LOGINทันทีที่เสิ่นจือก้าวออกไปเสียงโวยวายด่าทอโต้เถียงก็เงียบลงทันที
นางไม่ได้มองไปที่ผู้ใด ไม่ได้ส่งเสียง เพียงเดินไปลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาแล้วนั่งลง ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งเพราะรู้สึกเหนื่อย ร่างกายนี้อย่างไรเสียก็จมน้ำไปจริงๆ แถมยังสิ้นใจไปแล้วครู่หนึ่งก่อนที่นางจะเข้ามาแทนที่ ทั้งสำลักน้ำ ทั้งเหนื่อย ทั้งต้องดิ้นรน ไหนจะใบหน้าที่ยังคงบวมแดงเพราะแรงตบของหลิวอวี้นั้นไม่น้อยเลย จนถึงตอนนี้ซีกแก้มก็ยังคงรู้สึกแสบร้อน
“เอาละ จะหย่าข้าหรือ” นางเงยหน้าขึ้นกล่าวก่อนหันไปมองหลิวอวี้ ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายแม้คล้ำแดด ถึงอย่างนั้นความคมเข้มและร่างกายที่กำยำกลับโดดเด่นสมกับเป็นบุรุษอกสามศอกยิ่ง ไม่แปลกใจที่เจ้าของร่างเดิมจะปักใจ ถึงขั้นยอมเลี้ยงดูบุตรทั้งสามของเขาอย่างเต็มใจ
“เสิ่นจือเจ้าอย่ามาวางมาดสุขุมราวกับไร้ความผิดหน่อยเลย เจ้าคิดจะเล่นละครให้ผู้ดู เห็นชัดๆ ว่าเจ้าคิดจะทำร้ายอาจูให้ตาย คนจิตใจชั่วช้าอำมหิตไม่ละเว้นแม้แต่กับเด็กอย่างเจ้าสมควรแล้วที่จะถูกหย่า ไม่สิข้าว่าหย่านางยังน้อยไปสมควรขับไล่ออกไปจากหมู่บ้านเลยใช่หรือไม่!”
ผู้ที่พูดก็คือเสิ่นหูสตรีที่คอยสนับสนุนการหย่าร้างอยู่ข้างกายหลิวอวี้ตั้งแต่ต้น ไม่สิจะว่าไปในความทรงจำของร่างเดิม สตรีผู้นี้คล้ายจับผิดเสิ่นจือมาโดยตลอด วันๆ แทบไม่ทำอะไรแล่นมาดูแลและเห็นใจบุตรของหลิวอวี้ถึงบ้านของนาง
“เสิ่นหูเจ้าเป็นอะไรกับหลิวอวี้สามีของข้า ที่นี่คือบ้านของข้า เรื่องหย่าร้างหากจะสนทนาก็เป็นเรื่องของข้ากับเขา เจ้าใช้สิทธิ์อะไรเพื่อพูดแทนสามีของผู้อื่น ออกหน้าออกตาเช่นนี้กลัวชาวบ้านเขาไม่รู้หรือว่าหากข้าหย่ากับสามีเจ้าก็พร้อมจะแทนที่ทันที”
เสิ่นหูหน้าแดงพูดตะกุกตะกักคงเพราะไม่คิดว่าจะถูกเปิดโปงออกมาตรงๆ “เจ้าพูดจาเหลวไหล! ข้าเพียงสงสารเสี่ยวไป๋ เสี่ยวซู แล้วก็อาจู ในหมู่บ้านผู้ใดไม่สงสารเด็กทั้งสามคนบ้าง วันๆ เจ้าเอาแต่ใช้งานเด็กพวกนี้ราวกับทาส ทำงานหนักไม่ได้พักจนมืดค่ำ ดูพวกเขาสิถูกเจ้าทรมานจนแทบไม่ใช่เด็กแล้ว!”
“อ้อ เช่นนั้นก็ดูพวกเขาสิ จากนั้นหันไปมองน้องสาวและน้องชายของเจ้า” เสิ่นจือชี้ไปยังน้องสาวและน้องชายของอีกฝ่าย ทั้งสกปรกทั้งมอมแมมผอมโซ เทียบกันกับบุตรของหลิวอวี้แล้วเสื้อผ้าก็ใหม่กว่า สะอาดกว่า ใบหน้าของเด็กทั้งสามยังกลมป้อมมีเลือดฝาด แม้เสิ่นจือใช้งานเช้าจรดเย็น ทว่าเสื้อผ้าใหม่มีให้ทุกปี รองเท้าหรือก็เพิ่งเปลี่ยน ข้าวสามมื้อมีเนื้อไม่ขาด ดังนั้นอย่าว่าแต่เด็กพวกนี้จะแข็งแรงและโตไวเลย เรียกได้ว่าเด็กในหมู่บ้านไม่มีใครอยู่ดีกินดีอย่างพวกเขา
“เสี่ยวไป๋ เสี่ยวซู อาจูบ้านข้าแม้ทำงานทุกวัน แต่พวกเขามีข้าวกินสามมื้อ ใบหน้าอิ่มเอิบกินอิ่มนอนหลับ เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านมีตัดใหม่ให้ทุกปีไม่เลือกชายหญิง เทียบกับน้องๆ ของเจ้าที่มอมแมมน้ำมูกก็ไม่รู้จักเช็ด เจ้าว่าเด็กบ้านใดจะมีสภาพน่าอนาถกว่าน้องสาวน้องชายของเจ้า ไม่ดูแลคนของตัวเองแต่มีใจห่วงใยผู้อื่น กระทั่งแล่นมาห่วงใยเด็กบ้านข้า เจ้าไม่รู้สึกว่ามันแปลกหรือ”
“เจ้า...” นางมองไปรอบๆ เพื่อหาแนวร่วมทว่าสายตาที่มองด้วยความกังขาทำให้ใบหน้ายิ่งแดงก่ำด้วยความอับอาย เห็นน้องชายน้ำมูกไหลเข้าปากนางรีบคว้าผ้ามาเช็ดให้
เสียงท่านป้าคนหนึ่งกล่าวขึ้น “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง อย่างไรเสียเรื่องที่เจ้าทำร้ายอาจูก็ไม่มีทางเปลี่ยน!”
“อ้อ เช่นนั้น” นางมองไปยังบุตรของหลิวอวี้ รอยยิ้มที่มุมปากผุดขึ้น “ข้าขอถาม” นางมองไปยังหลิวอวี้ “เดิมทีข้าไม่เคยให้เด็กสามคนไปซักผ้าที่ลำธาร” นางชี้มือไปยังอ่างดินเผาที่มีน้ำเต็มเกือบล้น “ข้าให้พวกเขาซักผ้าที่นี่ ตากตรงนี้ ไม่ทราบว่าท่านป้าท่านน้าคนใดเคยเห็นพวกเขาไปซักผี้ที่ริมลำธารมาก่อน”
เงียบ... ถึงกับมีคนกระซิบว่าไม่เคยเห็นจริงๆ
“ข้าใช้งานพวกเขาจริง ทว่าก็ไม่เคยละเลยเรื่องความปลอดภัยเพราะรู้ว่าลำธารมีน้ำลึกน้ำตื้นเป็นจุด หากพลาดพลั้งเด็กตัวเท่านั้นเอาตัวรอดไม่ได้ อีกอย่างจากที่นี่ไปลำธารก็ไกลอยู่ เสี่ยวไป๋”
เสี่ยวไป๋สะดุ้งเฮือกรีบเข้าไปหลบหลังบิดา หลิวอวี้ขมวดคิ้วมองนาง
เสิ่นจือยังคงกล่าวต่อไปหลังรวบรวมความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม “เจ้าวิ่งมาตามข้า ตะโกนบอกว่าอาจูตกน้ำ อีกทางเสี่ยวซูก็วิ่งไปตามท่านป้าถงที่ทำไร่อยู่ไม่ไกลจากลำธาร บอกว่าข้าทำให้อาจูตกน้ำ ท่านป้าถงข้าขอถาม ตอนที่ท่านไปถึงเห็นเสิ่นหูตะโกนอยู่ริมลำธารใช่หรือไม่ นางตะโกนเสร็จข้าจึงไปถึงตอนนั้นท่านยังได้สบตากับข้าด้วยซ้ำ”
“เอ่อ...” ทุกคนหันไปมองท่านป้าถงที่อ้ำอึ้ง “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นนะ”
“เสิ่นหูในเมื่อเจ้าห่วงใยอาจูขนาดนั้น นางตกน้ำตรงหน้าเหตุใดเจ้าไม่กระโดดลงไปช่วยทว่าเอาแต่ตะโกนอยู่ริมฝั่งรอจนข้าไปถึง ตอนข้ากระโดดลงไปเจ้ายังตะโกนเสียงดังว่าข้าเป็นคนผลักอาจูและกดอาจูลงไปในลำธาร ที่สำคัญ...” นางหันไปมองหลิวอวี้ “ท่านเพิ่งมาถึงรู้ได้อย่างไรว่าอาจูตกน้ำ เพิ่งมาถึงมิใช่ต้องตรงกลับบ้านหรอกหรือ เหตุใดมาพร้อมท่านป้าจี้มารดาของเสิ่นหูได้เล่า อีกอย่างท่านป้าจี้บ้านของท่านอยู่ติดทางเข้าหมู่บ้าน ไกลขนาดนี้ท่านรู้ได้อย่างไรว่าอาจูตกน้ำแล้วข้าเป็นคนผลัก”
หลิวอวี้ขมวดคิ้วเผลอหันไปมองนางจี้มารดาของเสิ่นหู
เสิ่นจือหัวเราะ “ทั้งหมดมันเหมาะเจาะเหลือเกิน เหมาะเจาะจนน่าสงสัยถึงเพียงนี้ทว่าเหตุใดไม่มีใครเอะใจสักนิด อีกอย่างหากเด็กตกน้ำไปตั้งแต่ตอนที่ข้าถูกตามตัว จากบ้านข้าไปถึงลำธารระยะทางไม่ใช่น้อยๆ เลย เด็กตัวเท่านี้จะตะเกียกตะกายรอจนข้าไปถึงเชียวหรือ ถึงขั้นที่ว่ารอจนเสี่ยวซูตามท่านป้าถงมาถึง แถมเสิ่นหูยังรออยู่คอยตะโกนบอกคนอื่นว่าข้าเป็นคนผลักอาจูตกน้ำ”
“อืมข้าได้ยินแล้ว” เดาว่าเขาเองก็คงเหมือนคนตระกูลหยาง หากทำงานก็จะได้เสบียงเพื่อให้ผ่านพ้นหน้าหนาว “ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ข้าเพิ่งกลับมาถึงอยากรีบกลับบ้าน”“ข้า...”“ข้าก็นึกว่าใครมารั้งคนเอาไว้กลางถนนที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ทำไมหรือตอนนี้เสียใจแล้วหรือที่เลือกหย่ากับพี่อวี้” ทายสิว่านั่นเสียงใคร...เสิ่นจือกลอกตาหันไปมองเสิ่นหูอีกฝ่ายเดินเข้ามาจากนั้นก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างนางกับหลิวอวี้ เสิ่นหูก้มลงไปยิ้มให้อาจู ไม่ลืมที่จะแสดงความสนิทสนมด้วยการดึงมืออีกฝ่ายมากุมเอาไว้ “ไม่รีบกลับบ้านมารั้งคนเขาเอาไว้กลางถนน เสิ่นจือเจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ”เสิ่นจือหัวเราะออกมา “ข้าหรือที่ต้องอาย ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่ต้องถามเจ้า เจ้าไม่อายหรือที่อยู่ๆ ก็พรวดพราดเข้ามาแทรกตอนคนเขากำลังสนทนา มารยาทเจ้าพอจะรู้จักหรือไม่”“เสิ่นจือเจ้ากล้าด่าข้าหรือ?”“ด่าคนเหตุใดต้องใช้ความกล้า ข้าว่านะเสิ่นหูสมองน่ะหัดบำรุงเสียบ้างก็ได้ ไม่ชอบใครก็อยู่ให้ห่างเอาไว้ไม่ใช่ยื่นหน้าเข้ามาให้คนเขาด่า ฉลาดบ้างจะได้ไม่โง่อย่างไรก็โง่อย่างนั้น อ้อข้าลืมไปเจ้าไม่เคยฉลาด ข้าสนทนากับผู้ใดก็เรื่องของข้า จะหึงหวงจะอิจฉาก็เก็บอา
“เจรจาการค้า?” เสียงสตรีดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าสงสัย สตรีผู้นี้อายุราวๆ สามสิบน่าจะเป็นเจ้าของร้าน “เจ้าเข้ามาก่อนสิ”เสิ่นจือเดินตามเข้าไปยังหลังร้านจากนั้นมองไปรอบๆ กลิ่นหอมของเครื่องประทินผิวรมจนนางแสบจมูก ตอนเด็กในร้านยกชามาให้นางยิ้มกล่าวขอบคุณด้วยความเคยชิน ท่าทางสุภาพของนางทำให้สตรีนางนั้นยิ้มกว้าง “ข้าแซ่ฝาน เรียกข้าว่าเถ้าแก่ฝานก็ได้”“เถ้าแก่ฝานข้าแซ่เสิ่น ท่านเรียกข้าว่าจือจือก็ได้”“แม่นางจือจือมีเรื่องใดเจรจาหรือ”เสิ่นจือปลดตะกร้าบนหลังจากนั้นหยิบสบู่นมแพะออกมาเพียงก้อนเดียว “ข้ามาเพราะเจ้านี่” เถ้าแก่ฝานรับไปจากนั้นพลิกไปมา นอกจากนั้นนางยังดมกลิ่นแล้วเลิกคิ้ว เสิ่นจือยิ้ม “นี่คือสบู่นมแพะ”“สบู่นมแพะ?”“ใช่แล้ว เป็นสบู่สำหรับความงามโดยเฉพาะ ได้ทั้งอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือ เป็นสบู่ที่ใช้ได้ทั้งกับผิวหน้า ทั้งทำความสะอาดผิวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ท่านลองล้างมือดูสักรอบจะได้เข้าใจในสิ่งที่ข้าบอก”“นำอ่างล้างมือเข้ามา” เถ้าแก่ฝานบอกเด็กดูแลร้าน ตอนที่นางล้างมือเสร็จก็ยกมือขึ้นดม คิ้วเรียวเลิกขึ้น “หอม ยิ่งเกิดฟองก็ยิ่งหอม” ตอนเช็ดมือนางลูบมือของตัวเองด้วยรอยยิ้ม “นุ่
“แล้วนี่เจ้าไม่ซื้อเนื้อแต่ซื้อกลับมาแค่มันหมู เจ้าจะเอาไปทำอะไร”“ข้าจะทำสบู่”“สบู่??”“ทำออกมาแล้วพวกท่านก็รู้เอง ข้าชอบอาบน้ำไม่มีสบู่ข้าไม่สบายตัว” นางกล่าวจากนั้นตัดบทไม่ยอมให้ใครถามอะไรอีก “จริงสิพี่ใหญ่ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่ามีวัวบ้านไหนที่ยังให้นมลูกวัว แพะก็ได้ ข้าอยากได้นมวัวไม่ก็นมแพะ ไม่เยอะหรอกสองสามถ้วย”หวังต้าแม้ไม่เข้าใจแต่ก็นึก “มีนะ ท่านยายหลิวบ้านที่อยู่ฝั่งตะวันออก”“ท่านพอจะไปขอซื้อมาให้ข้าสักสองสามถ้วยได้หรือไม่ เงินข้าออกเอง”“ได้สิ พรุ่งนี้เช้าจะไปซื้อให้เจ้าแต่เช้า”คืนนั้นนางเตรียมน้ำด่างเอาไว้ด้วยการนำขี้เถ้ามาผสมน้ำกรองจนสะอาดจากนั้นพักเอาไว้ รอตอนเช้าค่อยเจียวมันหมูเอาน้ำมันออกมากรอง ง่วนอยู่คนเดียวไม่สนทนาไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วยจนเกือบพลบค่ำ ในที่สุดก็ได้สบู่นมแพะออกมากระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นแม่พิมพ์ถูกผ่าออก สบู่หอมนมแพะสี่กระบอกแรกถูกนำออกมาตัดเป็นก้อนเล็กๆ เสิ่นจือประคองมันเอาไว้ด้วยสองมือขอบตาร้อนผ่าว นางรู้สึกอยากจะร้องไห้จริงๆ นะ วิธีการแม้ไม่ซับซ้อนแต่เพราะที่นี่คือยุคที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก กว่าจะได้สบู่พวกนี้ออกมานางแทบหมดแรง...“ท่านอา?” หวั
สิบหกคน?! เสิ่นจือนึกถึงสตรีเหล่านั้นที่นางพบเมื่อวาน“มีบุรุษสามคน ที่เหลือล้วนเป็นสตรีม่าย ฟังว่าสามีล้วนสิ้นใจในสนามรบ ทายาทที่พอจะพึ่งพาได้เหลือรอดมาได้มีคนเดียว อีกสองคนเด็กเกินไปจึงได้รับการละเว้น ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าแซ่หยาง”“หรือจะเป็น...หยางกั๋วกง?!”“ท่านรู้จักหรือพี่ใหญ่”“เคยได้ยินชื่อ หยางกั๋วกงมิใช่ว่ามีความดีความชอบหรอกหรือ ตอนข้ามาถึงที่หมู่บ้านใหม่ๆ ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสงครามประชิดชายแดน หยางกั๋วกงนี่ละเป็นคนยึดป้อมกลับมาได้ ชะตาคนเราช่างน่าประหลาด รุ่งโรจน์สุดขีดกลับตกต่ำจนชีวิตก็ไม่อาจรักษา หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าหลายคนสิ้นใจในสมรภูมิ หลายคนถูกประหารตายตก ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าคนตระกูลหยางที่เหลือมีเพียงขามาแต่กลับเมืองหลวงไม่ได้อีกแล้ว เฮ้อ...”คนกำลังเดินเข้ามายังทิศทางที่พวกเขาทั้งสามอยู่ ตะกร้าของนางอยู่ในมือของบุรุษชุดสีเทา เสิ่นจือมองชายหนุ่มใบหน้าสุขุมซึ่งกำลังเดินเข้ามา ด้านหลังของเขายังมีเด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองเดินตามมาด้วยสองคน ชุดที่เขาสวมมีคราบสกปรกทว่าก็ยังมองออกว่าเป็นผ้าชั้นดีที่มีลายปักอันประณีต“คารวะท่านทั้งสาม เมื่อวานพี่สะใภ้กล่าวว่า
“อืม อย่างไรเสียก็อยู่บนเขาอาจเจอกับสัตว์ป่า”หวังม่ายสะดุ้งขยับเข้ามาใกล้เสิ่นจือโดยไม่รู้ตัว “ชะ...เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ” ความเหนื่อยเมื่อครู่ถูกทำให้ความกลัวบดบังเรี่ยวแรงจึงกลับมา ตอนเดินไปถึงลำธารหวังม่ายวางตะกร้าทิ้งตัวลงนอนหงายใต้ร่มไม้ใหญ่ นางหอบหายใจจนตัวโยนหลับตาไม่เอาอะไรแล้วหวังโต้วเองก็เหนื่อยแต่เก็บอาการ ตอนที่เสิ่นจือบอกให้เขาพักเขารับคำเบาๆ จากนั้นมองนางที่เดินไปล้างรากซู “ทะ...ท่านอาข้าช่วยท่านขอรับ”“ไม่เป็นไรเจ้าไปนั่งพักกับเสี่ยวม่ายเถิด ล้างรากซูไม่ได้เหนื่อยอะไร เจ้าพักครู่หนึ่งค่อยมาช่วยกันล้างเห็ดโคน” เขามีท่าทางลังเลแต่นางพยักหน้าอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม เช่นนั้นเขาจึงยอมเดินไปพักเพิ่งล้างรากซูจนสะอาดอีกฝั่งของลำธารก็เจอกลุ่มคน เสิ่นจือไม่คุ้นหน้าคนกลุ่มนี้จึงจ้องนานหน่อย เห็นอีกฝ่ายเพียงนำเสื้อผ้ามาซักนางจึงวางใจ ในใจคิดว่าคงเป็นนักโทษเนรเทศกลุ่มนั้น ที่มามีเพียงสตรีหกคนท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่คล่องแคล่ว ดูยังไงก็น่าจะไม่เคยทำงานอย่างนี้มาก่อน ตอนนำตะกร้าเห็ดโคนมาล้าง นางเห็นในน้ำมีเงาวูบไหวคิ้วก็เลิกขึ้น อยู่ๆ ก็เดินไปที่ฝั่งมองหาไม้มาเหลาให้แหลมหวังโต้ว
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเมื่อพี่ชายเดินเข้ามา “วันนี้คงต้องไปช่วยบ้านฝั่งโน้นสักหน่อย บ้านของท่านน้าลู่พังถล่มเสบียงเสียหายแทบทั้งหมด ต้องนำออกมาตากหากโชคดีวันนี้ฝนอาจจะไม่ตก” หวังต้านั่งลงเสิ่นจือมองลั่วซื่อที่รีบหลบตานาง ในดวงตาของอีกฝ่ายมีน้ำตาคลอคลอง “โชคดีเหลือเกิน พวกเราโชคดีที่ทันทีที่บ้านพังก็มีที่ขนของมาเก็บเอาไว้ หาไม่หากรอจนฝนหยุดข้าวของก็พังเสียหายหมดแล้ว” นางมองไปยังลูกสองคน “ข้านึกไม่ออกเลยว่าจะห่วงหน้าพะวงหลังเพียงใด ไหนจะโต้วโต้ว ฮวาฮวา ไหนจะข้าวของ ขอบใจเจ้าเหลือเกินอาจือ”“ไหนๆ ท่านก็จะไปที่นั่นข้ามีผ้านวมเก่าสภาพยังใช้ได้เพราะข้าเพิ่งซื้อมาเปลี่ยน ท่านก็นำไปให้พวกเขาด้วยแล้วกัน อย่างน้อยก็แห้งและยังสะอาดใช้ไปก่อนให้พ้นช่วงเวลายากลำบากนี้”“เจ้าไม่ไปด้วยกัน?”“ไม่ละข้าอยากขึ้นเขา ข้าอยากไปดูเห็ดโคนสักหน่อย คิดว่าตากแห้งเอาไว้เป็นเสบียงหน้าหนาวก็ดีเหมือนกัน พวกท่านยุ่งเรื่องที่นี่ไปเรื่องเสบียงตอนนี้ยังไม่ต้องกังวล” เพิ่งพูดจบก็เห็นท่าทางแปลกๆ ของหวังโต้ว “อะไรหรือ”“คือว่า...” เขามองบิดามารดา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา ข้า...ข้าอยากขึ้นเขาไปกับท่านอา ได้หรือไม่ขอรับ” นางถึ







