เข้าสู่ระบบซูเม่ย แพทย์สาวกึ่งนักฆ่าสาวจากโลกอนาคตหวนคืนสู่ชะตากรรมในอดีตหลอมรวมดวงจิตเข้ากับจ้าวซูเม่ย หญิงสาวที่ถูกชะตากรรมเล่นงานจนต้องตกตาย ทิ้งน้องฝาแฝดชายหญิงวัยเพียง 5 หนาวให้เผชิญกับความเลวร้ายจากคนในครอบครัว บิดามารดาที่หายสาบสูญไม่รู้ชะตากรรม แต่เมื่อจ้าวซูเม่ยคนใหม่ปรากฏตัวพวกที่ทำร้ายคนที่นางรักมันต้องชดใช้ และชีวิตต่อจากนี้ไปนางจะกำหนดมันเอง มิติวิเศษที่ได้รับนางจะใช้มันอย่างคุ้มค่า แต่เดี๋ยวก่อนนะ…… ‘บัดซบเอ้ยยยยย ฉันท้องเหรอเนี่ย’
ดูเพิ่มเติมบทที่ 1 จ้าวซูเม่ย1
สายลมแผ่วเบาที่พัดผ่านร่างกายบอบบางแม้เพียงนิดก็ทำให้ร่างเล็กหนาวเหน็บจนแทบขาดใจ ร่างกายหญิงสาวสั่นสะท้านไม่อาจควบคุม ริมฝีปากบางแตกระแหงส่งเสียงโรยแรงแผ่วเบาไม่อาจจับใจความได้ ดวงตาที่ปิดสนิทระริกสั่นจนขนตางอนยาวกระพือไปมา หญิงสาวนอนไร้สติท่ามกลางป่ามืดมิดมาหลายชั่วยามไม่มีท่าทีจะตื่นขึ้นแม้แต่น้อยจวบจนราตรีผ่านไป
จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ
“อือออ หนวกหูจริงๆ นกบ้าเอ้ย ” ร่างที่นอนคุดคู้อยู่ ส่งเสียงออกมาด้วยความรำคาญเสียงที่รบกวนการนอนหลับของนาง
หญิงสาวพลิกตัวตะแคงข้างยกมืออุดหู ก่อนจะรู้สึกถึงความแปลกประหลาดบางอย่าง จนต้องลืมตาที่ปกคลุมด้วยแพขนตายาวงอนขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ยยยย ที่นี่...ที่ไหนเนี่ย” ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งทันที ที่นัยน์ตากลมโตมองเห็นต้นไม้สูงลิ่วมากมาย และตนนั้นกำลังนอนอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษกิ่งไม้และใบไม้แห้งทับถมชื้นแฉะ
ดวงตากลมโต กวาดมองไปรอบๆกาย ปากบางอ้าค้างจน...
“โอ้ยยยย” หญิงสาวร้องด้วยความเจ็บ ก่อนจะยกมือขึ้นสัมผัสริมฝีปากของตัวเอง ของเหลวข้นสีแดงก็ติดนิ้วมือเล็กบางแต่หยาบกร้านนั้นมา
“ปากแตก!!! ทำไมปากนุ่มๆของฉัน ถึงให้แห้งแตกแบบนี้ มันเรื่องบ้ากันอะไรเนี่ย แล้วมะ..มือ”
‘มือ..เล็กนี่ มันมือใครกัน มือฉันเหรอ’
มือเล็กสาก ผิวขาวซีด แขนลีบๆ เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเธอ ไม่ทันได้หาคำตอบกับเรื่องที่เกิดขึ้น หญิงสาวก็รู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิด ภาพบางอย่างมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว ภาพที่เหมือนความทรงจำของเด็กสาวผู้หนึ่งที่น่าสงสาร ความลำบาก ความเจ็บปวด ความหิวโหย ความเหน็บหนาว ถูกถ่ายทอดออกมาจนเธอรับไม่ไหวสิ้นสติไปอีกครั้ง
หญิงสาวรู้สึกตนเองล่องลอยอยู่ในห้วงอากาศที่ว่างเปล่า ความทรงจำทั้งของเธอและของเด็กสาวผู้นั้น คล้ายค่อยๆหลอมรวมกัน จนความเจ็บปวดทรมานที่เกิดก่อนหน้าเริ่มจางหายไป แต่เธอก็ยังล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่านี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“แม่หนู แม่หนู”
เสียงแหบแห้งก้องกังวานขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า เธอล่องลอยไปยังทิศทางที่เกิดเสียง แสงสว่างจ้าสว่างวาบขึ้นก่อนจะหายไป กลายเป็น
“นี่มัน....สวรรค์เหรอ” ทะเลสาบส่องแสงระยิบระยับ เรือนไม้แบบจีนหลังใหญ่ สะพานโค้งที่ทอดยาวเหนือทะเลสาบ ต้นไม้สีสันงดงามมากมาย และ นั่น...มัน สมุนไพร สมุนไพรทั้งนั้นเลย
ร่างบางหันซ้ายขวาก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด ทุกอย่างดูงดงามลงตัว บรรยากาศสดชื่นอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน หน้าตาตื่นตระหนก เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวครุ่นคิด เดี๋ยวประหลาดใจอยู่ในสายตาชายชราที่จ้องมองอยู่ไม่ไกลจนอดไม่ได้ต้องหลุดหัวเราะออกมา
“ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าหยุดทำหน้าตาประหลาดเสียทีเถิด” ชายชราชุดขาว หนวดเครายาวเอ่ยขึ้น ก่อนจะเดินออกมาจากศาลาริมทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่ด้วยหญิงสาวหันหลังให้จึงไม่เห็นชายชราตั้งแต่แรก
“คุณตา คือคนที่เรียกหนูใช่มั้ยคะ แล้วที่นี่ที่ไหน มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหนูถึงมาอยู่ที่นี่ แล้ว..”
“พอ พอก่อนแม่หนู ข้าตอบไม่ทันแล้ว” ชายชราเอ่ยขัด ก่อนคำถามอีกร้อยแปดจะพรั่งพรูออกมา หญิงสาวสมัยนี้ใจร้อนเสียจริง
“เจ้าฟังข้าให้ดีนะ แม่หนูซูเม่ย” ชายชราพูดขึ้นอีกครั้ง
“คุณตารู้จักหนูเหรอคะ” ซูเม่ยถามขึ้นทันที
“อย่าเพิ่งขัดข้า ฟังให้ดี และทำใจให้สบาย” ชายชราก้าวเดินช้าๆ นำหน้าหญิงสาวไปยังศาลาริมทะเลสาบก่อนจะนั่งลงจิบชาเบาๆ ซูเม่ยเดินตามไปก่อนจะหย่อนกายลงนั่งตรงข้ามชายชรา และตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อด้วยใจที่ร้อนรุ่ม ด้วยอยากทราบความเป็นมาของเรื่องราวน่าเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ
“เฮ้ออออ ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าเป็นความผิดของข้า เมื่อหลายร้อยปีก่อนข้าในฐานะเทพชะตาที่มีหน้าที่ส่งเหล่าดวงจิตทั้งหลายไปเกิด ข้าเลินเล่อได้ทำให้ดวงจิตดวงหนึ่งแตกออก ดวงจิตที่แตกออกกระจัดกระจายไปเกิดหลายภพภูมิ กว่าจะรวบรวมกลับมาได้บางส่วนก็ใช้เวลานานนัก ดวงจิตที่เล็กชิ้นน้อยที่รวบรวมได้ถูกข้าส่งไปเกิดเป็น จ้าวซูเม่ย ก็คือร่างที่เจ้าอยู่ตอนนี้ แต่กระนั้นด้วยดวงจิตไม่สมบูรณ์นางจึงพบเจอทุกขเวทนามากมายจนรับไม่ไหว ” เทพชะตาซือมิ่งหยุดพูดพร้อมการถอนหายใจยาว เขาทำให้ชีวิตของดวงจิตอันมีบุญต้องแปดเปื้อนเสียแล้ว
“แล้วหนูเกี่ยวยังไงกับเรื่องนี้ คุณตาเทพอย่าบอกนะว่า หนูคือ....ดวงจิตที่หายไปอีกส่วนหนึ่ง”
“ใช่แล้วแม่หนู เจ้าคือดวงจิตชิ้นสุดท้ายซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุด ข้าจึงต้องดึงเจ้ามาจากโลกนั้น กลับมาอยู่ในที่ๆเจ้าควรจะอยู่ตั้งแต่แรก” เทพชะตาซือมิ่งมองดูเด็กสาวเบื้องหน้าที่เบิกตากว้างอ้าปากหวอหลังจากที่ฟังเขาพูดจบแล้ว
‘OMG มันน่าเหลือเชื่อมาก อย่างกับนิยายทะลุมิติที่เคยอ่านเลย คงไม่มีพลังปราณ กำลังภายใน เหาะเหินเดินอากาศหรอกนะ’
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล











