INICIAR SESIÓNความเงียบปกคลุมทั่วผิวน้ำ ต้นไม้ใบไม้ที่ก่อนหน้านี้ยังมีเสียงเพราะแรงลมพัดแต่เวลานี้ไม่มีแม้แต่เสียงลม ไร้เสียงจิ้งหรีดเรไรราวกับแมลงทุกตัว ปลาทุกตัว แม้แต่ผีสาง หรือรุกขเทวดาแถวนี้กำลังรอคำตอบจากพ่อหมอหนุ่ม
พวกเขาเองก็อยากรู้ว่านังผีสาวผู้ฝักใฝ่แต่ในกามคุณตนนั้นจะโดนพ่อหมอจับถ่วงน้ำหรือไม่
ช่างกล้าขอคุณศรัณย์เป็นผัว!!!
“ฮือ ๆ ขอโทษจ้ะ พ่อหมอคงเป็นผัวดิฉันไม่ได้ ไม่มีใครโดนตัวดิฉันได้เลย” ผีสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อตระหนักถึงความจริง ผีกับคนจะสมสู่กันได้อย่างไร
หล่อนกับเขาไม่สามารถเป็นผัวเป็นเมียกันได้ ผู้ชายหลายคนที่พยายามจะกอดเมื่อคืนก็กอดไม่ได้ คงต้องหาผีทำผัวแทนที่จะเป็นคน
เมื่อเห็นผีสาวคนงามร้องไห้สะอึกสะอื้น นิสัยเอาธุระใส่ใจผู้อื่นของคุณศรัณย์ก็ทำให้ปล่อยวางไม่ได้ ไม่ว่าคนหรือผีเขาล้วนช่วยมาแล้วมากมาย จะช่วยผีสักตนให้มีผัวก็ไม่น่าจะเป็นกระไร
“ถ้าเป็นข้า ก็ใช่ว่าจะไม่ได้” ผีสาวหยุดสะอื้นเมื่อได้ยินคำพูดของหมอผีหนุ่ม
เวลานี้ใบหน้างามของผีสาวเปล่งประกายราวกับผิวน้ำต้องแสงจันทร์ ดวงตาพราวระยับยิ่งกว่าหมู่เดือนหมู่ดาว รอยยิ้มผุดขึ้นกลางใบหน้างาม กลีบปากของหล่อนสีชมพูระเรื่อราวกับสีของดอกกุหลาบแรกแย้ม แม้แต่ผิวกายก็ผุดผ่องยิ่งกว่าสาวใดที่เขาเคยพบเจอ
พิศแล้วหาที่ติไม่เจอแม้เป็นผี
คุณศรัณย์ส่ายศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน สิ่งที่จะทำต่อจากนี้แค่ต้องการส่งดวงวิญญาณของหล่อนไปสู่สุคติ มิได้มีสิ่งใดแอบแฝง
“ตามข้ามา” เขาออกคำสั่งและแม่ผีสาวหน้าขาวที่เขาไม่รู้ชื่อแซ่ ก็เดินตามเขามาอย่างว่าง่าย ตลอดทางความเงียบสงัดยังคงปกคลุมทั่วทุกพื้นที่ ผู้คนบริเวณนี้ต่างดับไฟเข้านอนอย่างที่ไอ้ชดได้ไปแจ้งไว้
ท่าน้ำ ถนนหนทางเงียบสงัดมีเพียงคนหนึ่งคนกับผีหนึ่งตนเดินตามกันไป จุดหมายคือแห่งใดผีสาวผู้นี้ก็ยังไม่รู้ แต่เพราะหล่อนเป็นผีไม่จำเป็นต้องเดินให้เชื่องช้าเช่นคนทั่วไป
แค่คิดวิญญาณของหล่อนก็สามารถไปถึงที่นั่นได้
เรือนไทยขนาดกลางตั้งอยู่ห่างจากเรือนหลังใหญ่ของพ่อหมอสิน ท่านยกที่ดินผืนติดกันให้ลูกชายคนโตปลูกเรือนพักอาศัยซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเรือนพิธีหรือที่ชาวบ้านแถบนี้เรียกว่าตำหนักพ่อหมอสิน
“เดินตามข้า หล่อนไปก่อนก็เข้าเรือนข้าไม่ได้” พ่อหมอเอ่ยดุผีที่ใช้การลอยแทนการเดิน รู้หรอกว่าเป็นผีแต่ไม่ต้องแสดงอิทธิฤทธิ์เวลานี้ก็ได้หรอกกระมัง
“หล่อนเป็นใคร จำได้ไหม” คุณศรัณย์เอ่ยถามเพราะผีบางตัวก็ใช่ว่าจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร
“ไม่รู้ค่ะ จำไม่ได้” ผีสาวตอบเสียงอ่อย ถอนหายใจทั้งที่ไม่มีลมหายใจออกมา
“ดิฉันไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร จำได้ว่าภาพสุดท้ายที่เห็นคือตอนสวมแหวนหมั้น จากนั้นก็จำไม่ได้อีกเลย รู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่ท่าน้ำตรงนั้นแล้ว” เสียงหวานของผีสาวที่เล่าอย่างหดหู่ทำคนฟังพลันสลดใจตาม
รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นผีนั่งอยู่ศาลาท่าน้ำนั่น ทั้งยังอยากได้ผัวจนตัวสั่น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตนเองถึงได้กลายเป็นเยี่ยงนี้
เป็นใครก่อนตาย ตายเพราะอะไร ก็ยังไม่รู้ สิ่งเดียวที่จำได้คือตัวหล่อนในงานวันหมั้นและรับรู้ว่าอีกไม่นานจะได้แต่งงานอย่างที่ใจฝัน รู้เพียงเท่านี้
คุณศรัณย์ถอนหายใจด้วยความเวทนาผีสาว นอกจากไม่มีผัวแล้วยังไม่รู้อีกว่าตัวเองเป็นใคร นางผู้นี้คงทำกรรมหนักไม่น้อย
“พ่อหมอผีชื่อว่าอะไรเหรอจ๊ะ” คำถามของผีสาวทำให้คุณศรัณย์ต้องมองหล่อนตาขวาง มาจ๊ะ มาจ๋าอะไร รู้ไหมนั่นว่ากิริยาไม่งาม
“ศรัณย์” เขาตอบง่าย ๆ เงยหน้ามองท้องฟ้าเพราะวันนี้เป็นคืนเดือนดับ แน่นอนว่ามองไม่เห็นแสงจันทร์ มีเพียงแสงดาวที่พร่างพราวเต็มท้องฟ้า
“ข้าจะเรียกเจ้าว่าดาว” พ่อหมอสงสารผีไม่มีชื่อจึงเรียกหล่อนด้วยชื่อที่แสนเรียบง่าย หากแต่หมายถึงความงดงามดั่งเช่นดวงดาราบนท้องฟ้าเวลานี้
“ดาว ดิฉันชอบชื่อนี้จ้ะ” ผีสาวยิ้มกับชื่อของตัวเอง
คุณศรัณย์หยุดก่อนถึงรั้วบ้านยกมือขึ้นพนมกลางอกเพื่อบอกกับเจ้าที่เจ้าทาง
‘วันนี้ข้ามีผู้ติดตามเป็นดวงวิญญาณดวงหนึ่งชื่อว่าดาว จะเข้าเรือนไปกับข้า ขอท่านเจ้าที่เปิดทางให้ด้วย’
“เจ้าชื่อว่าอะไรนะ”
“ดาวจ้ะ ฉันชื่อดาว” เพียงแค่เอ่ยชื่อของตัวเองเปลวความร้อนที่กั้นขวางก็หายไปทันที ดาวมองผ่านประตูรั้วเข้าไปเห็นเรือนไทยหลังไม่ใหญ่มากแต่กลับงดงามและน่าอยู่
หนึ่งหนุ่มหนึ่งผีสาวเดินผ่านเจ้าที่ขึ้นไปยังตัวเรือน ท่านนึกแปลกใจไม่น้อยว่าเหตุใดคุณศรัณย์ถึงได้พาผีสาวตนนี้เข้าเรือน ไม่เคยมีภูตผีตนใดได้ผ่านประตูนี้เข้าไปได้
แม้จะนึกแปลกใจแต่เมื่อเห็นว่าผีตนนี้ไม่มีอิทธิฤทธิ์มากพอจะทำร้ายเจ้าของเรือน เจ้าที่จึงไม่ขัดขวาง
“นี่เรือนท่านหรือจ๊ะ”
“ลูกสาวเจ้าค่ะ คุณหลวง” หมอตำแยรีบออกมาบอกผู้เป็นพ่อที่เพิ่งเดินขึ้นเรือนมาด้วยความร้อนอกร้อนใจ“เป็นอย่างไรบ้าง”“ดีเลยเจ้าค่ะ น่าชังยิ่งนัก” หมอตำแยรีบบอก คุณหลวงถอนหายใจอย่างโล่งอกโล่งใจเช้าวันต่อมาคุณหลวงรีบเร่งไปวัดใกล้บ้านเพื่อหารือเรื่องลูกและดวงเกิดของลูกสาว“ชื่อเพราะ เอาตามที่โยมว่านั่นแหละ ชื่อเป็นมงคลดีแล้ว” หลวงพ่อชราเอ่ยกับคนตรงหน้า พระท่านถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะพูดต่อ“ลูกคนนี้มีดวงอุปถัมภ์ค้ำจุนครอบครัวและคนรอบข้าง แต่มีบางสิ่งที่ต้องระวัง” คำของหลวงพ่อทำให้สีหน้าของผู้เป็นพ่อจืดเจื่อนไปถนัดตา“ต้องระวังสิ่งใดขอรับ”“คืนก่อนเป็นคืนราหูทั้งที่มิควรเป็น คืนที่พระจันทร์งดงามเช่นนี้กลับกลายเป็นคืนราหู” คำบอกเล่าของหลวงพ่อตรงหน้าทำให้หลวงพิชิตยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก เข้าใจเพียงครึ่งที่หลวงพ่อพูด“อย่างไรหรือขอรับ” สุดท้ายในเมื่อไม่เข้าใจ หลวงพิชิตก็เก็บความฉงนไว้ไม่ได้เอ่ยถามออกไป“เป็นคนดวงแข็ง เกิดในคืนราหูอมจันทร์นั่นเท่ากับว่าดวงของลูกโยมมีพลังแห่งเงาและความมืด เป็นพลังที่คนชั่วอยากได้นักแล”“อยากได้ไปทำไมขอรับ” หลวงพิชิตเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล“เอาไปทำสิ่งไม่ดี เอ็งอย่าอยาก
“ยังไงวะ สอนข้าหน่อย” ไอ้ชดขยับเข้ามาอีกหน่อยเพราะเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่พูดเสียงดังกันได้“ตอนที่น้ำกำลังจะพุ่งมึงต้องเอาออกมาพุ่งด้านนอก” คำสอนของไอ้กล้าทำคนฟังชะงักไปนิดพลางคิดในใจว่า กูจะชักออกอย่างไรให้ทัน“มันทำได้เหรอวะ เวลานั้นกูไม่อยากเอาออกมาเลย” ไอ้ชดเอ่ยแย้ง เขาอยากกดแช่ไว้แล้วพุ่งในตัวเมียมากกว่าดึงออก“กูถึงบอกว่ามันต้องฝึกไง ไม่งั้นมึงก็หายาต้มมาให้เมียมึงกิน” ไอ้กินยาต้มนี้ไอ้ชดก็ให้เมียกินเช่นกัน แต่เมียเขามันบอกว่ามึนหัวเวลากิน ไอ้ชดเลยไม่อยากให้กินบ่อย“เอาออกมาแล้วมันจะพุ่งเหรอวะกล้า”“มึงก็เอามือรูด ๆ แรง ๆ เดี๋ยวก็พุ่งออกมา”“ไม่ท้องแน่นะ”“มันก็อยู่ที่ความสามารถของมึงไอ้ชด” กล้ายกยิ้มอย่างเป็นต่อ เพราะเขาเป็นผู้ใช้วิธีนี้ได้ผล อยากเสพสุขกับเมียเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องกังวลใจว่าจะมีลูกหลายเดือนผ่านไปใบหน้าของชดแช่มชื่นเพราะอารมณ์คั่งค้างได้ปลดปล่อยทุกคืนและวิธีที่ไอ้กล้าบอกก็ได้ผลนักแล“เป็นอะไรอารมณ์ดีเชียว” ศรัณย์ถามลูกน้องคนสนิท“ไอ้ชดไม่มีลูกเพิ่มแล้วนะครับ”“เหรอ ทำไมล่ะมีเพิ่มก็ได้นี่จะได้ช่วยกันทำงาน ที่นี่มีงานให้ทำอีกเยอะ” ศรัณย์พูดถึงโรงสีข้าวขนาด
“อา...อ๊ะ ดาวพี่เสียว” เวลาร่วมรักศรัณย์จะร่ายอาคมครอบกระท่อมไว้ ฤทธิ์เดชของมนตร์นั้นทำให้คนหรือแม้แต่ผีสางเทวดาก็มองไม่เห็นว่ายามนี้เขากับดุจดารากำลังขย่มกันชานกระท่อมแทบพัง“เสียวจัง อา...อา ดาวเสียวจังค่ะ” หล่อนครางบอกเขา สายตาหล่อนปรือหวานด้วยความรัญจวนที่ได้รับเกินกว่าจะห้ามกิริยาไว้ได้“พี่ก็เสียว น้องตอดพี่ตุบ ๆ เลย” ศรัณย์เองเวลานี้เขาเองก็ไม่หลงเหลืออากัปกิริยาของสุภาพบุรุษ เวลาเช่นนี้ความเร้าใจ ความดิบเถื่อนเท่านั้นที่พวกเขาต้องการศรัณย์นอนลงโดยที่ดุจดาราล้มตัวลงทาบอยู่บนอกแกร่งจากนั้นชายหนุ่มก็ทำให้หล่อนรู้ว่าสุขจนตาลอยน้ำตาไหลอาบแก้มเป็นเช่นไร เมื่อเขากระแทกจากด้านล่างทำให้ร่างบางบนอกกรีดร้องด้วยความสุขเสียวเขาเองก็ครางราวกับสัตว์ป่ากำลังโดนทำร้าย หากแต่ความจริงเขากำลังเป็นสัตว์ป่าที่กำลังเมามันในกามาที่แสนสุข“พร้อมกันดาว” เมื่อคำสั่งของเขาดังขึ้นร่างบางก็กระตุกรับความอุ่นวาบที่ไหลเข้าสู่กายสาว ใบหน้างามร้อนด้วยพิษรักแนบกับอกแกร่งหล่อนยังเสียวและกระตุกตอดเขาไม่หยุด ทั้งสองกดกายแช่ไว้ในกันและกันด้วยรู้ว่าบทรักรอบเดียวไม่เพียงพอทั้งเขาและหล่อนบทรักรอบสองเกิดขึ้นเมื่อเขา
ตอนพิเศษ 1 ทำด้วยกันได้แล้วหลังกลับจากวัดสองคนผัวเมียนั่งอยู่ที่กระท่อมชายทุ่ง ดุจดารายิ้มกับแสงแดดและสายลม“ยิ้มอะไรรึ” ศรัณย์ช้อนร่างบางของเมียรักขึ้นนั่งบนตัก กดจมูกหอมแก้มหล่อนฟอดใหญ่ วันนี้เมียรักเขาอารมณ์ชื่นบานนัก ไม่รู้ว่ายิ้มกับสิ่งใด“ก็วันนี้ดาวมีลูกให้พี่ได้ ไปวัดกับพี่ได้ บอกกับคนอื่นได้ว่าเป็นเมียพี่ศรัณย์”“พี่ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดเช่นนั้นกับน้อง เวลานั้นพี่ต้องทำให้น้องเกลียดพี่และยอมไปจากพี่” นึกถึงคำพูดนั้นทีไรหัวใจของศรัณย์ก็ปวดร้าวทุกครา“ดาวไม่ได้โกรธแล้ว อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิคะ เพราะคำพูดวันนั้นทำให้เรามีวันนี้อย่างไรคะ” ดุจดารายิ้มหวานให้เจ้าของตักและอ้อมกอดอบอุ่น หล่อนซุกหน้าลงบนอกกว้าง“จำได้หรือไหมว่าตรงนี้เราทำอะไรกัน” ชานกระท่อมที่ไม่มีฝาไม้ไผ่ปิดบังสายตาผู้คน คำถามนั้นทำให้ดุจดาราหน้าร้อนถ้าเขาถามอย่างนี้จะมีอะไรเล่าที่เราทำร่วมกันบนกระท่อมปลายนาเช่นนี้“น้องอายนะคะ” ปากบอกว่าอายแต่มือกลับไม่ปัดป้องยามมือใหญ่หนาลูบไล้เนินนางใต้กระโปรงและกางเกงชั้นใน“หันหน้ามาทางพี่ คร่อมพี่ไว้ ไม่ต้องอายไม่มีใครเห็น”“ตอนเป็นวิญญาณรู้ว่าไม่มีใครเห็น แต่ยามนี้น้องเป็นค
เรื่องมาลากับสมหมายผ่านไปเพียงไม่นาน ไอ้กล้าก็คลานเข่าเข้ามาหาศรัณย์ในตอนที่ชายหนุ่มอยู่ตามลำพัง ไร้เงาเมียเจ้านายและไอ้ชดคนติดเจ้านาย“มีอะไรกล้า”“คุณศรัณย์ไปขอสาวให้ผมหน่อยครับ” ขอสาว คำนี้ศรัณย์ต้องขมวดคิ้วอย่างไม่อยากเชื่อ เขาไม่เคยได้ยินว่าไอ้กล้าจะชอบพอใคร“ใครรึ”“คนไม่ไกลนี่แหละครับ” ได้ยินมันบอกเช่นนั้นศรัณย์ยิ่งสนใจใคร่รู้ว่าคนไม่ไกลที่มันหมายถึงคือใคร“จะบอกได้หรือยัง เดี๋ยวกูก็ไม่ไปขอให้หรอก”“บอกแล้วครับบอกแล้ว นังสร้อยนะครับ” ไอ้กล้าตอบพร้อมทั้งบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย ศรัณย์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าไอ้กล้าจะถูกใจสาวที่เจอหน้ากันทีไรก็มักจะวิวาทะกันเสมอ“มันอย่างไรวะไอ้กล้า ข้าไม่อยากเชื่อ” ศรัณย์ถามอย่างปรีดา ในช่วงเวลานั้นเองที่ดุจดารากับสร้อยก็เดินขึ้นเรือนมาพอดี“น้องดาวมานี่เร็ว” ดุจดาราเร่งจังหวะฝีเท้าขึ้นเมื่อผู้เป็นผัวเร่งเร้า หล่อนเดินไปยังตั่งที่สามีนั่ง หย่อนกายลงนั่งข้างกันบนตั่งไม้สักที่อยู่มุมหนึ่งของเรือน ข้างหน้าเห็นว่าไอ้กล้านั่งเหงื่อตกอยู่“มีอะไรหรือคะ” ดุจดาราเอ่ยถาม มองหน้าคนข้างกาย รอฟังสิ่งที่เขาจะเล่า“ไอ้กล้ามันให้พี่เป็นเถ้าแก่”“เป็น
“อ้าว มาลามาได้อย่างไร แล้วใครดูร้านรึ” คุณหญิงไพลินตกใจเมื่อเห็นว่ามาลา ผู้เป็นน้องสาวมาปรากฏที่ห้องนั่งเล่นของเรือนที่บางปะอินแทนที่จะอยู่ที่พระนครเพื่อดูแลร้าน“เอ่อ...เอ่อ” มาลาอ้ำอึ้ง มือวางบนหน้าขาตัวเองขย้ำกระโปรงสีหวานไปมา มาลาเป็นคนสวย แต่งตัวราวสาวสมัยใหม่ด้วยเพราะต้องดูแลร้านตัดเสื้อของพี่สาวเพราะความงามทำให้ในวัยสาวหล่อนพลาดพลั้งเผลอใจกับคู่หมั้นหนุ่ม แต่เมื่อเขาได้เชยชมสมใจกลับไม่ยอมแต่งงานอย่างที่ตกลงกันไว้ แม้จะได้ของหมั้นมาทั้งหมดแต่มาลาก็อับอายจนไม่กล้ารักใคร่ผู้ใดอีก“มีอะไรรึ อ้ำอึ้งอยู่ได้” คุณหญิงไพลินใจคอไม่ดีจึงเอ่ยถามน้องสาวอย่างอยากรู้ อาการเช่นนี้และพาตัวเองมาถึงบางปะอินคงไม่ใช่เรื่องขี้ปะติ๋วเป็นแน่“ฮือ...ฮือ ฉันท้องจ้ะพี่ไพลิน” คำตอบของมาลาทำให้คุณหญิงไพลินและดุจดาราเบิกตากว้างด้วยไม่อยากเชื่อว่ามาลาจะท้อง ในเมื่อหล่อนไม่มีคนรักหรือสามี จะท้องได้อย่างไร“ท้อง!!!” คุณหญิงไพลินลุกขึ้นยืนกำมือแน่นด้วยความโมโห“ฮือ ๆ” มาลาร้องไห้ตัวโยน น้ำตาของหล่อนไหลอาบทั้งสองแก้ม ดุจดาราจำต้องรีบเข้าไปโอบกอดผู้เป็นน้าไว้แน่น“ใจเย็นก่อนค่ะแม่” ดุจดาราผู้ไม่เคยเห็นแม่ของหล่







