เข้าสู่ระบบเพราะถูกไป๋อู๋ฉางจับวิญญาณไปผิดตัว นางจึงจำต้องเข้าไปอยู่ในร่างของ ...เสิ่นจือ หญิงอ้วนที่ทั้งปากร้ายและเห็นแก่ตัว!! ข้ามภพมาก็ถูกใส่ร้ายจนสามีหย่าขาด คนอย่างเสิ่นจือไหนเลยจะต้องงอนง้อผู้อื่น หย่าก็หย่าสิใครกลัวกัน!! หมู่บ้านตระกูลเสิ่น การทำนา การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด เสิ่นจือที่ชอบดูคลิปการทำอาหาร การขึ้นเขาของบล็อคเกอร์ในช่องต่างๆ จากนั้นนำเรื่องที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้และเอาตัวรอด นางไม่เชื่อหรอกว่าความโชคดีบวกกับร่างกายแข็งแรงที่ขอมานี้จะไร้ประโยชน์!!
ดูเพิ่มเติมเสียงโวยวายดังลั่น ความเหน็ดเหนื่อยกลืนกินร่างกาย
ทั่วเนื้อตัวเปียกปอนเย็นเยียบ รอบด้านเต็มไปด้วยใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยของผู้คนนับสิบ หญิงสาวอยากส่งเสียงแต่ก็เหนื่อยเกินไป แม้ไม่เข้าใจแต่ไม่มีแรงจะเอ่ยถาม หลังตะเกียกตะกายเอาตัวรอดจากลำธาร อีกทั้งสองมือยังพยายามคว้าเอาตัวเด็กน้อยคนหนึ่งมาด้วย ไหนจะต้องฝืนตัวเองเพื่อผายปอดช่วยชีวิตคน กว่าเด็กน้อยจะสำลักน้ำออกมาแล้วส่งเสียงร้องไห้ ตอนนี้แม้แต่เรี่ยวแรงจะโต้เถียงหรือขอความช่วยเหลือหญิงสาวก็ไม่มีเหลือ
ขณะข้างหูได้ยินเสียงก่นด่า เสียงร่ำไห้ เสียงสาปแช่งว่าตัวเองเป็นคนจิตใจชั่วช้าอำมหิต ใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึงดังขึ้น ยังไม่ทันได้เปิดปากฝ่ามือหนึ่งก็ฟาดลงมายังใบหน้าของนาง
!!! เพี๊ยะ…
แม้จะตกใจจนสะดุ้งทว่าก็มีเสียงชาวบ้านดังขึ้น “สมควรแล้ว นางสมควรโดนจริงๆ”
“สมน้ำหน้า”
“สตรีอัปลักษณ์ทั้งยังชั่วช้าเช่นนางสมควรถูกตีแล้ว”
“ตบได้ดี”
“สมควร นางควรโดนแล้ว”
ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บตัว ทั้งเรี่ยวแรงของนางก็ไม่อาจฝืนทน หลังถูกตบหน้าจนฟุบลงไปบนพื้นโคลนที่เปียกแฉะสติก็ไม่อาจรักษา ประโยคหนึ่งก่อนสิ้นสติทำให้นางได้แต่ลอบถอนหายใจให้ตัวเอง
“ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้วก็จัดการเรื่องในบ้านให้จบเถิด นางทรมานใช้งานบุตรชายบุตรสาวของเจ้ามานานถึงสองปี หลิวอวี้...มิสู้หย่าขาดจากนางเสียเถิด”
...
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นตอนที่กำลังเข้าแถวเพื่อดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง หญิงสาวที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกรถชนจนเสียชีวิตได้แต่หันหน้าหันหลัง ตอนที่เฮยอู๋ฉางมองหน้านางก็เบิกตาเอ่ยถาม “เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่?!”
“แล้วเหตุใดข้าจึงอยู่ที่นี่ไม่ได้”
“ก็เจ้า...”
“เกิดอะไรขึ้น” ไป๋อู๋ฉางเดินเข้ามาสอบถาม
“เจ้าเป็นคนพานางมาหรือ นางยังไม่ตาย ยังไม่สิ้นอายุขัยเสียหน่อย เจ้าทำอะไรลงไป คนที่เจ้าต้องพามาคือคนขับรถแท็กซี่ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ!”
ทั้งเฮยอู๋ฉาง ไป๋อู๋ฉาง ทั้งหญิงสาวเบิกตามองกันไปมา “จับวิญญาณมาผิดคน??!!”
กว่าจะรู้ตัวว่าเกิดความผิดพลาด กว่าจะพากลับไปส่ง ทั้งสามก็พบว่าร่างเดิมถูกฝั่งไปเรียบร้อยแล้ว... ไป๋อู๋ฉางมองสมุดรายชื่อในมือ “เช่นนี้ดีหรือไม่เพื่อเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาด ข้าจะส่งเจ้ากลับไป แต่ว่า...เจ้าอาจต้องสวมร่างผู้อื่นเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อ”
หญิงสาวมองไป๋อู๋ฉางอย่างไม่สบอารมณ์ ถึงอย่างนั้นเพราะทางเลือกมีไม่มาก หากรอเกิดใหม่ก็ต้องรอให้อายุขัยเดิมของชะตานี้สิ้นสุด “เช่นนั้นฉันมีข้อแม้”
“เจ้าว่ามา”
“ขอให้ร่างใหม่นี้แข็งแรงและเป็นคนที่โชคดี” ชาติก่อนไม่เคยมีโชค ร่างกายก็อ่อนแอเจ็บออดๆ แอดๆ น่ารำคาญ
“ตกลง!!!”
แข็งแรงและโชคดี!! หญิงสาวกัดฟันกรอดก่นด่าไป๋อู๋ฉางในใจ ข้างนอกนั่นมีเสียงถกเถียง ก่นด่า ตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องของนางจนไม่มีชิ้นดี ...เสิ่นจือ หญิงอ้วนวัยสิบเก้าที่ทั้งปากร้ายและเห็นแก่ตัว
สามปีก่อนบิดาจากไปพร้อมสัญญาบีบบังคับ พี่ชายทั้งสองที่เป็นลูกติดมารดาเลี้ยง จำต้องก้มหน้าทำนาในที่ดินยี่สิบหมู่ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดต้องแบ่งเป็นสี่ส่วน เสิ่นจือได้สองส่วน หนึ่งส่วนของนาง อีกหนึ่งส่วนเป็นเหมือนค่าเช่า พี่ชายที่ลงแรงจะได้เพียงคนละส่วน ทว่านั่นก็เพียงพอเลี้ยงหลายชีวิตในแต่ละปี สัญญาระบุว่าที่ดินยี่สิบหมู่นี้จะแบ่งให้พี่ชายทั้งสองได้ ก็ต่อเมื่อเสิ่นจือแต่งงานจากนั้นมีลูกชายเป็นของตัวเองเท่านั้น ห้ามขาย ห้ามแบ่งแยกก่อนข้อแม้นี้เด็ดขาดแม้แต่เสิ่นจือก็ขายไม่ได้
...จะว่าไปบิดาของเสิ่นจือก็รักลูกสาวไม่น้อย สัญญานี้ทำให้ไม่มีใครเอาเปรียบนางได้ พี่ชายทั้งสองยิ่งไม่อาจคัดค้าน อีกทั้งนางก็งุบงิบเอาที่ดินนี้ครอบครองคนเดียวไม่ได้ ด้วยมารดาของพี่ชายทั้งสองแต่งเข้าตระกูลเสิ่น สองคนเพียงติดตามมารดาเข้ามาตัวเปล่า ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีที่ไป ไม่มีสิ่งใดเป็นของตัวเอง
ถึงอย่างนั้นทั้งหมดก็ไม่ได้หมายความว่าเสิ่นจือจะไม่เอาเปรียบผู้อื่น!!! นอกจากวันๆ ไม่ทำอะไรเอาแต่นั่งๆ นอนๆ งานในที่นาไม่สนใจ ปล่อยให้พี่ชายทั้งสองกับพี่สะใภ้ตรากตรำแล้ว สองปีก่อนนางยังแอบไปหลงรักพ่อหม้ายลูกติด กระทั่งบังคับให้พี่ชายนำเงินออกมาให้ตยถึงสามตำลึงเพื่อใช้หนี้ให้บุรุษผู้นั้น บีบให้เขายอมแต่งเข้าบ้านตัวเอง!!!
กล่าวถึงสามีที่นางหลงใหลนักหนาจนยอมเถือหนังพี่ชายทั้งสองคน หลิวอวี้ พ่อหม้ายลูกติดที่เป็นนายพรานท้ายหมู่บ้าน หลังสูญเสียฮูหยินทั้งยังมีลูกติดถึงสามคน เพียงเพื่อจะจัดงานศพเขาต้องยอมติดหนี้น้ำใจสามตำลึงเงินแต่งเข้าตระกูลเสิ่น ทว่าทันทีที่แต่งกลับสมัครไปเป็นทหารชายแดน ทิ้งลูกสามคนเอาไว้ให้เสิ่นจือดูแล อ้างเพียงว่าต้องการเงินเบี้ยเลี้ยงมาเลี้ยงดูนางกับบุตร ผู้ใดจะมองไม่ออกว่าเขาไม่ได้มีใจให้เสิ่นจือ เพียงหาทางไปจากนางอย่างโจ่งแจ้งก็เท่านั้น!!!
เสียงโต้เถียงยังคงดังแทรกเข้ามาด้วยเสียงของหัวหน้าหมู่บ้าน พี่ชายของนางเองก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไกล่เกลี่ย หลิวอวี้ยังคงยืนกรานว่าจะหย่าขาดเสิ่นจือให้ได้ เขาอ้างใช้ข้อหาที่นางพยายามฆ่าบุตรสาวคนเล็กของตนด้วยการกดน้ำ หวังหย่าขาดจากนางโดยไม่รู้สึกติดค้าง
เสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นเพื่อสนับสนุนเขาเป็นระยะ ทั้งเสียงปลอบโยน ทั้งเสียงสะอื้น กล่าวว่านางเห็นมาตลอดว่าเสิ่นจือใช้งานบุตรของหลิวอวี้อย่างไร รังแกบุตรของหลิวอวี้อย่างไร และใช้งานเด็กทั้งสามอย่างไร
เสิ่นจือค่อยๆ ประคองตัวเองลุกขึ้นจากเตียงนอน นางมองไปรอบๆ สูดลมหายใจเข้าและพยักหน้าให้กับตัวเอง บ้านหลังนี้สภาพก็ไม่ได้เลวร้าย อย่างมากหลังคาก็ไม่ได้รั่ว ไม่มีญาติเหลือขอ ไม่ต้องต่อสู้เพื่อแยกบ้าน ไม่เหมือนกับเรื่องราวการทะลุมิติ การยืมร่างคืนวิญญาณ หรือการข้ามภพโดยตัวเอกต้องตรากตรำทำงานหนัก จากนั้นจึงค่อยๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น
เทียบกันแล้วความเป็นอยู่ของเสิ่นจือนับว่าดีมาก ดีกว่าคนอื่นๆ หลายบ้านในหมู่บ้าน ทว่าในความทรงจำของร่างนี้แทบจะหาความดีได้น้อยมากจริงๆ นางลุกขึ้นจากนั้นเดินออกไปด้านนอกเพื่อเผชิญกับปัญหา ในเมื่อมาแล้วก็มีแต่ใช้ชีวิตต่อไปให้ดี อยู่ที่นี่ในแบบที่เป็นตัวนางไม่ใช่เพื่อผู้ใดทั้งสิ้น!!
“อืมข้าได้ยินแล้ว” เดาว่าเขาเองก็คงเหมือนคนตระกูลหยาง หากทำงานก็จะได้เสบียงเพื่อให้ผ่านพ้นหน้าหนาว “ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ข้าเพิ่งกลับมาถึงอยากรีบกลับบ้าน”“ข้า...”“ข้าก็นึกว่าใครมารั้งคนเอาไว้กลางถนนที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ทำไมหรือตอนนี้เสียใจแล้วหรือที่เลือกหย่ากับพี่อวี้” ทายสิว่านั่นเสียงใคร...เสิ่นจือกลอกตาหันไปมองเสิ่นหูอีกฝ่ายเดินเข้ามาจากนั้นก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างนางกับหลิวอวี้ เสิ่นหูก้มลงไปยิ้มให้อาจู ไม่ลืมที่จะแสดงความสนิทสนมด้วยการดึงมืออีกฝ่ายมากุมเอาไว้ “ไม่รีบกลับบ้านมารั้งคนเขาเอาไว้กลางถนน เสิ่นจือเจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ”เสิ่นจือหัวเราะออกมา “ข้าหรือที่ต้องอาย ไม่ใช่ข้าหรอกหรือที่ต้องถามเจ้า เจ้าไม่อายหรือที่อยู่ๆ ก็พรวดพราดเข้ามาแทรกตอนคนเขากำลังสนทนา มารยาทเจ้าพอจะรู้จักหรือไม่”“เสิ่นจือเจ้ากล้าด่าข้าหรือ?”“ด่าคนเหตุใดต้องใช้ความกล้า ข้าว่านะเสิ่นหูสมองน่ะหัดบำรุงเสียบ้างก็ได้ ไม่ชอบใครก็อยู่ให้ห่างเอาไว้ไม่ใช่ยื่นหน้าเข้ามาให้คนเขาด่า ฉลาดบ้างจะได้ไม่โง่อย่างไรก็โง่อย่างนั้น อ้อข้าลืมไปเจ้าไม่เคยฉลาด ข้าสนทนากับผู้ใดก็เรื่องของข้า จะหึงหวงจะอิจฉาก็เก็บอา
“เจรจาการค้า?” เสียงสตรีดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าสงสัย สตรีผู้นี้อายุราวๆ สามสิบน่าจะเป็นเจ้าของร้าน “เจ้าเข้ามาก่อนสิ”เสิ่นจือเดินตามเข้าไปยังหลังร้านจากนั้นมองไปรอบๆ กลิ่นหอมของเครื่องประทินผิวรมจนนางแสบจมูก ตอนเด็กในร้านยกชามาให้นางยิ้มกล่าวขอบคุณด้วยความเคยชิน ท่าทางสุภาพของนางทำให้สตรีนางนั้นยิ้มกว้าง “ข้าแซ่ฝาน เรียกข้าว่าเถ้าแก่ฝานก็ได้”“เถ้าแก่ฝานข้าแซ่เสิ่น ท่านเรียกข้าว่าจือจือก็ได้”“แม่นางจือจือมีเรื่องใดเจรจาหรือ”เสิ่นจือปลดตะกร้าบนหลังจากนั้นหยิบสบู่นมแพะออกมาเพียงก้อนเดียว “ข้ามาเพราะเจ้านี่” เถ้าแก่ฝานรับไปจากนั้นพลิกไปมา นอกจากนั้นนางยังดมกลิ่นแล้วเลิกคิ้ว เสิ่นจือยิ้ม “นี่คือสบู่นมแพะ”“สบู่นมแพะ?”“ใช่แล้ว เป็นสบู่สำหรับความงามโดยเฉพาะ ได้ทั้งอาบน้ำ ล้างหน้า ล้างมือ เป็นสบู่ที่ใช้ได้ทั้งกับผิวหน้า ทั้งทำความสะอาดผิวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ท่านลองล้างมือดูสักรอบจะได้เข้าใจในสิ่งที่ข้าบอก”“นำอ่างล้างมือเข้ามา” เถ้าแก่ฝานบอกเด็กดูแลร้าน ตอนที่นางล้างมือเสร็จก็ยกมือขึ้นดม คิ้วเรียวเลิกขึ้น “หอม ยิ่งเกิดฟองก็ยิ่งหอม” ตอนเช็ดมือนางลูบมือของตัวเองด้วยรอยยิ้ม “นุ่
“แล้วนี่เจ้าไม่ซื้อเนื้อแต่ซื้อกลับมาแค่มันหมู เจ้าจะเอาไปทำอะไร”“ข้าจะทำสบู่”“สบู่??”“ทำออกมาแล้วพวกท่านก็รู้เอง ข้าชอบอาบน้ำไม่มีสบู่ข้าไม่สบายตัว” นางกล่าวจากนั้นตัดบทไม่ยอมให้ใครถามอะไรอีก “จริงสิพี่ใหญ่ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่ามีวัวบ้านไหนที่ยังให้นมลูกวัว แพะก็ได้ ข้าอยากได้นมวัวไม่ก็นมแพะ ไม่เยอะหรอกสองสามถ้วย”หวังต้าแม้ไม่เข้าใจแต่ก็นึก “มีนะ ท่านยายหลิวบ้านที่อยู่ฝั่งตะวันออก”“ท่านพอจะไปขอซื้อมาให้ข้าสักสองสามถ้วยได้หรือไม่ เงินข้าออกเอง”“ได้สิ พรุ่งนี้เช้าจะไปซื้อให้เจ้าแต่เช้า”คืนนั้นนางเตรียมน้ำด่างเอาไว้ด้วยการนำขี้เถ้ามาผสมน้ำกรองจนสะอาดจากนั้นพักเอาไว้ รอตอนเช้าค่อยเจียวมันหมูเอาน้ำมันออกมากรอง ง่วนอยู่คนเดียวไม่สนทนาไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วยจนเกือบพลบค่ำ ในที่สุดก็ได้สบู่นมแพะออกมากระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นแม่พิมพ์ถูกผ่าออก สบู่หอมนมแพะสี่กระบอกแรกถูกนำออกมาตัดเป็นก้อนเล็กๆ เสิ่นจือประคองมันเอาไว้ด้วยสองมือขอบตาร้อนผ่าว นางรู้สึกอยากจะร้องไห้จริงๆ นะ วิธีการแม้ไม่ซับซ้อนแต่เพราะที่นี่คือยุคที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก กว่าจะได้สบู่พวกนี้ออกมานางแทบหมดแรง...“ท่านอา?” หวั
สิบหกคน?! เสิ่นจือนึกถึงสตรีเหล่านั้นที่นางพบเมื่อวาน“มีบุรุษสามคน ที่เหลือล้วนเป็นสตรีม่าย ฟังว่าสามีล้วนสิ้นใจในสนามรบ ทายาทที่พอจะพึ่งพาได้เหลือรอดมาได้มีคนเดียว อีกสองคนเด็กเกินไปจึงได้รับการละเว้น ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าแซ่หยาง”“หรือจะเป็น...หยางกั๋วกง?!”“ท่านรู้จักหรือพี่ใหญ่”“เคยได้ยินชื่อ หยางกั๋วกงมิใช่ว่ามีความดีความชอบหรอกหรือ ตอนข้ามาถึงที่หมู่บ้านใหม่ๆ ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าสงครามประชิดชายแดน หยางกั๋วกงนี่ละเป็นคนยึดป้อมกลับมาได้ ชะตาคนเราช่างน่าประหลาด รุ่งโรจน์สุดขีดกลับตกต่ำจนชีวิตก็ไม่อาจรักษา หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าหลายคนสิ้นใจในสมรภูมิ หลายคนถูกประหารตายตก ชั่วชีวิตนี้เกรงว่าคนตระกูลหยางที่เหลือมีเพียงขามาแต่กลับเมืองหลวงไม่ได้อีกแล้ว เฮ้อ...”คนกำลังเดินเข้ามายังทิศทางที่พวกเขาทั้งสามอยู่ ตะกร้าของนางอยู่ในมือของบุรุษชุดสีเทา เสิ่นจือมองชายหนุ่มใบหน้าสุขุมซึ่งกำลังเดินเข้ามา ด้านหลังของเขายังมีเด็กชายอายุราวสิบเอ็ดสิบสองเดินตามมาด้วยสองคน ชุดที่เขาสวมมีคราบสกปรกทว่าก็ยังมองออกว่าเป็นผ้าชั้นดีที่มีลายปักอันประณีต“คารวะท่านทั้งสาม เมื่อวานพี่สะใภ้กล่าวว่า

















