Mag-log inความพ่ายแพ้ของราชครูไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะทางการทหาร แต่มันคือการประกาศก้องว่ายุคสมัยแห่งอาคมและอำ
ความพ่ายแพ้ของราชครูไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะทางการทหาร แต่มันคือการประกาศก้องว่ายุคสมัยแห่งอาคมและอำนาจมืดได้สิ้นสุดลงแล้วจางเสี่ยวหนิงยืนอยู่บนยอดหอคอยทิศเหนือ ดวงตาคู่คมจ้องมองลงไปยังเมืองจินหยางที่บัดนี้กลายเป็นโครงข่ายอัจฉริยะไปกว่าครึ่ง"ระบบ... ตรวจสอบปริมาณพลังงานสะสมจากแผงรับแสงอาทิตย์และกังหันลมไม้ไผ่เหล็กกล้า" เสี่ยวหนิงสั่งการในใจ[ระบบแจ้งเตือน: ระดับพลังงานไฟฟ้าปัจจุบัน 92% พร้อมสำหรับการเปิดใช้งาน 'ระบบโครงข่ายแสงนิรันดร์' ทั่วเมือง] [แต้มชื่อเสียงคงเหลือ: 120,000 แต้ม]"ถึงเวลาเปลี่ยนความเชื่อให้กลายเป็นความจริง" เสี่ยวหนิงพึมพำเขาเรียกประชุมผู้นำเมืองทุกคน ทั้งแม่ทัพเทียนอี้ นายอำเภอกู้ และที่สำคัญที่สุดคือ 'เหล่าช่างฝีมือชาวเมือง' ที่เขาเคี่ยวเข็ญฝึกฝนมานับปี ในห้องประชุมที่มีแผนที่สามมิติเรืองแสงตั้งอยู่กลางโต๊ะ ทุกคนมองเสี่ยวหนิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธา"ท่านอาเกู้ ท่านพี่เทียนอี้... คืนนี้จินหยางจะไม่เหมือนเดิมอ
ทว่า ในขณะที่เมืองจินหยางกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด สายตาคู่หนึ่งจากมุมมืดของกำแพงเมืองกลับจ้องมองเสี่ยวหนิงด้วยความอาฆาต บุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งลอบเข้ามาพร้อมกับฝูงผู้อพยพเขาคือสายลับจากแดนมังกรที่ได้ยินข่าวเรื่องอันน่าอัศจรรย์ประดุจเทพเซียนลงมาจุติ แม้จะได้ออกราชโองการให้เมืองจินหยางเป็นเขตปกครองพิเศษไปแล้ว แต่ฮ่องเต้และราชครูยังคงกระหายซึ่งอำนาจและต้องการครอบครองความลับนี้อยู่ดีเขามิได้ต้องการเสบียง... แต่เขาต้องการตัว "จางเสี่ยวหนิง" หรืออย่างน้อยก็คือแบบแปลนของเมืองนี้ทั้งหมด ฮ่องเต้ตรัสกับราชทูตที่เข้าเฝ้า และพระองค์ก็ได้ส่งชายชุดดำปะปนไปกับชาวบ้านในคาราวานของราชทูตเพื่อทิ้งไว้ที่เมืองจินหยาง"ข้าน้อยไร้ความสามารถ" ราชทูตร้องขอกับฮ่องเต้อย่างเวทนา[ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมที่มีระดับความเป็นปรปักษ์สูงภายในเขตเมืองชั้นใน] [พิกัด: ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากเรือนหลัก 500 เมตร]เสี่ยวหนิงที่กำลังยิ้มให้ภรรยาพลันชะงัก แววตาคมกริบดุจใบมีด เขากระซิบข้างหูหนิ
เสี่ยวหนิงขยับเข้าไปใกล้ราชทูตหวังจื่อ สายตาของเขาเปลี่ยนจากพ่อค้าที่ดูเป็นมิตรกลายเป็นพญามังกรที่จ้องเขมรขยี้เหยื่อ น้ำเสียงของเขาเบาหวิวแต่กลับทรงพลังจนคนฟังรู้สึกหนาวสั่นยิ่งกว่าหิมะรอบกาย"ใต้เท้าหวัง... เสบียงที่ท่านต้องการ ข้าให้ท่านได้มากกว่าที่ราชสำนักคาดหวังไว้เสียอีก แต่สิ่งที่ข้าต้องการแลกเปลี่ยน มิใช่ทองหยองหรือตำแหน่งขุนนางจอมปลอมพวกนั้น"ราชทูตหวังขมวดคิ้ว "แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด? ในเมื่อเจ้ามีทุกอย่างพร้อมสรรพเช่นนี้"เสี่ยวหนิงผุดรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก "ข้าต้องการให้ เมืองจินหยาง กลายเป็น เขตปกครองพิเศษดินแดนที่ปกครองตนเองอย่างอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อกรมวัง ไม่ต้องฟังคำสั่งจากผู้ใด จินหยางจะเป็น 'ดินแดนต้องห้าม' สำหรับผู้ที่คิดจะมาแผ่อำนาจ”“และข้าอยากจะทำให้ที่นี่ เป็น 'ที่พักพิงสุดท้าย' สำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นขอทานผู้ยากไร้หรือมหาเศรษฐีตกอับ หากก้าวเท้าเข้ามาในเขตของข้า ทุกคนคือประชากรของจินหยางที่ข้าจะคุ้มครองด้วยชีวิต"&
เสี่ยวหนิงยิ้มมุมปาก ความคิดในฐานะ เสี่ยวอ้าว อดีตพ่อค้าหัวใสพุ่งพล่าน เขาไม่ได้จะพึ่งพาแค่แรงคน แต่นี่คือเวลาที่จะใช้ "แต้มระบบ" ที่สะสมมาจากชัยชนะครั้งใหญ่ให้เป็นประโยชน์[ระบบตรวจสอบ: ปลดล็อกเทคโนโลยี 'โครงสร้างโมดูลาร์' และ 'ระบบหมุนเวียนความร้อนใต้ดิน'] [ทรัพยากรที่ต้องใช้: เหล็กกล้าไม้ไผ่, ศิลาฉนวนกันความร้อน, แต้มชื่อเสียง 15,000 แต้ม]"ระบบ... เริ่มการแปรรูปวัสดุและจัดส่งแบบเร่งด่วน" เสี่ยวหนิงสั่งการในใจเพียงไม่กี่วันต่อมา ชาวเมืองจินหยางต่างพากันแตกตื่นเมื่อเห็นขบวนเกวียนลึกลับขนส่งวัสดุรูปทรงประหลาดเข้าสู่จวนสกุลจาง เสี่ยวหนิงควบคุมการก่อสร้างด้วยตัวเองโดยมี รองแม่ทัพเฉิน นำกำลังทหารอาสามาช่วยเป็นแรงงานสำคัญเรือนพักพ่อเฒ่าและท่านแม่: ถูกออกแบบให้มีระบบท่อไอน้ำร้อนไหลเวียนอยู่ใต้พื้นดินเพื่อให้ฝ่าเท้าของท่านทั้งสองอบอุ่นอยู่เสมอเรือนจางหนี่: เน้นความเป็นระเบียบและมีห้องตำราที่แสงเข้าถึงได้ดี เหมาะแก่การฝึกฝนวิชาเร
ยามเช้าที่สดใสของเมืองจินหยาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องผ่านยอดไม้ไผ่เหล็กกล้าเข้ามาในโถงกลางจวนสกุลจาง กลิ่นหอมของน้ำส้มป่อยและธูปหอมกระจายไปทั่วบริเวณวันนี้เป็นวันที่จางเสี่ยวหนิงตั้งใจจะทำสิ่งที่ค้างคาใจมานาน เพื่อความมั่นคงของหัวใจผู้เป็นบิดาบนตั่งไม้แกะสลัก พ่อเฒ่าจาง นั่งตัวตรงแต่มีแววตาประหม่าเล็กน้อย ข้างกายของท่านคือ ป้าว่านชิง หญิงหม้ายวัย 50 ปี ผู้มีกิริยาเรียบร้อย และมีรอยยิ้มที่อบอุ่นนางคอยดูแลสำรับอาหารและหยูกยาให้พ่อเฒ่าจางมาโดยตลอดนับตั้งแต่จางเสี่ยวหนิงรับนางเข้ามาอยู่ในเรือนด้วยความสงสารในคราวที่นางไร้ที่พึ่งจางเสี่ยวหนิงเดินเข้ามาในโถงพร้อมกับ หนิงเอ๋อ ที่อุ้ม จางเพ่ยเพ่ย และมี จางหนี่ เดินเคียงข้าง ทุกคนแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีมงคลดูสง่างาม"ท่านพ่อ... ท่านป้าว่านชิง" เสี่ยวหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานพลางทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าคนทั้งสอง"เสี่ยวหนิง... เจ้ามีธุระอันใดหรือลูก ถึงได้เรียกพวกเรามาพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้" พ่อเฒ่าจาง
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องก้องกังวานของเหล่าทหารที่ได้รับชัยชนะ จางเสี่ยวหนิงไม่ได้รอช้าเพื่อรับคำสรรเสริญ เขาควบม้าฝ่ากระแสลมมุ่งหน้ากลับสู่จวนสกุลจางด้วยหัวใจที่เต้นระรัวยิ่งกว่ากลองศึกในคราแรก เพราะสำหรับเขาแล้ว ชัยชนะเหนือข้าศึกนับหมื่นยังไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของดวงใจทั้งสามดวงที่รออยู่ในบ้านเมื่อมาถึงหน้าจวน เขาไม่ทันได้รอให้ม้าหยุดนิ่งสนิทดีก็กระโดดลงจากอาน ร่างสูงโปร่งก้าวพรวดเข้าไปในห้องโถงที่บัดนี้ปราศจากเสียงระเบิด แต่ยังคงอบอวลไปด้วยความตึงเครียด"ท่านพ่อ! หนิงเอ๋อ! ข้ากลับมาแล้ว!"ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างเล็กของ จางเพ่ยเพ่ย ในวัย 7 ขวบ ก็พุ่งออกมาจากมุมหนึ่งแล้วกอดขาเขาไว้แน่น ตามมาด้วย จางหนี่ พี่ชายวัย 12 ปี ที่แม้จะพยายามทำตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ตามแบบบิดา แต่ดวงตาก็รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ"ท่านพ่อ! ท่านปลอดภัย! มังกรดำพวกนั้นพ่ายแพ้ต่อหน้าไม้ของท่านแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?" เพ่ยเพ่ยเงยหน้าขึ้นถามเสียงใสเสี่ยวหนิงย่อตัวลงกอดลูกทั้งสองไว้แน่น "ใช่







