Masukการร่วมมือกันของเฉินซื่อกรุ๊ปและลู่ซื่อกรุ๊ปดำเนินไปอย่างมั่นคงสามปีต่อมา ผมกับลู่อวี๋เสวี่ยก็แต่งงานกันสถานที่จัดงานแต่งงานถูกเลือกเป็นเมืองเล็ก ๆ สไตล์วินเทจในต่างประเทศ ทุกบ้านเรือนที่นั่นล้วนแขวนกระดิ่งลมหลากสีสันเอาไว้ยามที่สายลมโชยพัดผ่านก็จะมีเสียงดังกรุ๊งกริ๊งกังวานใส ราวกับเป็นเสียงอวยพรอย่างจริงใจตอนงานใกล้จะเลิก ผมได้รับของขวัญแสดงความยินดีชิ้นหนึ่งไม่ได้ลงชื่อเอาไว้ ทว่าตราประทับของซ่งซื่อกรุ๊ปนั้นคนรอบข้างล้วนคุ้นเคยกันดีความจริงแล้วหลังจากที่ลู่อวี๋เสวี่ยเข้ามารับช่วงต่อลู่ซื่อกรุ๊ปอย่างเป็นทางการ ก็ดำเนินการกดดันซ่งซื่อกรุ๊ปอย่างหนักหน่วงในทุกวิถีทางหากจะบอกว่าก่อนหน้านี้ซ่งซื่อกรุ๊ปที่ไม่มีคุณนายลู่คือตึกสูงที่กำลังจะพังทลายเช่นนั้นซ่งซื่อกรุ๊ปที่ถูกลู่อวี๋เสวี่ยจัดการไปแล้วก็คงเหลือเพียงแค่เศษซากปรักหักพังเท่านั้นครอบครัวที่ทรยศแม่ของเธอ ลู่อวี๋เสวี่ยไม่มีทางปล่อยไปผมเลือกจะให้ความร่วมมืออย่างไม่ลังเล ยิ่งไปกว่านั้นยังทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกซ่งซื่อกรุ๊ปไม่มีชื่ออยู่ในแวดวงมาตั้งนานแล้วเพราะคนที่เคยหักหลังผม ผมก็ไม่ปล่อยไปเช่นกันในสถานการณ์เช
เพราะออกมาจากการให้ปากคำที่สถานีตำรวจก็ดึกมากแล้ว ผมเลยตัดสินใจพาลู่อวี๋เสวี่ยกลับมาที่บ้านของผมวันรุ่งขึ้นพอลืมตาขึ้นมา อาหารเช้าก็ถูกจัดวางเตรียมไว้ตรงหน้าแล้วผมยืนพิงกรอบประตู มองคนที่กำลังตั้งใจล้างภาชนะ พลางเอ่ยถาม “เป็นแม่ศรีเรือนขนาดนี้เลยเหรอ”“ยังไม่มีสถานะก็ต้องทำตัวเป็นแม่ศรีเรือนหน่อย จะได้ทิ้งความประทับใจดี ๆ ให้คนของฉันไง”“ไม่งั้นถ้าเขาโกรธขึ้นมา ไม่เอาฉันแล้วจะทำยังไงล่ะ”ลู่อวี๋เสวี่ยใช้นิ้วแตะปลายจมูกของผมเบา ๆ บ่นทีเล่นทีจริงทำเอาผมจนใจ พอนึกถึงตอนแยกย้ายกันเมื่อคืนที่พวกเพื่อน ๆ เอาแต่มองลู่อวี๋เสวี่ยด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็นอย่างไม่ปิดบังผมเลื่อนดูโทรศัพท์มือถือไปเรื่อยเปื่อย สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ข่าวหัวข้อหนึ่งเข้า ก่อนเอ่ยยิ้ม ๆ“อยากได้สถานะเหรอ มาแล้วนี่ไง”พาดหัวข่าวที่พุ่งขึ้นติดอันดับคำค้นหายอดฮิตใช้ตัวอักษรใหญ่และหนาเตอะ“ทายาทตระกูลเฉินมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ยั่วยวนภรรยาคนอื่น”“ทายาทตระกูลเฉินมีชีวิตส่วนตัวเละเทะ ให้หญิงแปลกหน้าค้างแรมด้วย”พาดหัวข่าวทั้งสองหัวข้อขึ้นมาไล่เลี่ยกัน ช่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดีจริง ๆดูจากท่าทางแล้วคงเป็นความอาฆา
ผมได้เจอซ่งลู่อีกครั้งในงานเลี้ยงต้อนรับที่เพื่อนจัดให้ต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เรื่องราวในแวดวงก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นเรื่องธุรกิจและการบริหารกิจการของแต่ละตระกูลแสงไฟสลัว ๆ กับรสชาติหวานนิด ๆ ของแอลกอฮอล์ บรรยากาศถือว่าผ่อนคลายดีผมอดจะรั้งอยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้ ทว่าจู่ ๆ ก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญโผล่เข้ามาบรรยากาศในห้องส่วนตัวพลันเงียบกริบอย่างประหลาดเพื่อนดึงชายเสื้อผม อธิบายเสียงเบา “อาหราน ไม่มีใครเชิญเธอมานะ”ผมพยักหน้า แค่คิดก็รู้แล้วเพื่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอก น้ำเสียงเจือไปด้วยความดูถูก “ตอนนี้สองคนนั้นถือเป็นเห็บในแวดวงไปแล้ว ครอบครัวตกต่ำก็แล้วไปเถอะ แต่นิสัยใจคอก็ใช้ไม่ได้ด้วย”“โดยเฉพาะเซี่ยหมิงอวี่ มองซ่งลู่เหมือนของล้ำค่าอะไรมากมาย เป็นผู้หญิงเธอก็ระแวงไปหมด”ผมเอียงหน้ามอง ด้านหลังของซ่งลู่มีเซี่ยหมิงอวี่เดินตามมาจริง ๆ ด้วยพอเห็นสายตาผมมองไป เซี่ยหมิงอวี่ก็หดไหล่ด้วยความกลัวตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็ถลึงตาใส่ผมซ่งลู่เดินตรงมานั่งลงที่ตำแหน่งตรงข้ามผมราวกับไม่ทันสังเกตเห็นเลยคนอื่นพยายามส่งเสียงคุยกันเพื่อไม่ให้งานกร่อย ผมจึงลุกขึ้นเดินหลบความวุ่นวายไปที่ห
สำนักงานใหญ่ของบริษัทอยู่ในเมืองนี้ ผมจึงขับรถกลับบ้านไปเอาเอกสารเลยเพื่อความสะดวกสบายของผม ตอนนั้นแม่จึงซื้อคฤหาสน์หลังเล็กที่มีสวนให้ผมผลักประตูรั้วเปิดออก ทว่าตอนที่กำลังปลดล็อกรหัสผ่านกลับต้องสะดุ้งตกใจบริเวณโถงทางเดินริมประตูมีคนนั่งอยู่คนหนึ่งเธอหันหน้ามา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือดวงตาที่แดงก่ำคู่หนึ่งผมขมวดคิ้ว “ซ่งลู่ เธอเข้ามาได้ยังไง”จู่ ๆ ก็เหลือบไปเห็นหัวเข่าของเธอที่ถูกกระแทกจนเขียวช้ำ คิ้วของผมก็ขมวดมุ่น “เธอปีนประตูรั้วเข้ามาในบ้านฉันเหรอ มีธุระอะไรไหม”คนที่เอาแต่เงียบไม่พูดไม่จาจ้องมองผมตาไม่กะพริบ จู่ ๆ ก็เอ่ยปากขึ้นมา “อาหราน นายผอมลงนะ”ผมไม่เข้าใจว่าคำทักทายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยประโยคนี้ของเธอว่าคิดจะทำอะไรกันแน่ จึงหันหลังเตรียมจะเดินจากไปทว่าเธอกลับพุ่งเข้ามากอดผมไว้ด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลราวกับเคียดแค้นจนอยากบดขยี้แขนของผมให้แหลกละเอียดโชคดีที่การฝึกฝนที่ผมได้รับมาไม่ได้มีไว้แค่โชว์ ผมสะบัดมือสลัดเธอออกอย่างแรง แล้วเช็ดแขนด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียนเล็กน้อย“ซ่งลู่ สำรวมหน่อย”เธอหัวเราะเสียงต่ำ “นายบอกให้ฉันสำรวมเหรอ”“เฉินฮ่าวหราน นายกับลู่อวี๋เสวี่
หลังงานหมั้นผ่านพ้นไป ทางบ้านก็จัดแจงให้ผมไปฝึกงานที่บริษัทในประเทศแม่ของผมวาดฝันถึงอนาคต “ถึงตอนนั้นพวกลูกก็ดูแลเรื่องในบ้าน ส่วนแม่กับแม่ลู่ของลูกจะดูแลเรื่องงานข้างนอกเอง”พ่อของผมเอ่ยเสียงอ่อยบอกให้ผมช่วยเฝ้าแม่ไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้ป้าลู่หลอกล่อพาตัวไป...ผมอดขำไม่ได้ขณะก้าวขึ้นเครื่องบินกลับประเทศพร้อมกับความคาดหวังเหล่านี้ตอนมาส่งผมขึ้นเครื่อง ลู่อวี๋เสวี่ยหยิบกระดิ่งลมหนึ่งอันหนึ่งมาวางลงบนฝ่ามือของผมเธออยู่ต่อหน้าผมมักจะสงวนท่าทีและมีมารยาทมาโดยตลอดทว่าก็อดไม่ได้ที่จะใช้เสียงกระดิ่งบอกความคิดถึงของเธอให้ผมรับรู้ห่างหายไปนานหลายเดือน ม.ปลายปี 3 ห้อง A แห่งโรงเรียนอีจงได้กลายเป็นอดีตไปแล้วตอนเพื่อนในประเทศส่งรูปถ่ายจบการศึกษาที่ไม่มีผมอยู่ในนั้นมาให้ จู่ ๆ ผมกลับรู้สึกราวกับผ่านไปเนิ่นนานในรูปถ่าย ซ่งลู่กับเซี่ยหมิงอวี่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ดูเหมาะสมกันดีสายตาของผมกวาดมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของคนทั้งสอง ภายในใจไม่มีความรู้สึกหวั่นไหวเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้วเพื่อนรู้สึกโมโหอยู่บ้าง “ตอนแรกที่นายจะไปพวกฉันยังทำใจไม่ได้เลย แต่ตอนนี้รู้สึกว่าไปซะได้ก็ดีเหมือนกัน”“
ผมยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสียงของลู่อวี๋เสวี่ยก็ดังขึ้นมา “อาหราน ฉันพานายไปทำความรู้จักโรงเรียนใหม่ของนายก่อนดีไหม”สีหน้าของเธอไร้เดียงสา เหมือนเป็นแค่คนมีน้ำใจใสซื่อเท่านั้นเสียงของซ่งลู่แหลมปรี๊ดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “อาหราน นายอยู่กับลู่อวี๋เสวี่ยเหรอ”“นายอยู่ที่ไหนกันแน่”ผมดึงโทรศัพท์ออกห่างเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเสียงของซ่งลู่น่ารำคาญ“ฉันอยู่ที่ไหนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย”ซ่งลู่ราวกับไม่ได้ยิน น้ำเสียงเจือไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “นายถึงขั้นไปหาลู่อวี๋เสวี่ยเพื่อประชดฉันเนี่ยนะ?!”“เพื่อยั่วโมโหฉัน นายถึงกับยอมเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับคนต่ำทรามแบบนั้น...”เมื่อเห็นว่าเธอพูดจาน่าเกลียดขึ้นเรื่อย ๆ ผมจึงตวาดขัดอย่างสุดทน “หุบปาก!”ผมสูดลมหายใจลึก แล้วเอ่ยอย่างเด็ดขาด “ซ่งลู่ เธอนั่นแหละที่เป็นคนที่ต่ำตมที่สุด”ประโยคนี้ ในที่สุดผมก็ได้คืนมันให้เธอเสียที“ไม่ต้องโทรมาอีก ความสัมพันธ์ทั้งหมดของเรา จบแค่นี้”พูดจบผมก็รีบกดวางสาย แล้วบล็อกเบอร์นี้พร้อมกับลบทิ้งเช่นเดียวกันโลกกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ผมเอ่ยด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย “ขอโทษทีนะที่ต้องให้เธอมาได้ยินเรื่อง
ผมค่อย ๆ จัดของที่ซ่งลู่เคยมอบให้ผมในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาทีละชิ้นเนกไทเส้นนี้คือของขวัญวันเกิดอายุครบสิบแปดปีที่เธอมอบให้ผม หลังจากใส่ไปโรงเรียนได้ครั้งเดียว ผ่านไปไม่นานก็เห็นเนกไทแบบเดียวกันเป๊ะอยู่บนคอของเซี่ยหมิงอวี่เขาเอ่ยด้วยความขวยเขิน “อาลู่บอกว่าคนอื่นมีอะไร ฉันก็ต้องมีเหมือนกัน...”
วันรุ่งขึ้น ผมถือใบคำร้องแผ่นใหม่ไปประทับตราที่โรงเรียนเมื่อเห็นรอยประทับสีแดงสดอันเป็นสัญลักษณ์ของการจากไปของผมถูกประทับลงบนกระดาษอย่างหนักแน่น จู่ ๆ ภายในใจของผมก็วูบโหวงไปชั่วขณะหลังจากเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ตรงหน้าก็ถูกคนขวางทางเอาไว้ซ่งลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย“อาหราน นายเปลี่ยนรหัสผ่านประตูบ้านแ
บทที่ 1รับปากว่าจะย้ายโรงเรียนกับเพื่อนวัยเด็กที่ถูกกลั่นแกล้ง ทว่าเธอกลับเปลี่ยนใจก่อนวันประทับตราเพื่อนสนิทของเธอเอ่ยแซว “เธอเนี่ยเก่งจังนะ ทำเป็นถูกแกล้งมาตั้งนาน เพื่อหลอกให้เฉินฮ่าวหรานย้ายออกไป”“แต่เขาเป็นเพื่อนเธอมาตั้งแต่เด็กเลยนะ เธอตัดใจให้เขาไปอยู่โรงเรียนที่ไม่คุ้นเคยคนเดียวได้ลงคอ