“มาแล้ว ข้าวไข่เจียวร้อน ๆ” ขุนพลวางจานข้าวสวยโปะไข่เจียวสีเหลืองทองน่ากินตรงหน้าฉัน “มึงกินไปก่อนเลย เดี๋ยวกูไปซื้อน้ำมาให้”
ความที่เรารู้จักกันมานาน รู้จักกันดีเกินไป ทำให้ฉันรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนคนนี้เอาใจใส่กันเพื่อลบล้างความผิด
“มึงอ่านไลน์ไอ้กัสแล้วใช่ไหมว่าวันนี้อาจารย์สอบควิชเก็บคะแนนดิบ”
คนมีความผิดยกยิ้มกว้างพลางนั่งลงตรงหน้าฉัน “ไม่เป็นไรหรอกน่า แค่สิบห้าคะแนนเอง”
“มึงเป็นอาจารย์หรือไงถึงบอกว่าไม่เป็นอะไร” รู้ว่ามันแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว แต่มันก็อดจะเสียดายสิ่งที่ตัวเองทำพลาดไปอยู่ดี อาจจะไม่ถูกเสียทีเดียวที่จะปัดความผิดให้คนตรงหน้ารับจบเพียงคนเดียว ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ผิดที่เลือกจะรอเขา แต่ฉันไม่อยากโทษตัวเองไง
“ต่อไปกูจะไม่รอมึงแล้ว” ฉันบอกเสียงแน่วแน่
“ครีม มึงอย่าโกรธกูได้ไหม กูขอโทษ ต่อไปกูจะไม่ให้มึงรออีก ยกโทษให้กูนะ เพื่อนครับ” ขุนพลเขายกมือไหว้ท่วมหัวแบบเล่นใหญ่ ดวงตาคมฉายแววรู้สึกผิดเล็ก ๆ แต่ยังแฝงด้วยความกวนประสาทนิด ๆ ตามนิสัยของเขา
ฉันเกือบใจอ่อนแล้ว หากเขาไม่แกล้งทำตาปริบ ๆ ส่งยิ้มแหย ๆ ตามมาด้วย
“วันเสาร์นี้กูจะให้มึงไถ่โทษ เอารถมาช่วยกูย้ายของออกจากคอนโดด้วย สิบโมงตรงห้ามสายเด็ดขาด” ฉันเน้นย้ำเวลาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ได้เลยครับเพื่อน ว่าแต่มึงจะย้ายออกจากคอนโดไปอยู่ไหน” ขุนพลถามอย่างสงสัย
“กูจะย้ายไปอยู่หอพัก” สัปดาห์ก่อนพ่อโทรมาบอกว่าสถานการณ์การเงินไม่ค่อยดี ท่านถูกเพื่อนโกงเงินทำร้านอาหารหลักล้าน หอบเอาเงินหนีหายไปกำลังตามตัวอยู่ เงินก้อนนั้นก็เป็นเงินที่เอาโฉนดบ้านไปยื่นกู้กับธนาคาร
ชีวิตฉันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง
ตอนนี้ฉันต้องช่วยลดค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วยการหาห้องเช่าเล็ก ๆ อยู่แทนคอนโดค่าเช่าเดือนละหนึ่งหมื่นบาท เพราะไม่มีปัญญาจะจ่ายไหวแล้ว นอกจากนั้นฉันต้องหางานพาร์ตไทม์ทำเพื่อใช้เป็นค่ากินอยู่ของตัวเองด้วย
เรื่องนี้ฉันยังไม่ได้เล่าให้เพื่อนทั้งสามคนฟังเพราะมันเป็นปัญหาส่วนตัว
นอกจากขุนพลแล้ว ในกลุ่มแก๊งของเรายังมีเพื่อนอีกสองคนที่ตอนนี้พวกมันยังเรียนอยู่ในคลาส
“จู่ ๆ จะย้ายออกคอนโดที่อยู่มาตั้งแต่ปีหนึ่ง มึงมีปัญหาเรื่องเงินเหรอ” ขุนพลยังคาดเดาสถานการณ์ได้เก่งเหมือนเดิม
“อืม พ่อกูโดนเพื่อนโกงเงินสามล้าน”
“คนโกงเหี้ยมาก” ขุนพลสบถออกมา
“ขอบใจที่ช่วยด่า นั่นแหละช่วงนี้กูก็เลยต้องช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายพ่อ อะไรที่ช่วยประหยัดได้ก็ต้องประหยัด” ฉันจะใช้ชีวิตสบาย ๆ จ่ายค่าเช่าเดือนละหมื่น ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เที่ยวเล่นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ถึงเวลาที่ฉันต้องปรับตัวด้วยการย้ายไปอยู่ห้องพักเดือนละสามพันห้า ดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวเองให้มากที่สุด
“เออ แต่มึงมีอะไรก็บอกกูได้ เงินไม่พอก็บอก”
“ป๋ามาก แต่มึงเก็บเงินไว้เปย์สาวเถอะ กูจัดการตัวเองได้” ฉันไม่อยากมีปัญหาเรื่องการเงินกับเพื่อน ถ้าหากมันจะให้ยืมเงิน ฉันก็ไม่รู้จะหาเงินมาคืนมันได้เมื่อไร หากมันจะให้เงินกันฟรี ๆ ฉันก็ไม่อยากให้ใครมองว่าเกาะเพื่อนกิน
หากเป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากเข้าไปเป็นภาระของใคร เหมือนกับที่แม่เคยบอกว่าฉันเป็นภาระของท่าน กีดขวางอนาคตอันสดใส พ่อก็เลยต้องมารับฉันในวัยสามเดือนมาเลี้ยงดูด้วยตัวเองและปล่อยให้แม่ของลูกได้เดินทางตามความฝัน
“กูเปย์สาวได้ กูจะเปย์เพื่อนไม่ได้หรือไง ถ้ามึงต้องการให้ช่วย กูพร้อมโอนเสมอ” ขุนพลเอ่ยพร้อมกับยักคิ้วอย่างกวน ๆ ก่อนจะตักข้าวไข่เจียวเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย
“เออ มึงมันคนโอนเก่ง”
“แต่กูพูดจริง ๆ นะ มึงมีอะไรบอกกูได้ทุกเรื่อง ยิ่งเรื่องเงินไม่ต้องเกรงใจเลย”
“กูก็พอมีเงินเก็บอยู่ มึงไม่ต้องห่วง”
“อืม แต่ถ้าหากมันไม่พอจริง ๆ อย่าลืมคิดถึงกูเป็นคนแรกนะ”
“อือ ๆ”
หลังจากกินข้าวเสร็จ ฉันลากขุนพลให้ขับรถมาส่งที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อเครื่องสำอาง เย็นวันนี้ฉันมีนัดสัมภาษณ์งานที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าฉันจะสมัครตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟแต่ก็ต้องแต่งหน้าแต่งตัวให้ดูดีไว้ก่อน บุคลิกที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
"สีไหนดี ช่วยเลือกให้กูหน่อย" ลิปสติกโทนสีชมพูประมาณสิบแท่งกำอยู่ในมือ ทำเอาคนถูกถามถึงกับถอนหายใจใส่กันอย่างเอือมระอา
ขุนพลทำประหนึ่งโดนแม่บังคับให้มาซื้อของในตลาด
"เอาสีอะไรดี กูเลือกไม่ถูก" ฉันดึงแขนเสื้อแจ็กเกตของคนข้างกายให้มาดูลิปสติกใกล้ ๆ "กูอยากได้โทนสีชมพู"
คนนัดสัมภาษณ์งานบอกให้ฉันแต่งตัวโทนสีสุภาพ
"อันนี้ อันนี้และก็อันนี้" ขุนพลใช้นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังแท่งลิปสติกสีชมพูอ่อนกึ่งนู้ด สีชมพูอมแดงนิดๆ และสีชมพูตุ่น
"มึงชี้มั่วป้ะ ตั้งใจเลือกให้กูแล้วใช่ไหม" ฉันหรี่สายตามองคนตัวสูงอย่างเคลือบแคลงใจ แต่ก็ยอมส่งลิปสติกทั้งสามแท่งให้กับพนักงานร้านช่วยคิดเงิน เพราะขุนพลดันเลือกลิปสติกทั้งสามแท่งตรงกับใจพอดี
"ตั้งใจกว่านี้กูคงได้เหรียญทองโอลิมปิกแล้ว"
"เหรียญทองรุ่นประชดน่ะ มึงได้แน่" ฉันกลอกตามองบนใส่เขาอย่างหมั่นไส้
ขุนพลเมินทั้งคำประชดและสายตาของฉัน จากนั้นเขาหยิบบัตรเครดิตจากกระเป๋าส่งให้พนักงานแคชเชียร์
“กูจ่ายเองได้” ฉันหันมาบอกเพราะเกรงใจเพื่อน ชวนเขามาเดินชอปปิ้งเป็นเพื่อน ไม่ได้ต้องการให้เขาจ่ายเงินซื้อของให้เสียหน่อย อย่าบอกนะว่าเขาคิดว่าฉันชวนมาเพราะอยากให้จ่ายน่ะ
“รู้ มึงเก็บเงินไว้กินข้าวเถอะ ลิปสติกแค่สามแท่ง กูจ่ายให้เพื่อนได้”
“แต่...”
“อะไรอีก” ขุนพลเริ่มทำน้ำเสียงรำคาญเมื่อฉันยังไม่ยอมให้มันได้เสียเงินสักที
“ลิปสติกแท่งละ 59 บาท จัดโปรสามแท่ง 139 บาท เขาไม่รับบัตรเครดิตเว้ย” นิ้วชี้ไปยังป้ายเล็ก ๆ ตรงหน้าเคาน์เตอร์ซึ่งเขียนประกาศไว้ว่า ยอดขั้นต่ำกว่า 500 ไม่รับบัตรเครดิต
“งั้นมึงก็ไปเลือกของอย่างอื่นให้มันเกินดิ” ขุนพลแนะนำ
"ไม่เอา กูอยากได้แค่นี้"
"งั้นกูซื้อของตัวเองละกัน" ไม่ว่าเปล่ามือหนาหยิบกล่องถุงยางอนามัยซึ่งวางอยู่บนชั้นตรงด้านข้างแคชเชียร์ออกมาห้ากล่องแล้วส่งให้พนักงานคิดเงิน "คิดรวมกันเลยครับพี่สาว"
"สักครู่ค่ะ"
ลิปสติกสามแท่งกับถุงยางอนามัยห้ากล่องยอดรวมทั้งหมดหกร้อยบาท ฉันก็ไม่สามารถขัดความต้องการขุนพลได้อีก นอกจากให้เขาเป็นคนจ่ายเงินค่าลิปสติกที่รู้สึกเหมือนกับซื้อถุงยางอนามัยแถมลิปสติกอย่างไรอย่างนั้น
"เอาของมึงไปเลย มีแค่แท่งเดียวใช้อะไรเยอะแยะ" มือล้วงหยิบลิปสติกตัวเองออกจากถุงพลาสติกใส่กระเป๋าผ้าแล้วส่งของที่เหลือในถุงให้คนตัวสูง
"มึงก็มีปากเดียว ใช้อะไรตั้งสามแท่ง" เขาสวนกลับ
"กูก็ใช้วันละแท่ง"
"กูก็ใช้วันละกล่อง"
"คนอย่างมึงเนี่ยนะใช้วันละกล่อง" ฉันทำหน้าไม่เชื่อ คนอย่างนายขุนพลใช้ชีวิตติดเรตสิบแปดบวกตั้งแต่อายุสิบหก สาวสวยรายล้อมกาย ชีวิตไม่เคยเหี่ยวเฉา คาดว่าคืนหนึ่งถุงยางอนามัยแค่กล่องเดียวคงไม่เพียงพอ
"ทำไม มึงอยากให้กูใช้กี่กล่อง"
"ถามกูเพื่อ ถามผู้หญิงของมึงนู่น" ฉันสวนกลับด้วยน้ำเสียงเหวี่ยงวีน ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าหงุดหงิดอะไร รู้แค่ว่าฉันไม่ได้อยากรับรู้เรื่องบนเตียงของเพื่อนคนนี้สักเท่าไร
ฟังแล้วมันหัวใจเจ็บแปลบ ๆ
"เมนส์มึงมาแน่ ๆ " ขุนพลสันนิษฐาน
"เออ" คนเพิ่งเมนส์หมดตอบให้อีกคนหายสงสัยในอารมณ์แปรปรวนที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ที่เรียกว่า เพื่อนสนิท “รู้แล้วก็อย่ากวนตีนให้มาก”
"เออ ๆ ว่าแต่มึงนั่งรถไฟฟ้ากลับเองได้ใช่ป้ะ คือกูมีนัดที่นี่ต่อพอดี" ร่างสูงหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาหลังเดินออกจากช็อปเครื่องสำอาง เขาพิมพ์อะไรบางอย่างครู่หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องส่องให้เขาด่าว่าเสือก ก็คาดเดาได้ว่าเขาคงนัดใครสักคนมาที่นี่
"อืม แยกกันตรงนี้ก็ได้ กูก็มีนัดเหมือนกัน"
"หืม นัดกับใคร ผู้ชาย " คราวนี้เป็นขุนพลที่เริ่มทำหน้าบูดเหมือนข้าวหมาค้างคืน
"ไม่ต้องรู้หรอกน่า ไปนะ"