LOGINความปรารถนาคราก่อนสงคราม ปี 1995 นครวารินยังเป็นเมืองที่ผู้คนเชื่อว่าพรุ่งนี้จะเหมือนวันนี้ กฤต ชายหนุ่มวัย 21 ปี เป็นเพียงช่างซ่อมบำรุงธรรมดา เขามีฝีมือ ขยัน และจริงใจกับ เก๋ แฟนสาวที่รักเขามาตั้งแต่วันที่เขายังไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ลึก ๆ แล้วกฤตกลับมีปมเรื่องการถูกมองข้าม และต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองมีคุณค่ามากกว่าที่คนอื่นเห็นจนกระทั่ง รัตนา หัวหน้างานวัย 35 ปี ผู้หญิงฉลาด มั่นใจ และทะเยอทะยาน เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเขา เธอสอนให้กฤตรู้จักเสื้อผ้า การวางตัว การเข้าสังคม และสิ่งสำคัญที่สุด—การใช้เสน่ห์ของตัวเองเป็นทุนจากช่างธรรมดา กฤตค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่โลกของโรงแรมห้าดาว ธุรกิจ เงิน อำนาจ และความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครพูดความจริงทั้งหมด ขณะเดียวกัน เขาได้พบหญิงสาววัย 22 ปีจากตระกูลเจ้าของธุรกิจโรงแรม ผู้มองเห็นความสามารถในตัวเขาแตกต่างจากรัตนา เมื่อความรัก ความปรารถนา และผลประโยชน์เริ่มพันกัน กฤตต้องเลือกระหว่างผู้ชายคนเดิมที่เก๋รัก กับตัวตนใหม่ที่กำลังค้นพบว่าอำนาจและการถูกต้องการนั้นช่างเย้ายวนเพียงใด สงครามกำลังใกล้เข้ามา และเมื่อมันมาถึง ทุกสิ่งที่พวกเขาเคยคิดว่ามั่นคงจะถูกทดสอบจนหมดสิ้น
View Moreความปรารถนาคราก่อนสงคราม
ภาค 1 : เมืองที่ยังมีความฝัน บทที่ 1 : ผู้ชายที่ไม่มีใครจำชื่อ เวลา 07:42 น. ของเช้าวันจันทร์ เสียงเครื่องปรับอากาศตัวที่สามดังครางอยู่เหนือศีรษะคนในสำนักงาน ก่อนจะกระตุกครั้งหนึ่งแล้วเงียบลงพร้อมกับลมเย็นที่หายไป พนักงานหญิงคนหนึ่งเงยหน้ามองเพดาน ถอนหายใจ แล้วหันไปถามเพื่อนร่วมโต๊ะว่า “แอร์เสียอีกแล้วเหรอ” ไม่มีใครตอบ เพราะทุกคนรู้ว่าคำถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบจริง ๆ แค่ไม่ถึงสองนาทีต่อมา เสียงหนึ่งก็ดังมาจากหน้าห้อง “ตามกฤตให้ที” ชื่อของเขาไม่ได้ถูกเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ไม่มีใครหันมามองเมื่อเขาเดินผ่าน ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเข้าบริษัทมาตั้งแต่กี่โมง มีเพียงตอนที่อะไรบางอย่างเสียเท่านั้นที่คนในอาคารแห่งนี้จะนึกขึ้นได้ว่า ยังมีผู้ชายคนหนึ่งทำงานอยู่ในห้องช่าง กฤตเดินเข้ามาพร้อมกล่องเครื่องมือเก่า ๆ ในมือ เสื้อช่างสีเข้มมีรอยน้ำมันติดอยู่ตรงชายแขน กางเกงทำงานมีรอยฝุ่นตรงเข่า และรองเท้าคู่เดิมที่เขาใช้จนพื้นเริ่มสึก เขาไม่ได้ถามว่าใครเป็นคนเปิดเครื่อง ไม่ได้เดินไปกดสวิตช์ซ้ำเหมือนคนที่หวังว่าเครื่องจะกลับมาทำงานเอง เพียงยืนฟังเสียงจากชุดคอยล์ด้านนอกอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถามว่า “มันเริ่มดังตั้งแต่เมื่อไหร่” พนักงานคนหนึ่งตอบว่าเมื่อเช้า อีกคนบอกว่าเมื่อคืนก็เหมือนจะได้ยิน กฤตพยักหน้า เปิดฝาครอบ ตรวจสายไฟ ไล่ดูแรงดัน แล้วเอื้อมมือไปแตะตัวมอเตอร์อย่างระมัดระวัง “ลูกปืนเริ่มไปแล้วครับ” เขาพูดเรียบ ๆ “ถ้าฝืนเปิดต่อ เดี๋ยวขดลวดไหม้ด้วย” ไม่มีใครถามว่าเขารู้ได้อย่างไร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจวิธีที่เครื่องจักรมีชีวิตอยู่ พวกเขาสนใจเพียงว่ามันจะกลับมาใช้ได้เมื่อไหร่ กฤตใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงในการแยกปัญหาออกจากระบบ เปลี่ยนชิ้นส่วนที่พอแก้เฉพาะหน้าได้ แล้วเดินกลับไปเก็บเครื่องมือโดยไม่ได้รอคำชม ขณะที่พนักงานทยอยกลับไปทำงาน เสียงสำนักงานก็ค่อย ๆ กลับมาเหมือนเดิม มีเพียงเก้าอี้ตัวหนึ่งที่เลื่อนผ่านเขาไปโดยเจ้าของแทบไม่ได้มองหน้า “ขอบคุณนะกฤต” เสียงนั้นดังตามหลังมา เขาหันไปยิ้มบาง ๆ “ครับ” แล้วก็เดินต่อ คนอย่างเขามีอยู่เต็มเมือง เป็นคนที่ไม่มีใครจำชื่อในวันที่ทุกอย่างทำงาน แต่เมื่อเครื่องปรับอากาศดับ น้ำไม่ไหล ไฟฟ้าขัดข้อง หรือเครื่องจักรหยุดทำงาน ทุกคนจะจำได้ขึ้นมาทันทีว่าต้องเรียกใคร ห้องช่างอยู่ท้ายอาคาร แยกจากพื้นที่สำนักงานด้วยประตูเหล็กบานหนึ่ง กฤตกลับเข้ามาถอดถุงมือ วางเครื่องมือเข้าที่ แล้วเดินไปล้างมือใต้ก๊อกน้ำเล็ก ๆ น้ำเย็นไหลผ่านนิ้วที่มีคราบน้ำมันติดอยู่ตามซอก เขาล้างอยู่นานกว่าที่จำเป็นเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองกระจกเก่าที่แขวนอยู่เหนืออ่าง ใบหน้าของชายหนุ่มวัยยี่สิบเอ็ดสะท้อนกลับมาอย่างซื่อ ๆ ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเช่นกัน เขาไม่ได้หน้าตาแย่ เพียงไม่ใช่คนที่ใครจะหันกลับมามองเป็นครั้งที่สอง ทรงผมของเขาเรียบง่าย เสื้อผ้าในวันทำงานมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือทำให้เขาทำงานได้สะดวก และถ้าเขาเดินผ่านคนสิบคนในทางเดินบริษัท วันพรุ่งนี้อาจมีไม่ถึงสามคนที่จำได้ว่าเมื่อวานเคยเห็นเขา เขายกมือแตะคางตัวเองแล้วหัวเราะเบา ๆ “ก็ดูไม่แย่นี่หว่า” เขาพูดกับเงาในกระจกเหมือนปลอบตัวเอง ก่อนเสียงประตูจะเปิดออก รัตนาเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ เธอเป็นหัวหน้าฝ่ายซ่อมบำรุง ผู้หญิงวัยสามสิบกลาง ๆ ที่แต่งตัวเรียบร้อยกว่าคนในห้องช่างหลายระดับ เสื้อเชิ้ตพอดีตัว กระโปรงยาวระดับเข่า และรองเท้าส้นไม่สูงนัก เธอไม่ได้แต่งตัวเพื่อให้คนมอง แต่คนมักมองเธออยู่ดี เพราะท่าทางของเธอมีบางอย่างที่ทำให้คนรู้ว่าเธอเป็นคนตัดสินใจ รัตนามองกระจก แล้วมองกฤต ก่อนถามว่า “นายส่องกระจกบ่อยไหม” กฤตชะงัก “อะไรนะครับ” “ถามว่าส่องกระจกบ่อยไหม” เธอย้ำ “ก็...ไม่รู้ครับ” รัตนาวางแฟ้มลงบนโต๊ะ “นั่นแหละปัญหา” กฤตหัวเราะไม่ออก รัตนาหยิบปากกาขึ้นมาหมุนระหว่างนิ้ว “นายรู้ไหมว่าคนบางคนไม่ได้หน้าตาดีกว่านายหรอก แต่ทำไมคนถึงมองเขามากกว่า” กฤตไม่ตอบ “เพราะเขารู้ว่าตัวเองต้องทำยังไงให้คนมอง” เธอพูดต่อ “เสื้อผ้า ทรงผม วิธีพูด วิธีเดิน วิธีมองคน ทุกอย่างมันส่งสัญญาณ นายทำงานเก่ง แต่เวลานายเดินผ่านคนอื่น นายเหมือนกำลังขอโทษที่ตัวเองมีตัวตนอยู่” กฤตขมวดคิ้ว “ผมไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย” รัตนาหัวเราะเบา ๆ “งั้นก็ดี พิสูจน์ให้ฉันเห็นสิ” เธอหยิบแฟ้มขึ้นมาแล้วเดินออกจากห้อง ทิ้งให้กฤตยืนอยู่หน้ากระจกตามเดิม และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขามองเงาของตัวเองนานกว่าหนึ่งนาที พักเที่ยง กฤตนั่งกินข้าวกับเพื่อนช่างสองคนที่ร้านอาหารตามสั่งใต้ตึก เสียงวิทยุจากร้านข้าง ๆ เปิดเพลงป๊อปยุคใหม่คลออยู่เบา ๆ รถมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านถนนด้านหน้าเป็นระยะ เพื่อนคนหนึ่งเหลือบมองนาฬิกาของกฤตแล้วถาม “วันนี้ไปหาแฟนอีกเหรอ” กฤตพยักหน้า “อือ” “เอ็งนี่โชคดีว่ะ มีแฟนมหาลัยด้วย” อีกคนหัวเราะ “เก๋เขาสวยด้วยนี่หว่า” กฤตยิ้ม “สวยแล้วเกี่ยวอะไรกับกู” “ก็เอ็งหน้าตาแบบนี้ยังจีบติดไง” เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะ กฤตหัวเราะตาม แต่ในอกกลับมีอะไรบางอย่างสะกิดอยู่เงียบ ๆ เขาไม่ได้โกรธเพื่อน เพียงแต่คำพูดง่าย ๆ นั้นไปแตะตรงที่เขาพยายามไม่คิดถึงมานานแล้ว หลังเลิกงาน กฤตไม่ได้ตรงไปหาเก๋ทันที เขาแวะร้านตัดผมเล็ก ๆ ริมถนน ตัดผมให้สั้นขึ้นกว่าปกติ แล้วกลับห้องเช่า อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อยืดตัวใหม่ รีดกางเกงให้เรียบ หยิบน้ำหอมขวดเล็กที่เก็บไว้นานแล้วออกมาฉีดหนึ่งครั้งก่อนจะยืนหน้ากระจกอีกครั้ง เขามองตัวเองแล้วลองยิ้ม ลองทำหน้าตามที่รัตนาเคยบอก เขารู้สึกโง่นิด ๆ แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่า เมื่อจัดเสื้อให้เข้าที่แล้ว หวีผมให้เรียบร้อย และยืนหลังตรงขึ้น เขาดูเหมือนคนอีกคนหนึ่งที่ใกล้เคียงกับตัวเองมากกว่าเดิม เก๋รอเขาอยู่หน้าร้านหนังสือใกล้มหาวิทยาลัย เธอเป็นผู้หญิงวัยเดียวกับเขาที่กำลังเรียนอยู่ ชีวิตของเธอยังเต็มไปด้วยตารางเรียน รายงาน กลุ่มเพื่อน และแผนฝึกงานในอนาคต เมื่อเห็นกฤต เธอมองตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วอมยิ้ม “วันนี้แต่งตัวดีนี่” กฤตยิ้มกว้าง “ดีขึ้นใช่ไหม” “อืม” เก๋ตอบ “ก็ดีขึ้น” คำตอบสั้น ๆ ทำให้กฤตรู้สึกดีอย่างประหลาด เขาไม่เคยต้องการให้เก๋ชมว่าเขาหล่อที่สุดในโลก แค่การที่คนที่เขารักมองเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ก็เพียงพอแล้ว ทั้งสองเดินไปกินข้าวด้วยกัน พูดเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องเงิน และอนาคตที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะหน้าตาอย่างไร “ถ้าฉันเรียนจบแล้ว นายอยากทำอะไร” เก๋ถามระหว่างรออาหาร กฤตเงียบไปครู่หนึ่ง “ก็ทำงานต่อมั้ง” “ไม่คิดจะเปิดร้านอะไรของตัวเองเหรอ” “ยังไม่มีเงิน” “แล้วถ้ามีล่ะ” กฤตมองเธอ “ก็คงอยากมีอะไรเป็นของตัวเอง” เก๋ยิ้ม “งั้นก็เก็บเงินสิ” เธอพูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย กฤตหัวเราะ “พูดเหมือนหาเงินง่าย” เก๋ส่ายหน้า “ไม่ได้ง่าย แต่ถ้าเราไม่เริ่ม มันก็ไม่เกิด” เขามองผู้หญิงตรงหน้าแล้วรู้สึกอบอุ่น เธอไม่ได้มองเขาเป็นคนสำคัญเพราะเขาเก่งที่สุดหรือมีเงินมากที่สุด เธอรักเขาในแบบที่เขาเป็น และบางครั้งนั่นก็เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้กฤตยังอยากเป็นกฤตคนเดิม คืนนั้นเมื่อกลับถึงห้อง กฤตถอดรองเท้า วางกุญแจรถ แล้วเดินผ่านกระจกบานเล็กข้างตู้เสื้อผ้า เขาหยุดอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ถามว่าตัวเองหล่อหรือไม่หล่อ เขาเพียงมองเงาของตัวเองแล้วนึกถึงคำพูดของรัตนา “นายเหมือนกำลังขอโทษที่ตัวเองมีตัวตนอยู่” เขาไม่แน่ใจว่ามันจริงแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเริ่มรู้คือ เขาไม่อยากเป็นคนที่ไม่มีใครมองเห็นไปตลอดชีวิต โทรศัพท์บ้านดังขึ้นตอนเกือบสามทุ่ม เสียงกริ่งดังต่อเนื่องอยู่ในห้องเงียบ ๆ กฤตเดินไปรับ “ฮัลโหลครับ” “กฤต นี่ฉันเอง” เสียงรัตนาดังจากปลายสาย เขาขมวดคิ้วทันที “พี่รัตนาเหรอครับ” “พรุ่งนี้มาทำงานเช้าหน่อย” “มีอะไรหรือครับ” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรัตนาจะตอบ “ฉันมีงานให้” กฤตนั่งลงช้า ๆ “งานอะไรครับ” “งานนอก” คำสองคำนั้นทำให้เขานิ่งไป “งานนอก?” “ใช่” น้ำเสียงของเธอไม่ได้เหมือนกำลังขอร้อง และไม่ได้เหมือนกำลังอธิบาย มันเหมือนคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะให้ใครบางคนเข้าไปอยู่ในเรื่องที่คนอื่นไม่ควรรู้ “ทำไมต้องเป็นผมครับ” กฤตถาม รัตนาหัวเราะเบา ๆ “เพราะฉันต้องการคนที่ไว้ใจได้” เขายังไม่ทันถามต่อ เธอก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง “พรุ่งนี้แต่งตัวให้เรียบร้อย อย่าใส่ชุดช่าง” “พี่รัตนา งานมันเกี่ยวกับ—” ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด... สายถูกตัดไปแล้ว กฤตถือหูโทรศัพท์ค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมันลงช้า ๆ ห้องกลับมาเงียบเหมือนเดิม เขาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เสื้อเชิ้ตมีอยู่ไม่กี่ตัว กางเกงขายาวก็ไม่ได้มีมากนัก แต่คืนนี้เขากลับเลือกเสื้อผ้าอย่างตั้งใจมากกว่าทุกวัน เขาไม่รู้ว่างานนอกของรัตนาคืออะไร ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเลือกเขา และไม่รู้ว่าพรุ่งนี้กำลังจะพาเขาไปพบใคร แต่คำว่า “คนที่ไว้ใจได้” ยังคงติดอยู่ในหัว ขณะเดียวกันคำว่า “อย่าใส่ชุดช่าง” กลับดังชัดยิ่งกว่า ก่อนเข้านอน กฤตยืนอยู่หน้ากระจกอีกครั้ง เขามองชายหนุ่มในเงาสะท้อน แล้วเป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกบางอย่างซึ่งไม่เคยมีชื่อเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ มันไม่ใช่ความกลัวเสียทีเดียว และไม่ใช่ความตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว หากเป็นความรู้สึกของคนที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่าหลังประตูนั้นมีอะไรอยู่ แต่เริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วว่า ถ้าเปิดมันออกไป ชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน คืนนั้นกฤตหลับช้ากว่าปกติ และก่อนหลับ เขายังจำคำพูดของรัตนาได้อยู่คำเดียว “อย่าใส่ชุดช่าง”บทที่ 22 — เงินของคนอื่น หกโมงสี่สิบห้านาที กฤตจอด Honda Nova Dash ไว้ใต้ต้นไม้ข้างอาคารสำนักงานเก่า ก่อนเดินขึ้นบันไดพร้อมแฟ้มเอกสารที่ชาญให้เตรียมเมื่อคืน อาคารหลังนั้นไม่มีป้ายบริษัทใหญ่ ไม่มีพนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบ และไม่มีห้องรับรองหรูหราเหมือนแกรนด์ วารินทรา สิ่งที่มีอยู่คือโต๊ะไม้เก่า ตู้เอกสาร และคนสามสี่คนที่กำลังนั่งอ่านเอกสารเงียบ ๆ กฤตมองไปรอบห้องแล้วเข้าใจทันทีว่า คนที่มีเงินจริงไม่จำเป็นต้องแสดงให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองมีเงิน ชาญยืนอยู่หน้าโต๊ะ “นี่กฤต” ชายวัยห้าสิบกว่าที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเงยหน้าขึ้น เขาแต่งตัวเรียบง่ายกว่าที่กฤตคาด ไม่มีเครื่องประดับเด่น มีเพียงนาฬิกาเรือนหนึ่งกับแฟ้มเอกสารบาง ๆ ตรงหน้า “นั่ง” กฤตนั่งลง ชายคนนั้นไม่เปิดแฟ้มของกฤต เขากลับถามทันที “คุณมีอะไรให้ผม?” กฤตไม่ได้ตอบในทันที คำถามนั้นต่างจากคำถามที่เขาเคยเจอ เพราะมันไม่ได้ถามว่าเขาทำอะไรเป็น มันถามว่า เขามีอะไรที่คนอื่นต้องการ กฤตจึงตอบอย่างระมัดระวัง “ผมมีวิธีทำให้อาคารที่ไม่มีรายได้ กลับมาสร้างรายได้โดยไม่ต้องใช้เงินปรับปรุงทั้งหมดในครั้งเดียวครับ” ชายคนนั้นมองเขา “ทุกคนพูดแบบนี้” “ค
บทที่ 21 — เช้าวันที่ตัวเลขเปลี่ยนไป เช้าวันพุธ นครวารินกลับมาเป็นเมืองเดิมหลังฝนตกหนักเมื่อคืน ถนนหลายสายยังมีน้ำขังอยู่ตามขอบฟุตปาธ รถโดยสารเริ่มแน่นตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมง และผู้คนกลับไปใช้ชีวิตตามตารางของตัวเองเหมือนฝนเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น ศศิเดินเข้าประตู Vild Mechanical Co., Ltd. ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย กระโปรงทำงานสีเข้ม เสื้อเชิ้ตสีอ่อน และผมที่รวบไว้อย่างเรียบร้อยเหมือนทุกวัน หากมองจากภายนอกไม่มีใครรู้เลยว่าเมื่อคืนเธอเพิ่งทำสิ่งที่ตัวเองเคยคิดว่าจะไม่มีวันทำ เธอเดินผ่านฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผ่านโต๊ะพนักงานบัญชีสองสามคน แล้วนั่งลงตรงโต๊ะของตัวเอง เปิดแฟ้มใบแรก เปิดเครื่องคิดเลข และเริ่มทำงานทันที “พี่ศศิคะ” พนักงานรุ่นน้องเรียกจากโต๊ะข้าง ๆ “วันนี้พี่ดูอารมณ์ดีนะ” ศศิเงยหน้าขึ้นทันที “ฉันดูเหมือนคนอารมณ์ดีตรงไหน?” “ไม่รู้ค่ะ แต่พี่ฮัมเพลงตอนเดินเข้ามา” ศศิชะงัก ก่อนก้มลงมองเอกสาร “ฉันกำลังคิดเลข” “คิดเลขต้องฮัมเพลงด้วยเหรอคะ?” “ตัวเลขมันเพราะ” เธอตอบหน้าตายจนอีกฝ่ายหัวเราะ แต่ทันทีที่อยู่คนเดียว ศศิก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วมองเครื่องคิดเลขตรงหน้า ตัวเลขเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบเหมือนเดิม
บทที่ 20 — คืนที่ไม่มีตัวเลข 18+ ฝนยังคงกระหน่ำลงมาบนกระจกหน้ารถจนถนนตรงหน้าพร่าเป็นเส้นแสงสีแดงจากไฟท้ายรถคันแล้วคันเล่า กฤตเหลือบมองนาฬิกาบนหน้าปัดก่อนถอนหายใจ รถแทบไม่ขยับมาตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ส่วนศศินั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ มือหนึ่งกอดแฟ้มเอกสารไว้กับอก อีกมือกำโทรศัพท์บ้านที่เพิ่งวางสายไป “แม่บอกว่าไม่ต้องรีบกลับ” เธอพูดขึ้นในที่สุด “ถนนแถวบ้านน้ำเริ่มท่วม” กฤตพยักหน้าแล้วมองออกไปข้างหน้า “ถ้าฝนยังไม่หยุดแบบนี้ เรากลับตอนนี้ก็ไม่ได้อะไร” ศศิหันมองเขา “แล้วจะทำยังไง?” กฤตมองป้ายโรงแรมขนาดเล็กที่สว่างอยู่ไม่ไกลจากถนน “หาที่จอดก่อน แล้วค่อยคิด” โรงแรมที่พวกเขาเลี้ยวเข้าไปไม่ได้หรูหราเหมือนแกรนด์ วารินทรา เป็นโรงแรมริมถนนสำหรับคนเดินทาง มีไฟนีออนสว่างอยู่เหนือทางเข้าและเคาน์เตอร์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้า พนักงานบอกว่าคืนนี้เหลือห้องอยู่ไม่กี่ห้อง เพราะฝนทำให้คนที่เดินทางหลายคนต้องหยุดพักกลางทาง กฤตหันมาถามศศิว่าจะกลับต่อหรือไม่ แต่เธอมองฝนด้านนอกแล้วส่ายหน้า “พรุ่งนี้ฉันต้องเข้าบริษัทเช้า ถ้ากลับตอนนี้แล้วเกิดรถติดอีก ฉันไม่ไหว” เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดเบาลง “พักที่นี่ก็ได้”
บทที่ 19 — ข้ออ้าง เช้าวันอังคาร ศศิมาถึงบริษัทเร็วกว่าปกติสิบห้านาที เธอวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ เปิดแฟ้มบัญชี แล้วนั่งมองตัวเลขอยู่พักใหญ่โดยไม่อ่านแม้แต่บรรทัดเดียว ภาพเมื่อคืนยังติดอยู่ในหัว ทั้งแสงไฟในล็อบบี้ ฝนที่ตกอยู่หลังผนังกระจก และคำพูดง่าย ๆ ของกฤตที่ดูเหมือนไม่มีความหมายอะไรสำหรับคนพูด แต่กลับทำให้คนฟังนอนไม่หลับอยู่ครึ่งคืน “คุณสวย” ศศิถอนหายใจแล้วเปิดเครื่องคิดเลข กดตัวเลขสุ่ม ๆ ลงไปสองสามครั้งก่อนส่ายหน้า “เป็นบ้าอะไรของฉันวะ” “พี่ศศิพูดกับเครื่องคิดเลขอีกแล้วเหรอคะ?” เสียงพนักงานบัญชีรุ่นน้องดังขึ้นจากด้านหลัง ศศิหันไปมองทันที “ทำงานไปเลยค่ะ” “หนูยังไม่ได้ถามอะไรเลย” “แต่หน้าหนูถามแล้ว” อีกฝ่ายหัวเราะแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ ศศิพยายามกลับมาสนใจเอกสาร แต่ไม่นานโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้น เธอรับสายและได้ยินเสียงกฤต “วันนี้ว่างไหมครับ?” หัวใจเธอกระตุกอย่างน่ารำคาญ “ถามทำไม?” “จะเอาราคางานที่คุณแก้เมื่อวานไปเสนอคุณชาญ” “แล้ว?” “ผมอยากให้คุณช่วยดูอีกที” ศศิเงียบไปครู่หนึ่ง “ตอนเที่ยง?” “ครับ” “ได้” วางสายแล้วเธอนั่งนิ่งอยู่สองวินาที ก่อนพึมพำเบา ๆ “ฉันตอบเร็วเกินไปหรือเปล่






reviews