LOGINในที่สุดรถม้าศึกคันใหญ่ประจำตำแหน่งของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน พร้อมด้วยขบวนทหารคุ้มกันนับร้อยนาย ก็เคลื่อนขบวนมาหยุดลงอย่างสง่างามที่บริเวณหน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลจ้าว
รังสีแห่งอำนาจและบารมีอันแผ่ซ่านจากขบวนทัพหลวง ทำเอาบ่าวไพร่และผู้คนภายในตระกูลจ้าวถึงกับตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก การปรากฏกายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน บุรุษผู้เปรียบเสมือนวีรบุรุษแห่งแผ่นดินและเสาหลักของราชสำนัก ถือเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เหนือความคาดหมายที่ไม่มีใครในจวนกล้าฝันถึง
ม่านรถม้าผืนหนาถูกตลบเปิดออก ร่างองอาจของจ้าวหานเฟิงก้าวลงมาจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามผ่าเผย ผิวพรรณและแววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยราศีของขุนศึกหนุ่มผู้มีชัยในสงครามใหญ่ วินาทีนั้นเองสายตาคู่คมของเขาพลันสบประสานเข้ากับดวงตาของสตรีผู้หนึ่งที่ยืนรอคอยอยู่หน้าประตูจวน นางจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก ไป๋เหม่ยหลาน ฮูหยินรักผู้เป็นดวงใจและคู่ชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของเขา
ในยามนี้นางกำลังท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที ครรภ์ที่นูนเด่นชัดบอกให้รู้ว่าพยานรักของพวกเขากำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่ช้า โชคยังดีเหลือเกินที่ตัวเขาสามารถรอดชีวิตจากสมรภูมิอันโหดร้ายและกลับมาทันเวลาสำคัญเช่นนี้
"ไป๋เหม่ยหลาน... ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน!"
นายกองหนุ่มโผเข้าหากอดรัดร่างของหญิงสาวคนรักไว้แน่นด้วยความโหยหาทอดทิ้งท่าทีเคร่งขรึมของขุนศึกไปจนหมดสิ้น เช่นเดียวกับไป๋เหม่ยหลานที่ซบหน้าลงกับแผงอกแกร่งอันแสนคุ้นเคย นางหลั่งน้ำตาแห่งความตื้นตันระคนโล่งอกออกมาอาบแก้ม นึกภาคภูมิใจล้นอกที่สามีของนางในยามนี้ช่างดูสง่างาม มีเกียรติยศ และรอดปลอดภัยกลับมาสู่อ้อมอกอย่างปลอดภัย
"ข้าก็คิดถึงท่านเหลือเกินเจ้าค่ะท่านพี่..." หญิงสาวกระซิบตอบเสียงสั่นเครือ สะอื้นไห้ด้วยความสุขใจที่เปี่ยมล้น
ในระหว่างที่คู่รักหนุ่มสาวกำลังยืนกอดกันกลมท่ามกลางสายตาชื่นชมของผู้คนนั้นเอง บิดาของจ้าวหานเฟิงซึ่่งเป็นถึงอดีตรองแม่ทัพ ทว่าในบัดนี้สุขภาพร่างกายโรยราและทรุดโทรมลงไปมาก ก็รีบสาวเท้าก้าวเข้ามาต้อนรับจอมทัพผู้ทรงอำนาจด้วยความเคารพยำเกรงในทันที
ชายชราประสานมือคารวะต่ำพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปรีดาและตื้นตัน
"ท่านแม่ทัพเซียว... ช่างเป็นเกียรติสูงสุดของตระกูลจ้าวข้านัก ที่ท่านให้ความเมตตาเอ็นดูหานเฟิง ทั้งยังอุตส่าห์ให้เกียรติมาเยือนถึงที่นี่ด้วยตนเอง!"
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนยกยิ้มที่มุมปาก ทอดสายตาลงมองอดีตรองแม่ทัพอาวุโสด้วยท่าทีที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ฉาบหน้าก่อนจะเอ่ยตอบวาจาด้วยสุ้มเสียงทุ้มกังวานทรงอำนาจที่ทำให้คนฟังต้องปลาบปลื้มไปลึกถึงขั้วหัวใจ
"รองแม่ทัพจ้าวเกรงใจไปแล้ว... จ้าวหานเฟิง ผู้นี้เป็นชายหนุ่มอนาคตไกล ทั้งยังมีความสามารถโดดเด่นในสมรภูมิ ตัวข้านั้นคาดหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มองเห็นการเจริญเติบโตและความก้าวหน้าของเขาด้วยสายตาของข้าเอง"
ทว่าในระหว่างที่จอมทัพเฒ่ากำลังกล่าวถ้อยคำอันทรงเกียรติและแสนน่ายกย่องต่อหน้าคนทั้งตระกูลจ้าวอยู่นั้น ภายใต้ร่มผ้าและชุดเกราะหนาหนัก... แก่นกายความเป็นชายของเขากลับตื่นตัวและแข็งขืนขึ้นมาอย่างเต็มที่ด้วยแรงตัณหาที่ยังคงคุกรุ่นจากรสรักอันดุดันบนรถม้า ยิ่งยามเมื่อสายตาคมปลาบปรายไปมองเรือนร่างองอาจของนายกองหนุ่มที่กำลังยืนเคียงข้างฮูหยินท้องแก่ ในใจของจอมทัพผู้มากเล่ห์ก็กระหยิ่มยิ้มย่องและคิดอ่านอย่างวิปริตบิดเบี้ยวลึกล้ำ
‘คนดีของข้า... ข้าจำเป็นจะต้องใช้ความเป็นชายของข้า... ช่วยผลักดันและเคี่ยวกรำเจ้าเป็นพิเศษเสียแล้ว’
คำว่าผลักดันในใจของราชสีห์เฒ่านั้น หาใช่เพียงแค่เรื่องหน้าที่การงานในกองทัพ ทว่ามันแฝงนัยยะถึงจังหวะอัดกระแทกและการรุกรานเรือนร่างของพยัคฆ์หนุ่มให้สยบอยู่ใต้กามราคะของเขาอย่างต่อเนื่องต่างหาก
ทางด้านบิดาของจ้าวหานเฟิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ไหนเลยจะล่วงรู้ถึงความนึกคิดอันโสมมและบิดเบี้ยวที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากขุนศึกผู้ทรงธรรม ชายชราแย้มยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกพึงพอใจและภาคภูมิใจจนล้นอก นึกทระนงว่าบุตรชายของตนช่างมีบุญวาสนาและเปี่ยมความสามารถจนเข้าตาจอมทัพเกรียงไกรถึงเพียงนี้
อดีตรองแม่ทัพรีบประสานมือโค้งกายลงอีกครา ก่อนจะเอ่ยปากเชื้อเชิญด้วยความนอบน้อม
"หากท่านแม่ทัพมิรังเกียจ... พวกเราตระกูลจ้าวอยากจะขอเชิญท่านแม่ทัพ ร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยกันในจวนแห่งนี้ เพื่อเป็นการฉลองชัยชนะและทดแทนคุณที่ท่านช่วยส่งเสริมและดูแลหานเฟิงตลอดศึกที่ผ่านมาขอรับ"
ภายในห้องโถงจัดเลี้ยงของตระกูลจ้าว บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้นและอบอุ่น บิดาของจ้าวหานเฟิงสั่งการต้อนรับขับสู้อย่างดีที่สุดเท่าที่จวนจะทำได้ เขาถึงกับกำชับให้แม่ครัวเอกลงมือทำอาหารเลิศรสอย่างสุดฝีมือเพื่อไม่ให้ขาดตกบกพร่องต่อจอมทัพ ยามเมื่อเริ่มตั้งสำรับ แม่ทัพเซียวหลงเหยียนก้าวขึ้นนั่งประจำตำแหน่งประธานบนหัวโต๊ะอย่างทรงอำนาจ ก่อนจะเอ่ยปากขอให้จ้าวหานเฟิงขยับมานั่งลงเคียงข้างกายตน
คนตระกูลจ้าวเมื่อได้เห็นภาพนั้น ต่างพากันรู้สึกยินดีและตื้นตันใจเป็นอย่างมากที่ท่านแม่ทัพใหญ่ให้ความเมตตาและเอ็นดูนายกองหนุ่มถึงเพียงนี้ จอมทัพเฒ่ายกจอกเหล้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำอันทรงเกียรติท่ามกลางความเงียบสงัด
"ข้าขอให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าพวกเจ้าทุกคน ณ ที่นี่... ตัวข้าจะเป็นผู้สนับสนุนและผลักดันจ้าวหานเฟิงเอง สักวันหนึ่งในภายภาคหน้า นามของเขาจะต้องเลื่องลือโด่งดังไม่แพ้ข้าอย่างแน่นอน"
ฮูหยิน ไป๋เหม่ยหลาน ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แย้มยิ้มออกมาด้วยความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจล้นอก นางทอดสายตามองสามีด้วยความรักลึกซึ้ง นึกยินดีที่อนาคตในภายภาคหน้าของสามีนางนั้นจะสูงส่งเกรียงไกรจนผู้คนทั้งเมืองหลวงแทบจะต้องอิจฉา
ทว่า... ใครเล่าจะคาดคิดได้ว่า ภายใต้บรรยากาศการร่วมรับประทานอาหารอันชื่นมื่นและเปี่ยมด้วยเกียรติยศฉาบหน้านั้น เบื้องล่างใต้โต๊ะอาหารที่ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมผืนหนา... ความบิดเบี้ยวอันลึกล้ำกำลังดำเนินอยู่ซ่อนเร้นจากสายตาผู้คน!
ฝ่ามือหนาอันหยาบกร้านของท่านแม่ทัพใหญ่ ลอบส่งข้ามไปลูบไล้บีบเค้นลงบนหน้าขาแกร่งของนายกองหนุ่ม ก่อนจะสอดล้วงเข้าไปรูดไล้และกุมขยำแก่นกายความเป็นชายของจ้าวหานเฟิงอย่างซุกซนและดุดัน สัมผัสอันช่ำชองจากจอมทัพเฒ่าคอยปรนเปรอสาวรูดมันเป็นจังหวะเน้นย้ำรุนแรง จนร่างของนายกองหนุ่มเสียวสะท้านลึกล้ำไปถึงขั้วหัวใจ
"อึก..."
จ้าวหานเฟิงสะดุ้งน้อยๆ ลำคอแห้งผาก ขนกายลุกซู่ด้วยความวาบหวามระคนหวาดกลัวอย่างขีดสุด ยามนี้ตัวเขาตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นหัวใจแทบขาด มือหนึ่งต้องประคองตะเกียบคีบอาหาร ปั้นแต่งสีหน้ายกยิ้มให้ดูเป็นบุรุษผู้สง่างาม คอยเอ่ยสัตย์วาจาตอบรับคำอวยพรของบิดาและฮูหยินรัก ทว่าเนื้อตัวภายในกลับสั่นเทาละริก สะโพกสอบบิดเร้าเบาๆ ต้านทานแรงอารมณ์สวาทที่กำลังถูกจุดระเบิดขึ้นกลางโต๊ะอาหาร
ท่านแม่ทัพเซียวหลงเหยียนยังคงปั้นหน้ากรีดกรายคุยโวเรื่องความกล้าหาญของนายกองหนุ่มอย่างลื่นไหล ทว่ามือแกร่งเบื้องล่างกลับเร่งจังหวะสาวรูดเค้นคลึงอย่างหนักหน่วง ไร้ซึ่งความปรานี!
ในที่สุด ความเสียวซ่านลึกล้ำอันยาวนานก็พุ่งทะยานถึงขีดสุด ร่างของจ้าวหานเฟิงกระตุกสะท้านเฮือกใหญ่ ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ ยามเมื่อหยาดน้ำรักสีขาวขุ่นอุ่นร้อนพุ่งเยิ้มทะลักออกมาจนเปียกชุ่มมือของจอมทัพเฒ่า และไหลเปรอะเปื้อนกางเกงชั้นในของตนเองจนแฉะชื้น ชายหนุ่มพยายามก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนแววตาตาอันปรือปรอยและหยาดเหงื่อกาฬที่ผุดซึมเต็มกรอบหน้า ยอมสิโรราบต่อบ่วงตัณหาอันน่าอัปยศนี้ท่ามกลางเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากของบิดาและรอยยิ้มละมุนของภรรยาที่กำลังท้องแก่ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าศักดิ์ศรีของเขาถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้ไปแล้วในวินาทีนั้น!
นับแต่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง เขาก็ย้ายออกจากเรือนเดิมเพื่อเข้ามาจับจองจวนหลังใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ คฤหาสน์อันกว้างขวางและวิจิตรบรรจงแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสวรรค์บนดิน เพราะไม่ว่าเขาจะกระทำสิ่งใด ล้วนสยบอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องไยดีต่อสายตาหรือคำนินทาของคนภายนอกภายในพื้นที่ส่วนตัว เหล่าสตรีของเขาต่างได้รับอิสระอย่างเต็มที่ พวกนางสามารถสวมใส่อาภรณ์โปร่งบางเย้ายวน หรือแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างไร้ยางอายเพียงใดก็ย่อมได้ เพื่อรอคอยการปรนนิบัติรับใช้เขา"ท่านพี่... ตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านก็มัวแต่วุ่นวายกับราชการจนแทบไม่ค่อยแตะต้องสัมผัสพวกเราเลยนะเจ้าคะ"ไป๋เหม่ยหลาน สตรีเรือนร่างอวบอัดในชุดผ้าปานบางเบาที่เผยให้เห็นเรือนร่างวับๆ แวมๆ ชวนหลงใหล เดินเข้ามาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน กระซิบกระซาบข้างกายเขาอย่างน้อยใจเล็กน้อย จ้าวหานเฟิงยิ้มรับพลางยื่นมือไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาประชิดอกแกร่ง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกผายอย่างหนักหน่วงจนนางอุทาน"งานราชการแล้วอย่างไร... ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่ว่าเวลาไหน ข้าก
นับแต่วันที่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ส่วนตัวขององค์ชาย เขาก็เข้าออกตำหนักในเป็นว่าเล่น เหล่าขุนนางและผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างสรรเสริญชื่นชมเขาอย่างไม่ขาดปาก ถึงความเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทกับการฝึกสอนพระราชโอรสอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มได้มอบประสบการณ์และถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้อย่างไม่ปิดบัง มอบหมายบททดสอบให้องค์ชายฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองตามลำพังที่ลานฝึกทว่ายามเมื่อองค์ชายทรงฝึกฝนอยู่นั้น เวลาที่เหลือทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มกลับถูกนำมาใช้ สั่งสอนองค์ฮ่องเฮาเบื้องหลังม่าน หากแต่วิชาที่เขากำลังเคี่ยวกรำสตรีผู้ทรงอำนาจ มิใช่วิชาเพลงดาบแต่เป็นวิชารักอันดุเดือดดิบเถื่อนภายในห้องบรรทม จ้าวหานเฟิงในสภาพเปลือยกายท่อนบน อวดมัดกล้ามกำยำแน่นตึงและหยาดเหงื่อที่ไหลซึม กำลังบดขยี้ผ้าหรูของฮ่องเฮาจนขาดวิ่น เรือนร่างอวบอิ่มอันสูงศักดิ์บัดนี้ทอดกายสั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างแกร่ง เรียวขาขาวเนียนอวบอิ่มถูกจับถ่างออกกว้าง เปิดทางให้ท่อนลำกำยำใหญ่มหึมาตอกอัดสอดใส่เข้าสู่ร่องรักฉ่ำแฉะอย่างหนักหน่วงลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า"ฮ๊าาา... ฮ่าาา... ท่านแม่ทัพ! อื้อออ... ข้า... ข้าไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้ม
จ้าวหานเฟิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถจัดการสยบปัญหากบฏแดนเหนือลงได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการผสานกองกำลังสองทัพเข้าด้วยกัน ทหารเจนศึกแดนใต้ที่ติดตามเขามาด้วยความจงรักภักดี หลอมรวมเข้ากับกองทหารแดนเหนืออันเข้มแข็งของอดีตแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ภายใต้การสืบทอดสายผู้บังคับบัญชาและการนำทัพอันชาญฉลาดเด็ดเดี่ยว กลุ่มเสี้ยนหนามที่เคยสร้างความระส่ำระสายจึงถูกบดขยี้จนพินาศสิ้นในเวลาอันรวดเร็วเมื่อศึกสยบลง ขบวนทัพอันเกรียงไกรจึงเดินทางกลับคืนสู่เมืองพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ที่ถูกตระเตรียมประดิษฐานอย่างสมเกียรติในฐานะ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคละคลุมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ปะปนกันไป เสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะและข่าวการหยุดยั้งศึกสงครามดังแทรกสลับกับเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่การจากไปของแม่ทัพใหญ่ ธงรบและผ้าไว้อาลัยพลิ้วสะบัดไปตามสายลมหนาว ชาวบ้านต่างพากันออกมาเรียงรายสองข้างทาง บางคนก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนมองไปยังบุรุษบนหลังม้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจ้าวหานเฟิงในชุดเกราะตึงแน่นสง่างามควบม้าเดินนำหน้าขบวนด้วยท่วงท่าอันผ่าเผย สายตาคมกล้าทอดม
ระหว่างที่ขบวนทัพกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือ จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็นึกถึงสาเหตุการตายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเบื้องหลังการถูกทหารชั้นผู้น้อยลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต น่าจะมีชนวนเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางกายอันซับซ้อนและเร่าร้อนของตัวท่านแม่ทัพเอง แม้จะเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน ทว่าความหึงหวงและริษยากลับไม่เคยปรานีใคร ยิ่งภายในกองทัพเต็มไปด้วยทหารหนุ่มหน้าตาหมดจดที่เคยถูกท่านแม่ทัพดึงตัวไปเชยชมและเสพสมสวาท ย่อมต้องมีใครบางคนที่แค้นเคืองเมื่อตนเองถูกละเลย หรือไม่อาจยอมรับความริษยาที่เห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าได้รองแม่ทัพหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ สายลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านใบหน้าคมคาย ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแกมสมเพช"ข้าไม่คิดเลยว่า... ความปรารถนาอันเร่าร้อนที่ท่านเคยเสพสุข มันจะกลับมาเล่นงานและปลิดชีวิตท่านในภายหลังเช่นนี้"จ้าวหานเฟิงกำบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น นึกถึงภาพความกำหนัดอันมืดมิดที่ตน เคยเข้าร่วมกับแม่ทัพเซียวและฮูหยินหวานหลินซู ความปรารถนาอาจ
ใช้เวลาเดินทางรวมถึงกรำศึกอยู่อีกหลายเดือน ในที่สุดขบวนทัพของรองแม่ทัพจ้าวหานเฟิงก็เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้ เมืองชายแดนอันห่างไกลที่เต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่าและซ่องกบฏชุกชุม พวกมันอาศัยภูมิประเทศอันซับซ้อนหลบซ่อนตัว ดำรงอยู่ราวกับวัชพืชที่ปราบอย่างไรก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น จ้าวหานเฟิงรู้ดีว่าหากคิดจะเผด็จศึกให้เด็ดขาด ย่อมมีเพียงทางเดียวคือการเด็ดหัวผู้นำและบดขยี้ศูนย์กลางของพวกมันให้สิ้นซากด้วยสติปัญญาการวางกลศึกอันเฉียบแหลมและพละกำลังอันเกรียงไกรของรองแม่ทัพหนุ่ม ในที่สุดเพลิงสงครามแดนใต้ที่เคยลุกโชนก็ถูกสยบลงจนสงบราบคาบเหล่านายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความสุขและเลื่อมใสในตัวผู้นำทัพ นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"หากไม่ได้ท่านรองแม่ทัพใช้อุบายอันลึกล้ำปราบหัวหน้าพวกมัน พวกเราคงไม่สามารถสยบพวกกบฏได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แน่ขอรับ!"จ้าวหานเฟิงทอดสายตามองเหล่าทหารกล้า พลางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย"นี่ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียว... แต่มันคือผลงานและชัยชนะของพวกเราทุกคน"คำพูดอันหนักแน่นของชายหนุ่มสร้างความ
แม้ยามค่ำคืนนี้ จ้าวหานเฟิงจะจำต้องนอนค้างแรมอยู่กลางป่าลึกอันมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายลมราตรีพัดก้องและความเย็นเยือกที่โรยตัวปกคลุม สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่านายทหารยามที่เดินตรวจตรารักษาการณ์อย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมพักของรองแม่ทัพหนุ่มกลับร้อนรุ่มโชติช่วงไปด้วยเพลิงสวาทอันไร้ที่สิ้นสุดชายหนุ่มนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนสนาม ขณะที่มู่หลันรัวทอดตัวคุกเข่าอยู่เบื้องต่ำ นางใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและริมฝีปากนุ่มละมุนปรนเปรอแก่นกายกำยำของเขาอย่างลุ่มหลงหื่นกระหาย เรียวปากอวบอิ่มละเลียดเลียไล้ไปตามความแข็งแกร่งอย่างซาบซ่าน ก่อนจะช้อนสายตาชุ่มฉ่ำหยาดเยิ้มขึ้นมองชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่ากระเส่า"นายท่าน... ท่านชอบให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ..."สิ้นคำเอื้อนเอ่ย นางก็ครอบครองความเป็นชายใหญ่โตไว้แน่น แล้วเริ่มขยับโยกศีรษะ รูดรั้งบดเบียดเข้าออกตามจังหวะอย่างเร่าร้อนดุดัน สัมผัสอุ่นชื้นที่ดูดกลืนลึกล้ำสลับเร่งจังหวะเน้นย้ำ ทำเอารองแม่ทัพหนุ่มเสียวซ่านจนร่างกายเกร็งสะท้านไปทุกส่วน ต้องบิดสะโพกตอบรับด้วยความกระสันซ่าน สติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้ไปกับไฟราคะกลางป่







