Midnight bars
“น้องครีมพร้อมเริ่มงานวันนี้เลยไหมครับ” ผู้จัดการร้านเอ่ยหลังจากสัมภาษณ์งานเสร็จสิ้น
“ได้ค่ะ” ฉันรับคำอย่างดีใจ โอกาสมาถึงแล้วไม่พร้อมก็คงต้องพร้อม ก่อนหน้านี้ฉันลองหาข้อมูลสัมภาษณ์งานที่เขาแชร์ประสบการณ์กันมาบ้าง ส่วนไหนบอกว่าสัมภาษณ์เสร็จจะใช้เวลาตอบกลับ 2-3 วันอย่างต่ำ ฉันก็คิดว่าตัวเองคงเป็นแบบเดียวกัน
ใครจะคิดว่าเขาจะให้เริ่มงานทันที
“ดีเลย เดี๋ยวพี่จะให้หัวหน้าพีอาร์มาพาน้องแนะนำว่างานพีอาร์ต้องทำอะไรบ้าง”
“คะ ครีมไม่แน่ใจว่ามีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า คือครีมสมัครตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟไม่ได้สมัครตำแหน่งพีอาร์ค่ะ”
“อ้าว น้องสมัครเด็กเสิร์ฟเหรอครับ แป๊บน้า เดี๋ยวพี่ขอเช็กก่อน พี่ก็เข้าใจว่าน้องครีมสมัครตำแหน่งพีอาร์เสียอีก” ผู้จัดการหยิบใบสมัครของฉันมาเปิดอ่านอีกครั้ง แต่เขาดูมั่นใจสิ่งที่ตัวเองคิดมาก กระทั่งเขารู้ว่าตนเองคิดผิด ส่วนฉันดีใจเก้อ “เด็กเสิร์ฟจริงด้วย แต่พี่เพิ่งรับเด็กเสิร์ฟไปสองคนแล้วน่ะสิ”
โอกาสกำลังจะหายวับไปในพริบตา
จากตอนแรกฉันดีใจที่จะได้ทำงานพลันใจเสีย กระนั้นฉันต้องคว้าโอกาสที่มีไว้ก่อน อย่างไรมันก็งานเหมือนกันแค่ต่างหน้าที่ “ว่าแต่งานพีอาร์ต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ”
“พีอาร์ก็มีหน้าที่ชงเหล้า คุยกับลูกค้า น้องไม่ต้องไปนั่งกับลูกค้า ทำพีอาร์ให้ร้านมีความน่านั่ง ดูแลลูกค้าให้ลูกค้าติดใจกลับมาที่ร้านอีก พี่ให้วันละพัน ไม่นับรวมค่าเครื่องดื่มที่น้องเชียร์ขายได้แต่ละคืน ส่วนมากเด็ก ๆ ร้านนี้ก็จะได้เฉลี่ยคืนละสามสี่พัน บางคนก็ได้เป็นหมื่น”
ตัวเลขหลักพัน ทำฉันตาลุกวาวด้วยความสนใจ หากขายไม่ได้ก็ยังได้ค่าตัว ค่าจ้างต่อคืนได้เยอะกว่าทำงานพาร์ตไทม์พนักงานเสิร์ฟตามคาเฟ่เสียอีก
“น้องครีมสนใจไหม พี่เห็นว่าน้องครีมหน้าตาสวยเก๋ ผิวพรรณดี รูปร่างก็ดี น่าจะช่วยดึงดูดลูกค้าให้อยากเข้าร้านได้เยอะ พี่ก็เลยรับน้องเข้าทำงาน”
“สนใจค่ะ”
“โอเคครับ ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน”
หลังจากรับปากอย่างไม่ทันคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ ฉันก็ถูกหัวหน้าพีอาร์จับแต่งตัวในชุดธีมเมดสีชมพูหวานแหววต้อนรับวันวาเลนไทน์ ชุดกระโปรงสั้นมากจนไม่อยากจะก้มหยิบอะไรเลย แต่ฉันตัดสินใจที่จะทำแล้วก็คงถอยไม่ได้นอกจากลองทำมันสักตั้ง
“พีอาร์ใหม่เหรอครับ” ผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งเอ่ยทักทาย ตอนแรกเขาเดินผ่านไปแล้วแต่ถอยหลังกลับมาชวนคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ขณะฉันกำลังนั่งอ่านท่องจำโพรโมชันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของร้าน
เขาตัวสูงเท่า ๆ กับซูกัส หน้าตาพวกเขาคล้ายกันอยู่หน่อย ออกไปทางลูกครึ่งญี่ปุ่น แต่งตัวสบาย ๆ ด้วยชุดเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงคาร์โก้เท่ ๆ
“ใช่ค่ะ”
“เราชื่อโชตะ เป็นบาร์เทนเดอร์” อีกฝ่ายแนะนำตัวอย่างเป็นมิตร เขาไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามทำให้ฉันตัดสินใจจะคุยกับเพื่อนใหม่คนนี้ต่อ
“อ้อ เราชื่อครีม”
“ครีมหน้าคุ้นมากเลย เราเคยเจอกันมาก่อนไหม” เขาเอียงคอมองฉันเล็กน้อย ริมฝีปากยิ้มนิดๆ แบบคนใจดี
“ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ฉันอาจจะหน้าโหล
เขามองหน้าฉันแล้วนิ่งครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วบางๆ ขณะพยายามนึก มือหนึ่งลูบคางเบาๆ ก่อนจะระบายยิ้มออกมา “ครีมรู้จักซูกัสป้ะ”
“รู้จักดีเลยแหละ” ฉันตอบออกไปหลังจากเขาเอ่ยถึงชื่อเพื่อนสนิทในกลุ่มอีกหนึ่งคนของฉัน “โชตะเป็นเพื่อนกับกัสเหรอ”
“เป็นพี่ชายน่ะ ลูกพี่ลูกน้องกัน”
“อ้อ งั้นครีมก็ต้องเรียกว่าพี่โชตะ เมื่อตะกี้ขอโทษนะคะที่เรียกห้วน ๆ นึกว่าเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน” ฉันยกมือไหว้สำทับพร้อมกับรอยยิ้มแหยๆ ใครจะรู้ว่าเขาอายุมากกว่าแถมยังมีสถานะเป็นพี่ชายของเพื่อนอีก มิน่าทำไมฉันถึงรู้สึกว่าพวกเขาหน้าคล้ายกัน จะว่าไปซูกัสก็เคยเล่าว่ามีพี่ชายที่สนิทคนหนึ่งเป็นลูกของคุณลุงนี่นา เขาน่าจะหมายถึงคนนี้สินะ
“ไม่เป็นไร อันที่จริงพี่อายุมากกว่ากัสแค่ปีเดียวเอง ที่บอกว่าคุ้นหน้าเพราะเคยเห็นครีมในไอจีของกัสน่ะ”
“อ้อ ว่าแต่พี่โชตะทำงานที่นี่นานแล้วเหรอคะ”
“ทำได้ปีกว่า ๆ แต่สิ้นเดือนนี้ก็จะออกแล้ว”
“อ้าว ทำไมคะ” ตอนแรกฉันคิดว่าจะได้เจอเพื่อนร่วมงานที่พอจะพึ่งพาได้เสียอีก แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะออกจากงานเสียอย่างนั้น
“พอดีเพื่อนพี่จะเปิดร้านเหล้าน่ะ มันเลยชวนพี่ไปทำงานด้วย”
“อ้อ แบบนี้นี่เอง” ทำงานกับเพื่อนคงสบายใจกว่า หากมีปัญหาก็สามารถพูดคุยกันได้เพราะรู้จักนิสัยใจคอกันดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะพูดจาไม่ถูกใจใครเหมือนอย่างที่ฉันกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ ดูเหมือนพีอาร์ร้านนี้จะมีการแข่งขันกันอยู่ หัวหน้าบอกว่าจะมีการประเมินการทำงานทุกเดือนและมีการแบ่งระดับพีอาร์เพื่อดูแลลูกค้าด้วย ซึ่งฉันก็พอจะมองออกว่าทุกคนอยากได้ระดับวีไอพี เพื่อเงินที่เพิ่มมากขึ้นตามจำนวนเงินในกระเป๋าของลูกค้า ส่วนฉันได้เงินค่าตัววันละพันก็พอใจแล้ว แต่ไม่วายถูกพีอาร์คนอื่นเขม่น ฉันก็เลยหนีออกจากห้องพักพนักงานมานั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงนี้
“สนใจไปทำงานกับพี่ไหม”
“ดีลกันแบบนี้เลยเหรอ ครีมเพิ่งมาทำงานที่นี่วันแรกเอง” ฉันหัวเราะเบา ๆ กับคำชวนแสนเอาแต่ใจของพี่ชายเพื่อน
“ก็ต้องดีลไว้ก่อนเนิ่น ๆ เดี๋ยวมีคนแย่งไป”
“ไม่มีใครแย่งหรอก ครีมเพิ่งจะเข้าวงการพีอาร์เอง” ฉันเพิ่งเคยทำงานเป็นพีอาร์ครั้งแรกยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะทำได้ดีไหม
“เพิ่งเข้าวงการได้แค่วันเดียวแต่มีคนจองหนึ่งร้อยดริงก์ พี่ว่าครีมไม่ธรรมดาแล้วนะ”
“ร้อยดริงก์อะไรกัน ครีมยังไม่ได้ขายเครื่องดื่มให้ใครเลย” ฉันเอ่ยถามอย่าแปลกใจ
“ครีมไม่รู้เหรอว่าร้านจะโพสต์รูปโพรโมตพีอาร์ลงในเพจให้คนจองตัวก่อน พี่เพิ่งดูเพจเมื่อกี้มีคนจองตัวครีมเรียบร้อยแล้วนะ เขาให้ตั้งร้อยดริงก์”
“พี่โชตะไม่ได้แกล้งพูดอำครีมเล่นใช่ไหม” อย่าบอกนะว่าเมื่อตะกี้หัวหน้าพีอาร์ขอถ่ายรูปฉันเพื่อเอาไปโพรโมตในเพจร้านน่ะ ไม่รอช้าฉันรีบหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อเช็กดู แล้วมันก็เป็นไปตามที่พี่โชตะพูด รูปฉันยืนยิ้มแฉ่งโชว์หราอยู่ในเพจ แถมแคปชันชวนเสียว ‘น้องพีอาร์คนใหม่สวยถูกใจพี่ ๆ ไหมคะ อยากเปิดก็ต้องจองดริงก์ใต้โพสต์เลยค่ะ’
อยากเปิดอะไร?
“คนคิดแคปชันได้อุบาทว์มาก” ใครเข้ามาอ่านก็คงคิดว่าเธอขายดริงก์เปิดซิงตัวเอง
“ร้านก็ใช้คำเชิญชวนแบบนี้แหละ แต่ไม่มีอะไรหรอก เขาก็แค่อยากชวนให้คนมาเปิดบิล”
ยอมรับว่าฉันโมโหที่ตัวเองถูกพวกเขาเอาไปทำการตลาดเหมือนเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง แต่พอคิดดูดีๆ แล้วร้านก็อยากได้ยอดขาย ส่วนคนทำงานอย่างฉันก็อยากได้เงิน เท่ากับวินวินทั้งสองฝ่าย เมื่อเลือกจะก้าวเข้ามาทำงานสายนี้แล้วก็คงต้องยอมรับมันแม้จะไม่เต็มใจ
“ว่าแต่ใครจองดริงก์ตั้งหนึ่งร้อย” ฉันเลื่อนดูใต้โพสต์ด้วยความสงสัยว่าป๋าคนไหนเปย์พีอาร์คนใหม่ยอมเปิดดริงก์ยอดห้าหมื่นบาท กระทั่งดวงตาสะดุดกับชื่อของคนที่จองเข้ามา ส่งผลให้หัวใจของฉันไหวแรงอย่างควบคุมไม่อยู่
Khunpol: 100