LOGINไม่รู้เมื่อคืนกลับถึงบ้านตอนไหน มารู้สึกตัวตื่นอีกทีฟ้าก็สว่างแล้ว เพราะความปวดหัวและคอแห้งไอด้าจึงจำต้องลากสังขารเมาค้างแฮงค์เหล้าของตัวเองลงมาหาน้ำหาท่าดื่มดับกระหาย
ไม่เคยดื่มหนักจนเมาภาพตัดไปแบบนี้มาก่อนเลย ดีที่ลากหมอกไปด้วยเธอจึงมีคนมาส่งบ้าน มีคนแบกกลับ ถ้าไปกับเวลาสองคนไม่รู้ตอนนี้สภาพจะเป็นยังไง ยัยนั่นถึงจะอวบอัดดูแข็งแรงแบกช้างได้เป็นตัวแต่จริงๆ นางบอบบางมาก เรี่ยวแรงก็ไม่ค่อยจะมีด้วยซ้ำ
“อื้อ~ ปวดหัวชะมัด”
“กินหนักล่ะสิเมื่อคืน คราวหลังก็อย่ากินเยอะจนเมาไม่ได้สติแบบนั้นอีก ถ้าหมอกไม่ไปด้วยใครจะแบกแกกลับบ้านห๊ะ”
“เฮ้อ...” ปวดหัวก็ปวดไอ้พี่ชายคนดีของเธอยังจะมาบ่นอีก บ่นแต่เช้าเลย
ไอด้าเมินเสียงบ่นของพี่ชายเดินเข้ามาในครัวเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเปล่าออกมาหนึ่งขวดแล้วหยิบแก้วใกล้มือหมุนตัวกลับมาวางบนโต๊ะกลาง เทน้ำลงไปจนเกือบเต็มก่อนจะยกขึ้นกระดกดื่มจนหมด เทไปอีกแก้วแล้วเดินถือออกมาจากครัว
“เมื่อคืนหนูกลับกี่โมง”
เอ่ยเสียงแหบแห้งถามพี่ชายที่นั่งไขว่ห้างอ่านข่าวในไอแพดทิ้งตัวลงบนโซฟาตรงข้าม อ้าปากหาวหวอดๆ ไปด้วย
“ตีหนึ่ง หมอกแบกขึ้นห้องแทบไม่ไหว พี่ว่าแกลดน้ำหนักหน่อยเถอะขืนยังอ้วนกว่านี้จะไม่มีใครแบกแกตอนเมาแล้ว”
“พี่ซัน! ไม่รู้หรือไงว่าห้ามพูดเรื่องพวกนี้กับผู้หญิง ต่อให้หนูจะเป็นน้องสาวเขาก็ห้ามกัน”
“ทำไม ฟ้าจะผ่าเหรอถ้าพี่บอกว่าแกอ้วนอ่ะ”
“เอ๊ะ! ก็บอกว่าห้ามพูดไง”
ซันหัวเราะหึในลำคอหลังสามารถแกล้งน้องสาวให้หงุดหงิดแต่เช้าได้ ใบหน้าเซื่องซึมหงอยนอนมีไอขุ่นเคือง สองแก้มไร้สีเลือดตอนนี้แดงเรื่อขึ้นมาพอให้ดูสดใสไม่ขัดตาขึ้นมาบ้าง
เขาไม่ได้จริงจังเรื่องที่บอกให้คนตัวเล็กลดน้ำหนัก แค่อยากหยอกเล่นเท่านั้น ขืนลดอีกเธอคงจะเหลือแต่กระดูกแล้ว แค่นี้ก็ผอมแห้งจนพ่อกับแม่บ่นให้กินเยอะๆ แล้ว
“หนูไม่พูดด้วยแล้วขึ้นไปนอนต่อดีกว่า”
“แล้วไม่ไปเรียนหรือไงถึงไม่รีบเตรียมตัวอ่ะ”
“หนูไม่ใช่เด็กมัธยมแล้วนะที่ต้องไปเรียนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าอ่ะ วันนี้มีเรียนบ่ายลากยาวไปถึงมืดโน่น ค่อยตื่นตอนเที่ยงก็ได้”
ไอด้าตะโกนตอบพี่ชายที่เห็นเธอเป็นเด็กมัธยมที่ต้องตื่นเช้ามาเตรียมตัวไปเรียนตั้งแต่หกโมงตลอด เธอเรียนมหาลัยมาได้สองปีเข้าปีที่สามแล้วยังจะคิดว่าเรียนมัธยมอยู่อีก
.
.
“วันนี้เรียนไม่เข้าสมองเลย ว่าจะไปปลดปล่อยหาแรงบันดาลใจที่ไหนได้ เพิ่มภาระให้สมองหนักกว่าเดิมอีก”
เสียงบ่นดังขึ้นหลังจากสองสาวเดินออกจากห้องเรียนมาด้วยกันหลังเลิกเรียนแล้ว เวลาเงยหน้ามองเจ้าของเสียงบ่นที่ตอนนี้แทบปิดตาเดินเลยก็ว่าได้ ริมฝีปากกระจับอิ่มมีเพียงลิปมันทาบางๆ ไม่ให้ปากแห้งขยับเม้มเข้าหากันแล้วก็อ้าปากหาวอย่างไม่ห่วงลุคสวย
“คืนนี้ไปอีกไหมล่ะ หาแรงบันดาลใจอีกไง มึงก็ท่องไว้ว่าห้ามดื่มห้ามเมาห้ามหลับ สะกดจิตไว้จะได้ไม่ลืมอีก”
“เฮ้อ... ต่อให้อยากไปก็ไปไม่ได้หรอก ไม่มีคนคุมพ่อแม่กูไม่ให้ไป”
“ไม่มีคนคุม?”
“เออ เมื่อคืนที่หมอกมันยอมไปเพราะกูตกลงว่าจะไม่ไปวุ่นวายกับมันหนึ่งเดือน แต่ถ้าคืนนี้จะไปอีกกูก็ต้องบากหน้าไปขอมันอีก จากหนึ่งเดือนก็กลายเป็นสองเดือน แล้วมึงก็รู้ว่าปากกูมันอยู่นิ่งที่ไหน ไม่ได้พูดกับมันเหมือนชีวิตขาดเครื่องช่วยรับฟังไป เรื่องไร้สาระของกูจะให้พูดให้มึงฟังก็ไม่ได้ ไม่ว่างสักครั้ง”
“อ่าๆ อย่าโมโหไปเลยน่าเพื่อนรัก เพื่อนก็รู้นี่ว่ากูไม่ว่าง ว่างทีโดนลากไปโน่นมานี่ตลอดจะมาว่างฟังเรื่องของมึงได้ไง”
“เพราะแบบนี้ไงกูเลยต้องงดเจอหน้ามันก่อน ก็ไม่รู้จะทนไม่ไปวุ่นวายกับมันได้กี่วันกัน”
ไอด้าสะบัดเท้าเดินลงจากบันไดพร้อมกับถอนหายใจเสียงดังไปด้วย พอลงมาถึงหน้าตึกแสงแดดอ่อนๆ ยามเย็นที่สาดลงมาจากขอบฟ้าทำให้ต้องรีบยกมือปัดป้องหน้าเอาไว้
ตาปรือมองผ่านแสงจ้าไปเบื้องหน้า พยายามเพ่งมองโดยที่สองเท้ามันหยุดนิ่งไปแล้ว นี่เธอยังเมาค้างไม่หายเลย ไม่รู้เพราะฤทธิ์น้ำเมาที่กระดกเข้าร่างกายมันรุนแรงไป หรือเพราะนอนทั้งเช้ามาตื่นเอาตอนเที่ยงอาการเลยยังสะลึมสะลือสติไม่เต็มร้อยแบบนี้
“ด้า นั่นมันหมอกไม่ใช่เหรอ มันมาทำอะไรที่นี่”
“หมอกเหรอ?”
คนยังมองเห็นไม่ชัดหรี่ตาเพ่งตามนิ้วของเพื่อนที่ชี้บอก พอโฟกัสแน่แล้วก็เห็นว่าเจ้าของเงาดำที่เห็นเพียงเลือนรางก่อนหน้านี้เป็นเพื่อนสนิทเธอจริงๆ แล้วมันมาทำอะไรแถวนี้ จากตึกคณะแพทย์มาตึกคณะเธอต้องอ้อมภูเขาเลยนะ แล้วมันมาทำไม?
“มึงมารับกูเหรอ” ไม่มีคำตอบให้กับคำถามก็เดินเข้าไปเอาคำตอบเองเลยสิ
ไอด้าถามเสียเนือยลดมือที่ยกป้องแดดก่อนหน้าลง ทำหน้าทะเล้นใส่คนตัวสูงที่ยืนตรงหน้า
“เฮียซันให้มารับ บอกว่าติดธุระไม่ว่าง”
“อ้าว แล้วทำไมไม่โทรมาบอกกูเองอ่ะ เบอร์ก็มี ไลน์ก็แอด ไอจีก็ฟอล” ไล่เสียงยาวพร้อมกับยกมือถือในมือขึ้นดูไปด้วย แต่อนิจจามือถือเจ้ากรรมดันเปิดไม่ติดเสียนี่ สงสัยคงจะแบตหมดไม่ได้ชาร์จแน่เลย
“...”
“หึหึ แบตกูหมดอ่ะพี่ซันเลยโทรไม่ติดมั้ง แล้วมึงว่างเหรอ เลิกเรียนแล้ว?”
“อือ” ครางเสียงตอบทำหน้าระอาดันตัวขึ้นจากกระโปรงรถ หมุนกายเตรียมเดินไปฝั่งคนขับแต่เสียงแหลมแว้ดๆ ด้านหลังกลับหยุดชะงักสองเท้าไว้ก่อน
“ไม่เอาอ่ะ กูให้ยัยเวลาไปส่งก็ได้ กูไม่อยากผิดคำพูดว่าจะไม่วุ่นวายกับมึงหนึ่งเดือน มึงกลับไปก่อนเหอะ”
“อย่ากวนตีนไอด้า กูต้องกลับไปอ่านหนังสือ”
“กูก็บอกให้มึงกลับไปก่อนนี่ไง ไปสิ หรือถ้ามึงจะให้กูกลับกับมึงงั้นมึงก็ถอนคำพูดที่ว่าให้กูไม่ไปวุ่นวายกับมึงหนึ่งเดือนก่อนดิ” ดึงมือมากอดอกยกยิ้มเจ้าเล่ห์ในขณะที่อีกคนเอาแต่มองหน้าเธอนิ่งๆ
เวลากลอกตามองบนเบะปากใส่เพื่อนรักที่ดูจะเหนือกว่า ทั้งความคิดทั้งคำพูดคำจาเอาเรื่องใช้ได้ อย่างนี้หมอกก็ต้องยอมถอนคำพูดให้มันอยู่ดี ตั้งแต่รู้จักกันมาไม่เคยเห็นหมอกจะเคยขัดคำขอ คำสั่งพี่ชายเพื่อนเธอเลยสักครั้ง
“ตามใจ” เสียงนิ่งว่าให้ ก้าวเท้าเดินเร็วๆ ไปฝั่งคนขับโดยที่ไม่ได้ถอนคำพูดตัวเองแต่อย่างใด
“มึงพูดเองนะ” แต่คนหน้าด้านก็ทึกทักไปเองว่าเขานั้นถอนคำพูดแล้ว ฉีกยิ้มกว้างเริงร่ารีบวิ่งมาเปิดประตูยัดตัวเองเข้าในรถ กลัดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยก็หันกลับมาโบกมือลาเพื่อนรักด้วยใบหน้าที่สดใสต่างจากก่อนหน้า
ไอด้าหันมองคนตัวโตด้านข้างที่สตาร์ทเครื่องยนต์ติดไว้ พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ระหว่างกลัดเข็มขัดตัวเองไปด้วย
“แวะกินติมก่อนได้ป่ะหิวอะ”
“...”
“เออนี่ เมื่อคืนกูฝันด้วยนะ ฝันแปลกมาก ทั้งที่ไม่เคยฝันแบบนี้มาก่อนแต่อยู่ๆ เมื่อคืนก็ฝัน”
“...” คนฟังก็ยังคงรับฟังเงียบๆ ขับรถออกจากลานจอดเลี้ยวตามถนนออกจากรั้วมหาลัยสู่ถนนใหญ่
“กูฝันว่ากูจูบกับมึง แปลกป่ะมึงว่า กูคบกับมึงมาตั้งนานไม่เคยฝันแปลกแบบนี้มาก่อนเลย อยู่ๆ ก็มาฝันเอา พอตื่นขึ้นมาเหงื่อกูนี่เต็มตัวเลยหายใจหอบด้วยนี่ถ้ามีคนเห็นตอนกูตื่นคงคิดว่ากูฝันร้ายแน่”
ตอนแรกจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนฝันอะไร แต่พอเห็นหน้าเขาภาพความฝันก็ผุดขึ้นในหัว เป็นฉากสั้นๆ ตอนที่เธอกำลังจูบกับเขา ความรู้สึกตอนปากประกบสัมผัสกันยังตราตรึงในใจอยู่เลย เป็นฝันที่เหมือนจริงมากๆ แต่ดูเหมือนความฝันเธอจะไม่ได้สร้างความประหลาดใจหรือกระตุ้นคนหลังพวงมาลัยรถได้เลยสักนิด
ไอด้าย่นจมูกใส่คนที่ยังเอาแต่เงียบใส่เธอไม่เลิก มองตรงไปด้านหน้ามองถนนทั้งที่เธอเล่าฝันประหลาดให้ฟังแท้ๆ จิ๊ปากสะบัดหน้าหันมามองตรงยกมือขึ้นกอดอกทำหน้าฟึดฟัดไม่พอใจ แต่พอแอร์เย็นๆ ปะทะใบหน้าเพียงไม่กี่นาทีความง่วงก็แทรกซึมเข้ามาเล่นงานง่ายๆ
“หมอก.. ง่วงอ่ะ ถึงแล้วปลุกด้วยนะ” เสียงแผ่วเอ่ยโดยไม่หวังว่าจะได้รับคำตอบ ก่อนเปลือกตาหนักอึ้งทั้งสองข้างจะปิดลงจนสนิท คนง่วงดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกของนิทรา ไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าคนที่เอาแต่เงียบหันมามองเธอด้วยสายตาแบบไหน
“หมอก! เดินมาเร็วๆ” ไอด้าโบกมือตะโกนเรียกแฟนหนุ่มที่กำลังทอดน่องเดินมาหา ร่างสูงอยู่ในชุดสบายๆ เชิ้ตแขนสั้นสีฟ้าลายทะเลผ้าบางกับกางเกงสามส่วนสีขาว กระดุมเชิ้ตเปิดลงมาสามเม็ดพอให้คลายร้อนและมองเห็นแผงอกกว้างมัดกล้ามวับๆ แวมๆ แต่กลับน่าดึงดูดจนสาวน้อยสาวใหญ่ต่างพากันเหลียวหลังมองตามคอแทบเคล็ดกรอบหน้าคมเข้มหล่อเหลามีแว่นกันแดดสีชาเสริมประดับความดูดี ดูๆ แล้วไม่มีลุคคุณหมอให้เห็นเลยนอกจากลุคคนหล่อ หล่อแบบที่มองแล้วอยากจะเก็บยัดใส่กระเป๋าให้มองได้แค่คนเดียวจะจ้องอะไรนักหนา เขาก็กำลังเดินมาหาแฟนอยู่นี่ แต่ก็ยังจ้องกันอยู่ได้“ใส่ไว้แดดร้อน” เอ่ยเสียงทุ้มนุ่มพร้อมกับสวมหมวกปีกกว้างใบใหญ่ให้กับคนหน้าบึ้ง ยกมุมปากขึ้นน้อยๆ เลื่อนมือจากหมวกลงมาหยิกแก้มนุ่ม มันเขี้ยวจนอยากจะฟัดแก้มนั้นไปสักทีหากว่าแถวที่ยืนกันอยู่ไม่มีเด็กที่กำลังมองมา“อย่าหล่อมากได้ป่ะ หวง”“หึ ของแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้” หัวเราะขำคนหน้าบึ้งที่กำลังแสดงอาการหวงออกนอกหน้า กดนิ้วหัวแม่มือกับกลีบปากอิ่มเช็ดลิปสติกสีแดงให้จางลงเล็กน้อย“เดี๋ยวนี้ชักจะหลงตัวเองหนักแล้วนะ พูดเก่งขึ้นมากด้วย”“...” ไม่รู้สิ พออยู่กับเธอแล้วมันก็คัน
“มันไม่ได้มีอะไร” ทันทีที่กลับมาถึงคอนโดหมอกก็แทบทนไม่ไหวที่จะจับคนตัวเล็กมาพูดคุยกันให้รู้เรื่อง ตั้งแต่นั่งรถมาตลอดทางเจ้าหล่อนเอาแต่เงียบ ถามอะไรก็ไม่ตอบกลอกตาไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรตลอดเวลาจนเขาหวั่นใจว่าเธอจะคิดมากไปหมดเอาจริงๆ ก็กังวลนั่นแหละว่าไอด้าจะเอาคำพูดของน้ำตาลมาคิดมาก พูดถึงเรื่องคืนนั้นมันไม่ได้มีอะไรเป็นปริศนาเหมือนที่หญิงสาวเอามาพูดเลย เพราะแบบนี้เขาถึงได้โมโหและเริ่มรู้สึกไม่พอใจที่โดนรุกล้ำความเป็นส่วนตัวมากไง“เรื่องคืนนั้น”“ห้องพักแพทย์ น้ำตาลบอกจะเข้าไปเอาเอกสารแล้วตอนนั้นกูลืมมือถือไว้ในห้องพอดีเลยกลับไปเอา”“...”“น้ำตาลอ่านแชทเราแล้วก็พยายามจะจูบกู แต่กูไม่ได้เล่นด้วย มันแค่นั้นไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้เลย”ไอด้าจองใบหน้าจริงจังของหมอก หรี่ตาจับผิดความผิดปกติจับโกหกแต่ก็ยอมรับว่าเขาทำให้เธอเชื่อใจได้มากเลย หากเทียบความน่าเชื่อระหว่างเขากับน้ำตาล เธอเชื่อเขาไม่ใช่เพราะหลงผู้ชายไม่ลืมหูลืมตาหรืออะไรหรอกนะ แต่เพราะรู้จักหมอกดีไง ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันในฐานะแฟนมาหมอกทำอะไรชัดเจนมาตลอด แม้แต่ตอนที่ต้องนอนค้างโรงพยาบาล บางคืนก็ไม่กลับมาเขาก็มักจะส่งแชทหรือโทรม
“เค้าไม่ได้อยากทำจริงๆ นะ แต่มันเป็นเกม..” น้ำเสียงออดอ้อนเอ่ยขณะที่นั่งอยู่บนตักของแฟนหนุ่ม ไอด้ากัดปากเบาๆ รู้สึกหวั่นใจกับท่าทีนิ่งๆ ไม่พูดไม่จาของเขา เลื่อนสายตาออกไปยังเพื่อนร่วมโต๊ะที่ต่างพากันเงียบก้มหน้าน้อยๆ อย่างคนรู้สึกผิด“เออ กูขอโทษกูผิดเอง กูให้ไอด้าไปเองแหละ” ภาวนาให้มันอย่ายกเท้าส่งถีบมาก็พอ ยอมรับความผิดทั้งหมดไว้เองหมอกดันลิ้นกับกระพุ้งแก้มเหลือบมองเพื่อนสนิทที่นั่งทำหน้าเศร้าอยู่บนเก้าอี้อีกตัวข้างๆ ส่วนคนอื่นๆ ก็พร้อมใจกันเงียบรอฟังผลเหมือนกำลังลุ้นเชียร์บอล“อย่าให้มีอีก”เลือกที่จะก้มหน้าลงมาเอ่ยกับคนบนตักที่ซุกตัวมากับอกกว้างทำหน้าเศร้าสลดรู้สึกผิด นัยน์ตาสวยเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจนมองผ่านแสงสลัวยังรับรู้ได้“ไม่มีอีกแล้ว เพราะบี๋บอกไม่ให้เมาเค้าเลยเลือกไปชนแก้วแค่ติ๊กเดียว” แต่สุดท้ายไม่ว่าเลือกทางไหนก็ไม่เป็นผลดีกับตัวเองทั้งสองทางไอด้าถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก รู้ว่าหมอกเป็นคนที่ขี้หวงมากๆ แต่ก็ยอมให้ ตอนนี้ก็คงจะกำลังสะกดความขี้หวงไม่พอใจของตัวเองเอาไว้มากแน่ๆ“เรื่องนั้นจบ แต่เรื่องนี้... ยังไม่จบ”น้ำลายอึกใหญ่ถูกกลืนลงคอ ร่างกายเย็นวาบขนบางตามกายเ
วันสุดท้ายของการสอบมิดเทอม“เย้! สอบเสร็จสักที”ไอด้ายกยิ้มขำท่าทางของเพื่อนรักที่นั่งเอกเขนกแหงนหน้าขึ้นฟ้าราวกับคนหมดแรง ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ยกมือทำท่าปาดเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากไปด้วยร่างอรชรเข้ามานั่งบนเก้าอี้หินอ่อนอีกตัวเป็นเวลาเดียวกับที่แจ้งเตือนไลน์ดังขึ้นพอดี จึงก้มหน้าลงยังมือถือที่ยังอยู่ในมือ คลี่ยิ้มหน้าบานพึงพอใจกับภาพที่ปรากฏตรงหน้ามากมันเป็นทั้งความภูมิใจและความสุขกับสิ่งที่รักในเวลาเดียวกัน“หมอกเหรอ”“เห็นกูยิ้มต้องคิดว่าเป็นเพราะผู้ชายทุกครั้งเลยหรือไง นี่ เอาไปดูให้เต็มตาว่าอะไรที่ทำให้กูยิ้มได้ขนาดนี้”เวลารับมือถือของเพื่อนมาด้วยความมึนงง แต่ก็ฟันธงได้ล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับอดีตเพื่อนสนิทที่เลื่อนขั้นมาเป็นแฟนของเพื่อนรักเธอแน่ ก็เพราะถ้าเป็นแชทรักๆ ของเพื่อนมันไม่มีทางมายื่นให้อ่านแบบนี้หรอกกวาดตามองภาพที่ถูกส่งเข้ามาในกลุ่มเรียนวิชาออกแบบแล้วถึงกับเบิกตาโตอ้าปากค้าง ก่อนจะฉีกยิ้มแก้มแตกตาหวานปริ่มน้ำคลอหน่วย“ด้า เพื่อนรัก กูไม่คิดเลยฮือ...”“โอ๊ย! อย่ามาทำตัวเป็นเด็กขี้แยใส่กูยัยบ้า” โอดเสียงกลั้วหัวเราะรับร่างอวบอิ่มที่ถลาเข้ามาในอ้อมก
“กรี๊ดดดด!!!” เสียงกรีดร้องทำให้หมอกที่กำลังกวาดตามองรอบบ้านรีบเหวี่ยงร่างเล็กมาอีกฝั่งโอบกอดเอาไว้แน่น แรงสั่นจากกายสาวทำให้ต้องวางมือกับศีรษะทุยลูบปลอบประโลม“พอๆ ซัน เล่นอะไรเป็นเด็กไปได้”เดือนที่กำลังเดินออกมาจากห้องอาหารพร้อมกับทินกรเอ่ยเสียงปรามเจ้าตัวปัญหาที่ยืนหัวเราะร่าอารมณ์ดีที่ได้แกล้งน้องสาวให้ตกใจร้องลั่นบ้าน ตัวสั่นเป็นลูกนกน้อยอยู่ในอ้อมกอดของพ่อนกเดินไปเปิดไฟทำให้ภายในบ้านที่เคยมีเพียงแสงสลัวรางๆ ตอนนี้กลับมาสว่างมองเห็นได้ชัดอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับมาสมทบกับคนอื่นๆ ที่ยืนกันอยู่กลางบ้าน“โทษทีๆ ไม่คิดว่าน้องสาวพี่จะขวัญอ่อนขนาดนี้”“เห็นหนูตลกด้วยหรือไง ถ้าหนูช็อกขึ้นมาทำไง”“ขอโทษ”หมอกกอดไอด้าเอาไว้แน่นจ้องหน้าพี่ชายเธอนิ่งสายตาไม่พอใจเป็นอย่างมาก มันไม่สนุกเลยที่ทำแบบนี้ แค่ที่แกล้งทำเย็นชาใส่คนตัวเล็กก็เสียขวัญมากพอแล้ว แต่นี่ยังจะมาแกล้งเล่นพิเรนทร์อีกสาบานได้เลยว่าถ้าไม่ใช่คนที่เขานับถือเป็นพี่ชาย เป็นคนอื่นเขาไม่ทำแค่ยืนจ้องหน้าไม่พอใจแบบนี้แน่“อย่าทำอีกนะเฮีย มันไม่สนุก”“อะไรกันวะ คบกันยังไม่เท่าไหร่มาปกป้องกันซะละ แกมีดีอะไรวะไอด้าน้องรักพี่ถึงตกหลุมพรา
“เหลือเชื่อเลย มึงนี่มันน่าเหลือเชื่อเลยจริงๆ” ไอด้ากลอกตามองบนใส่เพื่อนรักที่นั่งกอดอกส่ายหน้าพูดแต่คำเดิมๆ วนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ได้ตั้งแต่มาถึงที่ จนกระทั่งตอนนี้งานเสร็จแล้วก็ยังเอาแต่นั่งพูดคำเดิมไม่หยุดเวลาและเพื่อนกลุ่มงานเดียวกันมาถึงตอนสิบโมงนิดๆ หลังจากกวาดสำรวจคอนโดของหมอกจนได้ข้อสรุปว่าจะใช้ห้องเขานี่แหละในการเป็นฉากถ่ายภาพ ซึ่งก็มีช่างภาพประจำรุ่นพี่คณะข้างๆ มาเป็นช่างภาพให้ไม่ว่าจะเป็นมุมห้อง แสง ระเบียง หรือมุมต่างๆ ในคอนโดของหมอกเรียกได้ว่าเหมาะที่จะเป็นฉากงานครั้งนี้มากๆ เลย มันเลยไม่ต้องเสียเวลาไปหาสถานที่ใหม่ให้เปลืองเวลาไปมากกว่านี้อีก“หายโกรธมันแล้ว?”“หึ! เห็นกูเป็นคนแบบนั้นหรือไง โนวค่ะ! ยังไม่หายโกรธ” แต่มือก็เลื่อนหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่จะให้หมอกใส่สำหรับไปเปิดตัวกับครอบครัวเย็นนี้ไม่หยุด คิ้วขมวดหน้าจริงจังอย่างกับตอนที่นั่งลุ้นผลเข้ามหาลัยจะไปแบบเสื้อยืดกางเกงยีนเหมือนทุกวันก็ไม่ได้ป่ะ ตอนนี้เขาเป็นแฟนเธอ เป็นว่าที่ลูกเขยคนเดียวของบ้านเลยนะ จะให้แต่งตัวเชยๆ แบบนั้นได้ไงที่บอกว่าไม่ได้ตั้งตัวก็เรื่องนี้แหละ เคยคิดไว้ว่าถ้าจะเปิดตัวเขากับครอบครัวทุกอย่างจะต้องเพ







