เข้าสู่ระบบภายในเรือนนอนบัดนี้อบอวลไปด้วยมวลอากาศที่หนาแน่นด้วยความใคร่และกลิ่นกำยานหอมอวล ภาพของไป๋เหม่ยหลานที่จ้าวหานเฟิงเห็นในยามนี้ สลัดคราบฮูหยินผู้เรียบร้อยอ่อนหวานที่เขาเคยเทิดทูนไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสตรีที่ตกอยู่ใต้บ่วงราคะอันดิบชื้น
มือบางข้างหนึ่งของนางยกขึ้นบีบเค้นนวดคลึงปทุมถันอวบอิ่มที่คัดตึงแน่นตามแรงอารมณ์ ส่วนมืออีกข้างกระชับท่อนไม้แกะสลักเนียนลื่น ค่อยๆ ขยับสอดลึกและกดจมเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของเรือนร่างอย่างเชื่องช้า ทว่าเน้นย้ำทุกจังหวะตอกตรึง
"ท่านพี่... เวลาที่ข้าคิดถึงท่าน... ข้าล้วนใช้เจ้าสิ่งนี้เพื่อบรรเทาความทรมาน..."
นางส่งสายตาฉ่ำปรือที่เคลือบแฝงไปด้วยประกายไฟราคะสบประสานกับเขา จงใจเริงระบำและแสดงรสเสน่หาด้วยการสำเร็จความใคร่ให้ผู้เป็นสามีได้ชมดูเป็นขวัญตา ครรภ์กลมกลึงที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจเหนื่อยหอบ ยิ่งขับเน้นให้ภาพตรงหน้าดูเย้ายวนใจอย่างร้ายกาจ
"ในยามที่มันเสียดสีอยู่ภายในกายข้า... ข้าไม่เคยเรียกหาผู้ใด นอกจากครางชื่อของท่าน..."
หญิงสาวเริ่มเร่งเร้าจังหวะ สาวรูดท่อนไม้จำลองยัดลึกเข้าออกจนเกิดเสียงเฉอะแฉะน่าอาย หยาดน้ำแห่งความปรารถนาอุ่นร้อนไหลเยิ้มชโลมชุ่มท่อนไม้จนเลื่อมพรายสลับกับผิวกายเนียนที่ขยับเขยื้อน
"จ้าวหานเฟิง... ข้าเสียว... ข้าเสียวเหลือเกิน..."
เสียงครวญครางแหบพร่าที่เปล่งออกมาพร้อมชื่อของเขา ทำให้นายกองหนุ่มถึงกับสะท้านเยือก ลมหายใจติดขัดไปชั่วขณะ หัวใจเดือดพล่านด้วยมิติอารมณ์ที่สับสนปนเปอย่างรุนแรง ด้านหนึ่งเขาตื่นตะลึงและคาดไม่ถึงว่าภายใต้หน้ากากฮูหยินผู้สูงศักดิ์ เมียรักของเขาจะซ่อนเร้นความเร่าร้อนจัดจ้านและแรงขับดิบอันดิบเถื่อนไว้มากมายถึงเพียงนี้
แก่นกายความเป็นชายของนายกองหนุ่มที่ทำท่าว่าจะสยบยอมและหลับสนิทไปเพราะความบอบช้ำจากศึกราคะก่อนหน้า กลับถูกกระตุ้นให้ฟื้นคืนชีพกระตุกเร้าขึ้นมาอีกครา ความแข็งขืนอันรวดร้าวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างฝืนธรรมชาติ ทว่าปฏิเสธไม่ได้ว่ามันถูกจุดประกายขึ้นด้วยภาพลักษณ์อันสลัดคราบจารีตของสตรีตรงหน้า
"ไป๋เหม่ยหลาน... คืนนี้เจ้าช่วยมอบความสุขสมให้ข้าได้หรือไม่..."
ชายหนุ่มเค้นเสียงกระซิบพร่าที่ปนเปไปด้วยความกระสันอยากและเสียงหอบหายใจ เขาเอ่ยคำร้องขออันแสนเห็นแก่ตัว ให้นางสำเร็จความใคร่ด้วยท่อนไม้แกะสลักต่อหน้าเขาต่อไปจนกว่าร่างของนางจะทะยานถึงปลายทางวสันต์ และในขณะเดียวกัน เขาก็ตระกองรั้งให้สตรีมีครรภ์ผู้เป็นภรรยา น้อมศีรษะลงต่ำเพื่อใช้ริมฝีปากอันเย้ายวนโลมเลียหยอกเย้ากับความเป็นชายของเขา
"ได้สิเจ้าค่ะ... ขอเพียงเป็นสิ่งที่ท่านพี่ปรารถนา มีสิ่งใดที่น้องจะปรนนิบัติให้ท่านมิได้..."
คำตอบรับนั้นแผ่วเบา ทว่าแววตาของนางที่ช้อนขึ้นมองกลับฉายประกายดิบเถื่อนและหิวโหยในรสกามารมณ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏบนดวงตากรุยเกลี่ยคู่เดิม ไป๋เหม่ยหลานโน้มกายที่อุ้ยอ้ายลงต่ำ สองมือยังคงเกาะกุมและสาวรูดท่อนไม้จำลองขับเคลื่อนเข้าออกช่องทางรักของตนเองจนน้ำสวาทเอ่อล้นฉาดแฉะ ขณะที่ริมฝีปากอุ่นก็อ้าอมครอบครองแก่นกายของสามีเข้าสู่โพรงปากนุ่ม เรียวลิ้นของนางตวัดพลิ้วไหว สลับจังหวะดูดดึงและโลมเลียอย่างหนักหน่วงระคนช่ำชอง
สัมผัสอันจู่โจมจากเรียวลิ้นของภรรยาทำเอาจ้าวหานเฟิงสะท้านเยือกไปทั้งร่าง เส้นขนลุกชันด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งริ้วขึ้นสู่สมอง ในมิติหนึ่งของจิตใจ ชายหนุ่มรู้สึกราวกับกำลังได้รับการชำระล้างตราบาปจากชายอื่นด้วยน้ำมือของภรรยาตนเอง ทว่าในอีกมิติหนึ่ง บรรยากาศอันวิปริตบิดเบี้ยวที่คนทั้งสองกำลังตักตวงรสรักเข้าหากันอย่างบ้าคลั่งนี้ กลับสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งเขาและนางต่างก็ถูกไฟตัณหาแผดเผาจนแหลกสลายไม่ต่างกัน
ขณะที่เรียวลิ้นและริมฝีปากอุ่นร้อนยังคงทำหน้าที่ดูดเลียปรนเปรอแก่นกายของสามีอย่างบ้าคลั่ง สองมือของนางก็ยังคงขยับไหว สาวรูดท่อนไม้แกะสลักเข้าออกช่องทางรักที่แฉะชื้นอย่างหนักหน่วง ท่วงทำนองที่สอดประสานกันอย่างวิปริตบิดเบี้ยวนี้ ได้ฉุดกระชากจิตใต้สำนึกของไป๋เหม่ยหลานให้หลุดลอยเข้าสู่ห้วงแห่งจินตนาการอันมืดมิด
ภายใต้เพลิงราคะที่โหมกระหน่ำ หญิงสาวเผลอไผลจินตนาการไปว่า เรือนร่างอันอุ้ยอ้ายของตนกำลังถูกรุมทึ้งและเติมเต็มด้วยบุรุษฉกรรจ์พร้อมกันถึงสองคน... คนหนึ่งกำลังควบคุมและยัดเยียดความแข็งขืนเข้าสู่โพรงปากของนางอย่างป่าเถื่อน ส่วนบุรุษอีกคนกำลังขับเคลื่อนกระแทกกระทั้นเข้าใส่เรือนร่างส่วนล่างของนางอย่างไร้ความปรานี
ภาพลวงตาอันแสนร่านร้อนและละเมิดจารีตนั้น ยิ่งขุดสัญชาตญาณดิบในกายของสตรีมีครรภ์ให้ตื่นเพลิดเลิศเลอ เสียงครางที่เคยแผ่วเบาอ่อนหวานตามประสากุลสตรี พลันแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องครางกระเส่าดิบเถื่อน ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังเสพสมจนสำลักความเสียวซ่าน
"อื้อออ!... อึก... ฮ๊าาา!... จ้าว... จ้าวหานเฟิง... อ๊าาางค์! สองคน... มันเต็มไปหมด... อึ่ก... อูยยย... เสียว... เสียวจะตายอยู่แล้ว! แฉะ... แฉะไปหมดแล้วเจ้าค่ะ! อ๊ะ... อ๊าาาาา!"
เสียงครวญครางแหบพร่าสลับกับเสียงอื้ออึงในลำคอดังสะท้อนก้องเรือนนอน ผสมปนเปไปกับเสียงบดเบียดเสียดสีของท่อนไม้ที่ยัดลึกเข้าออกจนน้ำแห่งความปรารถนาอุ่นร้อนไหลทะลัก เยิ้มชโลมชุ่มโชกหน้าขาเนียนและเปรอะเปื้อนผ้าปูเตียงเป็นวงกว้าง
ดวงตาของนางฉ่ำปรือจนแทบกลับกลอก ร่างกายสั่นสะท้านบิดเร้าด้วยความรัญจวนใจขีดสุด จินตนาการอันวิปริตที่สร้างความสุขสมอย่างทารุณนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ไป๋เหม่ยหลานจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของตัณหา ทว่ามันยังทำเอาจ้าวหานเฟิงที่มองอยู่เบื้องบนถึงกับเสียวสะท้านลึกล้ำจนแทบกระสันหลั่ง เพราะภาพภรรยาที่กำลังครวญครางอย่างดิบเถื่อนตรงหน้า
เรือนนอนอันมิดชิดบัดนี้เดินทางมาถึงจุดเดือดพล่านขีดสุด ยามเมื่อจินตนาการอันวิปริตบิดเบี้ยวของภรรยาและจังหวะดูดกลืนอันช่ำชองบีบคั้น ร่างกายของจ้าวหานเฟิงพลันกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ความเสียวซ่านแล่นริ้วขึ้นสู่สมองจนพร่าเลือน ชายหนุ่มระเบิดอารมณ์สวาทพร้อมทั้งปลดปล่อยน้ำแห่งความปรารถนาสีขาวขุ่นอุ่นร้อนทะลักออกมาคาโพรงปากของฮูหยิน
หากเป็นแต่ก่อน ไป๋เหม่ยหลานผู้เป็นกุลสตรีในกรอบจารีตย่อมต้องเอียงอายและปฏิเสธสิ่งนี้ ทว่าในยามนี้ เพลิงราคะที่สั่งสมมานานจากการแยกจากกันแสนโรยราได้ขับเคลื่อนให้นางกลายเป็นสตรีที่คลุ้มคลั่ง หญิงสาวไม่เพียงไม่รังเกียจ แต่นางกลับกลืนกินและใช้เรียวลิ้นตวัดดูดเลียหยาดน้ำรักทุกลำหยาดหยดด้วยความหิวกระหาย ราวกับต้องการสูบกลืน จิตวิญญาณของสามีเข้าไปในกาย
"ท่านพี่... รู้สึกดีบ้างไหมเจ้าค่ะ..." นางเอ่ยถามเสียงพร่า แววตาฉ่ำปรือระคนเว้าวอน ขณะที่มุมปากยังมีคราบน้ำรักเปรอะเปื้อน
ใบหน้าของจ้าวหานเฟิงยังคงบิดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่านขีดสุด ลมหายใจหอบกระชั้น ยามนี้ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารสสัมผัสของนางช่างดึงรั้งจิตวิญญาณดิบของเขาได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มเอื้อมมืออันสั่นเทาไปลูบไล้ดวงหน้าของนาง พลางเค้นเสียงเอ่ยชื่นชม
"เจ้าช่าง... ทำหน้าที่ของสตรีได้ดียิ่งนัก ไป๋เหม่ยหลาน"
เมื่อได้รับคำชมที่เปรียบเสมือนรางวัล ฮูหยินหนุ่มก็ไม่รอช้า นางขยับกายอุ้ยอ้ายขึ้นมาคร่อมทับ โน้มใบหน้าลงมาใช้ริมฝีปากที่ยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นรสของน้ำรัก บดขยี้ลงบนเรียวปากของชายหนุ่มอย่างดูดดื่ม แลกเปลี่ยนรสสัมผัสอันชื้นแฉะและคาวโลกีย์ร่วมกัน ราวกับเป็นการเรียกร้องรางวัลและทวงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในตัวขุนศึกหนุ่มอย่างสมบูรณ์
หลังจากพายุตัณหาอันบ้าคลั่งล่มสลายลง ทิ้งไว้เพียงคราบน้ำสวาทและรอยราคะสีเทาประดับเตียง คนทั้งสองที่ต่างฝ่ายต่างผ่านศึกหนักในรูปแบบของตนเอง ก็ทิ้งกายสวมกอดซบอิงแอบแนบชิด และหลับใหลเคียงคู่กันไปท่ามกลางราตรีกาลอันเงียบสงบ...
นับแต่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง เขาก็ย้ายออกจากเรือนเดิมเพื่อเข้ามาจับจองจวนหลังใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ คฤหาสน์อันกว้างขวางและวิจิตรบรรจงแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสวรรค์บนดิน เพราะไม่ว่าเขาจะกระทำสิ่งใด ล้วนสยบอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องไยดีต่อสายตาหรือคำนินทาของคนภายนอกภายในพื้นที่ส่วนตัว เหล่าสตรีของเขาต่างได้รับอิสระอย่างเต็มที่ พวกนางสามารถสวมใส่อาภรณ์โปร่งบางเย้ายวน หรือแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างไร้ยางอายเพียงใดก็ย่อมได้ เพื่อรอคอยการปรนนิบัติรับใช้เขา"ท่านพี่... ตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านก็มัวแต่วุ่นวายกับราชการจนแทบไม่ค่อยแตะต้องสัมผัสพวกเราเลยนะเจ้าคะ"ไป๋เหม่ยหลาน สตรีเรือนร่างอวบอัดในชุดผ้าปานบางเบาที่เผยให้เห็นเรือนร่างวับๆ แวมๆ ชวนหลงใหล เดินเข้ามาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน กระซิบกระซาบข้างกายเขาอย่างน้อยใจเล็กน้อย จ้าวหานเฟิงยิ้มรับพลางยื่นมือไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาประชิดอกแกร่ง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกผายอย่างหนักหน่วงจนนางอุทาน"งานราชการแล้วอย่างไร... ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่ว่าเวลาไหน ข้าก
นับแต่วันที่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ส่วนตัวขององค์ชาย เขาก็เข้าออกตำหนักในเป็นว่าเล่น เหล่าขุนนางและผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างสรรเสริญชื่นชมเขาอย่างไม่ขาดปาก ถึงความเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทกับการฝึกสอนพระราชโอรสอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มได้มอบประสบการณ์และถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้อย่างไม่ปิดบัง มอบหมายบททดสอบให้องค์ชายฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองตามลำพังที่ลานฝึกทว่ายามเมื่อองค์ชายทรงฝึกฝนอยู่นั้น เวลาที่เหลือทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มกลับถูกนำมาใช้ สั่งสอนองค์ฮ่องเฮาเบื้องหลังม่าน หากแต่วิชาที่เขากำลังเคี่ยวกรำสตรีผู้ทรงอำนาจ มิใช่วิชาเพลงดาบแต่เป็นวิชารักอันดุเดือดดิบเถื่อนภายในห้องบรรทม จ้าวหานเฟิงในสภาพเปลือยกายท่อนบน อวดมัดกล้ามกำยำแน่นตึงและหยาดเหงื่อที่ไหลซึม กำลังบดขยี้ผ้าหรูของฮ่องเฮาจนขาดวิ่น เรือนร่างอวบอิ่มอันสูงศักดิ์บัดนี้ทอดกายสั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างแกร่ง เรียวขาขาวเนียนอวบอิ่มถูกจับถ่างออกกว้าง เปิดทางให้ท่อนลำกำยำใหญ่มหึมาตอกอัดสอดใส่เข้าสู่ร่องรักฉ่ำแฉะอย่างหนักหน่วงลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า"ฮ๊าาา... ฮ่าาา... ท่านแม่ทัพ! อื้อออ... ข้า... ข้าไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้ม
จ้าวหานเฟิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถจัดการสยบปัญหากบฏแดนเหนือลงได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการผสานกองกำลังสองทัพเข้าด้วยกัน ทหารเจนศึกแดนใต้ที่ติดตามเขามาด้วยความจงรักภักดี หลอมรวมเข้ากับกองทหารแดนเหนืออันเข้มแข็งของอดีตแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ภายใต้การสืบทอดสายผู้บังคับบัญชาและการนำทัพอันชาญฉลาดเด็ดเดี่ยว กลุ่มเสี้ยนหนามที่เคยสร้างความระส่ำระสายจึงถูกบดขยี้จนพินาศสิ้นในเวลาอันรวดเร็วเมื่อศึกสยบลง ขบวนทัพอันเกรียงไกรจึงเดินทางกลับคืนสู่เมืองพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ที่ถูกตระเตรียมประดิษฐานอย่างสมเกียรติในฐานะ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคละคลุมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ปะปนกันไป เสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะและข่าวการหยุดยั้งศึกสงครามดังแทรกสลับกับเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่การจากไปของแม่ทัพใหญ่ ธงรบและผ้าไว้อาลัยพลิ้วสะบัดไปตามสายลมหนาว ชาวบ้านต่างพากันออกมาเรียงรายสองข้างทาง บางคนก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนมองไปยังบุรุษบนหลังม้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจ้าวหานเฟิงในชุดเกราะตึงแน่นสง่างามควบม้าเดินนำหน้าขบวนด้วยท่วงท่าอันผ่าเผย สายตาคมกล้าทอดม
ระหว่างที่ขบวนทัพกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือ จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็นึกถึงสาเหตุการตายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเบื้องหลังการถูกทหารชั้นผู้น้อยลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต น่าจะมีชนวนเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางกายอันซับซ้อนและเร่าร้อนของตัวท่านแม่ทัพเอง แม้จะเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน ทว่าความหึงหวงและริษยากลับไม่เคยปรานีใคร ยิ่งภายในกองทัพเต็มไปด้วยทหารหนุ่มหน้าตาหมดจดที่เคยถูกท่านแม่ทัพดึงตัวไปเชยชมและเสพสมสวาท ย่อมต้องมีใครบางคนที่แค้นเคืองเมื่อตนเองถูกละเลย หรือไม่อาจยอมรับความริษยาที่เห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าได้รองแม่ทัพหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ สายลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านใบหน้าคมคาย ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแกมสมเพช"ข้าไม่คิดเลยว่า... ความปรารถนาอันเร่าร้อนที่ท่านเคยเสพสุข มันจะกลับมาเล่นงานและปลิดชีวิตท่านในภายหลังเช่นนี้"จ้าวหานเฟิงกำบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น นึกถึงภาพความกำหนัดอันมืดมิดที่ตน เคยเข้าร่วมกับแม่ทัพเซียวและฮูหยินหวานหลินซู ความปรารถนาอาจ
ใช้เวลาเดินทางรวมถึงกรำศึกอยู่อีกหลายเดือน ในที่สุดขบวนทัพของรองแม่ทัพจ้าวหานเฟิงก็เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้ เมืองชายแดนอันห่างไกลที่เต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่าและซ่องกบฏชุกชุม พวกมันอาศัยภูมิประเทศอันซับซ้อนหลบซ่อนตัว ดำรงอยู่ราวกับวัชพืชที่ปราบอย่างไรก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น จ้าวหานเฟิงรู้ดีว่าหากคิดจะเผด็จศึกให้เด็ดขาด ย่อมมีเพียงทางเดียวคือการเด็ดหัวผู้นำและบดขยี้ศูนย์กลางของพวกมันให้สิ้นซากด้วยสติปัญญาการวางกลศึกอันเฉียบแหลมและพละกำลังอันเกรียงไกรของรองแม่ทัพหนุ่ม ในที่สุดเพลิงสงครามแดนใต้ที่เคยลุกโชนก็ถูกสยบลงจนสงบราบคาบเหล่านายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความสุขและเลื่อมใสในตัวผู้นำทัพ นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"หากไม่ได้ท่านรองแม่ทัพใช้อุบายอันลึกล้ำปราบหัวหน้าพวกมัน พวกเราคงไม่สามารถสยบพวกกบฏได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แน่ขอรับ!"จ้าวหานเฟิงทอดสายตามองเหล่าทหารกล้า พลางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย"นี่ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียว... แต่มันคือผลงานและชัยชนะของพวกเราทุกคน"คำพูดอันหนักแน่นของชายหนุ่มสร้างความ
แม้ยามค่ำคืนนี้ จ้าวหานเฟิงจะจำต้องนอนค้างแรมอยู่กลางป่าลึกอันมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายลมราตรีพัดก้องและความเย็นเยือกที่โรยตัวปกคลุม สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่านายทหารยามที่เดินตรวจตรารักษาการณ์อย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมพักของรองแม่ทัพหนุ่มกลับร้อนรุ่มโชติช่วงไปด้วยเพลิงสวาทอันไร้ที่สิ้นสุดชายหนุ่มนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนสนาม ขณะที่มู่หลันรัวทอดตัวคุกเข่าอยู่เบื้องต่ำ นางใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและริมฝีปากนุ่มละมุนปรนเปรอแก่นกายกำยำของเขาอย่างลุ่มหลงหื่นกระหาย เรียวปากอวบอิ่มละเลียดเลียไล้ไปตามความแข็งแกร่งอย่างซาบซ่าน ก่อนจะช้อนสายตาชุ่มฉ่ำหยาดเยิ้มขึ้นมองชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่ากระเส่า"นายท่าน... ท่านชอบให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ..."สิ้นคำเอื้อนเอ่ย นางก็ครอบครองความเป็นชายใหญ่โตไว้แน่น แล้วเริ่มขยับโยกศีรษะ รูดรั้งบดเบียดเข้าออกตามจังหวะอย่างเร่าร้อนดุดัน สัมผัสอุ่นชื้นที่ดูดกลืนลึกล้ำสลับเร่งจังหวะเน้นย้ำ ทำเอารองแม่ทัพหนุ่มเสียวซ่านจนร่างกายเกร็งสะท้านไปทุกส่วน ต้องบิดสะโพกตอบรับด้วยความกระสันซ่าน สติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้ไปกับไฟราคะกลางป่







