LOGIN“ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าได้สารภาพความผิด เหตุใดถึงต้องฆ่านาง”
เหนือขึ้นไป ณ ตำแหน่งที่นั่งประมุข นัยน์ตาดำขลับไร้คลื่นอารมณ์หลุบมองหลายชีวิตบนพื้นด้านล่าง
มองพวกเขาที่ตัวสั่นไม่กล้าเงยหน้ามองเขา
“อาซิน”
“ขอรับ!”
“ตัดแขนพวกมันคนหนึ่ง”
“ขอรับ”
สายตาทุกคนมองนายทหารท่าทางดุดันย่างเท้าเข้ามาใกล้ ความหวาดกลัวกันกินจิตใจจนไม่อาจทำเป็นนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
“พะ...พี่เขย ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะ ข้าไม่ได้ทำ ยะ...อย่าทำอะไรข้าเลย!”
“ชะ...ใช่แล้ว ท่านเขยพวกข้าไม่ได้ทำอะไร ที่อี้เฟยตายไปเพราะนางทำตัวเอง”
บรรยากาศในห้องคล้ายถูกแช่แข็ง นัยน์ตาจางหลิวหดแคบลง มุมปากหยักลึกให้ความรู้สึกน่าหวาดหวั่น
เขาส่งเสียงเหอะออกมาคำหนึ่ง จ้องมองพวกเขา
“ทำตัวเอง? พวกเจ้ากล้าพูดออกมาได้อย่างไรว่านางทำตัวเอง!” แก้วชาในมือถูกเขวี้ยงลงพื้น
เพล้ง!
“ข้าสืบจนรู้หมดแล้วยังจะกล้าแก้ตัวหน้าด้าน ๆ อยู่อีก!”
คนทั้งหมดสะดุ้งหลุบตาไม่กล้าเอ่ยคำ
“ข้าจำได้ว่าพวกเจ้าแอบพูดคุยลับหลังนางว่าอย่างไรนะ” ชายหนุ่มทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนเอ่ยต่อ “อ่า...พวกเจ้าพูดว่า อยากให้ข้าแต่งลูกสาวคนเล็กของพวกเจ้าแทนที่จะเป็นอี้เฟย เหตุผลที่พวกเจ้าอยากให้ลูกสาวคนเล็กมาแทนที่นางเพราะภรรยาข้าไม่ใช่สายเลือดของพวกเจ้าโดยตรงใช่ไหม แล้วยังมีอะไรอีก...”
“ใช่ ๆ พวกเจ้ายังพูดว่าขอแค่จัดการอี้เฟยได้ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะต้องแต่งงานกับลูกสาวเจ้า เพราะเด็กอย่างไรก็ต้องมีแม่”
“อวดดียิ่งนัก! ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติหน้าข้าก็ไม่มีวันรักลูกสาวเจ้า! ที่ข้าทำดีกับพวกเจ้า ยอมให้พวกเจ้าเข้ามาในจวนเพราะกลัวนางจะเหงาที่ต้องจากบ้านจากครอบครัวมาไกล กลัวนางปรับตัวไม่ได้ ที่ข้าทำทั้งหมดเพราะเห็นแก่ความใจดีที่พวกเจ้ามีต่อนางเมื่อก่อน ไม่อย่างนั้นแล้วด้วยสถานะของพวกเจ้ามีหรือจะก้าวเข้ามาเหยียบจวนข้าได้!!”
“แล้วดูสิ่งที่พวกเจ้าตอบแทนความใจดีของข้าสิ มอบความตายของนางเป็นของตอบแทนในความใจดีของข้า”
“....”
“คิดว่าข้าจะจับไม่ได้ใช่หรือไม่ คิดจะใช้โอกาสที่ข้าไม่มีใครเข้ามาปลอบโยนและแทนที่นางสินะ แต่ฝันไปเถิดเพราะไม่ว่าสตรีผู้นี้จะพยายามให้ตายอย่างไรข้าก็ไม่มีวันชอบนาง”
ท่านแม่ทัพหนุ่มเอนตัวไปด้านหลังหลังเอ่ยจบ โน้มตัวไปด้านข้างหยิบมีดเล่มเล็กออกมา
ปึก !
โยนมีดสั้นไปตรงหน้าพวกเขา คนมากมายบนพื้นสะดุ้งตกใจ จ้องมองมีดตรงหน้าใบหน้าซีดเซียว
“ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าเลือกจะปลิดชีพตนเองเสียตอนนี้หรือจะให้ข้าสั่งให้ทหารเป็นคนลงมือ”
“เหตุใดท่านต้องทำถึงขนาดนี้ ท่านพี่ก็ตายไปแล้วท่านจะโหยหาโกรธแค้นให้ได้อะไรขึ้นมา? ใช่ว่าท่านแก้แค้นแล้วนางจะตื่นขึ้นมาเสียหน่อย”
“ท่านอ๋องท่านต้องคิดถึงคนที่อยู่หาใช้คนที่ตาย ท่านมองข้าสิข้าดีกว่านางเป็นไหน ๆ ทำไมท่านถึงไม่มองข้าบ้าง”
เฉิงอี้เฟยดีกว่าตนตรงไหนกัน ไม่ว่าจะหน้าตาหรือความสามารถตนก็หาได้ด้อยกว่าอีกฝ่าย แล้วทำไมสิ่งดี ๆ ทุกอย่างถึงมักจะเป็นอี้เฟยที่ได้ส่วนตนได้แค่ของเหลือ!!
จางหลิวมองสตรีตรงหน้า ดูเหมือนคำพูดเขาจะไม่เข้าหูอีกฝ่ายเลยสินะ ถึงได้กล้าเอ่ยคำถามสิ้นคิดออกมา
ชายหนุ่มไม่คิดเสวนากับคนไม่รู้จักสำนึกในความผิด หยัดตัวลุกขึ้นยืน ก้าวลงไปยังพื้นเบื้องล่าง
“อาซิน”
“ขอรับ”
ดาบยาวถูกวางลงบนฝ่ามือ
เฉิงเหมยอี้หวาดผวามองสีหน้าไร้ความรู้สึกของจางหลิว ถดตัวถอยหลัง
“ท่านคิดจะทำอะไร อย่าเข้ามานะ หากท่านพี่บนสวรรค์รู้ว่าท่านทำร้ายข้านางจะต้องเสียใจและกล่าวโทษท่าน !!”
จางหลิวถึงกับหลุดขำ “นางจะเสียใจ? จะกล่าวโทษข้า? ข้าเชื่อว่านางจะไม่เสียใจที่ข้าทำร้ายเจ้า แต่จะดีใจด้วยซ้ำที่ส่งคนอย่างเจ้าไปคอยรับใช้นาง”
ชายหนุ่มย่างเท้าเข้าใกล้ หลุบสายตามองสีหน้าหวาดกลัว “ไม่สิ ตัวเจ้าคงไม่มีทางได้ขึ้นสวรรค์เช่นนางอย่างนั้นแล้วแม้แต่คนรับใช้ก็คงไม่ได้เป็น”
ฉับ!
สะบัดดาบเพียงครั้งเดียวแขนข้างหนึ่งก็ขาดสะบัด
“อ๊ากกก!! แขนข้า !! แขนข้า !!” เฉิงเหมยอี้กรีดร้องเสียงหลง ยกมือกุมแขนที่ขาด ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด
“เจ็บปวดหรือ? อย่างเจ้ารู้สึกเจ็บเป็นด้วยหรือ คนที่สามารถยืนดูภรรยาข้าค่อย ๆ ตายไปตรงหน้าจะไปรู้สึกเจ็บปวดได้อย่างไร”
“ทะ ท่านเขย อย่าทำอะไรพวกเราเลยนะ ปล่อยพวกเราไปเถิด พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดจริง ๆ ”
ดวงตาดำขลับตวัดสายตามองชายวัยกลางคนข้างกาย อีกฝ่ายยกมือไหว้เขางก ๆ พยักหน้าขึ้นลงสีหน้าหวาดกลัว
ถึงตอนนี้แล้วพวกเขาก็ยังจะยืนยันว่าไม่ได้ทำอยู่อีกสินะ
“พวกเจ้าไม่ได้ทำจริง ๆ หรือ?”
“พะ...พวกข้าไม่ได้ทำจริง ๆ ทุกอย่างล้วนเข้าใจผิดทั้งนั้น ข้าเป็นพ่อของนางจะฆ่าลูกสาวตนเองได้อย่างไร เฉิงเหมยลี้ก็เป็นน้องสาวนาง ท่านตัดแขนนางเช่นนี้ข้าว่าไม่ถูกต้อง นางกลายเป็นคนพิการแล้วต่อไปจะทำอย่างไร”
จางหลิวหลุดหัวเราะขำ เงยหน้ากลอกตาไปมา “ความหมายของเจ้าคือจะให้ข้ารับผิดชอบที่ทำให้นางพิการ?”
รอยยิ้มเริ่มปรากฏบนใบหน้าเฉิงซาน ชายชราขยับเข่าเข้าหาชายหนุ่ม ผงกหัวขึ้นลง “หากท่านเขยยินดีพวกข้าจะถือเป็นวาสนาของเหมยอี้”
“เกินเยียวยาแล้วจริง ๆ”
ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา หันมองเว่ยอาซิน
“สั่งทหารนำตัวพยานมา”
“ขอรับ”
“ทะ...ท่านอ๋องพยานอะไรหรือ” นัยน์ตาเฉิงซานเริ่มปรากฏอาการกังวลขึ้นมาอีกครั้ง
คงไม่ใช่ว่าท่านอ๋องสืบจนรู้เรื่องทุกอย่างแล้วใช่ไหม?
“อยากรู้เจ้าก็หันกลับไปดูด้วยตาตนเองสิ”
ชายชราหันขวับมองหลัง และทันทีที่เขาได้เห็นใบหน้าของพยาน ใบหน้าที่พึ่งจะกลับมามีสีเลือดฝาดพลันเปลี่ยนเป็นซีดเซียว
ชายสูงวัยที่ถูกบรรยากาศสูงศักดิ์ทำให้สั่นกลัวคลายความรู้สึกประหม่าลง ต้องขอบคุณท่าทางของพระชายา ไม่อย่างนั้นแล้วจนถึงตอนนี้ร่างกายเขาก็คงยังไม่หยุดสั่นดวงตาคนผ่านโลกมามาก มองหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี แม้ท่านแม่ทัพจะนิ่งเงียบไปบ้าง ทว่าสายตาที่ท่านมองพระชายานั้นล้วนเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่อย่างสุดซึ้ง“ฮุ่ยหมิงยิ้มหน่อยสิ พอท่านยิ้มแล้วจะยิ่งน่ามอง รูปปั้นดินเหนียวนี้หลังเสร็จแล้วข้าจะนำไปตั้งไว้ในห้องของเรา ท่านว่าดีหรือไม่?”คำว่า ห้องของเรา ทำคนฟังหัวใจอ่อนระทวยเผยยิ้มอ่อนโยน ยื่นมือออกมาโอบเอวภรรยา“ดี” คำตอบสั้น ๆ แต่กลับสามารถสั่นไหวหัวใจดวงน้อยได้เฉินเหมยลี่ฉีกยิ้มกว้างให้เขา ขยับกายเล็กน้อยปรับท่านั่งให้ถนัดแล้วขยับปากเอ่ยกับคนตรงหน้า“ท่านลุงเริ่มได้เลย”ชายสูงวัยเร่งรีบตอบรับแล้วเริ่มขยับมือนวดดินเหนียวในมือให้นุ่มพอที่จะใช้ปั้นบนถนนคับคั่งไปด้วยผู้คนเดินสวนกันไปมา บ้างมาเป็นครอบครัว บ้างมาเป็นกลุ่มสหาย บ้างมาเป็นคู่คนมาเป็นคู่เดินเคียงกันท่าทางขัดเขิน เมื่อไหล่ทั้งสองกระทบกันก็จะหันมาสบสายตาแลกเปลี่ยนรอยยิ้มมีความสุขหรือไม่หากคนใดยังไม่มีคู่ บางครั้งการเดินเบียดเสียดกันจนผ้าเช
“ภรรยา...”“...”“ภรรยาอย่าได้นิ่งเงียบเช่นนี้เลย ถึงเจ้าจะไม่พอใจแต่พี่ก็ไม่มีความคิดจะขอโทษ”“...” ตวัดสายตามอง ก่อนจะหันกลับไปเดินต่อ“ภรรยา อย่าโกรธเลยนะ ที่ทำเช่นนี้เพราะรักพี่เจ้ามาก”แม่ทัพหนุ่มเดินตามหลังภรรยาเหมือนลูกไก่เดินตามแม่ไก่ แต่แม่ไก่กลับไม่คิดผ่อนฝีเท้าลงโชคดีที่ช่วงขาเขายาวกว่าภรรยาไม่ว่าอีกฝ่ายจะเดินเร็วแค่ไหนก็ตามทัน“ภรรยา”“หากท่านยังเรียกข้าด้วยน้ำเสียงเช่นนี้อีกวันนี้ข้าจะไม่พูดกับท่าน”“...” หลงฮุ่ยหมิงปิดปากฉับ ก่อนจะเผยรอยยิ้มมีความสุข ก้าวมายืนข้างกาย“เจ้าหายโกรธพี่แล้ว?”เงยหน้ามองคนกระดี๊กระด๊ามีความสุข“ข้าไม่ได้โกรธท่าน ข้าเพียงโมโหที่ท่านทำอะไรไม่รู้จักคิด”“ภรรยาการที่สามีฝากร่องรอยของตนไว้บนตัวภรรยาหาใช่เรื่องไม่รู้จักคิด”เฉินเหมยลี่ยกมือปิดปากอีกฝ่าย หันซ้ายหันขวาสีหน้าตื่นตระหนก“ท่านยังคิดจะพูดออกมาอีก! ไม่รู้สึกอายหรืออย่างไร?!” เหมยลี่ถลึงตามองเขา ใบหูแดงก่ำหลงฮุ่ยหมิงมองสีหน้าแดงระเรื่อของภรรยา กระตุกยิ้มมุมปาก จับมือที่ปิดปากออกโน้มหน้าเข้าใกล้ กระซิบเสียงเบาข้างหู “ภรรยาต้องขออภัยที่ทำให้เจ้าเขินอาย ทว่าใบหน้าขัดเขินของเจ้าช่างน่ามองยิ
ยามวสันต์มาเยือน ลมหนาวพัดพาให้รู้สึกเดียวดาย“ใครกันที่แต่งกลอนเช่นนี้ให้น้องหญิงได้ยิน ตัวเจ้าไม่เหมาะกับบทกลอนเช่นนี้เลย” หลงฮุ่ยหมิงก้าวเข้ามาสวมกอดภรรยา เงยหน้ามองท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว“น้องเพียงกล่าวขึ้นมาลอย ๆ ไม่ได้มีเหตุผลใดมากนัก” เฉินเหมยลี่เอนกายพิงหน้าอกแกร่ง ยกมือขึ้นวางทับมือเขา“ท่านพี่น้องอยากออกไปเที่ยวด้านนอก อยากไปชมเทศกาลโคมลอย”“น้องอยากไปลอยโคมให้ใครหรือ?”คนฟังขมวดคิ้วดูชายผู้นี้สิ แต่งงานกันมาร่วมครึ่งปีแล้วยังคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องได้อยู่อีกเฉินเหมยลี่หันหน้าเข้าหา เงยหน้ามอง ยกมือขึ้นจับคางบังคับให้ก้มหน้ามองกัน“คิดมากอันใดของท่าน ใต้หล้านี้ใครเลยจะไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพใหญ่แต่งบุตรสาวตระกูลเฉินเป็นพระชายา ซ้ำยังรักใคร่ลึกซึ้ง ท่านแสดงออกว่าหวงแหนข้ามากเสียขนาดนี้จะยังมีบุรุษบ้านใดกล้ามองข้าเชิงนั้นอยู่อีกหรือ”“เจ้าอยากให้คิด?”เหมยลี่กระตุกยิ้ม“น้องว่าคิดก็ดีนะเจ้าคะ จะได้ลองออกไปเปิดหูเปิดตาดูบ้าง อยู่แต่ในบ้านมองหน้าท่านไปนาน ๆ น้องเองก็เริ่มเบื่อแล้ว”หลงฮุ่ยหมิงขมวดคิ้ว อุ้มคนตัวลอย“ในเมื่อน้องหญิงเบื่อเช่นนั้นพวกเรามาสร้างความตื่นเต้นกันดีกว่า เจ้
เฉินเหมยลี่มองเขาพลางถอนหายใจยาวส่วนนั้นของนางยังเจ็บเสียดอยู่ยังไม่พร้อมรับความแข็งขืนของเขาเข้ามาในตอนนี้ แต่จะปล่อยเขาเอาไว้อย่างนี้ก็ไม่ได้อีกไหน ๆ อีกฝ่ายก็ยอมรับผิดโดยการนวดให้แล้ว นางจะให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็แล้วกัน“ช่วยดึงข้าลุกขึ้นหน่อย”หลงฮุ่ยหมิงทำตาม ประคองภรรยาลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตรงนั้นยังชี้โด่“นั่งนิ่ง ๆ แล้วอย่าสัมผัสข้า”“...” หลงฮุ่ยหมิงไม่เข้าใจคำพูดภรรยา แต่ไม่นานนักเขาก็เข้าใจในสิ่งที่นางพูด เมื่อมือเรียวสวยยื่นออกมาสัมผัสส่วนแข็งขืน ขยับรูดมือขึ้นลงเบา ๆ“อื้มมม ภรรยา” ยกมือขึ้นหวังดันคนตัวเล็กออก“อย่า หยุดมือท่านแล้ววางไว้ข้างกาย”มือหนาถูกเก็บกลับไปดวงตาดำขลับสั่นไหวเล็กน้อย มองเฉินเหมยลี่ขยับมือรูดส่วนนั้นขึ้นลงไม่กี่ครั้งแล้วจัดแจงปลดเปลื้องอาภรณ์ฮุ่ยหลิงน้อย ใช้ปลายนิ้วแตะเบา ๆ วนส่วนหัวเล่น“อื้ออ” ชายหนุ่มเชิดหน้าขึ้นสัมผัสเพียงแผ่วเบาก็ทำเขาอ่อนไหวมากขนาดนี้แล้วคนมองกระตุกยิ้มชอบใจ ขยับนั่งคุกเข่าตรงหน้า ปลายนิ้วช้อนผมซึ่งตกลงปรกหน้าขึ้นทัดหู โน้มหน้าเข้าหาแก่นกาย แลบลิ้นเรียริมฝีปากแห้งผาก ก่อนจะตวัดลิ้นเลียวนรอบส่วนปลาย“ภรรยา อื้อ เจ้า คิดจะท
“ท่านหมอพระชายาเป็นอย่างไรบ้าง”“เรียนท่านอ๋องพระชายาเพียงใช้กำลังมากเกินไปอย่างกะทันหันจึงป่วยไข้ขึ้นมาขอรับไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง ข้าจะจัดเทียบยาให้ต้มดื่มสักสองสามวันก็จะหายเป็นปกติขอรับ”พอได้ฟังคำอธิบายจากปากหมอชรา หลงฮุ่ยหมิงถึงกับยกมือขึ้นปิดปากกระแอมไอเหลือบสายตามองแววตาขุ่นเคืองของพระชายาใครจะไปคิดว่าการร่วมรักเพียงครั้งเดียวจะทำให้พระชายาถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ เขาก็ว่าตนเองยับยั้งชั่งใจมากแล้วนะ ถึงได้ทำเพียงแค่ครั้งเดียวแม้จะเป็นครั้งเดียวที่กินเวลานานกว่าหนึ่งชั่วยามก็ตาม...“ในเมื่อพระชายาไม่เป็นอะไรมาก เช่นนั้นหมอชราผู้นี้ขอตัวก่อนขอรับ ก่อนกลับข้าจะเขียนเทียบยาให้”“ขอบคุณท่านหมอมาก เชิญท่าน” หลงฮุ่ยหมิงทำมือเชื้อเชิญ ปล่อยให้หมอชราเดินออกจากห้องหอไปพร้อมต้าต่านเมื่อเหลือกันเพียงสองคนชายหนุ่มจึงเดินมาหยุดข้างเตียง ดึงเก้าอี้ด้านข้างมาหย่อนตัวนั่ง“พระชายาเป็นเช่นไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่?”“...” เฉินเหมยลี่ยังคงมองเขานิ่ง“พระชายาพี่ไม่ได้ตั้งใจทำจนเจ้าป่วยไข้ ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ครั้งเดียวเจ้าก็ล้มป่วยแล้ว...” ปลายเสียงเบาหวิวเมื่อสายตาที่มองมาน่ากลัวขึ้นกว่าเดิมเพิ่
“ภรรยาเจ้าชอบตรงนี้ใช่หรือไม่?” คำเรียกขานที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันกระตุ้นให้ขอบหูขาวเนียนแดงระเรื่อเหมยลี่กัดริมฝีปากเขินอาย หลบสายตาไม่กล้ามองนัยน์ตาร้อนแรง“อึก อื้อออ!!”ลิ้นร้อนแทรกผ่านส่วนอ่อนไหวเข้าไปสัมผัสความอ่อนนุ่มด้านในหลงฮุ่ยหมิงใช้ลิ้นปรนเปรอจนนางเคลิ้มไหวส่งเสียงร้องระงมให้ได้ยินเต็มสองหูสองขาเรียวยกขึ้นเกี่ยวคอชายหนุ่ม ขณะที่สองมือขยำผ้าปูที่นอนจนยับยู้ยี่ บิดเร่าร่างกายไปมาสมองเริ่มมึนเบลอคิดอะไรไม่ออก สติเองก็เริ่มเลือนราง ตอนนี้สิ่งที่ติดอยู่ในห้วงความคิดมีเพียงความต้องการอันยากจะอดกลั้น“อึก ฮุ่ยหมิง สามี ฮึก ข้า ข้า...ต้องการท่าน” น้ำเสียงแหบพร่า ขาดหายและเว้าวอนหลงฮุ่ยหมิงดันศีรษะขึ้นมองใบหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยอารมณ์ความต้องการ กระตุกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มร้าย ยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าชื้นเหงื่อ“ภรรยาส่วนนี้ของเจ้ายังคับแคบนัก ข้าเกรงว่าจะไม่สามารถรองรับตัวข้าได้”“แต่ว่าข้า ข้า”“ภรรยาเชื่อข้านะ ข้าไม่อยากทำให้เจ้าเจ็บตัว”ดวงตาปรือปรอยตวัดมองคนที่ยังยิ้มทั้งที่นางเอ่ยขอถึงขนาดนี้แล้วด้วยความโมโห“ท่านจะทำหรือไม่ทำ?”“...”ไม่รอฟังคำตอบคนถูกกระตุ้นจนแทบจะ







