LOGINหลังจากที่ปริมาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ห้าวัน หมอเจ้าของไข้ก็อนุญาตให้เธอกลับไปพักที่บ้านได้ โดยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลครั้งนี้รัชภาคย์อาสาเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
หญิงสาวขอให้พ่อและแม่มารับในวันที่หมออนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลโดยที่ไม่ได้บอกรัชภาคย์ให้รู้ก่อน
ชายหนุ่มใจหายไม่น้อยเมื่อมาแล้วไม่เจอเธอเหมือนทุกวัน เขารู้ในทันทีว่าปริมาจงใจหลบหน้า
รัชภาคย์กลับไปทำงานอย่างไม่ค่อยมีสมาธินักเพราะจิตใจถูกรบกวนด้วยใบหน้าหวานๆ ของปริมาอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดเขาก็ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นและกดหาชื่อของปริมาที่เขาแอบบันทึกไว้ในเครื่องเมื่อหลายวัน
‘ที่คิดถึง เพราะรักเธอใช่ไหม ที่อ่อนไหว ง่ายดาย หรือเพราะรักเธอจริงๆ ก็ไม่เคยรู้ตัวก็มันยังไม่ชินสับสนวุ่นวายในใจจนหลับไม่ได้จริงๆ’
เสียงเพลงรอสายของปริมาที่ดังขึ้นเมื่อรัชภาคย์กดโทรออกทำให้เขาคลี่ยิ้มออกมาอย่างชอบใจ
“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานๆ ของเธอแว่วมาตามสาย
“สวัสดีครับ”
“ใครคะ” ปริมาแกล้งถามทั้งๆ ที่เธอเองจำเสียงเขาได้
“คนที่กำลังคิดถึงคุณอยู่”
“คุณนั่นเอง” หญิงสาวเอ่ยอย่างทำท่าจำได้ “รู้เบอร์ปริมได้ยังไงคะ”
“จะรู้ได้อย่างไรไม่สำคัญ สำคัญแค่อยากให้ปริมรู้ว่าที่โทรมาหาเพราะคิดถึง” เสียงซึ้งๆ นุ่มๆ ของเขาตอบกลับมาตามสาย ทำเอาปริมาเผลอยิ้มได้เหมือนกัน
“บอกกับสาวทุกคนที่คุณโทรหาหรือเปล่าคะ”
“ไม่เคยพูดแบบนี้กับใคร” เสียงทุ้มตอบกลับมาอย่างจริงจัง
“ค่ะ”
“ค่ะของปริมนี้คืออะไร เชื่อหรือไม่เชื่อครับ” เขาถามย้ำเหมือนทุกครั้ง
“ไม่รู้สิคะ แต่ก็จะพยายามเชื่อค่ะ”
“โธ่...ปริมจ๋า”
น้ำเสียงที่ออดอ้อนนั้นแทรกลึกเข้าไปในหัวใจดวงน้อยอย่างบอกไม่ถูก และเธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เลยที่รู้สึกว่าตัวเองอดวาบหวามกับเสียงแบบนั้นของเขาไม่ได้
“เมื่อเช้าไปหา แต่หมอบอกว่าคุณออกจากโรงพยาบาลแล้ว อยากจะตามไปหาที่บ้านแต่ก็รู้ว่าคนบางคนกำลังหลบหน้าผมอยู่” รัชภาคย์พูดเหมือนรู้ทันแต่แฝงไว้ด้วยอาการตัดพ้อ
“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ” หญิงสาวแกล้งยั่ว
“ปริมไม่คิดถึงผมสักนิดเลยหรือครับ”
“เอ่อ…”
“ว่าไงครับคิดถึงผมบ้างหรือเปล่า” เสียงทุ้มนั้นช่างขยันออดอ้อนเสียจริง
“ไม่รู้สิคะ” ปริมาทำเป็นเฉไฉ
“ทำไมไม่รู้ล่ะครับ งั้นให้ผมเข้าไปดูในหัวใจของปริมได้หรือเปล่า” เขาถามอย่างอบอุ่น หญิงสาวกลับเอาแต่เงียบเพราะรู้สึกว่ายิ่งคุยหัวใจเธอก็ยิ่งหวั่นไหวกับลูกล่อลูกชนของเขา
...ไหวไหมนะปริมา?...
“ว่าไงครับคนเก่ง ทำไมเงียบไป”
“ทำงานของคุณไปเถอะค่ะ ปริมจะพักผ่อนแล้ว” ปริมาเป็นฝ่ายตัดบท
“รำคาญผมเหรอครับ”
อยากจะตอบเขาไปว่า ‘ใช่’ แต่หัวใจกลับไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น
อาการเงียบของหญิงสาวทำให้รัชภาคย์เข้าใจไปอีกอย่าง เขาจึงวางสายไป
ตอนเย็นวันนั้น...
ปริมาแต่งตัวด้วยชุดลำลอง เสื้อยืดสีฟ้า กางเกงขาสั้นสีขาว รวบผมยาวสลวยให้เป็นหางม้า กำลังยืนใช้สายยางฉีดรดน้ำต้นไม้อยู่
ในขณะนั้นเองก็มีรถเบนซ์สปอร์ตสีขาวคันหรูแล่นมาจอดเทียบที่บริเวณหน้าบ้านไม้สองชั้นของเธออย่างนุ่มนวล แล้วเจ้าของรถก็เปิดประตูก้าวลงมาจากรถ
เขาเดินตรงมาหาช้าๆ
“มาได้ยังไง” หญิงสาวรำพึงกับตัวเองเบาๆ
“กำลังบ่นอะไรอยู่ครับ”
“คุณรู้จักบ้านปริมได้ยังไงคะ” หญิงสาวถามอย่างอดที่จะสงสัยไม่ได้ แต่การมาของเขาก็ทำให้ปริมามั่นใจว่าแผนการของเธอก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว
“ต่อให้หายากกว่านี้ ผมก็ต้องหาจนเจอ”
“แล้วมานี่ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“แกล้งถามหรือแกล้งไม่เข้าใจกันครับ” เขาดักคออย่างรู้ทันกับการถามแบบตีรวนของเธอ “แล้วทำไมต้องหลบหน้าผม หรือว่ารังเกียจ”
“ใครหลบคะ ปริมหายแล้วก็ต้องกลับบ้านสิ”
“อย่ามาทำเฉไฉ ถ้าไม่คิดจะหลบหน้าจริงๆ ทำไมต้องหนีกลับมาโดยไม่บอกผมสักคำ” รัชภาคย์ถามเสียงดุเข้มจนปริมาจึงต้องเมินหลบแล้วเดินไปปิดน้ำ
ในขณะนั้นพ่อทองและแม่พิมที่ออกไปดูสวนกลับมาถึงบ้านพอดี รัชภาคย์จึงยกมือไหว้ทักทายผู้ใหญ่ทั้งสอง
“ผมมาเยี่ยมปริมครับ”
“อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิคุณ” แม่พิมเอ่ยชวน
“ขอบคุณครับ...อย่าเรียกผมว่าคุณเลยครับ เรียกกันต์เฉยๆ ก็พอ”
ปริมามองเขาอย่างสังเกต อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่เขาดูเรียบร้อย สุขุม แต่พออยู่กับเธอมันไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา ผู้ชายคนนี้มีหลายบุคลิกจังเลย ปริมาบอกตัวเองอยู่ในใจ
ในขณะที่ผู้เป็นพ่อและแม่พอจะมองออกว่าพ่อหนุ่มคนนี้คงไม่ได้มาเยี่ยมลูกสาวของตนตามปกติ แต่คงคิดอะไรมากกว่านั้น และเมื่อพิจารณาถึงบุคลคิก การวางตัวและนิสัยใจคอของรัชภาคย์ตามที่ได้รู้จักมาในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ผู้เป็นบิดามารดาของปริมาก็ไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าใดนัก อีกอย่างปริมาก็เป็นผู้ใหญ่แล้วคงจะดูคนออกว่าใครมาดีมาร้าย
เย็นนั้นปริมาเข้าครัวทำกับข้าวเองโดยมีรัชภาคย์อาสาเป็นลูกมือ บ้านของปริมาเป็นบ้านไม้สองชั้น ห้องครัวอยู่ชั้นล่างที่ถูกต่อเติมให้ยื่นออกไปข้างหลังของตัวบ้านอีกที
“เคยทำเหรอคะ” หญิงสาวถามขึ้นเมื่อเขาเข้าไปช่วยล้างผักและเตรียมอุปกรณ์อย่างคล่องแคล่ว
“เคยสิครับ” เพราะตอนที่รัชภาคย์ไปเรียนต่อที่เมืองนอกเขาก็ต้องทำกับข้าวกินเองเกือบตลอด แต่เขาก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ปริมาฟัง
“คุณหนูอย่างคุณไม่น่าจะเคยทำ”
“โห! พูดแบบนี้มันดูถูกกันชัดๆ ผมทำกับข้าวอร่อยนะ ถ้าว่างๆ ผมจะทำไห้คุณชิมรับรองว่าต้องอยากกินอีก” เขาทำท่าภูมิใจในตัวเองนิดๆ ในขณะที่ปริมายืนกอดอกมองท่าทางนั้นแล้วยิ้มน้อยๆ พี่น้องคู่นี้ช่างมะอะไรหลายๆ อย่างที่เหมือนกันเหลือเกิน เพียงแต่รัชภาคย์ดูอ่อนโยนอบอุ่นและจริงจังมากกว่ารัชภูมิ
“ผมชอบเวลาปริมยิ้มจัง”
“แล้วเวลาไม่ยิ้มไม่ชอบเหรอคะ”
“ชอบครับ ชอบทุกอย่างที่เป็นคุณ แต่ไม่รู้ทำไมในดวงตาคู่สวยของปริมเหมือนมีความเศร้าแฝงอยู่”
รัชภาคย์โอบร่างน้อยๆ นั้นเข้ากอดไปพร้อมกับกดปลายจมูกโด่งหอมแก้มใสอย่างรักใคร่“คิกคิก น้ำอิง จั๊กจี้หนวดคุณพ่อ” ลูกสาวตัวน้อยหัวเราะแล้วหดคอหนี“จั๊กจี้เหรอ นี่แน่ะๆๆๆ” เมื่อเห็นลูกสาวหัวเราะผู้เป็นพ่อก็ยิ่งใช้ปลายคางถูไถตามพวงแก้มอ่อนใสสลับไปมาซ้ายทีขวาที“คิกๆๆๆ” ปัญชิตาหัวเราะจนตาหยี ตัวหอบโยนด้วยจังหวะการหายใจที่ถี่กระชั้น ผู้เป็นพ่อจึงหยุดแล้วกอดกระชับร่างน้อยของลูกสาวเอาไว้“แล้วคุณแม่ไปไหนคะ” เสียงใสเอ่ยถามทั้งที่ยังหอบด้วยอาการหัวเราะเมื่อนึกได้ว่าไม่เห็นผู้เป็นแม่อยู่ในห้องนั้น“คุณแม่ไปอาบน้ำครับ เดี๋ยวจะพาน้ำอิงไปใส่บาตร”“ดีจังค่ะ ใส่บาตรเสร็จขอน้ำอิงไปเที่ยวที่ทุ่งนากับคุณตาได้ไหมคะ”“ได้สิครับ เดี๋ยวพ่อไปด้วย” รัชภาคย์บอกอย่างใจดีกับลูกสาวเสมอ“คุณพ่อน่ารักที่สุดเลย น้ำอิงรักคุณพ่อค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อขอรางวัลหน่อยครับ” ว่าพลางเอียงแก้มให้ลูกสาว หลังจากนั้นปลายจมูกเล็กๆ จึงหอมเบาๆ ที่แก้มของผู้เป็นพ่อ“ยี้...แก้มคุณพ่อไม่หอมเลย” เด็กน้อยช่างเจรจาแกล้งทำจมูกย่นใส่ผู้เป็นพ่อ“ก็คุณพ่อยังไม่อาบน้ำนี่ครับ”“แต่ถึงจะไม่หอมน้ำอิงก็รักคุณพ่อนะคะ” ปัญชิตาออดอ้อนตามประสา“พ่อก
ภาพลูกสาวตัวน้อยที่กำลังดูดนมผู้เป็นแม่อย่างเอร็ดอร่อยนั้น ทำให้รัชภาคย์ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างอดอิจฉาลูกสาวอยู่ไม่ได้“มองอะไรคะพี่กันต์” หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อเห็นแววตาพราวพริบระยิบระยับของสามี“อิจฉาลูก”“แน้... จะอิจฉาทำไมล่ะคะ”“อยากดื่มนมจากเต้ามั่ง”“คิกๆๆ” ปริมาได้แต่หัวเราะสามี ก่อนจะปล่อยให้เขามองตาปรอยเหมือนเดิมรัชภาคย์นั่งลงใกล้ๆ แล้วยื่นหน้าเข้าไปพิศเพ่งจ้องมองใบหน้าเล็กๆ ของลูกสาววัยสามเดือนที่กำลังหลับตาพริ้มดูดดื่มน้ำนมจากเต้าของแม่อย่างเอร็ดอร่อย แล้วปลายจมูกโด่งก็กดเบาๆ ลงบนความไร้เดียงสานั้น เด็กน้อยประท้วงด้วยการดิ้นแขนขาดุ๊กดิ๊ก แต่ก็ยังไม่คลายปากออกจากการดื่มนมนั้น“จะแย่งพ่ออีกนานไหมลูก”“รอเดือนนี้อีกเดือนเดียวค่ะ”“อีกตั้งนาน” เขาบ่นไม่จริงจังนักก่อนจะหอมแก้มแม่ของลูกเบาๆ3 ปีผ่านไปอากาศเย็นๆ ในตอนใกล้รุ่งสางของฤดูหนาวทำให้ปริมาซุกตัวเข้าไปหาไออุ่นจากร่างกายกำยำของรัชภาคย์อย่างคุ้นเคย ชายหนุ่มจุดยิ้มที่มุมปากในขณะทอดมองร่างอรชรในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน“หนาวจังค่ะ” เสียงหวานผาดแผ่วกระซิบผ่านริมฝีปาก“หนาวมากไหม”“มากค่ะ” หญิงสาวตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม พร้อมกับเบีย
“ก็เผื่อผมจะได้หันมาจีบคุณไง”“บ้า...แค่คิดฉันก็ขนลุกแล้ว ยี้ อย่างคุณนี่นะจะมาจีบฉัน ฉันไม่ชายตามองหรอกย่ะ”“ฮะๆๆ หนักแน่นเอาไว้นะครับคุณครู” เขาแซวด้วยสายตาวิบวับทำเอาฐิติพรหน้าร้อนขึ้นมาซึ่งหญิงสาวก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธเขาหรือเป็นเพราะชายหนุ่มพูดเฉียดความจริงกันแน่ย่างเข้าเดือนที่เก้า ครรภ์ของปริมาโตจนเดินอุ้ยอ้าย ช่วงนี้รัชภาคย์ดูแลเธออย่างใกล้ชิด เขาจะคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ หยิบนั่นหยิบนี่ให้จนปริมาแทบไม่ได้ขยับตัวจนบางทีปริมาก็อดขำกับความห่วงใยจนกลายเป็นวิตกจริตของผู้เป็นสามีไม่ได้ “อีกสามวันเราก็จะได้เจอกันแล้วนะครับคนสวยของพ่อ” อ้อมแขนโอบรอบเอวเอาไว้พร้อมกับแนบแก้มพูดเสียงทุ้ม รัชภาคย์จำกำหนดคลอดของปริมาได้แม่นยำและเขาเองได้เตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้หมดแล้ว“ตื่นเต้นจังค่ะ” หญิงสาวอดที่หวาดหวั่นไม่ได้ตามประสาคุณแม่มือใหม่“ไม่ต้องกลัวนะครับ พี่จะอยู่ข้างๆ ตลอด” ผู้เป็นสามีเอ่ยปลอบใจ มือประสานกับมือเรียวบางและบีบหนักๆ เพื่อให้ความมั่นใจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาอยู่เคียงข้างเธอเสมอ“ผิดหวังไหมคะที่ได้ลูกสาว”“ไม่เลย ดีใจเสียอีก ลูกสาวเราน่าจะสวยเหมือนแม่ พี่คงเป็นพ่อตาที
เมื่อสามารถตามรักคืนใจได้สำเร็จ รัชภาคย์จึงพาปริมาไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านใหญ่หลังจากที่หญิงสาวกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วในเย็นวันหนึ่ง“ปริมต้องกราบขอโทษคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น” หญิงสาวเข้าไปกราบที่ตักของคุณรัชดาและคุณรมย์“ช่างมันเถอะปริม แม่ดีใจนะที่ได้ปริมกลับมาเป็นลูกสาว” คุณรัชดาพูดด้วยน้ำเสียงอาทร หญิงสาวฟังอย่างซาบซึ้ง การมีพ่อและแม่สามีดีนับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของลูกผู้หญิง“ปริมขอบคุณสำหรับความกรุณาของคุณพ่อคุณแม่ที่เมตตาปริมเสมอมาค่ะ”“ช่วงนี้ต้องหมั่นดูแลสุขภาพหน่อยนะ เดี๋ยวหลานปู่จะไม่แข็งแรง” คุณรมย์เป็นฝ่ายขึ้นบ้างหลังจากได้ทราบข่าวจากรัชภาคย์ว่าปริมากำลังตั้งครรภ์ ดูเหมือนว่าช่วงนี้ครอบครัว รักเกียรติธนาคุณจะมีแต่ข่าวดีๆ เมื่อลูกสะใภ้คนโตกลับมาคืนดีกับรัชภาคย์ และทั้งสะใภ้คนโตและคนเล็กกำลังจะมีเจ้าตัวน้อยออกมาให้คนในครอบครัวได้ชื่นชมในอีกไม่นาน“ไม่ต้องครับคุณพ่อ ผมจะดูแลทั้งลูกสะใภ้และหลานของคุณพ่อให้ดีที่สุด” รัชภาคย์ไม่ได้พูดเกินจริงเลย เขาดูแลปริมาเป็นอย่างดี หลังจากเลิกงานก็กลับบ้านตรงเวลา เอาใจใส่ถามไถ่ถึงอาการแพ้ของเธออยู่ทุกวัน“แม่ว่าท่าทา
ชายหนุ่มอมยิ้ม ปริมาเงยจึงหน้าขึ้นแนบปากลงที่ปลายคางเขาเบาๆ รู้สึกถึงความอบอุ่นเมื่อเขายกมือขึ้นลูบผมสลวยเบาๆ ก่อนที่หน้าผากจะร้อนวาบเมื่อเขากดริมฝีปากลงเบาๆ คลอเคลียไม่ยอมห่าง ลงท้ายด้วยการจุมพิตหนักหน่วงเนิ่นนานจนปริมาได้แต่ครางอย่างมีความสุขในอ้อมแขนแข็งแรงของเขา“หิวหรือเปล่า” เขาถามอย่างเป็นห่วงเมื่อนึกได้ว่าหญิงสาวยังไม่ได้กินอะไร“พอทนได้ค่ะ”“งั้นรอแป๊บนะ พี่จะไปหาอะไรมาให้กิน”ชายหนุ่มเดินหายลงไปจากห้องสักพัก เขาก็กลับมาด้วยข้าวของพะรุงพะรังซึ่งส่วนใหญ่เป็นของอาหารและผลไม้ที่ปริมาเคยชอบ“ซื้ออะไรมาเยอะแยะคะ”“ของบำรุงทั้งนั้น กลัวเมียผอม”“เดี๋ยวปริมก็ได้อ้วนเป็นหมูกันพอดี คราวนี้พี่กันต์ก็มีข้ออ้างไปหาเมียน้อยแหงๆ” หญิงสาวแกล้งค่อนขอดก่อนจะเดินมาสมทบกับเขา“อืม เป็นคำแนะนำที่ดีแฮะ” เขาแกล้งพูด ปริมาจึงหยิกเข้าที่เอวเขาทีหนึ่ง“โอ๊ย!” ชายหนุ่มแกล้งร้องเสียงหลง“คนเจ้าชู้”“พี่ล้อเล่นครับ” เขาพูดยิ้มๆ พร้อมกับรั้งร่างบางมากอดไว้ หญิงสาวซบหน้าลงที่แผงอกเขาอย่างมีความสุข แต่แล้วร่างบางก็ผละออกเหมือนนึกอะไรได้“ปริมลืมถามอีกอย่าง” ใบหน้าสวยหวานเงยหน้าขึ้นมองหน้าผู้เป็นสามีเขม็ง“
มือบางเอื้อมไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่มาพันตัวเป็นกระโจมอกแล้วปิดประตูก้าวออกจากห้องน้ำแต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อเห็นสายตาวาววับของคนที่ยืนอยู่ สายตาของเขาเปิดเผยความต้องการอย่างโจ่งแจ้งขณะกวาดมองไปทั่วร่างอรชรที่มีผ้าขนหนูพันกายอยู่เพียงฝืนเดียว“ถอยไปค่ะ” หญิงสาวแกล้งพูดเสียงแข็งเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองเมื่อเริ่มมีอาการสั่นสะท้านเขายอมถอยแต่โดยดีแต่นัยน์ตาคมกริบยังจับจ้องเรือนร่างของเธอตาแทบไม่กะพริบ ปริมารีบหยิบเสื้อผ้าลำลองออกมาสวมเพื่อปิดบังตัวเองจากสายตาซุกซนของเขา จากนั้นร่างบางจึงค่อยๆ ปลดมวยผมลงมาแล้วใช้แปรง แปรงผมสลวยนั้นจนนุ่มร่างสูงเข้ามายืนซ้อนหลังแล้วสอดมือเข้ากอดเอวอย่างถือสิทธิ์โดยไม่นำพาถึงอาการดิ้นรนขัดขืนของปริมาเลยแม้แต่น้อย“ไม่ได้เจอกันสองเดือน ปริมสวยขึ้นมากเลยรู้ตัวมั้ย แต่อวบไปนิด” เขาพูดพลางฝังจุมพิตลงบนแก้มนวลของเธอเบาๆ สัมผัสนั้นราวกับกำลังจะละลายอาการใจแข็งของปริมา ความรู้สึกอาวรณ์โหยหามันรุมเร้าเธอจนยอมยืนนิ่งให้เขากอดจูบได้ตามสบายใจได้ชั่วครู่“ปล่อยค่ะ อย่าทำแบบนี้ ตอนนี้ปริมไม่ใช่ภรรยาของพี่แล้วนะคะ”“ใครบอกว่าไม่ใช่”“ก็เราหย่ากันแล้ว”“ปริมใช้คำว่าเรา







