LOGINเสียงพระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุลดังผ่านเครื่องขยายเสียงของทางวัด ทำให้แขกเหรื่อที่มาร่วมงานรู้โดยอัตโนมัติว่า ร่างอันไร้วิญญาณในศาลาใดกำลังจะถูกฌาปนกิจ ณ เวลา 16:00 น. ของวันนี้ เนื่องจากวัดในสมัยใหม่นิยมสร้างศาลาสวดศพให้อยู่รายรอบเมรุ เพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนย้ายร่างไร้วิญญาณขึ้นสู่สถานที่อันจะทำให้ร่างนั้นกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างแท้จริง
ดังนั้นการตั้งศพเพื่อสวดพระอภิธรรมจึงอาจมีมากกว่าหนึ่งร่างในแต่ละค่ำคืน ทว่าจะมีเพียงร่างเดียวเท่านั้นที่จะทำการฌาปนกิจในแต่ละวัน เพราะพิธีการแต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลาและต้องทำให้ถูกต้อง กว่าจะส่งร่างนั้นไปสู่เส้นทางอันสุคติได้สำเร็จ ย่อมกินเวลาตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงค่อนดึก
ผ้าลูกไม้สีขาวผืนบางคลุมทับโลงไม้ไว้อีกชั้นนั้น เพื่อให้ลวดลายอ่อนหวานช่วยลดทอนความโศกเศร้าจากผู้พบเห็น และเพื่อแสดงออกว่าผู้วายชนม์เดินทางไปสู่สถานที่ที่มีความสุขแล้ว ทว่าเมื่อมาอยู่รวมกับดอกไม้ช่อยาวสีขาวที่นำมาประดับโดยรอบแล้วนั้น กลิ่นหอมจัดจนฉุนกลับทำให้บรรยากาศอวมงคลเด่นชัดมากขึ้น เพราะนั่นคือ ‘ซ่อนกลิ่น’ ดอกไม้ที่ใช้ซ่อนร่างไร้วิญญาณ
ท่วงทำนองจากเครื่องดนตรีไทยบรรเลงเพลงโศกคลอไปกับเสียงบทสวดภาษาบาลีที่คุ้นเคย เพราะได้ฟังมามากหนเมื่อครั้งเคยมาร่วมแสดงความเสียใจแก่ญาติพี่น้องของผู้วายชนม์ ทว่าในครั้งนี้เมื่อเธออยู่ในสถานะนั้นเสียเอง จึงไม่อาจเก็บกลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้ได้
น้ำตาที่พยายามฝืนกลั้นเอาไว้ปิ่มจะไหลลงมาเสียให้ได้ แต่ก็จำต้องสะกดไว้เพราะไม่อยากให้คนที่จากไปเป็นห่วง เพราะสิ่งสุดท้ายที่เธอจะทำให้แม่ได้ก็คือ ‘ต้องเข้มแข็ง’
ดวงตาบอบช้ำมีวาวน้ำตาฉ่ำชื้นอยู่ตลอดเวลาทอดมองไปยังโลงไม้ที่ตั้งสงบนิ่งอยู่บนตั่งด้านในศาลา ดั่งจะบอกกับคนที่นอนนิ่งอยู่ในนั้นว่าเธอคิดถึงเหลือเกิน
‘จันทร์...อย่าเสียใจให้นานนักนะลูก ทุกคนต้องตายทั้งนั้น ไม่ใช่แค่แม่หรอก หนูต้องอยู่ให้ได้ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี จะทำอะไรก็ให้คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน แล้วสิ่งที่หนูตัดสินใจก็จะดีที่สุด’
น้ำตาท่วมท้นเมื่อช้อนมองใบหน้าสวยงามของผู้เป็นแม่ที่ปรากฏอยู่ในกรอบรูปหน้าศพ รอยยิ้มพิมพ์ใจนั้นแม่มีให้เธอเสมอมา เธอรู้และเข้าใจในสิ่งที่แม่บอกว่าทุกคนล้วนต้องตาย แค่ช้าหรือเร็วกว่ากันเท่านั้น เพียงแต่เธออยากให้แม่อยู่ได้นานกว่านี้ อย่างน้อยก็ให้เธอได้มีงานทำเสียก่อน ให้เธอได้เลี้ยงดูตอบแทนบุญคุณของแม่บ้าง ไม่ใช่เพียงเธอเรียนจบแม่ก็จากไป
“เสร็จหรือยังล่ะจันทร์ พระท่านสวดเสร็จแล้วนะ”
พรบุหลัน กัษษากร ตื่นจากภวังค์ หันมองรอบกายแล้วก็พบว่าพระท่านสวดเสร็จแล้วจริงๆ และเมื่อหันมาพบกับสายตาเอื้ออารีของคนข้างๆ ก็ฝืนหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไม่ได้ แต่เจ้าตัวก็รีบปาดทิ้งเสียเร็วไว ก่อนจะส่งรอยยิ้มเนือยๆ พร้อมตอบคำถามนั้น
“ค่ะพี่กร เสร็จแล้วค่ะ”
พรบุหลันเลื่อนถาดใส่ดอกไม้ธูปเทียนพร้อมทั้งพุ่มเครื่องไทยธรรมมาตรงหน้าเพื่อเตรียมส่งมอบให้ ภากร เพื่อนบ้านที่มีอาชีพเป็นคุณครูในโรงเรียนประถมใกล้บ้าน ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกับที่แม่ของเธอสอนอยู่ และก็ได้ภากรนี่ละที่ช่วยจัดการทุกอย่างให้เมื่อแม่ตาย ตั้งแต่พาแม่ออกจากโรงพยาบาลมาที่วัด ดูแลประสานงานกับทางวัด ทั้งการสวดพระอภิธรรม ตลอดจนถึงงานฌาปนกิจในวันนี้ เพราะเธอเองไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีก ชีวิตนี้มีแต่แม่เท่านั้นที่เป็นญาติสนิทเพียงคนเดียว ทั้งคนมาร่วมงานก็เป็นเพื่อนบ้านที่มีน้ำใจคอยช่วยกันดูแลยามเจ็บป่วย คุณครู และนักเรียนที่แม่เคยสอนมา
“จันทร์ เข้มแข็งนะ จันทร์ต้องส่งแม่ให้ถึงฝั่ง”
“ค่ะพี่กร จันทร์จะทำให้ดีที่สุด”
ภากรมองตามร่างงามระหงที่เดินถือถาดดอกไม้ธูปเทียนไปให้แขกที่มาร่วมงานได้ ‘จบของ’ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์ เห็นใบหน้าของหญิงสาวที่พยายามเก็บกลั้นน้ำตาไว้อย่างที่สุดแล้วทำให้ภากรสงสารเธอจับใจ เพราะความรู้สึกยามขาดร่มโพธิ์ร่มไทรนั้นเขาผ่านมาแล้ว แต่เขายังดีที่มีญาติพี่น้องอยู่รายล้อม ขณะที่พรบุหลันไม่มีใครเลย
เขารู้เพียงว่า ครูรัชนีกร แม่ของเธอก็เป็นคนในหมู่บ้านนี้เช่นกัน แต่ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังรุ่นสาว ญาติพี่น้องที่มีอยู่ก็ทยอยตายจาก หรือไม่ก็ย้ายไปตั้งรกรากที่อื่น ดังนั้นคนที่จะนับได้ว่าเป็นญาติสนิทกันจริงๆ และอยู่ในละแวกใกล้จึงไม่มีเลย
และเมื่อครูรัชนีกรขอย้ายกลับมาสอนที่โรงเรียนในบ้านเกิด เธอก็มีลูกสาวที่ชื่อว่าพรบุหลันกลับมาด้วย เนื่องจากบ้านของเขาและบ้านของครูรัชนีกรอยู่ติดกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลจึงไม่ต่างจากญาติพี่น้อง และทั้งหมดที่เขาทำลงไปนั้นเขาก็เต็มใจ และก็หวังอย่างที่สุดว่า สักวันหนึ่งพรบุหลันจะมองเห็นหัวใจของเขาบ้าง
.
.
เสียงเครื่องดนตรีไทยบรรเลงท่วงทำนองแสนเศร้า ดังชัดเจนออกมาจากเครื่องขยายเสียงของทางวัด จนแทรกเข้ามาภายในรถยุโรปคันหรูที่จอดนิ่งอยู่นอกศาลา แต่คนที่นั่งนิ่งตีสีหน้าเรียบเฉยอยู่นี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะก้าวลงไป
่ดวงตาคมเข้มมองตรงไปข้างหน้าเพื่อมองภาพบรรยากาศของงาน ‘ขาว-ดำ’ แม้เขาจะไม่เคยไปงานศพใครในเมืองไทยมาก่อน แต่เท่าที่มองดูก็เห็นความหดหู่และเศร้าใจไม่ต่างจากงานฝังศพของญาติทางฝ่ายบิดาที่อังกฤษสักเท่าไร และที่ต้องมาในวันนี้ก็เพราะคำร้องขอของแม่
‘ไปอโหสิกรรมให้เขานะลูก จะได้ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก’
“ตรงไหนก็ได้ครับ แล้วแต่จันทร์จะกรุณา ผมนอนที่โซฟานั่นก็ได้ ผมสัญญาว่าจะไม่ล่วงเกินจันทร์เด็ดขาด” “งั้นขอจันทร์พูดอะไรหน่อยนะคะ” แค่เธอพูด ความกระตือรือร้นในสีหน้าของเขาก็หายวับ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนเธอต้องพูดต่อ “จันทร์พูดนิดเดียวค่ะ ไม่นาน” และเมื่อเขาพยักหน้าหล่อเหลาที่โกนหนวดเคราเรียบร้อยเพราะกลัวจะระคายเคืองผิวลูก พรบุหลันก็เอี้ยวตัวไปหยิบกล่องสังกะสีลวดลายดอกไม้มาส่งให้เขา “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม่ไม่เคยลืมคุณไม้เลยค่ะ ในกล่องนั่นมีจดหมายที่แม่เขียนถึงคุณไม้ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา แต่ไม่เคยส่งสักฉบับ จันทร์ยังไม่ได้อ่านนะคะ แต่คิดว่าคุณไม้น่าจะอยากอ่าน” อารัญเม้มริมฝีปากแน่น จ้องมองกล่องสังกะสีใบเก่าเพราะถูกเก็บมาแสนนาน เขารู้แล้วว่ารัชนีกรไม่เคยลืมเขา เพราะทุกอย่างสะท้อนออกมาเป็นพรบุหลัน ทุกความรักและความปรารถนาดีที่รัชนีกรมีต่อเขาหลอมรวมเป็นเธอคนนี้ พรบุหลันเป็นของขวัญที่รัชนีกรมอบให้เขาอย่างแท้จริง “ผมคงไม่อ่าน เพราะผมรู้ทุกอย่างที่เดือนอยากจะบอกแล้ว เรื่องที่ผ่านมาจะเป็นความทรงจำที่มีค่า”
“อุ๊ย!” อาการเสียดลึกตามมาด้วยความเจ็บหน่วงที่จุดนั้น ทำให้พรบุหลันตกใจจนบีบมืออารัญแน่น “จันทร์ ลูกดิ้นเหรอ ลูกครับ อย่าดิ้นแรงนักสิครับ คุณแม่เจ็บนะครับ” “คุณไม้คะ ลูก...อื๊อ...คุณไม้” “ครับจันทร์ จันทร์...จันทร์เป็นอะไร” สีหน้าที่บ่งบอกว่าเจ็บของพรบุหลันทำให้อารัญตกใจ “ลูก... จันทร์ว่า...จันทร์ว่าลูกจะออกแล้วค่ะคุณไม้” “ฮะ! ลูกจะออก!” แล้วความโกลาหลก็เกิดขึ้นบนดอย เมื่อเฮลิคอปเตอร์ของโรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่งของเมืองไทยบินลง ณ ลานกว้างหน้าโรงเรียนอย่างฉุกเฉิน เพื่อนำครูจันทร์ของเด็กๆ ไปผ่าคลอดโดยด่วน เพราะแพทย์ที่ประจำการบนเครื่องวินิจฉัยแล้วว่าพรบุหลันไม่อาจคลอดเองได้ “คุณไม้คะ จันทร์กลัว” “ไม่ต้องกลัวนะ ผมจะอยู่กับจันทร์ตลอดเวลา ไม่ต้องกลัว ผมไม่ทิ้งจันทร์กับลูกไปไหนแน่” ความเจ็บที่ค่อยๆ ถี่ขึ้นทำให้พรบุหลันหวาดหวั่นไปทุกอย่าง แต่เพราะมีอารัญอยู่เคียงข้าง คอยกระชับฝ่ามือของเธอตลอดการเดินทาง พรบุหลันจึงยิ้มทั้งน้ำตา เพราะนี่เป็นบททดสอบอีกหนึ่งอย่างที่จะพิสูจน์ว่า
“แหะๆ ผมก็แค่ถาม เผื่อคุณอยากได้เพื่อนคุย เพื่อนคลายเหงา เอ่อ...ผมหมายถึงเพื่อนที่จะ...จะอะไรดีน้า อ้อ...เพื่อนปรับทุกข์น่ะครับ” “ถ้าฉันอยากถ่ายทุกข์จะไปห้องน้ำ คงไม่ต้องรบกวนคุณ” “อ้าว...คุณเกดเดี๋ยวสิครับ คุณเกด ต้องอย่างนี้สิถึงจะเร้าใจ ห้าวๆ ทอมบอยแบบเนี้ยไม่หลุดออกจากป่าไปที่ออฟฟิศสักคน ถึงว่าต้องมาหาถึงบนดอย หึๆ” กายขำความคิดของตัวเอง แต่ก็ตัดสินใจกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามเกศราไป รู้ว่าเธอไม่ชอบขี้หน้าเขาสักเท่าไร แต่เขาชอบเธอ และเขาจะทำให้เธอลืมผู้ชายดำๆ แบบภากรมาชอบผู้ชายขาวๆ แบบเขาให้ได้ .. ครบหนึ่งเดือนแล้วที่อารัญใช้ชีวิตอยู่กับพรบุหลันที่หมู่บ้านชาวเขา เขาต้องเรียนรู้ทุกอย่างที่พรบุหลันเคยใช้ชีวิตตลอดหกเดือนที่นี่ สวมเสื้อผ้าแบบชายปกาเกอะญอ เรียนรู้การไปตักน้ำจากบ่อรวมของหมู่บ้านมาใส่ตุ่มเพื่อไว้ใช้ในครัวเรือน หัดล้างจาน และกินอาหารในแบบวิถีของชาวบ้าน คนปกาเกอะญอกินอะไร อารัญก็ต้องกินได้ จะมากินเป็นแต่ยำปลากระป๋องหรือไข่อยู่ไม่ได้ อีกทั้งงานหลักของเขาก็คือ การสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆ ในช่วงเช้า พอช่วงบ่ายก็ต้องไปช่วย
เอ็ดเวิร์ดประคองคุณอรัญญาที่ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหยาดน้ำตาเพราะแอบดูอารัญกับพรบุหลันอยู่นานแล้ว คุณอรัญญาสงสารลูกเหลือเกิน ทว่าทั้งเธอและสามีก็ได้เห็นลูกชายในอีกมุมทำให้เธอต้องยิ้มทั้งน้ำตา เมื่ออารัญคนเดิมที่อ่อนโยนกลับมาแล้ว “เราไปนอนกันเถอะที่รัก ไปคิดหาของรับขวัญหลานกันดีกว่า” เอ็ดเวิร์ดพูดพลางประคองภรรยาออกไป ปล่อยให้หนุ่มสาวอีกสองคู่ยังยืนนิ่งมองตรงไปที่ระเบียงบ้าน คู่หนึ่งนั้นคือภากรกับจีน่า ส่วนอีกคู่คือกายกับเกศรา จีน่าเลี่ยงเดินออกมาให้พ้นจากภาพบาดหัวใจ แม้จะยอมรับและช่วยทำให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี แต่เมื่อต้องมองดูคนที่เธอรักมอบความรักจนหมดหัวใจให้ผู้หญิงอื่น สุดท้ายความเจ็บก็มาเยือนจนได้ “ขอบคุณมากนะครับ” “ขอบคุณเรื่องอะไรคะ” จีน่าถาม แต่ไม่หันกลับไปมอง เพราะเธอไม่มีอารมณ์จะมองหน้าใครในเวลานี้ “ขอบคุณที่ทำให้จันทร์กับคุณอารัญเข้าใจกันได้” “ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ เรื่องที่เขาจะเข้าใจกันมั้ยนั้นก็เป็นเรื่องของเขาสองคนค่ะ ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันก็แค่ทำเพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้นแหละ เดี๋ยวจะหาว่ารู้แล้วแต่ไม่ทำอ
“ผมพยายามหนีหัวใจตัวเอง พยายามย้ำเตือนว่าสิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดนั้นก็เพราะความแค้น พยายามหลอกตัวเองว่าผมไม่ได้รักจันทร์ ตั้งแต่จันทร์ไม่อยู่ ผมไม่เคยกลับไปที่เพนต์เฮาส์อีกเลย ไม่เคยไปล่องเรือ เพราะผมกลัว กลัวว่าความคิดถึง ความโหยหาเนื้อตัวนุ่มๆ นี้ กลิ่นหอมจากร่างกายนี้ จะทำให้ผมต้องตายทั้งเป็นอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ตั้งแต่จันทร์จากไปผมก็ตายไปแล้วทั้งหัวใจ ยกโทษให้ผมนะจันทร์ กลับไปกับผมนะ กลับไปอยู่ด้วยกัน” “จันทร์ยกโทษให้ค่ะ” “จริงนะจันทร์ จันทร์ยกโทษให้ผมแล้วจริงๆ นะ ผมดีใจที่สุด ลูกครับ แม่ยกโทษให้พ่อแล้ว” อารัญจูบหน้าท้องพรบุหลันและซุกซบลงไปด้วยความดีใจ ทว่าคำพูดต่อมาของพรบุหลันกลับทำให้เขาชะงัก “จันทร์ว่าอะไรนะ!” “จันทร์บอกว่าจันทร์ยกโทษให้คุณค่ะ แต่จันทร์จะไม่กลับไป” “ทำไมล่ะจันทร์ ไม่เป็นไร ถ้าจันทร์อยากอยู่ที่นี่ ผมก็จะอยู่ด้วย ที่ไหนมีจันทร์มีลูก ผมอยู่ได้ทั้งนั้น” อารัญพูดด้วยความกระตือรือร้นจนพรบุหลันอยากจะร้องไห้โฮออกมาให้สุดเสียง ผู้ชายตัวใหญ่และหล่อราวกับเทพบุตรมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ ใบหน้า
และก่อนที่ภากรจะมารับตำแหน่งครูใหญ่ที่นี่เมื่อสองเดือนก่อน เขาได้มีโอกาสไปพบและบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณอรัญญาฟังแล้ว แผนการทุกอย่างจึงดำเนินไป แต่ต้องรอเวลาที่เหมาะสมเพราะตอนนั้นพรบุหลันอารมณ์ไม่ปกติเลย ทั้งยังแพ้ท้องหนัก คุณอรัญญาเองก็ร้อนใจอยากจะมาอธิบายเรื่องทั้งหมดให้พรบุหลันฟัง แต่ติดตรงที่สภาพอารมณ์แปรปรวนของคนท้องอาจทำให้พรบุหลันไม่รับฟังและหนีไปอีก คุณอรัญญาจึงปรึกษากับเอ็ดเวิร์ด และรอคอยจนกว่าพรบุหลันจะพร้อมมากกว่านี้ ทั้งที่ท่านอยากมาดูแลพรบุหลันใจจะขาด และทริปนี้ก็ได้เอ็ดเวิร์ดออกหน้า เพราะคนที่จะทำให้อารัญมาที่นี่ได้คงมีเพียงพ่อของเขาเท่านั้น “จันทร์รู้อย่างนี้แล้ว จันทร์ยังจะปฏิเสธคุณอารัญอีกเหรอ” เกศราเอ่ยถามเมื่อภากรบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดจบลง “จันทร์ไม่รู้อ้ะเกด จันทร์... จันทร์คิดอะไรไม่ออก” ภากรกับเกศรามองหน้ากันแล้วยิ้ม เพราะพรบุหลันในเวลานี้ทำสีหน้าเง้างอนแต่สับสน ไม่ต่างจากเด็กสาวที่เลือกทางเดินไม่ถูกว่าจะไปซ้ายหรือขวาดี ภากรจึงเลือกเส้นทางให้พรบุหลันเอง “จันทร์ ลูกของจันทร์ต้องการพ่อนะ คุณพ







