เข้าสู่ระบบฉันเคยรับปากว่าจะย้ายโรงเรียนไปพร้อมกับเขา เพื่อนสมัยเด็กที่ถูกรังแก แต่เขากลับเปลี่ยนใจในวันก่อนยื่นเอกสารอย่างเป็นทางการ เพื่อนของเขาพูดแซวว่า “เก่งจริงนะ แกล้งทำเป็นโดนรังแกตั้งนาน ก็เพื่อหลอกเอาจู้ฮ่าวหลานไป” “เธอเป็นแค่เพื่อนสมัยเด็กของนายเอง นายกล้าปล่อยให้เธอไปโรงเรียนแปลกหน้าแค่ลำพังจริงๆ เหรอ” ซ่งลู่เจ๋อตอบด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ก็แค่โรงเรียนอีกแห่งในเมืองเดียวกัน จะไกลสักแค่ไหนกัน” “โดนเธอตามติดทั้งวัน ฉันก็เริ่มเอียนเหมือนกัน แบบนี้ก็ดีแล้ว” วันนั้นฉันยืนอยู่นอกประตูเป็นเวลานาน สุดท้ายก็เลือกที่จะหันหลังเดินจากไป เพียงแต่ในใบสมัครย้ายโรงเรียน ฉันเปลี่ยนจากโรงเรียนมัธยมในเมืองไห่เป็นโรงเรียนมัธยมในต่างประเทศตามที่พ่อแม่ต้องการ ทุกคนลืมไปแล้วว่า ระหว่างฉันกับเขา เดิมทีก็อยู่คนละโลกกันอยู่แล้ว
ดูเพิ่มเติมตุบ ๆ
เสียงรองเท้าผ้าใบคู่เล็กกระทบกับพื้นคอนกรีตซอยถี่ บ่งบอกว่าอารมณ์เจ้าของรองเท้านั้นเร่งรีบขนาดไหน แฮก ๆ เสียงหอบเหนื่อยของเจ้าของรองเท้ามาหยุดที่หน้าคาสิโนขนาดใหญ่ที่สร้างในพื้นที่หลายสิบไร่ ซึ่งคาสิโนใหญ่แห่งนี้มีการพนันทุกชนิดแบบครบวงจรไว้คอยบริการนักพนันทั้งในและนอกประเทศที่เข้ามาเล่นกันอย่างแน่นขนัดทุกวี่วัน "หนะ..หนูขอพบเสี่ยภาคินทร์ค่ะ ขอให้หนูเข้าไปหน่อยนะคะ" เสียงหวานปนหอบเอ่ยขอร้องการ์ดหน้าประตูที่ยื่นมือห้ามไม่ให้เธอเข้าไป หญิงสาวผู้นี้มีใบหน้าเล็กสวยหวาน ดวงตากลมโต ปากอิ่มแดงระเรื่อเป็นสีชมพูอ่อนราวกับเป็น สาวแรกแย้มวัยมัธยม ทำให้การ์ดหน้าประตูเข้าใจผิดว่าเธอนั้นเป็นแค่เด็กมัธยมปลาย "ที่นี่ห้ามคนอายุต่ำกว่ายี่สิบปีเข้าครับ" การ์ดหนึ่งในสองที่ยืนขวางเธอบอกกับเธอเสียงเข้ม เด็กสาวขมวดคิ้วยุ่ง การ์ดไม่ได้ฟังเลยว่าเธอขอเข้าพบเสี่ยผู้เป็นเจ้าของคาสิโน เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาเล่นการพนัน "หนูอายุยี่สิบสองแล้วค่ะ แล้วหนูก็ไม่ได้มาเล่นการพนัน หนูมาขอพบเสี่ยภาคินทร์ค่ะ" หญิงสาวรีบอธิบายให้การ์ดตัวสูงใหญ่ให้เข้าใจ เมื่อเห็นว่าเขาเข้าใจจุดประสงค์ของเธอผิดแผกไป "มีธุระอะไรครับถึงอยากจะขอพบเสี่ย?" การ์ดตัวโตอีกคนที่ยืนฟังเงียบ ๆ ถามขึ้นมา เขาหรี่ตามองสำรวจรูปร่างบอบบางราวกับเป็นเด็กน้อยของเธอ หุ่นแบบนี้ไม่ใช่สเปกเสี่ยแน่นอน "หนูจะมาคุยเรื่องโฉนดที่ดินที่พี่หนูเอามาค้ำประกันเงินกู้กับเสี่ยค่ะ" หญิงสาวตัวเล็กเงยหน้าบอกกับการ์ดคนนั้น แววตาเธอช่างดูเศร้าปนขอร้อง "สักครู่นะครับ" การ์ดคนเดิมรีบแตะที่หูฟังที่คล้องไว้ที่ใบหูเพื่อติดต่อกับคนข้างใน เมื่อเห็นว่าธุระที่สาวสวยคนนี้เป็นเรื่องเงินทอง ซึ่งเขาไม่สามารถตัดสินใจแทนเจ้านายได้ "ครับ ได้ครับ" การ์ดตัวโตคุยกับคนข้างในไม่กี่คำเขาก็เอ่ยรับคำจากคนปลายสาย "เชิญตามผมมาครับ" การ์ดคนที่ติดต่อคนข้างในหันมาบอกเธอและก้าวเท้านำหน้าเพื่อพาเข้าไปข้างในตามคำสั่ง ซึ่งหญิงสาวก็รีบสาวเท้าเดินตามไปทันที ปาริฉัตร หรือ แป้งหอม หญิงสาวผู้มีกลิ่นตัวที่หอมคล้ายกลิ่นแป้งเด็กมาตั้งแต่เกิด แม่เธอจึงตั้งชื่อให้ตามกลิ่นนั้น สาวสวยวัยยี่สิบสองปี ผู้มีใบหน้าที่อ่อนกว่าวัยจนทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเธอเป็นแค่เด็กมัธยม ทั้ง ๆ ที่เธอนั้นเรียนใกล้จะจบระดับมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ปาริฉัตรเดินตามการ์ดตัวใหญ่เข้าไปในคาสิโน แม้ว่าขณะนี้เป็นเวลาที่เช้ามากแต่ก็ยังมีคนเข้ามาเล่นการพนันกันอย่างคับคั่ง มากันแต่เช้าหรือว่าอยู่ที่นี่ทั้งคืนเธอนั้นก็ไม่แน่ใจนัก ทุกคนไม่ได้สนใจคนเข้ามาใหม่ ดวงตาต่างจ้องมองสิ่งที่อยู่บนโต๊ะใหญ่หน้าตัวเองลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ คาสิโนใหญ่มีทั้งหมดสี่ชั้น สามชั้นแรกเปิดเป็นบ่อนเล่นการพนันถูกกฎหมาย เธอเดาว่าเจ้าของคงมีอิทธิพลกว้างขวางมากถึงเปิดแหล่งการพนันที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้โดยไม่สนคำวิพากย์วิจารณ์ของสังคมที่ยังไม่เปิดใจรับกับเรื่องพวกนี้มากนัก ปาริฉัตรถูกพาขึ้นลิฟต์และมาหยุดยังชั้นบนสุดของตึกคาสิโน ดวงตากลมโตสำรวจมองขณะที่เดินไปตามทาง ชั้นนี้ถูกเปิดเป็นผับขนาดใหญ่เต็มบริเวณพื้นที่ ผับถูกแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นล่างมีโต๊ะเล็ก ๆ หลายสิบชุดจัดไว้รอบห้อง กลางห้องเว้นไว้ให้เป็นฟอร์เต้นรำโล่ง หญิงสาวเดินตามการ์ดขึ้นไปตามบันไดเล็กขึ้นไปยังชั้นสองของผับ ซึ่งแบ่งเป็นห้องหลายห้องเพื่อรองรับลูกค้าวีไอพีเงินหนา การ์ดเดินนำเธอแล้วมาหยุดที่หน้าห้องห้องหนึ่ง เขายกมือเคาะประตูก่อนเพื่อขออนุญาตคนที่อยู่ด้านใน ก๊อก ๆ "เข้ามา" เสียงทุ้มเรียบแต่ทรงอำนาจดังขึ้นมาจากด้านใน แกรก.. "เธอมาแล้วครับเสี่ย" การ์ดตัวโตเดินนำปาริฉัตรเข้าไปในห้องก่อนเพื่อรายงาน แล้วหันหน้ามาหาพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงให้เธอเดินเข้ามา "อือ มึงลงไปทำงานได้แล้ว" ชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อคมเข้มบอกกับการ์ดขณะที่เจ้าตัวยังคงนั่งก้มหน้าเซ็นเอกสารบนโต๊ะ ปาริฉัตรค่อย ๆ ก้าวขาเข้ามาในห้องอย่างประหม่า วินาทีถัดมาประตูห้องก็ถูกปิดโดยฝีมือการ์ดคนนั้น หญิงสาวมองสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดระแวง ห้องทำงานของเสี่ยภาคินทร์เป็นห้องกว้างโทนสีเข้ม มุมห้องมีโต๊ะเล็กซึ่งมีกระติกน้ำร้อน ชุดแก้วกาแฟ และกล่องใส่ซองชงกาแฟสำเร็จรูปวางอยู่ด้วยกัน ถัดไปมีตู้เอกสารหลายตู้เรียงกันชิดผนังห้อง หญิงสาวเลื่อนสายตาอันหวาดระแวงมายังผู้ชายที่ยืนกุมมือสองข้างก้มหน้านิ่ง ตาของผู้ชายคนนั้นมองไปยังเอกสารบนโต๊ะ ที่ซึ่งมีชายหน้าหล่อคมเข้มกำลังจรดปากกาเซ็นลายมือชื่ออยู่ ปาริฉัตรยอมรับว่าผู้ชายคนที่นั่งโต๊ะหล่อสะดุดตากว่าทุกคนที่เธอเคยเจอมา "มีอะไรก็พูดมา" กำลังมองเพลิน ๆ ผู้ชายที่นั่งเซ็นเอกสารก็เป็นคนเอ่ยขึ้น ทำเอาร่างอรชรสะดุ้งนิด ๆ อย่างตกใจ "เอ่อ หนูมาหาเสี่ยภาคินทร์ค่ะ" ปาริฉัตรมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้า ลังเลใจว่าจะใช่เสี่ยภาคินทร์หรือไม่ เพราะดูเขาอายุยังไม่เยอะแถมยังดูแข็งแรงบึกบึน ดูได้จากท่อนแขนแกร่งที่มีแต่มัดกล้าม ที่พ้นออกมาจากแขนเสื้อเชิ้ตที่ถูกพับขึ้นไปเกือบถึงศอก ดูแล้วน่าจะเป็นคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เป็นชายแก่อ้วนลงพุงพลุ้งอย่างที่เสี่ย ๆ ทั้งหลายเป็นกัน "ฉันนี่แหละ มีอะไรก็รีบว่ามา ฉันยุ่งอยู่" น้ำเสียงห้วนห้าวเอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาคมตวัดขึ้นมองเด็กสาวหน้าจืดตรงหน้า แสดงท่าทีถึงความรำคาญอย่างไม่คิดปิดบัง ก่อนเสี่ยหนุ่มจะก้มหน้าลงไปหาเอกสารตรงหน้าต่อ "เอ่อ.. หนูมาเรื่องโฉนดที่ดินที่พี่หนูเอาค้ำเงินกู้เสี่ยค่ะ" ปาริฉัตรพูดออกไปเสียงแผ่วเบาอย่างเกรงกลัวบุคคลตรงหน้า "แปลงไหน?" เสี่ยภาคินทร์เงยหน้าขึ้นมองเด็กหน้าจืดอีกครั้ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย เขาได้รับโฉนดจากนักพนันหลายต่อหลายแปลงนัก เกินกว่าจะจดจำได้ว่าโฉนดเหล่านั้นเป็นของใครบ้าง .......................... เสี่ยอย่าโหดสิ 55555การร่วมมือกันระหว่างตระกูลจู้และตระกูลสือดำเนินไปอย่างมั่นคงสามปีต่อมา ฉันกับสืออวี้ไป๋ก็แต่งงานกันสถานที่จัดงานแต่งคือเมืองเล็กสไตล์วินเทจในต่างแดน ทุกบ้านล้วนแขวนกระดิ่งลมสีสันสดใสเมื่อสายลมพัดผ่าน จะเกิดเสียงกริ่งใสกังวาน ราวกับคำอวยพรจากใจจริงใกล้จะจบพิธีแต่งงาน ฉันได้รับของขวัญชิ้นหนึ่งไม่มีการลงชื่อไว้ แต่ตราประทับของตระกูลซ่งนั้นคนรอบข้างต่างก็จำได้ดีความจริงแล้ว หลังจากสืออวี้ไป๋เข้าสืบทอดสือกรุ๊ปอย่างเป็นทางการ เขาก็ได้ทำการกดดันและโจมตีตระกูลซ่งอย่างหนักในทุกด้านหากจะเปรียบ ก่อนหน้านั้นตระกูลซ่งที่ไร้การสนับสนุนจากแม่ของสืออวี้ไป๋ก็เหมือนตึกที่ใกล้จะถล่มงั้นตระกูลซ่งหลังถูกสืออวี้ไป๋จัดการ ก็เหลือเพียงซากอิฐซากปูนตระกูลที่ทรยศแม่ของเขา สืออวี้ไป๋ไม่มีวันปล่อยไปง่ายๆฉันเลือกสนับสนุนโดยไม่ลังเล และยิ่งทำให้หนักหน่วงกว่าเดิมตระกูลซ่งไม่มีชื่อเสียงเรียงนามหลงเหลืออยู่ในวงสังคมอีกต่อไปแล้วเพราะคนที่เคยทรยศฉัน ฉันเองก็ไม่มีวันปล่อยไปเหมือนกันในสถานการณ์แบบนี้ยังจะได้รับคำอวยพรจากซ่งลู่เจ๋ออีก ฉันรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยเมื่อเปิดกล่องออก ฉันถึงได้พบว่ามันค
กว่าจะทำเรื่องให้ปากคำที่สถานีตำรวจเสร็จก็ดึกมากแล้ว ฉันเลยตัดสินใจพาสืออวี้ไป๋กลับบ้านไปกับฉันเลยพอตื่นลืมตาขึ้นมาในเช้าวันต่อมา อาหารเช้าก็ถูกนำมาวางเตรียมไว้ตรงหน้าเรียบร้อยแล้วฉันพิงขอบประตูไปมองดูคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจล้างจานชามไป “ขยันขนาดนี้เลยเหรอคะ?”“ก็ยังไม่มีสถานะที่เป็นทางการนี่ เลยต้องทำตัวเป็นพ่อบ้านที่ดีหน่อย เพื่อสร้างความประทับใจให้คนดีของเรา ”“ไม่อย่างนั้นถ้าเธอเกิดโกรธขึ้นมา แล้วไม่เอาเราขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ”สืออวี้ไป๋เอื้อมมือมาบีบปลายจมูกฉัน พลางบ่นกึ่งจริงกึ่งล้อฉันได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ นึกถึงสายตาของพวกเพื่อนๆ เมื่อคืนตอนที่เรากลับ ที่จ้องมองสืออวี้ไป๋อย่างกระหายใคร่รู้แบบไม่ปิดบังเลยระหว่างที่ไถโทรศัพท์เล่นไปเรื่อย สายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับข่าวหนึ่งจนหลุดยิ้มออกมา “อยากได้สถานะนักใช่ไหม นี่ไง มาแล้ว”หัวข้อข่าวที่พุ่งทะยานขึ้นอันดับยอดนิยม ถูกเขียนด้วยตัวหนาและตัวใหญ่“ทายาทตระกูลจู้ประพฤติตัวไม่เหมาะสม อ่อยผู้ชายที่มีเจ้าของแล้ว”“ทายาทตระกูลจู้ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา ยอมให้ชายแปลกหน้าค้างคืนด้วย”หัวข้อข่าวทั้งสองอันเรียงต่อกันดูเป็นระเบีย
ฉันได้เจอกับซ่งลู่เจ๋ออีกครั้ง ในงานเลี้ยงต้อนรับที่เพื่อนเป็นคนจัดพวกเราล้วนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เรื่องในแวดวงจึงค่อย ๆ เปลี่ยนไปพูดถึงธุรกิจและผลประโยชน์ของแต่ละครอบครัวแสงไฟสลัวอ่อนๆ กับรสชาติหวานละมุนของน้ำเมา ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายสบายดี ฉันเผลอใจอยู่ต่อนานอีกนิด แต่แล้วจู่ๆ แขกที่ไม่ได้รับเชิญก็ปรากฏตัวขึ้นบรรยากาศในห้องวีไอพีเงียบกริบลงอย่างประหลาดในชั่วพริบตาเพื่อนดึงชายเสื้อฉันเบาๆ แล้วกระซิบอธิบาย “จู้ฮ่าวหลาน ไม่มีใครเชิญเขามานะ”ฉันพยักหน้า เรื่องนี้ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้เพื่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน “สองคนนี้ตอนนี้เหมือนตัวเรือดในวงสังคม บ้านจะตกต่ำก็ช่างเถอะ แต่นิสัยใจคอก็ยังใช้ไม่ได้อีก”“โดยเฉพาะหลิวเข่อเข่อ มองซ่งลู่เจ๋อราวกับเป็นของล้ำค่าที่ใครๆ ก็อยากแย่ง ยัยนั้นคอยระแวงผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้เลยละ”ฉันเอียงหน้ามองไปข้างหลังซ่งลู่เจ๋อ แล้วก็พบว่าหลิวเข่อเข่อเดินตามหลังเขามาจริงๆ พอเห็นฉันมองไป หลิวเข่อเข่อก็หดไหล่ทำท่ากลัวตามสัญชาตญาณ แต่หลังจากนั้นกลับถลึงตาใส่ฉันอย่างเคียดแค้นซ่งลู่เจ๋อทำเหมือนไม่สังเกตเห็นอะไรเลย เขาเดินตร
สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ในเมืองนี้ ฉันจึงขับรถตรงกลับบ้านเพื่อไปเอาเอกสารแม่ซื้อบ้านพักตระกูลวิลล่าขนาดเล็กที่มีสวนเอาไว้ให้ เพื่อให้ฉันอยู่อาศัยได้อย่างสบายที่สุดฉันผลักประตูเข้าไปแต่พอจะกดรหัสปลดล็อกกลับตกใจขึ้นมาทันทีตรงระเบียงทางเดินข้างประตู มีคนคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นเขาหันหน้ามา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือดวงตาที่แดงก่ำคู่หนึ่งฉันขมวดคิ้ว “ซ่งลู่เจ๋อ? นายเข้ามาได้ยังไง?”ไม่ทันใด สายตาก็เหลือบไปเห็นเข่าที่ฟกช้ำเขียวม่วง ฉันขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม “ปีนประตูเข้าบ้านฉันมาเหรอ? มีธุระอะไร”คนที่เอาแต่นิ่งเงียบจ้องมองฉันเขม็ง ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “จู้ฮ่าวหลาน เธอผอมลงนะ”ฉันไม่เข้าใจว่าการทักทายที่ประหลาดแบบนี้เขาต้องการอะไรกันแน่ จึงทำท่าจะหันหลังเดินหนีไปแต่เขากลับพุ่งเข้ามาสวมกอดฉันไว้ทันที แรงกอดนั้นมหาศาลเสียจนเหมือนเขาอยากจะบดขยี้แขนของฉันให้แหลกคามือยังดีที่การฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวที่ฉันได้รับมาไม่ใช่แค่การรำมวยโชว์ ฉันสะบัดมือฟาดใส่จนหลุดจากเขา แล้วเช็ดแขนตัวเองด้วยความรู้สึกรังเกียจ“ซ่งลู่เจ๋อ รู้จักให้เกียรติกันบ้าง”เขาหลุดหัวเราะออกมาเสียงต่