เมื่อเธอรักเขามากกว่าเพื่อน (When she love him more)

เมื่อเธอรักเขามากกว่าเพื่อน (When she love him more)

last updateLast Updated : 2026-07-23
By:  RINSPCompleted
Language: Thai
goodnovel18goodnovel
Not enough ratings
73Chapters
2.2Kviews
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

เธอแอบรักเขามาสามปี เราต่างเป็นเพื่อนคนสำคัญของกันและกัน กระทั่ง… “มึง” “ว่า" “กูกำลังจะมีแฟนนะ” “อืม … ดีใจด้วย” แต่ความรู้สึกลึกๆ ข้างในใจของฉัน มันเหมือนโลกของคนแอบรักถล่มลงมาอย่างไม่มีชิ้นดี

View More

Chapter 1

บทที่ 1

“จีบเหรอ” ฉันไม่คิดว่าตัวเองมั่นใจไปเองคนเดียวหรอกนะ ก็เขาชอบแวะเวียนมาทัก ชอบซื้อขนมมาฝากบ้าง น้ำเย็นมาส่งบ้าง แถมยังชวนคุย แอบมองกันอยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่เราแทบไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ มันจะไม่ให้คิดอะไรได้ยังไงล่ะ

ฉันอาจจะรู้จักเขาในฐานะ เดือนของคณะของชั้นปีเรา อาจจะเจอเขาบ่อย ๆ ท่ามกลางผู้คนมากมายเพราะหน้าตาเขาโดดเด่นกว่าใคร รูปร่างสูงโปร่งกับผิวขาว ๆ สะท้อนแสง ใบหน้าหล่อแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ติดมุมปากตลอดเวลา เหมือนคนที่มีเรื่องให้ขำอยู่ในใจเสมอ ดวงตาเรียวคมเวลามองใครดูจะลึกซึ้งกว่าที่คิด เส้นผมสีเข้มยุ่งนิด ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนคนเพิ่งตื่นนอน แต่กลับดูดีจนอดมองซ้ำไม่ได้

เขาไม่ได้มีแค่หน้าตาดี แต่มีบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้คนรอบข้างอดไม่ได้ที่จะหันมามอง อยากเข้าใกล้ อยากรู้จัก และฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นแบบที่ห้ามใจก็แล้ว หลีกเลี่ยงก็แล้ว สุดท้ายก็แพ้อยู่ดี

แต่ความสนใจที่ฉันมีต่อเขาไม่ได้แปลว่าอยากให้เขามาจีบกัน

ฉันไม่ชอบคนหล่อเกินไป ยิ่งคนหล่อที่มีผู้หญิงชอบเยอะ ยิ่งต้องอยู่ให้ห่าง ฉันไม่อยากมีปัญหากับใคร

"ถ้าจะจีบ เราบอกเลยว่าไม่ให้จีบนะ"

ฉันก็แค่คนธรรมดา ไม่ได้สวยเด่นจนคนต้องเหลียวมอง ไม่ได้พูดเก่งหรือยิ้มเก่งอะไรนัก และก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปสะดุดตาใครเข้า โดยเฉพาะเขา คนที่สาว ๆ ทั้งคณะพร้อมใจกันอยากจับจอง ฉันไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาแบบนั้น บอกตรง ๆ มันเหนื่อย

"ถามได้ไหมว่าทำไมไม่ให้จีบ"

"ก็ไม่ทำไม แค่ไม่อยากมีแฟน"

"อ้อ นึกว่าเธอไม่ชอบเรา"

"แล้วแต่จะคิดเลย ถ้ารู้แล้วก็เลิกทำตัวสนิทกับเราได้แล้ว ไม่ชอบให้คนอื่นมอง"

"นี่... ถ้าเราไม่ได้จีบ แต่ขอมาเป็นเพื่อน เธอโอเคใช่ปะ"

"เพื่อน...นายไม่มีเพื่อนเหรอ"

"ไม่มี เธอมาเป็นเพื่อนเราได้ปะ"

"ถ้าเป็นเพื่อน...ก็ได้แหละ"

"เราขุนพล เรียกขุน เฉย ๆ ก็ได้ แต่ถ้าอยากสนิทกันเร็ว ๆ ก็เรียกมึงได้ "

"เราครีม"

ฝ่ามือใหญ่ยื่นน้ำเย็นขวดเล็กส่งมาให้ฉันพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่บ่งบอกว่าเขาอยากผูกมิตร "เราเป็นเพื่อนกันแล้ว ขอนั่งข้างเธอได้ปะ"

"ก็นั่งดิ ไม่ได้มีป้ายติดว่าห้ามนั่งเสียหน่อย" ฉันบอกตามตรง ไม่ได้คิดจะพูดยียวนกวนประสาทเขาเลย กระทั่งฉันเห็นว่าเขาเอาแต่ยิ้มเหมือนดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกัน รอยยิ้มของเขามันทำให้ฉันสงสัยจริง ๆ ว่า "ทำไมนายอยากมาเป็นเพื่อนกับเรา"

"ก็บอกแล้วไงว่าไม่มีเพื่อน"

"หน้าตาอย่างนายเนี่ยนะไม่มีเพื่อน"

"หน้าตาอย่างเรามันทำไมเหรอ” ขุนพลยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนฉันต้องยอมผละออก ปกติฉันไม่ค่อยจะหวั่นไหวให้กับใครง่าย ๆ แต่หมอนี่น่ะมีหน้าตาเป็นอาวุธร้ายกาจ

“หน้าตาแบบที่คนอยากทำความรู้จัก อยากเป็นเพื่อน” ฉันตอบแต่เหมือนเขาจะผิดหวังกับคำตอบของฉัน แล้วเขาต้องการแบบไหนกันล่ะ

“ช่างเถอะ เอาเป็นว่าเราสองคนเป็นเพื่อนกันแล้วนะ”

“อืม อย่าสร้างเรื่อง สร้างปัญหาให้เราก็พอ”

ผ่านไปสามปี

ฉันน่าจะรู้ตั้งแต่วันแรกว่าความรู้สึกที่มีให้เพื่อนคนนี้ จะกลายเป็นปัญหาหนักอกในวันที่หัวใจมันไม่ยอมเชื่อว่า ‘เราเป็นแค่เพื่อนกัน’

“วิ่งเร็ว ๆ ดิครีม มึงช้าอะ”

อัตราหัวใจเต้นแรงเร็วกว่ามาตรฐาน ขณะสองขายังวิ่งตรงไปทางหน้าปานลมกรด อะดรีนาลีนในกายพลุ่งพล่านตั้งแต่เช้าวันจันทร์

นาทีนี้คิดแค่ว่าฉันต้องพาตัวเองไปถึงจุดหมายให้ได้ภายในหนึ่งนาที แม้ความหวังมันจะจบลงตั้งแต่ยังไม่เริ่มวิ่งแล้วก็ตาม การมาสายเป็นเรื่องปกติ แต่มันก็ควรจะมีข้อยกเว้นสำหรับวิชาที่สายไม่ได้ ถ้าวันนี้ฉันเลือกขึ้นรถไฟฟ้ามาคนเดียว ไม่รอใครบางคนที่บอกว่าจะมาด้วยกัน ป่านนี้ก็คงได้นั่งตากแอร์สบาย ๆ อยู่ในห้องเรียนแล้ว ไม่ต้องวิ่งเหมือนซ้อมแข่งโอลิมปิกแบบนี้หรอก

“ไม่เอาแล้ว ไม่วิ่งแล้ว มึงวิ่งไปคนเดียวเลย” ฉันตัดสินใจหยุดฝีเท้าลง หอบหายใจแฮ่ก หัวใจเต้นระรัวราวกับมีกลองนับพันรัวอยู่กลางอก ฝืนวิ่งต่อไปมีหวังได้หัวใจวายนอนตายอยู่ตรงทางเดินตึกเรียนแน่ ๆ

“มึงจะหยุดตรงนี้ไม่ได้ อีกนิดเดียวเอง” ขุนพลพยายามจะเร่งเร้าให้ฉันไปต่อ แต่โทษทีนะ ใครกันที่ทำให้เราต้องมาอยู่ในสภาพนี้

“มึงไปเถอะ กูไม่ไปกับมึงแล้ว” ฉันยอมแพ้ เกลียดตัวเองชะมัดที่พูดอะไรไปแล้วแต่ไม่เคยทำได้เลย โดยเฉพาะเรื่องของคนตรงหน้าที่แม่งจะทำให้ปวดประสาททุกครั้ง

“เออ ๆ ไม่ไปก็ไม่ไป” ขุนพลเดินกลับมาหาฉัน พ่นลมหายใจเบา ๆ ไหล่ทั้งสองลู่ลงนิดหน่อย คล้ายคนที่เพิ่งถอนใจเพราะเหนื่อยจะเถียง ท่าทางดูหมดแรงจะต่อปากต่อคำ ดวงตาเหลือบมองฉันแวบหนึ่งก่อนเบือนสายตาไปทางอื่นเหมือนจะบอกว่า ‘ตามใจ’

“คราวหลังมึงไม่ต้องสาระแนจะมารับกูแล้วนะ” ถ้ามันบอกจะมารับ ฉันจะตัดสายทิ้ง เปิดโหมดพระจันทร์ไปเลย

"ก็มึงไม่โทรมาปลุก" ขุนพลโบ้ยความผิดให้ฉันอย่างหน้าตาเฉย

"มึงเห็นกูเป็นนาฬิกาปลุกหรือไง มึงนอนกับใครก็ให้คนนั้นปลุกสิ" ฉันเผลอสาดอารมณ์ใส่เขาอย่างหงุดหงิด

"เดี๋ยว ๆ กูไม่ได้นอนกับใครเลย คุณคริษฐาอย่ามาปรักปรำกันนะครับ”

“ขุน อย่าให้ต้องพูดนะ” ฉันเค้นเสียงดุ คนอย่างฉันไม่เคยพูดอะไรเรื่อยเปื่อย รับปากคนอื่นไปทั่วเหมือนใครบางคนตรงหน้า หลักฐานคาอยู่บนต้นคอยังบอกว่าไม่ได้นอนกับใคร

“เออ กูขอโทษ กูสำนึกผิดแล้ว”

“ช่างเถอะ กลับห้องดีกว่า อารมณ์เสีย”

จังหวะที่ฉันจะหมุนตัวกลับทางเดิม ขุนพลรั้งไว้ด้วยการดึงสายกระเป๋าผ้าของฉันไว้ มันดึงแรงจนฉันเกือบจะซวนเซหงายหลังไปชนกับแผ่นอกเต็มแรง

“ไอ้ขุน” ฉันหันไปวีนใส่เขาเสียงดัง

“โทษ ๆ ไม่นึกว่ามึงจะตัวแห้งแรงน้อยขนาดนี้ แต่มึงอย่าเพิ่งกลับดิ ไหน ๆ ก็มาแล้ว ถึงไม่ได้เรียน แต่ลงไปกินข้าวที่โรงอาหารก็ยังดี ไปกินข้าวกัน" ขุนพลเอ่ยขอโทษสีหน้ารู้สึกผิด

ฉันเม้มปากแน่น พยายามกลั้นอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นอยู่ในอก ใจมันยังไม่หายขุ่น แต่สายตาของขุนพลที่มองมามันดันทำให้ลังเลนิดหน่อย เหมือนหมาหงอยที่รู้ตัวว่าทำผิด ก็รู้ว่ามันแค่แสร้งทำแต่ดันหลงติดกับทุกที

“กูยังไม่หิว” ฉันตอบสั้น ๆ แล้วเบือนหน้าหนี ไม่อยากสบตานานเดี๋ยวใจอ่อน

“มึงไม่ได้กินอะไรเลยนะ นี่ก็สายแล้ว” ขุนพลพูดเบา ๆ น้ำเสียงไม่ได้กวนประสาทแบบเดิม มันนุ่มลงจนน่าหมั่นไส้

ฉันถอนหายใจ แล้วปรายตาไปมองเขาแบบที่ไม่อยากจะยอมง่าย ๆ แต่สุดท้ายฉันก็ยอม "เออ เลี้ยงกูด้วย"

“เลี้ยงอยู่แล้วน่า ไปกัน”

จากนั้นคนตัวสูงกึ่งลากกึ่งจูงฉันลงจากอาคารเรียน เขาพาไปยังโรงอาหารของคณะฯ สำหรับขุนพลเรื่องกินเรื่องใหญ่ตลอด ถึงจะกินเก่งมากแค่ไหน แต่เขาเป็นคนรักษาหุ่นมาก ตอนเย็นไปฟิตเนสออกกำลังกายทุกวัน แอบเห็นซิกแพคมันโคตรแน่น

ฉันแค่ชื่นชมความมีวินัยและรักสุขภาพของมัน สาบานเลยว่าไม่เคยมโนถึงกล้ามเนื้อแน่นๆ ของมันเลย แต่ตอนนี้ฉันกำลังมโนอยู่ไม่ใช่หรืออย่างไร

บ้าจริง!

“ครีม กินอะไร” ขุนพลถามตอนที่เราสองคนนั่งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“อะไรก็ได้”

“อะไรก็ได้ของคุณมึงน่ะ ไม่มีหรอก เลือกมา เดี๋ยวไปซื้อให้” ขุนพลบอกอย่างดุๆ สายตากำลังสำรวจร้านอาหาร ถ้าให้เดามันคงกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำไข่ลวกป้าสายหยุดอีกตามเคย

“เอาเหมือนมึงนั่นแหละ” ฉันบอกไปอย่างส่งๆ เพราะไม่รู้จะกินอะไรดี ปกติไม่กินข้าวเช้าอยู่แล้ว แต่อยู่กับขุนพล คนที่กินข้าวสามเวลา ฉันก็ต้องกินไปกับเขาด้วย ไม่กินก็ดุตลอด บังคับเหมือนพ่อไม่มีผิด

“งั้นกินข้าวไข่เจียวละกัน” ฉันเงยหน้ามองเขาอย่างแปลกใจ คำตอบของเขาผิดคาด ขุนพลไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวอย่างทุกวัน

“ทำไมมึงมองแบบนั้น มีอะไรอยากด่าก็ด่ามา อย่าด่ากูด้วยสายตา" ขุนพลนั่งจ้องหน้าฉันรอฟังคำตอบ

“มึงไม่กินก๋วยเตี๋ยว? ปกติไม่เคยพลาด”

ขุนพลยักไหล่เล็กน้อยกับคำถามของฉัน จากนั้นมือใหญ่ยกขึ้นมาวางบนศีรษะ ก่อนจะโน้มสายตาลงมาสบตากัน

“ก็ใครล่ะ อยากจะกินเหมือนกู แต่ดันไม่ชอบกินเส้น กูก็ต้องกินอย่างอื่นแทน"

ใครที่ว่าคือฉันเอง ตั้งแต่เด็กฉันก็รู้ว่าตัวเองไม่ชอบกินเส้นทุกชนิด แต่เมื่อตะกี้ดันบอกว่าจะกินเหมือนกันกับเขา ว่าแต่ขุนพลใส่ใจเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ ปกติมันไม่เคยพูด

“นั่งรอนี่ เดี๋ยวไปซื้อมาให้" ขุนพลบอกก่อนผละออกไป ฉันได้แต่มองตามแผ่นหลังเขาจนห่างออกไปเรื่อยๆ

เขาจะรู้บ้างไหม อันที่จริงเขาคงไม่เคยรู้ในสิ่งที่ฉันกำลังคิดและพยายามจะหยุด แต่ยิ่งเขาทำแบบนี้ ยิ่งทำให้ฉันเลิกชอบเขาได้ยากขึ้นไปกว่าเดิม

คนเป็นเพื่อนกันไม่ควรจะมีความลับใช่ไหมล่ะ แต่ฉันน่ะมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ไม่เคยบอกใคร

เรื่องที่ว่า ฉันแอบชอบขุนพลมาสามปีแล้ว แรก ๆ ก็คิดว่าจะเป็นเพื่อนกับเขาได้จริง ๆ แต่พอได้ใกล้ชิด สนิทสนมกัน ฉันก็รู้ว่าตัวเองเผลอชอบเพื่อนคนนี้เข้าให้แล้ว แต่เพราะสถานะที่เราเริ่มต้นคือเพื่อน และเหมือนตอนนี้ขุนพลจะไม่ได้คิดอะไร ฉันเลยต้องเก็บความรู้สึกตัวเองไว้ ไม่เคยให้เขารู้สักครั้ง เพราะเป็นเพื่อน ความรู้สึกแบบนี้ มันไม่ควรเกิดขึ้น

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
73 Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status