LOGINรัชภาคย์พูดเหมือนคนช่างสังเกตซึ่งทำให้ปริมารู้สึกตัวว่าเธออาจจะแสดงพิรุธออกมาทางสายตาให้เขาจับได้
“ถ้าคุณชอบปริมจะยิ้มบ่อยๆ นะคะ” ปริมาพูดเหมือนเอาใจซึ่งก็เป็นคำตอบที่รัชภาคย์อยากได้ยินอยู่เช่นกัน
“แล้วนี่ปริมจะทำอะไรครับ”
“น้ำพริกมะขามผัดค่ะ”
“หืม?” เขาขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างแปลกใจ น้ำพริกชนิดนี้เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วยซ้ำ
“ไม่เคยได้ยินเหรอคะ”
“ครับ”
“ทำไม่ยากหรอกค่ะ แค่เอามะขามอ่อนใส่ครก เติมเกลือลงไปนิดหนึ่ง ตำให้ละเอียดนะคะ แล้วก็ตักออกใส่ถ้วยเอาไว้ก่อน นำพริกขี้หนูสวนกับพริกขี้หนูเม็ดใหญ่สีแดงใส่ครก ตำหยาบๆ แล้วก็ปอกกระเทียม หอมแดงใส่ตามลงไป ตำให้ละเอียด ใส่กุ้งแห้ง กะปิลงไป เติมน้ำตาลปี๊บ ตำเบาๆ ให้เข้ากัน แล้วก็ใส่มะขามอ่อนที่ตำไว้ตอนแรก โขลกให้เข้ากันดีอีกครั้ง แค่นี้ก็ได้ส่วนผสมน้ำพริกมะขามสำหรับเตรียมเอาลงกระทะไปผัดแล้วค่ะ” หญิงสาวหันไปยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะอธิบายต่อ
“จากนั้นก็มาตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไปหน่อย พอน้ำมันร้อน ใส่หมูชั้นสับลงไป ผัดจนหมูสุกก็ตักส่วนผสมใส่ลงไปผัดต่อค่ะ ค่อยๆ ผัดไปเรื่อยๆ ใช้ไฟกลางค่อนมาทางอ่อน จนกระทั่งเรารู้สึกว่าน้ำพริกมันไม่ค่อยแฉะแล้วก็เป็นอันใช้ได้ค่ะ”
เธออธิบายไปพลางโขลกน้ำพริกไปพลางอย่างคล่องแคล่ว จนเขาอดมองอย่างทึ่งๆ ไม่ได้
“น้ำพริกมะขามเนี่ยถ้าจะให้อร่อยต้องทานกับไข่ต้มยางมะตูมแล้วก็ผักสดค่ะ เดี๋ยวพอปริมทำเสร็จแล้วคุณช่วยต้มไข่หน่อยนะคะ” ปริมาหันมาสั่งเขาอย่างเป็นการเป็นงานก่อนจะหันไปตำน้ำพริกต่อ
“ต้มยังไงให้เป็นยางมะตูมเหรอครับปริม” รัชภาคย์ถามไปอย่างนั้น ความจริงเขารู้ดีทีเดียวว่าต้องทำอย่างไร
“ก็ต้มแค่ห้านาทีพอดีๆ ค่ะ” หญิงสาวบอก
รัชภาคย์พยักหน้าเหมือนเข้าใจแล้วก็อมยิ้มเพราะนานๆ ทีจะมีคนกล้ามาสั่งเจ้าของธุรกิจผู้มีแต่คนเกรงขามอย่างเขาให้ทำนั่นทำนี่
อาหารเย็นมื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดของรัชภาคย์เพราะเขาได้จ้องหน้าหวานๆ ของปริมาไปด้วยกินข้าวไปด้วย ในขณะที่หญิงสาวแทบจะไม่ได้กินอะไรเพราะสายตาคมกริบคู่นั้นจ้องจนเธอมือไม้สั่น เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องเกิดอาการเช่นนั้น
ปริมาเดินมาส่งเขาที่หน้าบ้านเมื่อทานอาหารค่ำเสร็จ ในขณะนั้นเป็นเวลาหนึ่งทุ่มแล้วซึ่งบรรยากาศในชนบทแบบนี้จะมืดเร็วมากกว่าปกติ แสงไฟที่เปิดเพียงบ้านละดวงสองดวงเพียงเพื่อให้ความสว่างภายในบ้านของตนเองเท่านั้นทำให้บรรยากาศนอกบ้านมืดกว่าบรรยากาศในเมืองที่รัชภาคย์เคยเห็นจนชินตา
แสงสว่างของดวงดาวระยิบระยับประดับประดาทั่วท้องฟ้าในคืนเดือนมืดทำให้ท้องฟ้าสีนิลดูงดงามยิ่งนัก ชายหนุ่มรู้สึกชอบความงามของธรรมชาติแบบนี้จนอดที่จะแหงนหน้าขึ้นมองไม่ได้
“มองอะไรอยู่เหรอคะ” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างสงสัย
“มองดาวบนท้องฟ้าครับ”
“ในเมืองไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นหรอกค่ะ เพราะแสงดาวจะถูกกลบด้วยแสงไฟ”
“แต่ถึงยังไงแสงดาวก็สวยกว่าแสงไฟเสมอในสายตาของผม” เสียงทุ้มพูดอย่างมีความหมาย
“คุณชอบดาวเหรอคะ”
“ชอบครับ ดาวบ้านคุณสวยมาก สวยจนน่าอิจฉาปริมที่มีโอกาสได้ดูดาวสวยๆ แบบนี้ทุกวัน”
“ปริมก็ชอบค่ะ ดาวส่องสว่างสดในประดับท้องฟ้าในยามค่ำคืนสวยดี”
“แต่ดวงตาของปริมสวยกว่าครับ” รัชภาคย์พูดด้วยเสียงอันทุ้มลึกพร้อมกับใช้ดวงตาสีดำสนิทจดจ้องใบหน้าสวยหวาน ปริมาช่างน่ารักจนเขาอดไม่ได้ที่เอื้อมมือหนาไปจับต้นแขนกลมกลึงทั้งสองข้างแล้วดึงร่างบางเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าฝากมนนั้นเบาๆ ปริมาตกใจไม่น้อยกับการจู่โจมอย่างรวดเร็วแต่ก็อดที่จะวาบหวามกับสัมผัสนั้นไม่ได้
“ฝันดีครับคนสวย” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นก่อนจะก้าวขึ้นรถ
“ขับรถดีๆ นะคะ” ร่างเพรียวระหงก้มบอกเขาทั้งที่ใบหน้าสวยหวานยังคงแดงซ่าน
“ครับ” ชายหนุ่มรับคำพร้อมกับยิ้มให้อย่างมีเสน่ห์ก่อนจะปิดประตูรถ
ปริมายืนมองตามหลังรถเขาไปจนลับตาแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน
…ทำไมเธอต้องมีรู้สึกมีความสุขอย่างประหลาดที่มีเขาอยู่ใกล้ๆ…
หญิงสาวถามตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้
วันรุ่งขึ้น...
ปริมาขับรถเข้าเมืองด้วยวัตถุประสงค์บางอย่าง รถของเธอแล่นเข้าไปจอดยังหน้าอาคารแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทอาร์พีวัสดุก่อสร้าง โดยหาไม่ยากนักเพราะเป็นบริษัทที่ใหญ่โตที่สุดในจังหวัดนี้
ร่างอรชรอ้อนแอ้นก้าวลงจากรถแล้วเดินเข้าไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ปริมาเข้าไปสอบถามประชาสัมพันธ์ซึ่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับเธอตามแบบฉบับของพนักงานต้อนรับที่ดี
“มีอะไรให้รับใช้คะ” ประชาสัมพันธ์สาวถามอย่างสุภาพ
“ไม่ทราบว่าคุณรัชภาคย์อยู่หรือเปล่าคะ” เธอถามอย่างไม่ค่อยเต็มเสียง
“อยู่ค่ะ คุณนัดไว้หรือเปล่าคะ”
“เปล่าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะคะ พอดีคุณรัชภาคย์กำลังมีแขกแต่เดี๋ยวพอท่านเสร็จธุระดิฉันจะไปเรียนให้ค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“จะให้เรียนคุณรัชภาคย์ว่าใครมาขอพบคะ”
“ปริมาค่ะ”
ปริมาตอบก่อนจะเดินไปนั่งรออยู่ที่โต๊ะรับแขกซึ่งด้านหน้า หลังจากนั้นประชาสัมพันธ์ก็ยกน้ำมาให้ หญิงสาวนั่งรอจนเวลาผ่านไปได้เกือบครึ่งชั่วโมงจึงเห็นรัชภาคย์เดินออกมา เขาไม่ได้ออกมาคนเดียวแต่กลับมีสาวสวยคนหนึ่งเดินเกาะแขนออกมาอย่างสนิทสนม ปริมาจึงลุกขึ้นยืนและหมุนตัวออกไปจากที่นั่นทันที
“ปริม” รัชภาคย์เรียกเอาไว้อย่างดีใจ หญิงสาวจำเป็นต้องหยุดเพราะไม่อยากแสดงพิรุธให้ผู้หญิงของเขาได้เห็น
“คุณมาหาผมเหรอ”
“เปล่าค่ะ ปริมแค่แวะมาทำธุระ”
“อยู่คุยกับผมก่อนสิ”
“ปริมกำลังจะกลับแล้วล่ะค่ะ” น้ำเสียงเธอแปร่งๆ
“แต่ว่า...”
“ปริมไม่รบกวนแล้วนะคะ” ปริมาบอกก่อนจะรีบก้าวฉับๆ ออกไปทันที
รัชภาคย์โอบร่างน้อยๆ นั้นเข้ากอดไปพร้อมกับกดปลายจมูกโด่งหอมแก้มใสอย่างรักใคร่“คิกคิก น้ำอิง จั๊กจี้หนวดคุณพ่อ” ลูกสาวตัวน้อยหัวเราะแล้วหดคอหนี“จั๊กจี้เหรอ นี่แน่ะๆๆๆ” เมื่อเห็นลูกสาวหัวเราะผู้เป็นพ่อก็ยิ่งใช้ปลายคางถูไถตามพวงแก้มอ่อนใสสลับไปมาซ้ายทีขวาที“คิกๆๆๆ” ปัญชิตาหัวเราะจนตาหยี ตัวหอบโยนด้วยจังหวะการหายใจที่ถี่กระชั้น ผู้เป็นพ่อจึงหยุดแล้วกอดกระชับร่างน้อยของลูกสาวเอาไว้“แล้วคุณแม่ไปไหนคะ” เสียงใสเอ่ยถามทั้งที่ยังหอบด้วยอาการหัวเราะเมื่อนึกได้ว่าไม่เห็นผู้เป็นแม่อยู่ในห้องนั้น“คุณแม่ไปอาบน้ำครับ เดี๋ยวจะพาน้ำอิงไปใส่บาตร”“ดีจังค่ะ ใส่บาตรเสร็จขอน้ำอิงไปเที่ยวที่ทุ่งนากับคุณตาได้ไหมคะ”“ได้สิครับ เดี๋ยวพ่อไปด้วย” รัชภาคย์บอกอย่างใจดีกับลูกสาวเสมอ“คุณพ่อน่ารักที่สุดเลย น้ำอิงรักคุณพ่อค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อขอรางวัลหน่อยครับ” ว่าพลางเอียงแก้มให้ลูกสาว หลังจากนั้นปลายจมูกเล็กๆ จึงหอมเบาๆ ที่แก้มของผู้เป็นพ่อ“ยี้...แก้มคุณพ่อไม่หอมเลย” เด็กน้อยช่างเจรจาแกล้งทำจมูกย่นใส่ผู้เป็นพ่อ“ก็คุณพ่อยังไม่อาบน้ำนี่ครับ”“แต่ถึงจะไม่หอมน้ำอิงก็รักคุณพ่อนะคะ” ปัญชิตาออดอ้อนตามประสา“พ่อก
ภาพลูกสาวตัวน้อยที่กำลังดูดนมผู้เป็นแม่อย่างเอร็ดอร่อยนั้น ทำให้รัชภาคย์ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างอดอิจฉาลูกสาวอยู่ไม่ได้“มองอะไรคะพี่กันต์” หญิงสาวเอ่ยถามเมื่อเห็นแววตาพราวพริบระยิบระยับของสามี“อิจฉาลูก”“แน้... จะอิจฉาทำไมล่ะคะ”“อยากดื่มนมจากเต้ามั่ง”“คิกๆๆ” ปริมาได้แต่หัวเราะสามี ก่อนจะปล่อยให้เขามองตาปรอยเหมือนเดิมรัชภาคย์นั่งลงใกล้ๆ แล้วยื่นหน้าเข้าไปพิศเพ่งจ้องมองใบหน้าเล็กๆ ของลูกสาววัยสามเดือนที่กำลังหลับตาพริ้มดูดดื่มน้ำนมจากเต้าของแม่อย่างเอร็ดอร่อย แล้วปลายจมูกโด่งก็กดเบาๆ ลงบนความไร้เดียงสานั้น เด็กน้อยประท้วงด้วยการดิ้นแขนขาดุ๊กดิ๊ก แต่ก็ยังไม่คลายปากออกจากการดื่มนมนั้น“จะแย่งพ่ออีกนานไหมลูก”“รอเดือนนี้อีกเดือนเดียวค่ะ”“อีกตั้งนาน” เขาบ่นไม่จริงจังนักก่อนจะหอมแก้มแม่ของลูกเบาๆ3 ปีผ่านไปอากาศเย็นๆ ในตอนใกล้รุ่งสางของฤดูหนาวทำให้ปริมาซุกตัวเข้าไปหาไออุ่นจากร่างกายกำยำของรัชภาคย์อย่างคุ้นเคย ชายหนุ่มจุดยิ้มที่มุมปากในขณะทอดมองร่างอรชรในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน“หนาวจังค่ะ” เสียงหวานผาดแผ่วกระซิบผ่านริมฝีปาก“หนาวมากไหม”“มากค่ะ” หญิงสาวตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม พร้อมกับเบีย
“ก็เผื่อผมจะได้หันมาจีบคุณไง”“บ้า...แค่คิดฉันก็ขนลุกแล้ว ยี้ อย่างคุณนี่นะจะมาจีบฉัน ฉันไม่ชายตามองหรอกย่ะ”“ฮะๆๆ หนักแน่นเอาไว้นะครับคุณครู” เขาแซวด้วยสายตาวิบวับทำเอาฐิติพรหน้าร้อนขึ้นมาซึ่งหญิงสาวก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธเขาหรือเป็นเพราะชายหนุ่มพูดเฉียดความจริงกันแน่ย่างเข้าเดือนที่เก้า ครรภ์ของปริมาโตจนเดินอุ้ยอ้าย ช่วงนี้รัชภาคย์ดูแลเธออย่างใกล้ชิด เขาจะคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ หยิบนั่นหยิบนี่ให้จนปริมาแทบไม่ได้ขยับตัวจนบางทีปริมาก็อดขำกับความห่วงใยจนกลายเป็นวิตกจริตของผู้เป็นสามีไม่ได้ “อีกสามวันเราก็จะได้เจอกันแล้วนะครับคนสวยของพ่อ” อ้อมแขนโอบรอบเอวเอาไว้พร้อมกับแนบแก้มพูดเสียงทุ้ม รัชภาคย์จำกำหนดคลอดของปริมาได้แม่นยำและเขาเองได้เตรียมความพร้อมทุกอย่างไว้หมดแล้ว“ตื่นเต้นจังค่ะ” หญิงสาวอดที่หวาดหวั่นไม่ได้ตามประสาคุณแม่มือใหม่“ไม่ต้องกลัวนะครับ พี่จะอยู่ข้างๆ ตลอด” ผู้เป็นสามีเอ่ยปลอบใจ มือประสานกับมือเรียวบางและบีบหนักๆ เพื่อให้ความมั่นใจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาอยู่เคียงข้างเธอเสมอ“ผิดหวังไหมคะที่ได้ลูกสาว”“ไม่เลย ดีใจเสียอีก ลูกสาวเราน่าจะสวยเหมือนแม่ พี่คงเป็นพ่อตาที
เมื่อสามารถตามรักคืนใจได้สำเร็จ รัชภาคย์จึงพาปริมาไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านใหญ่หลังจากที่หญิงสาวกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วในเย็นวันหนึ่ง“ปริมต้องกราบขอโทษคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะคะสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น” หญิงสาวเข้าไปกราบที่ตักของคุณรัชดาและคุณรมย์“ช่างมันเถอะปริม แม่ดีใจนะที่ได้ปริมกลับมาเป็นลูกสาว” คุณรัชดาพูดด้วยน้ำเสียงอาทร หญิงสาวฟังอย่างซาบซึ้ง การมีพ่อและแม่สามีดีนับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของลูกผู้หญิง“ปริมขอบคุณสำหรับความกรุณาของคุณพ่อคุณแม่ที่เมตตาปริมเสมอมาค่ะ”“ช่วงนี้ต้องหมั่นดูแลสุขภาพหน่อยนะ เดี๋ยวหลานปู่จะไม่แข็งแรง” คุณรมย์เป็นฝ่ายขึ้นบ้างหลังจากได้ทราบข่าวจากรัชภาคย์ว่าปริมากำลังตั้งครรภ์ ดูเหมือนว่าช่วงนี้ครอบครัว รักเกียรติธนาคุณจะมีแต่ข่าวดีๆ เมื่อลูกสะใภ้คนโตกลับมาคืนดีกับรัชภาคย์ และทั้งสะใภ้คนโตและคนเล็กกำลังจะมีเจ้าตัวน้อยออกมาให้คนในครอบครัวได้ชื่นชมในอีกไม่นาน“ไม่ต้องครับคุณพ่อ ผมจะดูแลทั้งลูกสะใภ้และหลานของคุณพ่อให้ดีที่สุด” รัชภาคย์ไม่ได้พูดเกินจริงเลย เขาดูแลปริมาเป็นอย่างดี หลังจากเลิกงานก็กลับบ้านตรงเวลา เอาใจใส่ถามไถ่ถึงอาการแพ้ของเธออยู่ทุกวัน“แม่ว่าท่าทา
ชายหนุ่มอมยิ้ม ปริมาเงยจึงหน้าขึ้นแนบปากลงที่ปลายคางเขาเบาๆ รู้สึกถึงความอบอุ่นเมื่อเขายกมือขึ้นลูบผมสลวยเบาๆ ก่อนที่หน้าผากจะร้อนวาบเมื่อเขากดริมฝีปากลงเบาๆ คลอเคลียไม่ยอมห่าง ลงท้ายด้วยการจุมพิตหนักหน่วงเนิ่นนานจนปริมาได้แต่ครางอย่างมีความสุขในอ้อมแขนแข็งแรงของเขา“หิวหรือเปล่า” เขาถามอย่างเป็นห่วงเมื่อนึกได้ว่าหญิงสาวยังไม่ได้กินอะไร“พอทนได้ค่ะ”“งั้นรอแป๊บนะ พี่จะไปหาอะไรมาให้กิน”ชายหนุ่มเดินหายลงไปจากห้องสักพัก เขาก็กลับมาด้วยข้าวของพะรุงพะรังซึ่งส่วนใหญ่เป็นของอาหารและผลไม้ที่ปริมาเคยชอบ“ซื้ออะไรมาเยอะแยะคะ”“ของบำรุงทั้งนั้น กลัวเมียผอม”“เดี๋ยวปริมก็ได้อ้วนเป็นหมูกันพอดี คราวนี้พี่กันต์ก็มีข้ออ้างไปหาเมียน้อยแหงๆ” หญิงสาวแกล้งค่อนขอดก่อนจะเดินมาสมทบกับเขา“อืม เป็นคำแนะนำที่ดีแฮะ” เขาแกล้งพูด ปริมาจึงหยิกเข้าที่เอวเขาทีหนึ่ง“โอ๊ย!” ชายหนุ่มแกล้งร้องเสียงหลง“คนเจ้าชู้”“พี่ล้อเล่นครับ” เขาพูดยิ้มๆ พร้อมกับรั้งร่างบางมากอดไว้ หญิงสาวซบหน้าลงที่แผงอกเขาอย่างมีความสุข แต่แล้วร่างบางก็ผละออกเหมือนนึกอะไรได้“ปริมลืมถามอีกอย่าง” ใบหน้าสวยหวานเงยหน้าขึ้นมองหน้าผู้เป็นสามีเขม็ง“
มือบางเอื้อมไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่มาพันตัวเป็นกระโจมอกแล้วปิดประตูก้าวออกจากห้องน้ำแต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อเห็นสายตาวาววับของคนที่ยืนอยู่ สายตาของเขาเปิดเผยความต้องการอย่างโจ่งแจ้งขณะกวาดมองไปทั่วร่างอรชรที่มีผ้าขนหนูพันกายอยู่เพียงฝืนเดียว“ถอยไปค่ะ” หญิงสาวแกล้งพูดเสียงแข็งเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองเมื่อเริ่มมีอาการสั่นสะท้านเขายอมถอยแต่โดยดีแต่นัยน์ตาคมกริบยังจับจ้องเรือนร่างของเธอตาแทบไม่กะพริบ ปริมารีบหยิบเสื้อผ้าลำลองออกมาสวมเพื่อปิดบังตัวเองจากสายตาซุกซนของเขา จากนั้นร่างบางจึงค่อยๆ ปลดมวยผมลงมาแล้วใช้แปรง แปรงผมสลวยนั้นจนนุ่มร่างสูงเข้ามายืนซ้อนหลังแล้วสอดมือเข้ากอดเอวอย่างถือสิทธิ์โดยไม่นำพาถึงอาการดิ้นรนขัดขืนของปริมาเลยแม้แต่น้อย“ไม่ได้เจอกันสองเดือน ปริมสวยขึ้นมากเลยรู้ตัวมั้ย แต่อวบไปนิด” เขาพูดพลางฝังจุมพิตลงบนแก้มนวลของเธอเบาๆ สัมผัสนั้นราวกับกำลังจะละลายอาการใจแข็งของปริมา ความรู้สึกอาวรณ์โหยหามันรุมเร้าเธอจนยอมยืนนิ่งให้เขากอดจูบได้ตามสบายใจได้ชั่วครู่“ปล่อยค่ะ อย่าทำแบบนี้ ตอนนี้ปริมไม่ใช่ภรรยาของพี่แล้วนะคะ”“ใครบอกว่าไม่ใช่”“ก็เราหย่ากันแล้ว”“ปริมใช้คำว่าเรา







