LOGINก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
"เชิญ"
แอ๊ด~
"มาสัมภาษณ์งานใช่ไหม" คนที่กำลังนั่งดูประวัติว่าที่พนักงานคนใหม่ที่โต๊ะทำงานเอ่ยถามโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มประวัติในมือ
"ใช่ค่ะ" หญิงสาวร่างผอมเพรียวในชุดเดรสแขนสั้นคอปกสีครีมดูเรียบร้อยและสุภาพตอบกลับเสียงแผ่วเบาอย่างประหม่าหลังจากเดินเข้ามาในห้องแล้วได้เห็นเจ้าของร้านนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานสวมเสื้อเชิ้ตสีดำดูทะมึนตึงน่ากลัวซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่ประมาณหนึ่ง
ก่อนที่เขาจะพูดกับเธอต่อว่า...
"ขึ้นเตียงเป็นไหม" พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมายิ้มดูถูกใส่เธอ
"พี่พี!" เหมยหลินตกใจเบิกตาโตเท่าไข่ห่านทันทีเมื่อเห็นคนที่นั่งบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงานเงยหน้าขึ้นมาแล้วกลายเป็นคนที่เพิ่งพูดจาทำร้ายจิตใจเธอเมื่อตอนเที่ยงเป็นคนที่กำลังจะสัมภาษณ์เธอในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าซะงั้น
ทำให้สมองของเธอตอนนี้มีแต่คำถามขึ้นมาว่าเป็นไปได้ไงที่เขามานั่งอยู่ตรงนั้นในตำแหน่งที่เหมือนผู้บริหารของที่นี่ เขาคือเจ้าของที่นี่เหรอ?
"พี่คือ..."
"ตอนนี้มีแค่ฉันที่มีสิทธิ์ถามเธอ ส่วนเธอมีสิทธิ์แค่ตอบเท่านั้น" น้ำเสียงเย็นชาแฝงความเย้ยหยันและดูร้ายลึกเอ่ยตัดบทขึ้นมาดื้อๆ หลังจากที่เห็นหญิงสาวในฐานะผู้ถูกสัมภาษณ์อย่างเหมยหลินกำลังจะตั้งคำถามใส่เขา
ตอนที่เปิดดูแฟ้มประวัติแล้วเห็นว่าเป็นเหมยหลิน พีพีถึงกับยิ้มเยาะเย้ยตัวเองทันทีเพราะดูเหมือนกำลังถูกเล่นตลกจากอะไรบางอย่างอยู่ยังไงอย่างงั้น ทั้งๆ ที่ตอนเที่ยงจบไปแบบนั้นแล้ว แล้วเป็นเหี้ยไรตกดึกถึงได้วนกลับเจอกันอีก
"ฉันถามเธอตอบเข้าใจ๊"
"ค่ะ" ได้ยินคำสั่งเชิงข่มเหมยหลินถึงกับต้องรีบกลืนคำถามที่อยากถามก่อนหน้านี้ลงไปในคออย่างว่าง่าย ใช่ เธออยู่ที่นี่ตอนนี้ในฐานะผู้ถูกสัมภาษณ์ไม่ใช่แฟนเก่าที่จะตั้งคำถามสุ่มสี่สุ่มห้าใส่เขาได้
ฐานะเรามันต่างกัน เธอควรเจียมตัวมากกว่านี้และควรรู้ตัวได้แล้วว่าเธอแพ้แล้ว
"คิดยังไงมาทำงานร้านเหล้า" เหมยหลินกลืนน้ำลายลงคอกลบอาการประหม่าของตัวเองก่อนที่จะรีบดึงสติของตัวเองกลับมาหลังจากที่ได้ยินคำถามข้อแรกจากคนหลังโต๊ะทำงาน
แค่คำถามแรกเธอก็รู้สึกเหน็บหนาวหัวใจเหลือเกิน น้ำเสียงเย็นยะเยือกและเย็นชาแบบนั้น บางครั้งมันก็ทำให้เธอเคว้งเหมือนกัน
คิดยังไงถึงมาทำงานร้านเหล้า คำตอบเดียวที่ไร้ความโกหกจากเธอก็คือ เธอเดือดร้อนเรื่องเงิน
"ต้องการเงินค่ะ ฉันเดือดร้อนเรื่องเงินเป็นเด็กกำพร้าและเพิ่งเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ต้องใช้เงินจุนเจือชีวิตค่ะ" เจ้าของเบ้าตาบวมที่เพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักและผล็อยหลับไปจนถึงตอนเย็นเอ่ยตอบน้ำเสียงหนักแน่นฟังชัด แต่พอถึงประโยคที่ว่าเป็นเด็กกำพร้าน้ำเสียงจากที่ฟังดูหนักแน่นก็สั่นเครืออย่างน่าสงสาร
ทำเอาคนฟังอย่างพีพีถึงกับต้องหลบสายตามองลงบนโต๊ะแทน เพราะเขารู้ดีว่าเหมยหลินฐานะค่อนข้างลำบาก เนื่องจากที่บ้านล้มละลายพ่อก็มาด่วนจากไปทำให้เธอต้องอยู่กับแม่ที่ป่วยหนักตามลำพังทำให้เขาทนฟังเรื่องที่น่าสงสารพวกนั้นไม่ได้ อยากทำหน้าตึงเหมือนคนไร้เยื่อใย แต่แม่งเอ้ยพอเป็นเรื่องนี้ทีไรเขากลับสงสารเหมยหลินจนเย็นชาต่อไปไม่ไหว
"ที่นี่ทำงานหนักเพราะลูกค้าเยอะ เธอไหวไหม" คำถามต่อมาถูกถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนลงและผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ได้ฟังดูเย็นชาอย่างก่อนหน้านี้แต่กลับฟังดูเห็นใจเธอ จนคนถูกถามอย่างเหมยหลินได้ยินแบบนั้นถึงกับใจสั่นวาบขึ้นมา
เพราะบางครั้งเขาก็ทำเหมือนใจดีกับเธออยู่เช่นเดิม
"ไหวค่ะ ขอแค่ได้เงิน" เหมยหลินตอบ น้ำเสียงของเธอเองก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้นเริ่มหายเกร็งและประหม่าไปเปลาะหนึ่ง
"ที่นี่เป็นร้านเปิด อาจจะมีลูกค้าเกเรบ้าง เธอคิดว่ารับมือกับสถานการณ์..."
"ไหวค่ะ ขอแค่ได้เงิน" เหมยหลินแทรกขึ้นโดยที่ไม่ฟังคำถามให้จบก่อน เธอรู้ว่าคำถามคืออะไร และเธอรับมือกับทุกสถานการณ์ได้ขอเพียงแค่ได้เงินกลับไปเท่านั้น
ประสบการณ์ชีวิตและบททดสอบต่างๆ ที่เธอได้รับมาทั้งหมด ให้คำตอบกับเธอแค่ว่า เงินคือทางเลือกเดียวที่จะทำให้ชีวิตของเธอเดินต่อไปข้างหน้าได้ ถ้าเธออยากเรียนจบมีชีวิตที่ดีขึ้นเธอต้องมีเงินมาจุนเจือชีวิตตอนนี้เท่านั้น
"ถ้าถูกลูกค้าลวนลามเธอจะทำยังไง" แต่พอได้ยินคำถามถัดมาเธอก็ชะงักเงียบไป เพราะเธอไม่ได้เตรียมคำตอบในเรื่องนี้มา
"..."
"ตอบไม่ได้ก็กลับไป" พีพีเห็นเหมยหลินเงียบ ทำหน้าตอบไม่ถูกก็นึกหงุดหงิดขึ้นมา เพราะคำถามทีเด็ดในการสัมภาษณ์งานเหมยหลินคืนนี้คือข้อนี้ เขาตั้งใจถามคำถามนี้เพราะต้องการทราบวิธีจัดการของเหมยหลินหากถูกลวนลามจากลูกค้าขึ้นมา
แต่ดูสิ่งที่เขาได้รับกลับมาสิ เขาได้รับความเงียบกลับมาแถมได้เห็นสีหน้าที่เหมือนไม่รู้จะจัดการยังไงของเหมยหลินด้วย ซึ่งมันทำให้เขาหงุดหงิดมาก คิดจะมาทำงานในร้านเหล้าที่เต็มไปด้วยลูกค้าผู้ชายเป็นส่วนมากแต่ไม่ได้มีวิธีป้องกันอะไรตัวเองเลย
มันน่าโมโหนัก!
"ฉันคงทำอะไรได้ไม่มากเพราะลูกค้าคือพระเจ้า อะไรยอมได้ก็ต้อง..."
"หึ ตลกละเหมยหลิน ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้าและที่นี่ไม่เคยคิดว่าลูกค้าคือพระเจ้า ถ้าเจอลูกค้าห่วยแตกที่นี่ก็แค่ลากมันไปสั่งสอนหลังร้านแค่นั้น เพราะเจ้าของที่นี่เขาให้เกียรติเพศแม่ พวกเศษสวะแบบนั้นที่นี่ไม่ต้อนรับ"
เหอะ โมโหว่ะ หงุดหงิดว่ะ นี่เหรอคือคำตอบของคนที่อยากทำงานร้านเหล้า ความปลอดภัยให้ตัวเองไม่มีเลยสักนิด ยอมทำมะเขืออะไรกับลูกค้าห่วยๆ พวกนั้น คิดจะยอมแบบไม่เอาเรื่องแบบนี้เปลี่ยนงานดีกว่าไหม
"ขอโทษค่ะ"
"หยุดขอโทษสักทีเถอะ วันนี้เธอพูดคำนี้ไปกี่ครั้งแล้วเหมยหลิน!" พีพีสุดจะทนและเบื่อที่จะฟังคำขอโทษจากเหมยหลินที่วันนี้เขาฟังไปไม่รู้กี่รอบแล้วจึงบันดาลโทสะด้วยการขึ้นเสียงใส่อย่างนึกโมโห
"..."
"ฮึก! หลินขอโทษ หลินแค่ต้องการทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเอง อะไรที่หลินยอมได้ไม่เป็นปัญหากับคนอื่นหลินก็แค่ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่"
"แลกกับการที่เธอถูกลวนลามเนี่ยนะ เธอยังมีสมองอยู่ไหม เงินมันเป็นเรื่องใหญ่กับเธอขนาดนั้นเลยหรือไง" ร่างสูงที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมยืนเท้าเอวทำหน้าโมโหเดือดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดอย่างใส่อารมณ์
เขารู้ว่าเหมยหลินเดือดร้อนเรื่องเงิน แต่มันจำเป็นถึงขั้นต้องยอมให้ตัวเองเสียเปรียบเลยหรือไงเพื่อที่จะได้ทำงานต่อ
ให้ตายเถอะ ยัยเด็กบ้านี้ทำเขาโมโหจนอารมณ์ค้างถึงยอดต้นมะพร้าวเลยแม่ง!
"ถ้าพี่พีไม่อยากรับหลินเข้าทำงาน หลินไปสมัครงานที่อื่นก็ได้ค่ะ ขอตัวนะคะ" เมื่อเห็นคนที่ยืนเท้าเอวทำหน้าเดือดไม่พอใจอยู่หลังโต๊ะทำงานแถมยังมีท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปจากตอนแรกและเหมือนไม่ได้ต้องการรับเธอเขาทำงานแล้ว เหมยหลินจึงไม่อยากอยู่ต่อเพื่อที่จะได้เห็นท่าทางทำร้ายจิตใจพวกนั้นของพีพีต่อ
ถ้าเขาไม่อยากรับเธอเขาทำงานเพราะคำตอบของเธอมันไม่ผ่าน งั้นเธอขอลาก่อน
"เดี๋ยว คืนนี้เริ่มงานกับฉันก่อนละกัน" แต่ทันทีที่คนอารมณ์เดือดเห็นว่าคนตัวเล็กกำลังทำท่าจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงาน เจ้าตัวที่ยังยืนเท้าเอวอยู่เหมือนเดิมก็เรียกเหมยหลินด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ที่พยายามปรับให้เย็นลงมากขึ้น พร้อมออกคำสั่งสองแง่สองง่ามที่ทำให้เหมยหลินเข้าใจไปอีกทางในเวลาต่อมา
"วะว่าไงนะคะ?"
"เริ่มงานกับฉัน หมายถึงให้ทำงานกับฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องบนเตียง" เสียงห้วนตอบกลับพร้อมชักสีหน้าใส่อย่างเหนื่อยหน่ายใจที่ถูกคนตัวเล็กเข้าใจไปอีกทาง
"อ่อค่ะ แล้วให้หลินทำอะไรคะ" คนที่ไม่ค่อยไว้วางใจคนอารมณ์ร้ายอย่างเหมยหลินเอ่ยถามกลับด้วยสีหน้าประหม่าเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าตอนนี้พีพีอารมณ์ดีขึ้นหรือยัง แล้วงานที่จะให้เธอทำตอนนี้คืองานอะไร
"เคยทำบัญชีไหม"
"เคยค่ะ"
"มานั่งทำ"
"ค่ะ"
พยักหน้าให้คนตัวเล็กเดินมานั่งที่โต๊ะทำงานที่เขากำลังยืนอยู่และเธอตอบรับเรียบร้อยแล้วก็ยืนมองเจ้าของร่างผอมเพรียวค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งที่เดินมาถึงโต๊ะและนั่งลงบนเก้าอี้ที่เขาใช้นั่งก่อนหน้านี้ สายตาที่ยังเจือไปด้วยความไม่สบอารมณ์อยู่เล็กน้อยก็แอบมองเสี้ยวใบหน้าสวยงามเงียบๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่ดวงตาที่ดูเหมือนจะบวมเล็กน้อยเหมือนคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักของเหมยหลินต่อ
"ร้องไห้มาหรือไง"
"ค่ะ" เหมยหลินไม่ปฏิเสธ เพราะเธอไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องตอบส่วนทางกับความเป็นจริง ตอนนี้ถ้าเธอเพิ่งร้องไห้มาก็บอกร้องไห้ไป อยากได้เงินก็บอกอยากได้เงิน อยากง้อเขาก็บอกอยากง้อเขา เพราะบทเรียนที่ได้รับเมื่อสามปีก่อนมันทำให้เธอรู้ว่าการพูดความจริงมันง่ายกว่าที่สุด
"ร้องทำไม" คนตัวสูงข้างๆ ยังคงใช้น้ำเสียงห้วนๆ ถามเธอต่อ เธอจึงต้องตอบตามตรงว่า...
"เสียใจค่ะ"
"เรื่องอะไร" แต่พอโดนถามว่าเรื่องอะไร ก็แอบทำให้เธอชะงักเล็กน้อย เพราะกระดากปากที่จะตอบอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่เขินอายแต่แค่เธอไม่อยากยอมรับความจริงเท่านั้น
"ง้อแฟนเก่าไม่สำเร็จค่ะ"
"เหอะ สมน้ำหน้า"
"ค่ะ"
@ลานไอซ์สเก็ตหลังจากที่ฉันกับดาด้าทานข้าวเที่ยงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราสองคนก็รีบมาที่ลานไอซ์สเก็ตต่อทันที ฉันมาที่นี้ไม่ได้โทรบอกพี่พีก่อน มาโดยเงียบๆ กับดาด้าสองคน ตอนถึงลานฉันก็เดินไปด้วยมองลานไอซ์สเก็ตข้างล่างไปด้วย ตอนนี้ในสนามน้ำแข็งสีขาวมีนักกีฬากำลังซ้อมกันหลายคน แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่ฉันจำรูปร่างเขาได้เป็นอย่างดีถึงแม้ว่าชุดที่ใส่มันจะดูพองใหญ่เพราะป้องกันการกระแทกและการบาดเจ็บสวมหมวกปิดบังใบหน้าแต่ไม่ได้กลบความหล่อให้หายไปเลยสักนิด เลขชุดที่ใส่ก็คือเบอร์เก้าสิบเก้า เขาคือพี่พีอดีตนักกีฬาทีมชาติที่ฉันเคยติดตามเป็นแฟนคลับของเขา วันนี้ได้เห็นเขาลงสนามอีกครั้ง และใช่ เขายังเท่ห์เหมือนเดิมเวลาที่อยู่ในสนามเลยละ"นั่นไงพี่พี เวลาอยู่ในสนามเขายังเท่ห์เหมือนเดิมเลยอะ" ความคิดเห็นนี้ของดาด้าฉันเห็นกับมันด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ เวลาที่พี่พีอยู่ในลานน้ำแข็งสีขาวเขาจะเท่ห์และโดดเด่นเสมอ ความเก่งความสามารถของเขาทำให้ทุกคนต้องยอมรับ แต่มีอีกเรื่องที่จะเด่นขึ้นมามากๆ เวลาที่พี่พีเล่นคือ เขาจะไม่ค่อยยอมใครสักเท่าไหร่ พร้อมใส่เต็มที่ ดุดันและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ซึ่งมันเหมือนเป็นเสน่ห์อีกอย่า
Maeylin partเช้าวันต่อมา...หลังจากที่ผ่านการปรับความเข้าใจจนเข้าใจกันทุกตรงและเติมความรักกันอย่างเร่าร้อนไปแล้วในเมื่อคืนที่ผ่าน ตื่นเช้านี้ฉันก็ได้พี่พีคนน่ารักแต่เพิ่มเติมคืออาการคลั่งรักที่เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนขึ้นอีกเท่าตัวมายืนแปรงฟันอยู่ข้างๆ แถมไม่ได้แปรงฟันอย่างเดียวด้วยแต่เขากลายเป็นคนที่ขี้แกล้งฉันแบบหน้าตายด้วยการขยับเข้ามากอดจากทางด้านหลังแล้วแกล้งหอมแก้มฉันหลายๆ ครั้งจนหนำใจตัวเองจนแก้มฉันช้ำหมดแล้วไม่พอแค่นั้นแปรงฟันเสร็จเขายังดึงใบหน้าของฉันเข้าไปจูบปากซ้ำอีกด้วย ทำเอาฉันต้องยืนเท้าเอวมองค้อนด้วยสายตาดุๆ กลับไป แต่ถามว่าคนตัวสูงตรงหน้าที่ยืนจ้องตาฉันด้วยสายตาอมยิ้มตอนนี้จะกลัวฉันไหมก็ต้องตอบว่าเขาไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะถ้ากลัวเขาก็คงไม่ยืนบีบแก้มฉันจนปากยื่นแบบนี้หรอก"น่ารักจัง" พูดว่าน่ารักไม่พอแต่พี่พียังยืนยิ้มด้วยความคลั่งรักใส่ฉันด้วย ซึ่งคำพูดนั้นพร้อมกับรอยยิ้มของเขาตอนนี้ทำเอาฉันที่ยืนทำตาค้อนก่อนหน้านี้ถึงกับหลุดยิ้มออกมา"อะไรของพี่เนี่ย ชมแบบนี้เลยเหรอ""ก็แฟนพี่น่ารักจริงนี่ คนอะไรมองตาค้อนปากยื่นยังน่ารักเท่าโลกได้ขนาดนี้" เหอะ เข้าใจพูดด้วยนะไอ้คนบ้า ฉั
เป็นเวลานานนับนาทีที่พีพีเอาแต่จูบเหมยหลินด้วยความละมุนอ่อนโยน ยืนแลกจูบด้วยความรักและความโหยหากันทั้งสองฝ่าย การจูบครั้งนี้จึงเต็มด้วยความหวานแต่แฝงไปด้วยความคลั่งไคล้นัวเนียกันจนพีพีอดไม่ไหวต้องผละออกมาแล้วอุ้มเหมยหลินขึ้นชั้นสองที่เป็นห้องนอนของตัวเองแทนทันทีที่ถึงเตียงกว้างพีพีก็วางร่างเล็กของเหมยหลินไว้บนเตียงอย่างเบามือ ยัดกายขึ้นถอดเสื้อตัวเองออกเผยร่างกายสมบูรณ์แบบที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างคนสุขภาพดีแต่ก็แอบดูเซ็กซี่ยั่วยวนสายตาเด็กสาวอย่างเหมยหลินที่กำลังจับจ้องจนออกอาการกลืนน้ำลายลงคอหน้าแดงอย่างเลี่ยงไม่ได้เหมยหลินไม่กล้ามองกล้ามหน้าท้องบางๆ ที่ดูเซ็กซี่นั่นอย่างตรงไปตรงมา เพราะยิ่งจ้องมันก็ยิ่งทำให้เธอทำตัวไม่ถูกใบหน้าเห่อร้อนท้องน้อยร้อนวูบวาบหัวใจสั่นรัวแรงจนเธอนึกอายขึ้นมานี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นร่างกายสมบูรณ์แบบนั่นของพีพีแต่ไม่รู้ว่าทำไมคืนนี้ถึงได้ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวได้ขนาดนี้"จ้องเหมือนกับว่าเธอเพิ่งเห็นร่างกายผัวตัวเองครั้งแรก...ทำไม ฉันยั่วใจเธอเกินไปใช่ไหม"จุ๊บ!"อื้มม" ถามคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบด้วยสายตาเจ้าเล่ห์จบริมฝีปากร้ายของพีพีก็ฉกจูบริมฝีปาก
หลังจากที่ตกลงกับสกายเสร็จพีพีก็ขับรถกลับไปที่คอนโดตัวเองตามที่สกายแนะนำไว้ กลับไปถึงปุ๊บเขาก็ทรุดตัวลงบนโซฟากลางห้องโถงทันที สภาพร่างกายตอนนี้เหมือนคนไร้เรี่ยวแรงไม่มีผิด ความรู้สึกปวดหนึบตรงกลางใจกำลังบีบตัวเข้าหากันจนทำให้เขารู้สึกทรมานขึ้นมา มือไม้สั่นเทาอย่างตอนสามปีที่แล้วอีกครั้ง ความรู้สึกกลัวและความรู้สึกเจ็บปวดใจกำลังถาโถมเข้ามาหาเขาอีกครั้ง หากแต่รอบนี้มันต่างกันตรงที่ว่าเขาเป็นฝ่ายทำร้ายความรู้สึกเหมยหลินเฉยชาและเย็นชากับเธอเพราะความโกรธมันบังตาเกินไป เธอทนไม่ไหวก็เลยเลือกหนีเขาไปแบบนี้ ถ้าเมื่อเช้าเขาใจอ่อนยกโทษให้เหมยหลินแล้วกลับไปเป็นเหมือนเดิมอย่างที่เธอต้องการทุกอย่างก็จะไม่เป็นแบบนี้ปึก! แอ๊ด~ฟึบ!"หลิน!" พีพีเบิกตาโตด้วยความตกใจหลังจากที่นั่งเงียบๆ กับตัวเองอยู่ดีๆ เหมยหลินก็เปิดประตูห้องนอนเดินออกมา ทันทีที่เหมยหลินเห็นพีพีนั่งหน้าเครียดแต่พอเห็นหน้าเธอเขาก็ทำหน้าตกใจพร้อมกับยัดกายลุกขึ้นรีบปรี่ตัวเดินเข้ามาหาแล้วดึงเธอเข้าไปสวมกอดอย่างกับกลัวว่าเธอจะหายไปไหน คิ้วเรียงสวยก็ขมวดเข้าหาด้วยความงุนงงทันที"พี่พีเป็นอะไรคะเนี่ย กอดหลินแน่นเกินไปแล้วหลินหายใจไม่ออกค่
หลายชั่วโมงต่อมา...ด้านเหมยหลิน"หลินวันนี้พี่พีไม่มารับเหมือนเดิมใช่ปะ" ดาด้าที่กำลังเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำเอามาทำป้ายผ้าเอ่ยถามเหมยหลินที่กำลังเก็บอุปกรณ์อีกฝั่ง ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มเดิมทีวันนี้รุ่นพี่แจ้งว่าจะปล่อยเด็กปีหนึ่งกลับดึกเพราะต้องเร่งทำอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในวันกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่จู่ๆ ตารางก็ถูกเปลี่ยนกะทันหันก็เลยได้กลับก่อนเวลาหลายชั่วโมงวันนี้เหมยหลินได้เล่าเรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ดาด้าได้ฟังรวมถึงเรื่องที่สกายเป็นคนมารับเมื่อวานด้วย ดาด้าได้ฟังก็รีบออกความคิดเห็นทันทีว่าพีพีทำเกินไปแล้ว จะโกรธจะงอนกันแค่ไหนก็ไม่ควรทำกันขนาดนี้ เมื่อกี้เธอเลยตั้งคำถามแบบนั้นขึ้นมาเพราะตอนนี้นักศึกษาก็เริ่มทยอยกลับกันบ้างแล้ว แต่เสียงข้อความหรือเสียงโทรเข้าในโทรศัพท์ของเหมยหลินก็ยังไม่ได้ยินสักแอะเดียวถ้าเป็นวันปกติเธอจะได้ยินเสียงข้อความและเสียงโทรศัพท์จากเครื่องของเหมยหลินแล้วเพราะพีพีจะคอยโทรถามว่าเลิกกิจกรรมตอนไหน แต่พอทั้งสองคนมีปัญหากันโทรศัพท์ของเหมยหลินก็เงียบเป็นเป่าสากเลย"คงงั้นมั้งแก เขายังไม่หายโกรธอะแต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันนั่งรถแท็กซี่
หลายนาทีต่อมา...หลังจากที่พีพีไล่เหมยหลินให้ไปอาบน้ำ คล้อยหลังคนตัวเล็กเดินหายเข้าไปในห้องนอนเขาจึงหมุนตัวหันกลับไปดูอาหารเช้าที่เหมยหลินบอกว่าทำไว้เตรียมให้เขาด้วย ข้าวต้มกุ้งกลิ่นหอมน่ากิน มือใหญ่จับทัพพีคนข้าวต้มในหม้อเบาๆ รอยยิ้มมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นบางๆ เพราะปกติแล้วทุกเช้าเขาจะเป็นคนทำให้เหมยหลินกินทุกวัน แต่วันนี้คงจะเป็นวันแรกที่ได้ทานฝีมือของยัยเด็กขี้แยนั่น"หวังว่าจะไม่โกรธที่ฉันเมินแล้วใส่ยาพิษลงไปนะ" พีพีพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินไปหยิบถ้วยสองใบตักข้าวต้มใส่ลงไป จากนั้นก็ยกออกไปวางที่โต๊ะอาหารนั่งรอเหมยหลินออกมาทานด้วยกันใช้เวลานั่งรอนานหลายนาทีเหมยหลินในชุดนักศึกษาถูกต้องตามกฎระเบียบเด็กปีหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องนอน แวบแรกที่เธอเห็นคนที่บอกว่าจะไม่กินข้าวต้มที่เธอทำให้นั่งเล่นโทรศัพท์รออยู่ที่โต๊ะอาหารพร้อมข้าวต้มที่ทำให้วางอยู่สองที่คิ้วเรียงสวยของเธอก็ขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจทันทีไหนเขาบอกว่าจะไม่กิน? แล้วถ้วยที่วางอยู่ตรงหน้าคืออะไร"ยืนเซ่อทำอะไรอยู่ตรงนั้น มานั่งทานข้าว" พีพีละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ตวัดสายตาหันไปเห็นร่างเล็กตรงหน้าประตูห้องนอนชั้นล่างเห็นเหมยหลินยืนขมวดคิ้







