INICIAR SESIÓNเธอเดินตามไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ จังหวะที่เธอวางถาดอาหารลงนโต๊ะ เขาก็เลื่อนแก้วน้ำที่วางอยู่ข้างกันให้เธอหนึ่งแก้ว
ท่าทีเรียบเฉยนั้นทำเอาฟาริศารู้สึกอึดอัด ทำอะไรเกร็ง กลัวว่าจะทำไม่ถูกใจเขาแล้วถูกดุ
ดวงตาคู่คมกวาดมอง กะเพราหลายจานถูกวางเรียงกัน เขารอบมองแล้วก็ต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน ที่แต่ละอย่างมันไม่เหมือนกัน บางจานก็
ใส่ถั่ว บางจานก็มีแม้แต่หอมหัวใหญ่กับแครอต
“เห็นไหมล่ะคะ ว่าแต่ละร้านมันไม่เหมือนกัน”
เธอว่ายิ้ม ๆ เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของเขา แต่มันเป็นเรื่องปกติที่เธอมักจะเห็นอยู่เป็นประจำ
ฟาริศาไม่ลืมยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปแต่ละจานเอาไว้เหมือนที่ทำกับร้านแรก แล้วก็ยื่นช้อนกับถ้วยใบเล็กให้เขาได้ลองตักชิมรสชาติ
“รสชาติแต่ละจานไม่เหมือนกันจริง ๆ ด้วย”
เขาพยักหน้าเบา ๆ ขณะที่ลิ้นกำลังสัมผัสอาหารในปาก ทั้งที่มันก็เป็นแค่เมนูธรรมดา แต่กลับเป็นอาหารจานเดียวที่คนสั่งกินมากที่สุดแล้ว
หลังจากได้ลิ้มรสที่ฟู้ดคอร์ทเสร็จแล้วฟาริศา จึงเลือกไปยังร้านในภัตตาคารอาหารที่อยู่ไกลออกไปไม่มากนัก โดยที่ยังคงมีธีรณัฐตามไปด้วย
บรรยากาศที่โต๊ะกินข้าวของสองคนดูแปลกไปจากโต๊ะรอบข้าง ไม่ใช่เพราะพวกเขาคุยกันเสียงดัง แต่เป็นเพราะจานอาหารเรียงรายมากกว่าปกติต่างหาก
ธีรณัฐเอาแต่จ้องมองผู้หญิงตัวกลมตรงหน้า เวลาที่เจ้าตัวเอาแต่พูดถึง ‘ผัดกะเพรา’
“อืม รสชาติร้านนี้ใช้ได้เลยค่ะ เผ็ดกำลังดี ไม่ใส่ผงชูรสเยอะด้วย” ฟาริศาเอ่ยขึ้นขณะที่ก้มลงจดรายละเอียดลงสมุดเล่มเล็ก
“คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาใส่ผงชูรสน้อย” ชายหนุ่มถามขึ้น ขณะที่มือยังตักหมูกรอบเข้าปากด้วยท่าทีสบาย ๆ
“คือลิ้นของฟาไวกับพวกผงปรุงรสค่ะ กินแล้วมันจะรู้สึกลิ้นชา ๆ”
เธอตอบโดยที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา ทำเอาธีรณัฐต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เชี่ยวชาญดีนี่” เขาแกล้งว่า
“ไม่ได้เชี่ยวชาญเท่าไรหรอกค่ะ แค่ฟาทานบ่อย” หญิงสาวหัวเราะแห้ง ๆ แล้วเม้มริมฝีปาก
“ชอบกินผัดกะเพราเหรอ?” ชายหนุ่มถามขึ้นด้วยความสงสัย
“อืม ... ชอบค่ะ แม่ฟาทำให้ทานอยู่บ่อย ๆ แล้วรสชาติผัดกะเพราของท่านอร่อยกว่าทุกที่ ที่ฟาเคยทานด้วยนะคะ แล้วมันก็เป็นเมนูง่าย ๆ ที่ไม่ต้องคิดอะไรเยอะแยะเวลาหิว เขาถึงเรียกว่าเมนูสิ้นคิดยังไงล่ะคะ”
คำพูดนั้นทำให้ธีรณัฐเงียบไป เขามองร่างอ้วนตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอเป็นพนักงานที่ไม่เหมือนคนอื่นที่เขารู้จัก ดูเป็นคนเรียบง่าย แต่กลับมีคำพูดบางคำซ่อนอยู่ให้คิดตาม
“เมนูสิ้นคิดเหรอ? ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ”
“ก็เพราะมันเป็นเมนูง่าย ๆ ยังไงล่ะคะ ไม่ซับซ้อน นึกไม่ออกผัด
กะเพราก็จะลอยเข้ามาในความคิด”
“อืม มันก็จริง”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย คิดตามคำพูดของหญิงสาว แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยอะไรต่อ อาหารจานอื่นก็ค่อย ๆ ทยอยนำเข้ามาเสิร์ฟ
ฟาริศาลงมือชิมทุกจาน อย่างละไม่กี่คำแล้วก็จดบันทึกเหมือนเช่นทุกครั้ง โดยมีสายตาของธีรณัฐจ้องไม่วางตา แม้เธอจะแสดงท่าทีเรียบนิ่งออกมา ทว่าในใจกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย แต่พอมองออกไปด้านนอก ฟ้าที่เคยสว่างก็เริ่มมืดลงแล้ว เธอรีบยกข้อมืออวบดูเวลา
“ตายจริง 6 โมงกว่าแล้ว”
“มีนัดต่อเหรอ?”
“เปล่าค่ะ ไม่ได้มีนัดที่ไหน พอดีว่าฟาต้องรีบกลับไปช่วยแม่ขายของค่ะ เพราะช่วงนี้น้องสาวสอบก็เลยไม่มีคนไปช่วย” ขณะที่พูดมือก็กวาดอุปกรณ์ทุกอย่างลงกระเป๋าไปด้วย
“ถ้างั้นเดี๋ยวผมไปส่ง”
ธีรณัฐขันอาสา มือของฟาริศาที่กำลังเก็บของอยู่ถึงกับชะงัก คิดว่าตัวว่าเองฝันไป พอเงยขึ้นสบตาก็เห็นว่าดวงตาคมคู่นั้นกำลังมองมาที่ตนเองเหมือนกัน
“ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ เผื่อท่านประธานต้องไปทำอย่างอื่นต่อ ฟาคิดว่าทางที่เราจะไปคงเป็นคนละเส้นกัน”
“แล้วร้านที่แม่เธอขายของอยู่ที่ไหนล่ะ”
“แม่ของฟาขายหมึกย่าง ที่ตลาดนัดกลางคืนแถวพระรามเก้าค่ะ”
“อืม งั้นก็ทางเดียวกัน คอนโดผมอยู่แถวนั้นพอดี คืนนี้ผมคงไม่กลับไปนอนบ้าน กะว่าจะนอนค้างที่นั่น”
เขาว่าเสียงราบเรียบแล้วก็ผายมือไปยังประตูทางออก คราวนี้ฟาริศาไม่สามารถปฏิเสธ หรือหาข้ออ้างได้อีก จึงจำใจเดินนำไปยังลานจอดรถ
มือป้อมประสานเข้าหากันขณะนั่งรถมากับเขา มันเปียกชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ ไม่รู้ว่าตื่นเต้น หรือว่ากำลังข่มความรู้สึกที่มันแทบจะเอ่อล้นออกมากันแน่
เธอไม่คาดคิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่เธอได้นั่งรถมากับคุณธีรณัฐ ผู้ชายที่เธอแอบมองตั้งแต่เข้ามาทำงานวันแรก ผู้ชายที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจในการทำงาน และเป็นแบบอย่างให้เธอเสมอมา...
เสียงเจื้อยแจ้วเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างป้อม ๆ ในชุดนักเรียนอนุบาลสีฟ้าสดใสวิ่งลงมาจากชั้นบนตัวบ้าน ‘น้องพราว’ หรือเด็กหญิงพราวรศา อัศวเมธากุล ในวัยสี่ขวบเต็มกำลังตื่นเต้นกับวันแรกของการไปโรงเรียนอย่างสุดขีด กระเป๋าเป้ลายเจ้าหญิงเงือกน้อยแทบจะใหญ่กว่าแผ่นหลังเล็กๆ แต่เจ้าตัวก็ยังสะพายมันอย่างกระฉับกระเฉงไม่มีท่าทีว่าหนักเลยสักนิด“คุณพ่อขา คุณแม่ขา หนูพราวพร้อมแล้วค่ะ”ฟาริศาที่กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าอยู่บนโต๊ะหันมายิ้มให้ลูกสาวด้วยความเอ็นดู “รอทานข้าวก่อนสิคะลูก เดี๋ยวคุณแม่ป้อนนะ”“ไม่เอาค่ะ พราวโตแล้ว ทานเองได้ค่ะ”เด็กหญิงตอบอย่างฉะฉาน ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งอย่างแข็งขันภาพนั้นทำให้ฟาริศาทั้งขำทั้งภูมิใจในความรักอิสระของลูกสาว แต่สำหรับใครอีกคน มันคือภาพที่บาดลึกเข้าไปในหัวใจธีรณัฐเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทางราวกับคนป่วยที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เขาอยู่ในชุดทำงานเรียบร้อย แต่แววตากลับหม่นหมองอิดโรยราวกับคนไม่ได้หลับได้นอนเขาทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว มองแก้มยุ้ยที่กำลังเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่“เป็นอะไรของคุณแต่เช้าคะ” ฟาริศาถามสามีพลางเลิกคิ้ว เธอ
เวลาล่วงเลยไปจนฟาริศาอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที การเดินเหินเริ่มอุ้ยอ้ายไปบ้างตามประสา แต่เธอก็ยังคงมีความสุขกับการได้มาทำงานและอยู่ใกล้ ๆ สามี แม้ว่าธีรณัฐจะลดปริมาณงานของเธอลงจนแทบไม่ต้องทำอะไรแล้วก็ตามวันนี้ทำเอาฟาริศาถึงกับขมวดคิ้วเมื่อคุณนักรบเข้ามาบอกว่ารายการทอล์คโชว์ชื่อดังติดต่อมายังบริษัทเพื่อขอสัมภาษณ์เธอกับเขาในฐานะคู่รักที่มีเรื่องราวเป็นที่สนใจของสังคม ธีรณัฐผู้ซึ่งไม่เคยออกสื่อในเรื่องส่วนตัวกลับตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล“คุณธีจะดีเหรอคะ ฟา... เอ่อ ... ตอนนี้ฟาไม่สวยเลยนะคะ อ้วนก็อ้วน ตัวก็บวม"ฟาริศาบอกอย่างไม่มั่นใจ ขณะลูบท้องกลมโตของตัวเองหน้ากระจก ธีรณัฐเดินเข้ามากอดเธอจากด้านหลัง วางคางเกยบนไหล่แล้วมองภาพของพวกเขาสะท้อนในกระจก"ใครว่าไม่สวย สำหรับผม คุณสวยที่สุดเสมอ สวยกว่าผู้หญิงบางคนที่ผมเคยเจออีกนะ แต่ไม่ใช่หน้าตา แต่เป็นตรงนี้" เขาทาบมือไปยังหน้าอก“ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ว่าผู้หญิงที่ผมรัก และกำลังจะเป็นแม่ของลูกเป็นใคร ผมอยากจะเปิดตัวคุณอย่างเป็นทางการสักขี ไม่ต้องหลบซ่อนเป็นเมียในความลับแบบเมื่อก่อน”คำพูดที่หนักแน่นและแววตาที่เปี่ยมด้วยรักของเขาปัดเป่าความกังวลใ
หนึ่งเดือนผ่านไป...ชีวิตของฟาริศากลับคืนสู่สภาวะปกติ หัวใจที่เคยบอบช้ำกลับได้รับการเยียวยาจนเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอยืนกรานที่จะกลับมาทำงานฝ่ายการตลาดเหมือนเดิม แม้ว่าธีรณัฐจะอ้อนวอนขอให้เธอพักผ่อนอยู่บ้านจนกว่าจะคลอด แต่คนดื้อรั้นอย่างเธอก็ไม่ยอมท่าเดียว“คุณธีไม่ต้องห่วงฟานะคะ ฟาสัญญาว่าจะดูตัวเองกับลูกอย่างดีที่สุด แค่นั่งทำงานเอกสารในออฟฟิศ ไม่ได้ใช้แรงอะไรเลย ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ น่าเบื่อจะตาย”เธอบอกกับเขาในเช้าวันแรกของการกลับมาทำงานธีรณัฐที่อยู่ในชุดสูทเต็มยศทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ กับความดื้อของภรรยา เขาโน้มตัวลงจูบหน้าผากมนอย่างแผ่วเบา“ตามใจครับ แต่ถ้าเหนื่อยหรือว่ารู้สึกไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ต้องโทรหาผมทันทีนะ รู้ไหม”“รับทราบค่ะ ท่านประธาน!” ฟาริศารับคำอย่างแข็งขัน พร้อมกับทำท่าตะเบ๊ะ จนเขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้บรรยากาศในออฟฟิศวันนี้ดูจะสดใสเป็นพิเศษ ทันทีที่ฟาริศาก้าวเข้ามา สุริยาและแพรพายก็รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาด้วยความดีใจ“น้องฟา! กลับมาแล้วเหรอคะ” แพรพายโผเข้ากอดเธอเบา ๆ อย่างระมัดระวัง “พวกพี่คิดถึงน้องฟาจะแย่แล้วค่ะ”“ใช่ค่ะ ที่นี่ไม่มีคุณน้องแล้วมันเหงา ๆ ยังไง
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ในที่สุดประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นนายแพทย์ในชุดสีกาวน์เดินออกมา ทุกคนต่างลุกพรวดขึ้นไปหาคุณหมอโดยพร้อมเพรียงกัน“หมอคะ สามีของดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ เขาปลอดภัยไปไหม”ฟาริศาเป็นคนแรกที่เอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจนแทบไม่เป็นคำพูดนายแพทย์วัยกลางคนถอดหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ส่งผลให้หัวใจของทุกคนพองโตขึ้นด้วยความหวัง“ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คนไข้ปลอดภัยแล้ว”คำพูดสั้น ๆ นั้นทรงพลังราวกับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจฟาริศาแทบจะทรุดลงกับพื้นหากไม่ได้ธีรนัยช่วยประคองไว้ น้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาทันที แต่มันคือน้ำตาแห่งความโล่งใจ“โชคดีมากที่กระสุนแค่ถากกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ไปเท่านั้น ไม่ได้โดนอวัยวะสำคัญหรือเส้นเลือดใหญ่ ที่คนไข้หมดสติไปน่าจะเกิดจากการเสียเลือด และความอ่อนเพลียสะสมของร่างกายมากกว่าครับ”คุณหมอกวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะอธิบายต่อ“ตอนนี้คนไข้ฟื้นแล้วนะครับ หมอทำแผลและให้น้ำเกลือเรียบร้อยแล้ว ผมให้พยาบาลย้ายไปห้องพักฟื้นแล้ว ญาติเข้าไปเยี่ยมได้เลยนะครับ”สิ้นเสียงคุณหมอ ทุกคนต่างหันไปมองฟาริศาเป็นตาเดียวกัน
ธีรณัฐรู้สึกตัวอีกครั้งจากความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วร่าง เขากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสงไฟสลัว ๆ ก่อนจะพบว่าตัวเองถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้เหล็กเก่า ๆ ในโกดังร้างที่ไหนสักแห่ง“ตื่นแล้วเหรอ ไอ้ท่านประธาน”เสียงแหบพร่าอันแสนคุ้นคอยดังขึ้นจากมุมมืด ทำให้ธีรณัฐต้องหันไปมอง หัวใจเขากระตุกวูบเมื่อเห็นอัศนียืนแสยะยิ้มอยู่ไม่ไกล“แก!”"ใช่! กูเอง!" อัศนีหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง"เซอร์ไพรส์ของกูถูกใจไหม"มันเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะชูโทรศัพท์มือถือของธีรณัฐขึ้นโชว์ แล้วนิ้วหยาบกร้านก็กดโทรออกไปยังหมายเลขที่เขาเพิ่งโทรออกล่าสุด เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า‘ที่รัก’“แกจะทำอะไร!” ธีรณัฐดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่เชือกที่มัดแน่นหนาเกินไป ความกลัวพุ่งขึ้นสุดขีดอัศนียกโทรศัพท์แนบหู รอไม่นานปลายสายก็กดรับ“ฮาโหล... คุณธีเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง คุณกลับมาหรือยัง คุณนักรบบอกว่าคุณออกมาตั้งนานแล้วนี่”น้ำเสียงที่รอดผ่านสายเต็มไปด้วยความห่วงใยดังขึ้น ทำเอาหัวใจธีรณัฐแทบแตกสลาย“เมียมึงเสียงหวานดีนี่ ตรงข้ามกับสารรูปเลย” อัศนีกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเป็นเย็นเยียบ“สวัสดีฟาริศา ยังจำกั
“พ่อรู้นะว่าสิ่งที่เจ้าธีทำกับหนูมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัยได้ง่ายๆ ในฐานะพ่อตาธี ก็อยากจะขอโทษหนูแทนลูกชายของพ่อด้วย”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณพ่อ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ฟาริศาตอบเสียงเรียบ พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้“มันยังไม่ผ่านไปหรอกลูก ตราบใดที่หนูยังไม่ยกโทษให้เจ้าธี” ธีรนัยหันมาสบตากับเธอตรงๆ“พ่อขอร้องเถอะนะ ให้โอกาสตาธีมันสักครั้งได้ไหม พ่อเลี้ยงมันมากับมือ ไม่เคยเห็นมันยอมทิ้งทุกอย่างแล้วมาทำตัวลำบากเพื่อใครแบบนี้มาก่อนเลย”ฟาริศานิ่งเงียบไป เธอรู้ว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ธีรณัฐดูแลเธอดีแค่ไหน เขาไม่เคยล่วงเกิน ไม่เคยตอแยให้รำคาญใจ มีแต่สายตาห่วงใยและคอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่บาดแผลในใจมันยังคงสดใหม่เกินไปเห็นลูกสะใภ้ยังคงนิ่ง ธีรนัยจึงบอกความจริงอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันออกไป“หนูฟา... ที่พ่อต้องรีบมาวันนี้ จริงๆ แล้วมีอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ตาธีมันดึงดันจะมาเฝ้าหนูอยู่ที่นี่ไม่ยอมห่าง ก็เพราะมันเป็นห่วงความปลอดภัยของหนูกับลูก”คิ้วเรียวสวยของฟาริศาขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความไม่เข้าใจ“ความปลอดภัยเหรอคะ? ที่นี่สงบสุขดีออกค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยสักนิด ผ







