Se connecterเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญยังคงดังแว่วระงมอยู่ภายในใจของคนตระกูลจ้าวทุกคนต่างมอง จ้าวหานเฟิง ด้วยสายตาเทิดทูนระคนเลื่อมใส ในฐานะบุรุษหนุ่มผู้ห้าวหาญที่ยอมหลั่งเลือดและหยาดน้ำตาให้สมรภูมิเขาเทียนหลงเพื่อแลกกับชัยชนะกลับมาสู่มาตุภูมิ
ทว่า... ความจริงอันเน่าเฟะที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ชุดเกราะเหล็กกลับมีเพียงเขาที่แจ้งแก่ใจ สิ่งที่เขาเซ่นสังเวยไปมิใช่โลหิตอุ่นร้อนในสนามรบ หากแต่เป็นหยาดน้ำกามทุกหยาดหยดที่ถูกเค้นระบายภายใต้ความต้องการอันป่าเถื่อนของจอมทัพเฒ่า เงินตรา ลาภยศ และความก้าวหน้าอันหอมหวานในเวลานี้ ล้วนถูกซื้อมาด้วยราคาสุดแสนอัปยศทั้งสิ้น
ยามนี้ จ้าวหานเฟิงและไป๋เหม่ยหลานเยื้องกรายออกมาร่วมกันน้อมส่งท่านแม่ทัพใหญ่ที่บริเวณหน้าประตูจวน ทว่าท่อนขาแกร่งที่เคยควบอาชาฝ่าทะลุยข้าศึกบัดนี้กลับสั่นเทาละริกจนแทบจะยืนไม่อยู่ ร่างกายของเขาประหนึ่งถูกสูบวิญญาณจนอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง ร้อนถึงฮูหยินรักข้างกายที่ต้องรีบยื่นมือเข้ามาช่วยประคองวงแขนไว้ด้วยความห่วงใย
นางนึกไปว่าสามีคงเจ็บปวดจากบาดแผลในศึกสงคราม โดยไหนเลยจะล่วงรู้ว่า แท้จริงแล้วมันเป็นผลลัพธ์จากการถูกราชสีห์เฒ่าเคี่ยวกรำ รีดเค้นน้ำราคะออกไปจนหมดสิ้นที่ใต้โต๊ะอาหารเมื่อครู่นี้เอง
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนปรายสายตาคมปลาบดุจพญาเหยี่ยว มองสำรวจเรือนร่างที่สั่นเทาละริกของพยัคฆ์หนุ่มรูปงาม มุมปากหยักยกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"จ้าวหานเฟิง... หากเจ้าจัดการภารกิจในจวนเรียบร้อยและพอมีเวลาว่าง ก็จงหมั่นไปพบข้าที่จวนแม่ทัพเถิด ตัวข้าจะขออาสาเป็นผู้เคี่ยวกรำและฝึกฝนเจ้าด้วยตัวเอง เพื่อให้เจ้าเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นจอมทัพผู้เกรียงไกรของแผ่นดินในวันข้างหน้า"
บิดาของจ้าวหานเฟิงที่ยืนอยู่เบื้องหลัง เผยสีหน้าปลาบปลื้มยินดีและภาคภูมิใจจนเนื้อเต้น ชายชราลนลานประสานมือโค้งกายคารวะต่ำด้วยความซาบซึ้งในความเมตตาอันจอมปลอมนั้นทันที พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน
"ช่างเป็นวาสนาอันสูงส่งของตระกูลจ้าวเรานัก! ที่ได้รับความเมตตาเอ็นดูและได้รับการส่งเสริมอันดียิ่งจากท่านแม่ทัพใหญ่ถึงเพียงนี้"
ชายชราส่งยิ้มให้บุตรชายด้วยความทระนงในศักดิ์ศรี โดยลืมสังเกตแววตาอันสั่นไหวและหยาดเหงื่อกาฬที่ผุดซึมตามไรผมของจ้าวหานเฟิง เพราะคำว่าฝึกฝนและเคี่ยวกรำ ที่พ่นออกจากปากขุนศึกผู้ละโมบนั้น หาใช่การจับกระบี่หรือเคี่ยวเข็ญตำราพิชัยสงคราม หากแต่เป็นบทเรียนรักอันบิดเบี้ยว และการรุกรานเรือนร่างของบุตรชายตนบนเตียงสวาทอย่างไม่จบสิ้นต่างหาก
เมื่อความครึกครื้นฉาบฉวยภายนอกซาลง และเงาร่างอันน่าครั่นคร้ามของแม่ทัพใหญ่เลือนหายไปกับความมืด บานประตูเรือนนอนที่ปิดสนิทลงคล้ายกับตัดขาดจ้าวหานเฟิงออกจากโลกอันบิดเบี้ยวเบื้องหลัง ในที่สุดพื้นที่ตรงนี้ก็เหลือเพียงเขาและ ไป๋เหม่ยหลาน ฮูหยินรักผู้เป็นดั่งดวงใจเพียงสองคน
กลิ่นอายของสมรภูมิและคราบคาวราคะที่ยังไม่ทันจางหาย ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นกำยานหอมละมุนที่หญิงสาวจุดขึ้น ควันสีขาวลอยม้วนตัวอย่างแช่มช้า ปัดเป่าความตึงเครียดและอบอวลไปด้วยมวลอารมณ์แห่งการโหยหา ยามนี้ ไป๋เหม่ยหลานอยู่ในชุดนอนผ้าไหมเนื้อบางเบาพลิ้วไหว แสงเทียนสลัวสาดกระทบเรือนร่างของสตรีมีครรภ์ที่ดูอวบอิ่มและงดงามเย้ายวนไปอีกแบบ ยอดปทุมถันคัดตึงขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยตามธรรมชาติของแม่คน พร้อมกับครรภ์กลมกลึงเด่นชัด... สัญลักษณ์แห่งสายเลือดบริสุทธิ์ที่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่ช้า
หญิงสาวเยื้องกรายเข้ามาประชิดแผ่นหลังกว้าง โน้มกายสวมกอดสามีจากทางด้านหลัง อ้อมกอดของนางอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่ากลับทำให้ร่างของนายกองหนุ่มชาวาบไปทั้งแถบ
"ท่านพี่... ข้าภาคภูมิใจในตัวท่านเหลือเกินเจ้าค่ะ ยามที่ท่านอยู่ห่างไกล ข้าคิดถึงท่านจนแทบจะทนไม่ไหว..." เสียงกระซิบของนางแผ่วเบา ทว่าเจือกระแสความเย้ายวนและโหยหาอันลึกซึ้งตามประสาสามีภรรยาที่ไม่ได้พบหน้ากันนาน
กลิ่นกำยานหอมกรุ่นตรงหน้า ไม่อาจล้างกลิ่นคาวโลกีย์ของจอมทัพเฒ่าที่ยังติดตรึงอยู่บนผิวเนื้อและในลำคอของเขาได้เลย ชายหนุ่มยืนนิ่งงันในอ้อมกอดของภรรยา ตกอยู่ใต้ความย้อนแย้งอันทุกข์ทรมาน... เขาได้ครอบครองเกียรติยศที่คนทั้งเมืองหลวงอิจฉา ทว่ากลับสูญเสียความบริสุทธิ์ใจที่จะโอบกอดผู้เป็นแก้วตาดวงใจของตนเองไปเสียแล้ว
สัมผัสอันนุ่มนวลจากหลังมือแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาอันรุนแรงขึ้นตามลำดับ ฝ่ามือบางของไป๋เหม่ยหลานค่อยๆ ลื่นไหลลุกล้ำเข้าหาแก่นกายความเป็นชายของสามีอย่างโหยหา ท่วงท่าของนางเต็มไปด้วยความกระสันอยากราวกับสตรีที่ขาดแคลนรสรักมาเนิ่นนานแรมปี
วินาทีที่กามารมณ์จากภรรยาจู่โจม ร่างของจ้าวหานเฟิงพลันสะท้านเฮือกด้วยความตระหนกตกใจลึกๆ ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและวิตกกังวลอย่างขีดสุด เพราะตัวเขาเพิ่งจะถูกจอมทัพรีดเค้นหยาดน้ำราคะออกไปจนหมดสิ้นเมื่อครู่นี้เอง แล้วไหนเลยที่แก่นกายบอบช้ำชิ้นนี้จะสามารถตื่นตัวและตั้งผงาดชูชันขึ้นมาตอบรับอารมณ์ของคนรักได้ทันท่วงที
เพื่อปกปิดความพิรุธและจุดซ่อนเร้นอันน่าอัปยศไม่ให้นางจับได้ ขุนศึกหนุ่มจึงรีบเบี่ยงเบนความสนใจ เขาแสร้งทำเป็น โผเข้าหาซุกไซ้ใบหน้าและปลายจมูกไปตามซอกคอขาวผ่องและผิวกายเนียนละเอียดของนางอย่างหิวกระหาย ปั้นแต่งสุ้มเสียงให้แหบพร่าดูเปี่ยมด้วยราคะความปรารถนา พลางเอ่ยถามชวนคุยเพื่อถ่วงเวลา
"ไป๋เหม่ยหลาน... คนดีของข้า ในยามที่ข้าต้องไปตรากตรำทำศึกอยู่ห่างไกล... เจ้าจัดการกับความอ้างว้างและอารมณ์เสน่หาของตนเองเยี่ยงไรหรือ?"
เมื่อถูกสามีเอ่ยถามถึงความลับส่วนตัว ใบหน้าของฮูหยินหนุ่มพลันซับสีเลือดแดงซ่านด้วยความขัดเขิน นางชะงักมือจากการเกาะกุมแก่นกายของเขา ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วผละกายออกไปที่ข้างเตียง
หญิงสาวเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักลับอันมิดชิด หยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าแพรอย่างดีขึ้นมาอวดแก่สายตาเขา... มันคือแท่งไม้แกะสลักที่มีรูปทรงและขนาดคล้ายคลึงกับความเป็นชายของมนุษย์อย่างไม่มีผิดเพี้ยน เป็นสิ่งของที่นางแอบสั่งให้ช่างไม้ฝีมือดีแกะสลักมันขึ้นมาอย่างลับๆ เพื่อเป็นตัวแทนของสามียามค่ำคืน
"ข้าใช้เจ้าสิ่งนี้เพื่อคลายความลุ่มหลงในตัวท่านเยี่ยงไรเล่าเจ้าคะ..." หญิงสาวเอ่ยกระซิบตอบเสียงแผ่ว พลางชูแท่งไม้แกะสลักอันเนียนละเอียดเลื่อมพรายขึ้นต่อหน้าเขา
ภาพตรงหน้าทำเอาพยัคฆ์หนุ่มถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หัวใจของเขากระตุกวูบด้วยมิติอารมณ์ที่ซับซ้อน... ในขณะที่ภรรยาของเขาซื่อสัตย์และพยายามรักษากายใจเพื่อรอคอยเขาอย่างสุดความสามารถ ถึงขนาดต้องใช้สิ่งของจำลองเพื่อปลดปล่อยความอัดอั้น ทว่าตัวเขาเองกลับต้องไปทอดกายยอมสิโรราบและแปดเปื้อนคราบคาวโลกีย์สีเทากับชายอื่นเพื่อแลกกับลาภยศ
นับแต่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง เขาก็ย้ายออกจากเรือนเดิมเพื่อเข้ามาจับจองจวนหลังใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ คฤหาสน์อันกว้างขวางและวิจิตรบรรจงแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสวรรค์บนดิน เพราะไม่ว่าเขาจะกระทำสิ่งใด ล้วนสยบอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องไยดีต่อสายตาหรือคำนินทาของคนภายนอกภายในพื้นที่ส่วนตัว เหล่าสตรีของเขาต่างได้รับอิสระอย่างเต็มที่ พวกนางสามารถสวมใส่อาภรณ์โปร่งบางเย้ายวน หรือแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างไร้ยางอายเพียงใดก็ย่อมได้ เพื่อรอคอยการปรนนิบัติรับใช้เขา"ท่านพี่... ตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านก็มัวแต่วุ่นวายกับราชการจนแทบไม่ค่อยแตะต้องสัมผัสพวกเราเลยนะเจ้าคะ"ไป๋เหม่ยหลาน สตรีเรือนร่างอวบอัดในชุดผ้าปานบางเบาที่เผยให้เห็นเรือนร่างวับๆ แวมๆ ชวนหลงใหล เดินเข้ามาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน กระซิบกระซาบข้างกายเขาอย่างน้อยใจเล็กน้อย จ้าวหานเฟิงยิ้มรับพลางยื่นมือไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาประชิดอกแกร่ง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกผายอย่างหนักหน่วงจนนางอุทาน"งานราชการแล้วอย่างไร... ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่ว่าเวลาไหน ข้าก
นับแต่วันที่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ส่วนตัวขององค์ชาย เขาก็เข้าออกตำหนักในเป็นว่าเล่น เหล่าขุนนางและผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างสรรเสริญชื่นชมเขาอย่างไม่ขาดปาก ถึงความเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทกับการฝึกสอนพระราชโอรสอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มได้มอบประสบการณ์และถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้อย่างไม่ปิดบัง มอบหมายบททดสอบให้องค์ชายฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองตามลำพังที่ลานฝึกทว่ายามเมื่อองค์ชายทรงฝึกฝนอยู่นั้น เวลาที่เหลือทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มกลับถูกนำมาใช้ สั่งสอนองค์ฮ่องเฮาเบื้องหลังม่าน หากแต่วิชาที่เขากำลังเคี่ยวกรำสตรีผู้ทรงอำนาจ มิใช่วิชาเพลงดาบแต่เป็นวิชารักอันดุเดือดดิบเถื่อนภายในห้องบรรทม จ้าวหานเฟิงในสภาพเปลือยกายท่อนบน อวดมัดกล้ามกำยำแน่นตึงและหยาดเหงื่อที่ไหลซึม กำลังบดขยี้ผ้าหรูของฮ่องเฮาจนขาดวิ่น เรือนร่างอวบอิ่มอันสูงศักดิ์บัดนี้ทอดกายสั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างแกร่ง เรียวขาขาวเนียนอวบอิ่มถูกจับถ่างออกกว้าง เปิดทางให้ท่อนลำกำยำใหญ่มหึมาตอกอัดสอดใส่เข้าสู่ร่องรักฉ่ำแฉะอย่างหนักหน่วงลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า"ฮ๊าาา... ฮ่าาา... ท่านแม่ทัพ! อื้อออ... ข้า... ข้าไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้ม
จ้าวหานเฟิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถจัดการสยบปัญหากบฏแดนเหนือลงได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการผสานกองกำลังสองทัพเข้าด้วยกัน ทหารเจนศึกแดนใต้ที่ติดตามเขามาด้วยความจงรักภักดี หลอมรวมเข้ากับกองทหารแดนเหนืออันเข้มแข็งของอดีตแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ภายใต้การสืบทอดสายผู้บังคับบัญชาและการนำทัพอันชาญฉลาดเด็ดเดี่ยว กลุ่มเสี้ยนหนามที่เคยสร้างความระส่ำระสายจึงถูกบดขยี้จนพินาศสิ้นในเวลาอันรวดเร็วเมื่อศึกสยบลง ขบวนทัพอันเกรียงไกรจึงเดินทางกลับคืนสู่เมืองพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ที่ถูกตระเตรียมประดิษฐานอย่างสมเกียรติในฐานะ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคละคลุมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ปะปนกันไป เสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะและข่าวการหยุดยั้งศึกสงครามดังแทรกสลับกับเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่การจากไปของแม่ทัพใหญ่ ธงรบและผ้าไว้อาลัยพลิ้วสะบัดไปตามสายลมหนาว ชาวบ้านต่างพากันออกมาเรียงรายสองข้างทาง บางคนก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนมองไปยังบุรุษบนหลังม้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจ้าวหานเฟิงในชุดเกราะตึงแน่นสง่างามควบม้าเดินนำหน้าขบวนด้วยท่วงท่าอันผ่าเผย สายตาคมกล้าทอดม
ระหว่างที่ขบวนทัพกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือ จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็นึกถึงสาเหตุการตายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเบื้องหลังการถูกทหารชั้นผู้น้อยลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต น่าจะมีชนวนเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางกายอันซับซ้อนและเร่าร้อนของตัวท่านแม่ทัพเอง แม้จะเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน ทว่าความหึงหวงและริษยากลับไม่เคยปรานีใคร ยิ่งภายในกองทัพเต็มไปด้วยทหารหนุ่มหน้าตาหมดจดที่เคยถูกท่านแม่ทัพดึงตัวไปเชยชมและเสพสมสวาท ย่อมต้องมีใครบางคนที่แค้นเคืองเมื่อตนเองถูกละเลย หรือไม่อาจยอมรับความริษยาที่เห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าได้รองแม่ทัพหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ สายลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านใบหน้าคมคาย ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแกมสมเพช"ข้าไม่คิดเลยว่า... ความปรารถนาอันเร่าร้อนที่ท่านเคยเสพสุข มันจะกลับมาเล่นงานและปลิดชีวิตท่านในภายหลังเช่นนี้"จ้าวหานเฟิงกำบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น นึกถึงภาพความกำหนัดอันมืดมิดที่ตน เคยเข้าร่วมกับแม่ทัพเซียวและฮูหยินหวานหลินซู ความปรารถนาอาจ
ใช้เวลาเดินทางรวมถึงกรำศึกอยู่อีกหลายเดือน ในที่สุดขบวนทัพของรองแม่ทัพจ้าวหานเฟิงก็เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้ เมืองชายแดนอันห่างไกลที่เต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่าและซ่องกบฏชุกชุม พวกมันอาศัยภูมิประเทศอันซับซ้อนหลบซ่อนตัว ดำรงอยู่ราวกับวัชพืชที่ปราบอย่างไรก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น จ้าวหานเฟิงรู้ดีว่าหากคิดจะเผด็จศึกให้เด็ดขาด ย่อมมีเพียงทางเดียวคือการเด็ดหัวผู้นำและบดขยี้ศูนย์กลางของพวกมันให้สิ้นซากด้วยสติปัญญาการวางกลศึกอันเฉียบแหลมและพละกำลังอันเกรียงไกรของรองแม่ทัพหนุ่ม ในที่สุดเพลิงสงครามแดนใต้ที่เคยลุกโชนก็ถูกสยบลงจนสงบราบคาบเหล่านายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความสุขและเลื่อมใสในตัวผู้นำทัพ นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"หากไม่ได้ท่านรองแม่ทัพใช้อุบายอันลึกล้ำปราบหัวหน้าพวกมัน พวกเราคงไม่สามารถสยบพวกกบฏได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แน่ขอรับ!"จ้าวหานเฟิงทอดสายตามองเหล่าทหารกล้า พลางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย"นี่ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียว... แต่มันคือผลงานและชัยชนะของพวกเราทุกคน"คำพูดอันหนักแน่นของชายหนุ่มสร้างความ
แม้ยามค่ำคืนนี้ จ้าวหานเฟิงจะจำต้องนอนค้างแรมอยู่กลางป่าลึกอันมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายลมราตรีพัดก้องและความเย็นเยือกที่โรยตัวปกคลุม สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่านายทหารยามที่เดินตรวจตรารักษาการณ์อย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมพักของรองแม่ทัพหนุ่มกลับร้อนรุ่มโชติช่วงไปด้วยเพลิงสวาทอันไร้ที่สิ้นสุดชายหนุ่มนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนสนาม ขณะที่มู่หลันรัวทอดตัวคุกเข่าอยู่เบื้องต่ำ นางใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและริมฝีปากนุ่มละมุนปรนเปรอแก่นกายกำยำของเขาอย่างลุ่มหลงหื่นกระหาย เรียวปากอวบอิ่มละเลียดเลียไล้ไปตามความแข็งแกร่งอย่างซาบซ่าน ก่อนจะช้อนสายตาชุ่มฉ่ำหยาดเยิ้มขึ้นมองชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่ากระเส่า"นายท่าน... ท่านชอบให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ..."สิ้นคำเอื้อนเอ่ย นางก็ครอบครองความเป็นชายใหญ่โตไว้แน่น แล้วเริ่มขยับโยกศีรษะ รูดรั้งบดเบียดเข้าออกตามจังหวะอย่างเร่าร้อนดุดัน สัมผัสอุ่นชื้นที่ดูดกลืนลึกล้ำสลับเร่งจังหวะเน้นย้ำ ทำเอารองแม่ทัพหนุ่มเสียวซ่านจนร่างกายเกร็งสะท้านไปทุกส่วน ต้องบิดสะโพกตอบรับด้วยความกระสันซ่าน สติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้ไปกับไฟราคะกลางป่







