้านของเธอไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้าแต่ก็มั่งคั่งพอตัว พ่อแม่ทุกคนต่างก็รักและเอ็นดูเธอดังนั้น พอเธอบอกว่าอยากเรียนศิลปะ พ่อแม่จึงส่งเสียเธอให้บินมาเรียนด้านศิลปะที่ตัวเองชื่นชอบในต่างแดน และเพื่อไม่ให้เป็นภาระของทางบ้าน ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในต่างประเทศ เธอจึงอาศัยการทำงานพาร์ตไทม์หาเงินด้วยตัวเองมาโดยตลอดคงเป็นเพราะมองเห็นเงาของตัวเองในอดีตบนตัวเธอ เสิ่นชูและเธอจึงมีหัวข้อพูดคุยที่ตรงกัน ทั้งยังเกิดความรู้สึกสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานานจนเสียดายที่เจอกันช้าไปฉีเวินเหยียนกำลังนั่งเปิดโน้ตบุ๊กวิดีโอคอลกับถังจวิ้นอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขก พอถังจวิ้นรายงานกิจการช่วงนี้ของบริษัทเสร็จ เสิ่นชูก็เพิ่งเดินทา
ฮั่วจินเฉินเพิ่งเลิกจากการประชุมเช้าตรงโถงทางเดิน สายวิดีโอคอลแอปเด้งเตือนขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ แน่นอนว่าต้องเป็นเสิ่นชูเขาหยุดก้าวเดิน ถอยไปยืนตรงหน้าต่างกระจกใสบานสูงกว้างจรดพื้นก่อนจะกดรับสาย เพียงแต่หันกล้องออกไปมองทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่างเขาไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเสิ่นชูที่อยู่ในหน้าจอชะงักไปนิด “ฮั่วจินเฉิน คุณไม่ได้คิดสั้นจะกระโดดตึกหรอกใช่ไหม?”ฮั่วจินเฉินสลับกล้องกลับมา พลางแกล้งทำสีหน้าขรึมลุ่มลึก “คุณหนูฉียังแคร์ความเป็นความตายของผมด้วยเหรอ ต่อให้ผมกระโดดลงไปจริง ๆ คุณก็คงไม่เสียใจหรอก”“โกรธเหรอคะ?”เสิ่นชูจ้องมองกรอบหน้าที่เกร็งแน่นของเขาในกล้อง อดไม่ได้ที่จะตาหยีหัวเราะออกมา นิ้วมือแตะเบา ๆ บนหน้าจอ “ค่ะ ฉันยอมรับว่าเรื่องที่ฉันตั้งครรภ์แล้วปิดบังคุณไว้มันเป็นความผิดของฉันเอง แต่ใครใช้ให้คุณพูดจาไม่เข้าหู ขอหย่ากับฉัน แถมยังบอกว่าจะไม่เสียใจทีหลังกันล่ะ”“คุณก็รู้นี่ว่านั่นมัน...”“มันก็เพื่อไม่ให้ฉันต้องถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย แต่พอเกิดเรื่องขึ้น คุณกลับไม่บอกอะไรฉันเลย สักคำก็ไม่พูดแล้วขอหย่า แถมยังต้องมาให้ฉันคอยเข้าใจคุณอีก” เสิ่นชูยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห ลุกขึ้นนั่
หลังจากเซ็นสัญญาเรียบร้อย เราทั้งสองคนก็นั่งรถแท็กซี่ออกจากบ้านพักตากอากาศระหว่างทาง เสิ่นชูหันไปมองฉีเวินเหยียนด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พี่คะ นึกว่าพี่จะตื๊อจี้ถามไม่เลิกเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะเปลี่ยนใจไวขนาดนี้ คงไม่ใช่เพราะเห็นเจ้าของบ้านเขาสวย ถูกใจเข้าให้แล้วหรอกนะคะ?”ฉีเวินเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้มีท่าทีโกรธจริงจัง “เลอะเทอะใหญ่แล้ว”“แล้วทำไมอยู่ ๆ พี่ถึงเปลี่ยนใจล่ะคะ?”เขากอดอก สีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนสี “หล่อนรู้ว่าเธอตั้งครรภ์ แถมยังเตือนเรื่องทาสีด้วยตัวเอง วัดจากจุดนี้อย่างน้อยหล่อนก็ไม่ใช่คนใจดำไร้ศีลธรรม”นั่นก็จริงเจ้าของบ้านทั่วไป คงไม่มีใครใส่ใจสังเกตรายละเอียดสภาพร่างกายของผู้เช่าขนาดนี้ต่อให้บางคนรู้ ก็คงปกปิดปัญหาบางอย่างของบ้านเช่าไว้ เพราะเดิมทีการเช่าบ้านก็เป็นเพียงเรื่องของผลประโยชน์ สนใจแค่ว่าจะปล่อยเช่าบ้านได้หรือไม่ ไม่ได้แคร์ว่าบ้านจะมีอันตรายซ่อนเร้นต่อผู้เช่าหรือเปล่าเสิ่นชูยิ้มแย้มอย่างมีเลศนัย “ทีนี้เชื่อสายตาฉันหรือยังล่ะคะ แต่ฉันก็คิดไม่ถึงเหมือนกันนะว่า คุณซีเจ้าของบ้านนอกจากจะสวยและจิตใจดีแล้ว ยังเป็นศิลปินอีกด้วย เพียงแต่ไม่รู้ว
“ถ้าพวกคุณพอใจล่ะก็ หลังเซ็นสัญญาแล้วฉันสามารถย้ายออกจากบ้านให้ได้ทันที พวกคุณย้ายเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้เลยค่ะ” ความกระตือรือร้นของเธอแฝงไว้ด้วยความเร่งร้อนอยู่บ้าง เสิ่นชูดูออกว่าอีกฝ่ายอยากปล่อยเช่าบ้านหลังนี้ใจจะขาดจริง ๆเพียงแต่ว่า...เสิ่นชูเอ่ยถาม “ในเมื่อคุณยังติดหนี้อยู่ แล้วถ้าคุณปล่อยบ้านให้พวกเราเช่า คุณจะไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ?”ตามหลักเหตุผลแล้ว คนที่มีปัญหาทางการเงินย่อมต้องคำนึงถึงเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นหลัก การเอาบ้านออกมาให้เช่า อย่างน้อยตัวเธอก็ต้องมีที่ซุกหัวนอนจริงไหม?เรื่องพวกนี้ไม่ว่ายังไงก็ต้องถามไถ่ให้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจุกจิกที่อาจตามมาในภายหลัง“ฉันย้ายไปอยู่หอพักก็พอแล้วค่ะ หอพักฟรีด้วย อีกอย่างฉันดูจากเงื่อนไขการเช่าของพวกคุณแล้วก็ไม่ได้กะจะอยู่อาศัยยาว ถือโอกาสใช้โอกาสนี้หาเงินไปชำระหนี้สินให้หมดพอดี วางใจได้เลยนะคะ ถึงเวลาฉันก็จะไม่หาเหตุผลซี้ซั้วมายึดเงินประกันของพวกคุณหรอก อยู่ต่างแดนไกลบ้าน เราก็ถือว่าเป็นคนบ้านเดียวกันแล้ว”เจ้าของบ้านสาวมีความคิดความอ่านชัดเจน ทั้งยังเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย เสิ่นชูเริ่มใจอ่อนเข้าจริง ๆ แล้วค่า
“ไม่ ไม่ว่าจะยังไง แก แกก็ต้องไปพาตัวเธอกลับมาให้แม่ให้ได้นะ!”แม้การพูดจาของหลี่ม่านยวี่จะยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าดีกว่าหลายวันก่อนมากแล้วฮั่วจินเฉินพลันเลิกเปลือกตาขึ้นจ้องมองหลี่ม่านยวี่ความร้อนใจในดวงตาของเธอนั้นเป็นเรื่องจริงการเปลี่ยนแปลงนี้ทำเอาแม้แต่ตัวเขายังต้องประหลาดใจฮั่วจินเฉินเอ่ยหยอกเย้าครึ่งหนึ่ง “เมื่อก่อนคุณแม่ไม่ได้ไม่ชอบเธอหรอกเหรอครับ ตอนนี้ทำไมถึงรีบร้อนอยากพบเธอขนาดนี้ล่ะ?”หลี่ม่านยวี่สะอึกไป พลางลดสายตาก้มลงกะทันหัน “แก แกไม่เข้าใจหรอก ตอนที่ฉันสลบไปฉันฝันไปเรื่องหนึ่ง ในฝันมีเด็กคนหนึ่งบอกฉันว่า แม่ของเขาชื่อ ชื่อเสิ่นชู นั่นต้องเป็นหลานชายของฉันแน่ ๆ!”ฮั่วจินเฉินได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป“ม่านยวี่ นั่นมันก็แค่ความฝันเท่านั้นแหละ” ฮั่วเฉิงเยี่ยเอ่ยปลอบเสียงเบาแววตาของหลี่ม่านยวี่ฉายฉายแววความผิดหวังวูบหนึ่งราวกับว่าเธอได้ยึดเอาความฝันนั้นมาเป็นความจริงไปแล้วความเสียใจเช่นนั้น...“แต่ แต่ว่า เด็กคนนั้นเขา...” หลี่ม่านยวี่ขอบตาแดงช้ำ เด็กในความฝันคนนั้นเธอจำเค้าหน้าไม่ได้แล้ว ทว่าการมีอยู่ของเขานั้นเหมือนจริงสำหรับเธอเหลือเกินเธอถึงขั้
ตอนที่พนักงานบริการนำอาหารมาเสิร์ฟ เสิ่นชูยังคงติดต่อกับเจ้าของบ้านผ่านเว็บไซต์เพื่อนัดเวลาเข้าชมบ้านพักตากอากาศไม่นานนัก อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาทางออนไลน์ว่า เช้าวันพรุ่งนี้ถ้าดูบ้านแล้วถูกใจก็สามารถเซ็นสัญญาได้เลย ค่าเช่าเดือนละหนึ่งพันเก้าร้อยดอลลาร์สหรัฐเธอยื่นโทรศัพท์มือถือให้ฉีเวินเหยียนดูฉีเวินเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ตกลงเซ็นสัญญาง่ายดายขนาดนี้ บ้านหลังนั้นคงไม่ได้มีปัญหาอะไรแอบแฝงอยู่หรอกนะ?”เสิ่นชูชะงักไปนิด ก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือ นำช้อนส้อมขึ้นมาคลุกพาสต้า “คงไม่หรอกมั้งคะ”“หาหลังใหม่ดีกว่าไหม?”“แต่ว่าฉันชอบรูปแบบบ้านของเขามาก ๆ เลยนี่คะ” เสิ่นชูก้มหน้า คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ลองไปดูก่อนแล้วกันค่ะ ถ้ามีปัญหาขึ้นมาจริง ๆ ค่อยพิจารณาอีกหลังก็ยังไม่สาย”“โอเค เอาตามที่เธอว่า”…ฮั่วจินเฉินกับโจวอวี้กำลังนั่งดูการแข่งขันอยู่ที่สนามแข่งรถทว่าตลอดการแข่งขัน เขากลับดูไร้ความสนใจ ราวกับมาเป็นเพื่อนโจวอวี้เท่านั้น“ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ นายก็เอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่สภาพนี้ตลอด ฉันขอบอกนะ ถ้านายอยากตามหาเมีย ทำไมไม่ซื้อตั๋วเครื่องบินบินตามไปประเ







