INICIAR SESIÓN“ป้าสรคะ ถ้าเย็นนี้บัวกลับมาไม่ทัน บัวฝากให้ลุงสมัยไปรับยัยรินที่โรงเรียนด้วยนะคะ”
บัวแก้วเอ่ยกำชับแม่บ้านคนสนิทพลางเหลือบมองชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ไม่ไกล แววตาของเธอวาวระยับด้วยแผนการในใจ วันนี้เธอจงใจเปิดทางสว่างเพื่อที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับศุภกรณ์อย่างเต็มที่ โดยไม่มีเรื่องน้องสาวมาขัดจังหวะ
“ได้ค่ะคุณบัว แล้วคุณบัวจะไปไหนเหรอคะ” ป้าเกสรเอ่ยถามตามประสาคนเก่าแก่ที่เอ็นดูเจ้านาย
“บัวมีธุระกับคุณศุภกรณ์ค่ะ เสร็จแล้วก็ว่าจะออกไปเที่ยวข้างนอกกันต่อ” สิ่งที่ออกปากหญิงสาวนั้นฟังดูมีความหมายลึกซึ้งกว่าปกติ เมื่อแม่บ้านรับคำและเดินจากไป ความเงียบก็นำพาความตื่นเต้นกลับมาปกคลุมเรือนไม้หลังงามอีกครั้ง
“เรือนหลังนี้... น่าอยู่มากนะครับคุณบัว” ศุภกรณ์เปรยขึ้นขณะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องครัวที่ตกแต่งด้วยไม้สีเข้มดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัว
“หลังนี้เป็นบ้านเก่าของพ่อกับแม่ค่ะ พอดีบัวชอบอยู่คนเดียว ท่านก็เลยยกให้” บัวแก้วหันมายิ้มตอบ
“คุณกรณ์ไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะมา บัวเลยไม่ได้เตรียมชุดใหญ่ไว้ต้อนรับ ฝีมือบัวอร่อยนะคะ... แต่วันนี้อาจจะต้องลองชิมชุดเล็กแก้ขัดไปก่อน” เธอบอกพร้อมรอยยิ้มที่มีเลศนัยนั้นทำเอาศุภกรณ์ใจสั่น เขาขยับก้าวเข้าไปหาเธออีกหนึ่งก้าว
“ผมก็อยากบอกล่วงหน้าครับ แต่ผมยังไม่มีเบอร์คุณเลย... ถ้าไม่รังเกียจ ผมขอช่องทางติดต่อคุณบัวไว้หน่อยได้ไหมครับ”
“อย่าบอกนะคะว่านี่คือมุกจีบสาวขอเบอร์” เธอเย้าหยอกพลางเลิกคิ้วมองเขาอย่างรู้ทัน
“ถ้าคุณบัวไม่รังเกียจ... ผมขอจีบคุณบัวจริงๆ ได้ไหมครับ” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่จริงจังของศุภกรณ์ทำเอาบรรยากาศรอบกายร้อนรุ่มขึ้นทันตา
“อื้ม... ก็ลองดูสิคะ” บัวแก้วตอบรับสั้น ๆ ทว่าทิ้งท้ายด้วยสายตาที่ท้าทาย
เธอเดินไปหยิบผ้ากันเปื้อนสีดำสนิทออกมาจากตู้แขวน เป็นเอี๊ยมแบบคล้องคอที่ดูธรรมดาแต่เมื่ออยู่บนมือเธอ กลับดูเหมือนเครื่องมือที่จะใช้รัดพันใจคนมอง ศุภกรณ์เดินตามแผ่นหลังบางเข้าไปจนแทบจะชิด
“จะอยู่ดูบัวทำอาหาร หรือจะไปรอที่ห้องรับแขกก็ได้นะคะ” หญิงสาวเอ่ยปาก แต่กลับส่งผ้ากันเปื้อนในมือให้เขา
“แต่ก่อนจะไป... ช่วยผูกให้หน่อยได้ไหมคะ”
พูดจบเธอก็หมุนตัวหันหลังให้ชายหนุ่มทันที ระยะห่างที่เหลือไม่ถึงคืบทำให้ศุภกรณ์มองเห็นหัวไหล่กลมมนขาวเนียนที่โผล่พ้นเสื้อเปิดไหล่สีเทาได้อย่างเต็มตา กลิ่นน้ำหอมรสละมุนผสมกับกลิ่นกายสาวที่หอมกรุ่นจาง ๆ โชยมาปะทะจมูกจนเขาต้องลอบสูดลมหายใจ
มือหนาของศุภกรณ์รับผ้ากันเปื้อนมาคล้องลงบนลำคอระหงอย่างเบามือ ปลายนิ้วของเขาแกล้งสัมผัสถูกผิวเนื้อตรงต้นคอของเธอเพียงแผ่วเบาจนบัวแก้วเผลอเกร็งตัวเล็กน้อย เขาอ้อมมือมาทางด้านหลังเพื่อรวบสายรัดเอวเข้าหากัน
ในจังหวะที่เขากำลังผูกเงื่อนอยู่นั้น ศุภกรณ์จงใจโน้มใบหน้าลงไปจนลมหายใจอุ่น ๆ รดรินอยู่ตรงหัวไหล่เนียน “ผูกแน่นไปไหมครับคุณบัว...” บัวแก้วไม่ได้ตอบ แต่ความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลังที่เบียดชิดกับอกแกร่งของเขา คำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าเธอกำลังหลงเข้าไปในกับดักเสน่หาที่เขากำลังร้อยรัดขึ้นอย่างช้า ๆ
พอกลับถึงไทย ศุภกรณ์ก็พาพิมพ์นารินและลูกน้อยมายังคอนโดที่เธอเคยอยู่“พิมพ์อยู่ที่นี่ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ยกเว้นพี่จะสั่ง” ศุภกรณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดพลางวางกระเป๋าลง แววตาของเขาฉายแววกังวลระคนคาดหวัง“พี่จะคอยมาหาบ่อย ๆ ระหว่างนี้... พิมพ์อย่าลืมฝึกหัดลายเซ็นของคุณบัวแก้วให้คล่องล่ะ ทุกอย่างต้องเหมือนจนคนในบริษัทจับไม่ได้” เขายื่นเอกสารตัวอย่างที่มีลายเซ็นของบัวแก้วให้เธอ พิมพ์นารินรับมาประคองไว้ แผ่นกระดาษนั้นดูหนักอึ้งเหมือนแบกรับโชคชะตาของเขาเอาไว้“ส่วนเรื่องลูก... พรุ่งนี้พี่เลี้ยงจะเริ่มเข้ามาช่วยงาน พิมพ์จะได้มีเวลาทุ่มเทกับการฝึกสวมรอยเป็นบัวแก้วให้สมบูรณ์แบบที่สุด”พิมพ์นารินทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เห็นทัศนียภาพของกรุงเทพฯ เมืองที่เธอเคยหนีจากไปพร้อมน้ำตา และตอนนี้เธอกลับมาเพื่อทวงทุกอย่างคืนภายใต้ใบหน้าของบัวแก้ว“ค่ะ... พิมพ์จะพยายาม พี่กรณ์ไม่ต้องห่วงนะ” เธอตอบรับด้วยเสียงจริงจังนิ้วเรียวสวยที่ดูแลมาอย่างดีลูบไล้ไปตามตัวอักษรบนลายเซ็นของบัวแก้ว เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การฝึกเขียนหนังสือ แต่มันคือการกลืนกินตัวตนของหญิงอีกคนเข้ามาไว้ในร่าง ทุกลมหายใจ ท่
พิมพ์นารินหลับตาแน่น พยายามหนีบขาเข้าหากันด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด ในวินาทีชี้เป็นชี้ตายที่มัจจุราชกำลังจะหยิบยื่นความอัปยศให้เธออยู่นั้น เงามืดของชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังไอ้ชดศุภกรณ์ยืนนิ่ง แววตาคมกริบดุจพยัคฆ์จ้องมองเฒ่าหื่นที่กำลังจะย่ำยีแม่ของลูกและผู้หญิงที่เขาไม่เคยลืมเลือนไปจากใจ ปืนสั้นในมือที่เตรียมไว้จัดการเสี้ยนหนามอย่างวุฒิชัยถูกกำแน่น ก่อนที่เขาจะเหวี่ยงด้ามปืนทุบเข้าที่ท้ายทอยของไอ้ชดอย่างสุดแรง!ผลัวะ!!!!ร่างของชายชราหื่นกามทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในทันทีโดยไม่ทันได้ส่งเสียง พิมพ์นารินตื่นตระหนกจนตัวสั่น เธอก็รวบรวมเรี่ยวแรงอุ้มลูกน้อยพุ่งเข้าซบผู้เป็นสามีตามสัญชาตญาณความปลอดภัยศุภกรณ์รีบกอดปลอบขวัญเมียรักด้วยความเป็นห่วง“พี่กรณ์! ฮื้อ!!... พิมพ์เกือบจะโดนมันเข้าแล้ว” เธอสะอื้นไห้ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความขวัญเสีย“ไม่ต้องกลัวพิมพ์ ยังไงพี่ก็มาช่วย” ศุภกรณ์รีบถอดเสื้อสูทเนื้อดีของเขาออกมาคลุมร่างที่เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยของเธอไว้อย่างมิดชิด แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นรอยช้ำบนผิวขาวนวล“มันรู้ได้ไงว่าพิมพ์อยูที่นี่”“พิมพ์ก็ไม่รู้เหมือนกัน
บรรยากาศยามบ่ายที่บ้านเช่าหลังเล็กที่พิมพ์นารินหวังใช้เป็นที่หลบภัยชั่วคราวกลับอบอวลไปด้วยรังสีแห่งความอันตราย เมื่อนายชดพ่อเลี้ยงจอมหื่นที่แอบสะกดรอยตามมา แอบซุ่มมองลอดช่องประตูรั้ว ดวงตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราจับจ้องไปยังม้าหินอ่อนหน้าบ้าน พิมพ์นารินกำลังกล่อมลูกน้อยของเธอและกำลังรอให้ศุภกรณ์พาไปหาหมอ ภาพเต้านมอวบหยัดขาวโพลนที่ล้นทะลักออกมาจากสาบเสื้อยามที่ทารกซุกไซ้ดูดดึง ช่างเป็นภาพที่ปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวพ่อเลี้ยงจอมหื่นที่จ้องจะจับเธอเป็นนางบำเรอมาตั้งแต่ต้น“อีพิมพ์!! มึงกับแม่หนีมามุดหัวอยู่กันที่นี่เองรึ!!” เสียงของนายชดพึมพำอยู่ที่หน้าประตูรั้ว ทันใดนั้นพิมพ์นารินทร์ก็เหลือบไปเห็นพอดีหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว มือสั่นเทารีบกระชับเสื้อปิดบังปทุมถันคู่สวยพลางอุ้มลูกน้อยถอยกรูดเข้าไปในบ้าน ก่อนจะล็อกกลอนอย่างแน่นหนา หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก เธอรีบกดโทรศัพท์หาศุภกรณ์ด้วยเสียงสั่นเครือ“พี่กรณ์!!! ถึงไหนแล้ว ไอ้ชดมันมาด้อม ๆ มอง ๆ แถวบ้านพิมพ์ มันคงรู้แน่เลยว่าพิมพ์กับแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่”“ใจเย็นนะพิมพ์ พี่กำลังไป พิมพ์อยู่ในบ้านนะอย่าออกมาเด็ดขาด” ศุภกรณ์เริ่มเป็นกังวลหลังจากที่พิม
หลายเดือนต่อมาพิมพ์นารินก็ให้กำเนิดบุตรสาวตัวน้อยท่ามกลางความยินดีของทุกคน แต่พายุลูกใหญ่กลับตั้งเค้าขึ้นเมื่อคุณประภารัตน์ แม่ผัวผู้จ้องจับผิดและแอบนำเส้นผมของเด็กน้อยไปตรวจ DNA และผลที่ออกมาก็คือเด็กคนนี้ไม่ใช่สายเลือดของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอในวันที่นาวินต้องออกไปช่วยงานคุณคมสันเดินสายขอบคุณประชาชนยังต่างจังหวัด คุณประภารัตน์ก็ถือผลตรวจปรี่เข้ามาหาพิมพ์นารินถึงในบ้าน ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของทารกน้อยที่เพิ่งจะหลับใหล“ฉันถามหน่อยเถอะ ใครเป็นพ่อเด็กกันแน่ยะ! รึว่า... ความแรดในตัวเธอมันมีเยอะจนเธอจำหน้าพ่อเด็กไม่ได้แล้ว!” เสียงแผดด่าของคุณประภารัตน์ทำเอาพิมพ์นารินตัวสั่นด้วยความโกรธ เธอพยายามแย่งโทรศัพท์ในมือแม่ผัวที่กำลังจะกดต่อสายหาลูกชาย แต่เพราะในอ้อมอกมีลูกน้อยที่แสนรัก พิมพ์นารินจึงจำต้องปล่อยมือเพราะกลัวลูกจะหลุดมือบาดเจ็บเมื่อคุณประภารัตน์ไม่สามารถติดต่อนาวินตอนนี้ได้ เธอจึงหันมาสาดเสียเทเสียใส่พิมพ์นารินอย่างหนักหน่วง ราวกับจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของลูกสะใภ้ให้จมดิน วินาทีนั้น... เส้นด้ายแห่งความอดทนของพิมพ์นารินที่ขึงตึงมานานนับปีก็ขาดสะบั้นลงเธอนำลูกน้อยไปวางลงบนเปลอย่
เขารีบเร่งจังหวะกระแทกกระทั้นเข้าออกด้วยความหื่นกระหาย โหมกระหน่ำพายุอารมณ์ใส่ร่างบางอย่างไม่ปรานี เสียงครางที่เคยกระสันเปลี่ยนเป็นเสียงร้องด้วยความเจ็บจุก บัวรินรู้สึกเหมือนร่างกายจะฉีกขาด น้ำตาแห่งความเสียใจไหลอาบหางตาทั้งสองข้าง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีกลับมาจนเธอกลั้นสะอื้นไม่อยู่“ฮื้อ... รินไม่ไหวแล้ว... ฮื้อ ๆ ๆ”ศุภกรณ์ไม่สนเสียงอ้อนวอน เขาจับเรียวขาอวบของน้องเมียพาดบ่าแกร่ง แล้วถอนตัวตนออกจนเกือบสุดก่อนจะกระแทกกลับเข้าไปใหม่ด้วยแรงทั้งหมดที่มี“ตั่บ! ตั่บ! ตั่บ!”“โอ๊ยยย! เจ็บ... พี่กรณ์ทำไมทำแรงแบบนี้ ฮื้อออ... รินเจ็บนะ คนหื่นกาม!” เธอตัดพ่อทั้งน้ำตา ร่างกายสั่นสะท้านไปตามแรงกระแทกที่รุนแรงจนเลือดแห่งพรหมจรรย์ค่อย ๆ ซึมออกมาเป็นรอยราคีบนที่นอนขาวสะอาดเมื่ออารมณ์เดินทางมาถึงจุดเดือด ศุภกรณ์รีบถอดถอนตัวตนออกมาจากความคับแน่น เขามองดูร่างที่บอบช้ำของน้องเมียด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกระหายครั้งสุดท้าย“ริน! หนีบขาแน่น ๆ ซิ!”บัวรินที่สะอื้นไห้จนตัวโยนทำอะไรไม่ถูก เธอผงกหัวขึ้นมองด้วยความสับสน ก่อนจะถูกเขาจับขาอวบทั้งสองข้างรวบเข้าหากัน แล้วใช้แท่งรักถูไถระหว่างโคนขาอ่อนอย่าง
ทันทีที่ความหฤหรรษ์ผ่านพ้นไป ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมห้องนอนอีกครั้ง สติที่เคยมืดบอดเริ่มกลับคืนมาทีละน้อยพร้อมกับคำถามที่ทิ่มแทงหัวใจดวงน้อย บัวรินนอนมองเพดานห้องด้วยสายตาที่ว่างเปล่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่ลำคอ ทั้งที่ในยามปกติเธอไม่เคยคิดเกินเลยกับสามีของพี่สาวแม้แต่น้อย ความรู้สึกขยะแขยงตัวเองเริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆเมื่อความซ่านสยิวจากฤทธิ์ยายังคงทำหน้าที่ทรยศจิตใจ ความสับสนนี้ก็กัดกินความรู้สึกของเธอจนเริ่มหวาดกลัว... เธอกลัวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้ จะไม่ได้หยุดลงเพียงแค่สัมผัสจากปลายนิ้วของเขาเท่านั้น!ท่ามกลางความเงียบสงัดภายในห้องนอน บัวรินนอนระทดระทวยอยู่บนเตียงหนาด้วยความสับสนที่ตีรวนอยู่ในอก สติของเธอเพิ่งจะฟื้นคืนมาได้เพียงเสี้ยว แต่พอสายตาเห็นศุภกรณ์เดินเปลือยเปล่ากลับมาจากห้องน้ำ แก่นกายความเป็นชายของเขาที่ตั้งตระหง่านและดูใหญ่โตน่ากลัวทำให้เด็กสาวที่ไม่เคยผ่านมือชายใดถึงกับสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นศุภกรณ์ก้าวขึ้นเตียงมาหาเหยื่อสาวที่นอนเปลือยเปล่าอย่างย่ามใจ เขารวบตัวเธอเข้ามากอดไว้อีกครั้งด้วยท่าทางคุกคาม“พี่กรณ์... ขอร้อง อย่าทำอะไรรินอี







