登入“เฮออออ”
เสียงถอนหายใจดังออกมาระลอก น้ำฟ้าจะเหลือบมองเพื่อนทั้งที่มือกำลังถือไม้ลูกชิ้นคาบอยู่ในปาก แล้วเปลี่ยนไปวางไว้ในจานเหมือนเดิม
“แพงรู้ตัวไหมว่าถอนหายใจรอบที่ร้อยของวันได้แล้วมั่ง”
พริริมากรอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะฟุบหน้าลงบนโต๊ะอาหาร อีกครั้ง ทำได้เพียงใช้ส้อมเขี่ยเส้นก๋วยเตี๋ยวในชามไปมาอย่างไร้จุดหมาย
“คิดถึงพี่ตรีเหรอ” เป็นเพื่อนกันตั้งแต่อนุบาล เรื่องแค่นี้ทำไมจะมองไม่ออก
“อือ...” เสียงอู้อี้ลอดออกมาจากแขนที่ใช้หนุนหน้า
“นี่มันเกือบจะปีหนึ่งแล้วนะน้ำฟ้า ที่พี่ตรีไม่ค่อยกลับบ้านเลย จะกลับมาก็แค่เวลาที่พ่อฉันเรียกให้มาคุยจริง ๆ โทรไปก็ไม่ค่อยรับ ส่งข้อความไปก็แทบไม่เคยเปิดอ่าน”
น้ำฟ้าพยักหน้าเข้าใจ พลางตักลูกชิ้นในชามตัวเองส่งไปเพื่อน
“เอาน่า... ใจเย็น ๆ ก่อนนะ พี่เขาเรียนหมอนะแพง ไม่ใช่เรียนคณะสบาย ๆ ตารางเรียน ตารางอ่านหนังสือคงแน่นเอี๊ยดไปหมดนั่นแหละ”
“แต่จะยุ่งแค่ไหนกันเขียว ถึงไม่มีเวลาตอบข้อความแค่ไม่กี่วินาที”พริริมาเถียงเสียงอ่อย เงยหน้าขึ้นมาด้วยแววตาที่เจือความน้อยใจ
“อาทิตย์ก่อนฉันเห็นเพื่อนเขาแท็กรูปในเฟซบุ๊ก พี่ตรีไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ ที่คณะ ดูมีความสุขมากเลยนะ... มีความสุขโดยที่ไม่มีฉัน”
ประโยคสุดท้ายนั้นคือความรู้สึกที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ใต้ความโกรธทั้งหมด ความกลัวที่จะถูกลืม ความกลัวว่าโลกใบใหม่ของเขาจะไม่มีที่ว่างสำหรับเธออีกต่อไป
น้ำฟ้ารู้ดีว่าต่อให้ยกเหตุผลมาปลอบใจอีกร้อยแปดพันเก้า ก็คงไม่ช่วยให้เพื่อนรักของเธอรู้สึกดีขึ้นมาได้ เธอจึงเปลี่ยนจากผู้รับฟังมาเป็นผู้เสนอแนวทางแก้ปัญหาให้
“แล้วทำไมแกไม่ไปหาพี่เขาที่มหา’ลัยเลยล่ะ”
พริริมาชะงักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ก็อยากไปอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าหอพี่เขาอยู่ที่ไหนเนี่ยนะสิ”
“โอ๊ย! ฉันไม่ได้บอกว่าให้ไปหาเขาที่หอพัก แต่หมายถึงคณะแพทย์ที่มหา’ลัยไง”
“จะดีเหรอ เรากลัวพี่ตรีรำคาญ”
“ถ้าจะรำคาญก็คงรำคาญมาตั้งนานแล้วล่ะ มารู้สึกอะไรตอนนี้”
คำพูดทีเล่นทีจริงของน้ำฟ้าเหมือนเป็นตัวจุดประกายความกล้าให้กับพริริมา ในเมื่อการคอยอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น การเดินหน้าบุกไปหาเขาถึงที่ก็อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
บ่ายวันศุกร์ที่ถัดมา พริริมากับน้ำฟ้าในชุดนักเรียนมัธยมปลาย ก็มายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าอาคารคณะแพทย์ศาสตร์ที่ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยเหล่านักศึกษาที่เดินขวักไขว่ไปมา ทุกคนดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าพวกเธอมากโข จนทำให้เด็กสาวทั้งสองรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่หลงทางเข้ามา
“คนเยอะจังเลยนะแพง แล้วเราจะไปหาพี่ตรีเจอได้ยังไงเนี่ย” น้ำฟ้าเริ่มมีสีหน้ากังวล
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” พริริมาตอบเสียงอ่อย
ความมั่นใจที่เคยมีเมื่อตอนเช้า บัดนี้ลดฮวบลงไปกว่าครึ่ง เธอมองซ้าย มองขวาอย่างสับสนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี
ขณะที่ทั้งสองกำลังยืนสับสนอยู่นั้นเอง นักศึกษาสาวหน้าตาดีคนหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มที่ดูเรียบร้อยก็เดินตรงเข้ามาหา พวกเธอด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร ใบหน้าสวยหวานและดวงตาที่สดใสของเธอทำให้บรรยากาศที่น่าเกร็งรอบตัวดูผ่อนคลายลง
“มีอะไรให้พี่ช่วยไหมคะ เห็นยืนอยู่นานแล้ว มาหาใครกันเหรอ” น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลและน่าฟัง
“เอ่อ... พวกเรามาหาพี่ตรี... ตรีวิทย์น่ะค่ะ ไม่ทราบว่าพี่พอจะรู้จักไหมคะ” พริริมาเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน
เพียงแค่ได้ยินชื่อของตรีวิทย์ รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวก็ดูจะสดใสขึ้นอีกหลายส่วนอย่างเห็นได้ชัด
“อ๋อ... ตรีเหรอคะ รู้จักสิ” เธอยิ้มกว้างมากกว่าเดิม “พี่เห็นเขาเพิ่งเดินเข้าห้องสมุดคณะฯ ไปเมื่อกี้นี่เอง พวกน้องรออยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะ เดี๋ยวพี่ไปตามมาให้”
“ขอบคุณมากค่ะ” น้ำฟ้าและพริริมายกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม
“พี่เขาดูใจดีจังเลยนะแพง” น้ำฟ้ากระซิบ เมื่อหญิงสาวคนนั้นเดินกลับเข้าไปในตัวอาคารแล้ว
พริริมาพยักหน้ารับ แต่ในใจกลับเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล เธอเหลือบไปเห็นตราสัญลักษณ์เล็กๆ ที่ติดอยู่บนอกเสื้อด้านซ้ายของหญิงสาวคนนั้น มันเป็นตราของคณะพยาบาลศาสตร์ ไม่ใช่คณะแพทย์
‘เรียนอยู่คณะพยาบาล แต่ทำไมถึงมาอยู่แถวคณะแพทย์ แถมยังรู้ด้วยว่าพี่ตรีอยู่ที่ไหน...’ คำถามผุดขึ้นในใจของเธออย่างรวดเร็ว
ไม่นานเกินรอ ร่างสูงโปร่งที่เธอแสนจะคิดถึงก็เดินออกมาจากตัวอาคาร โดยมีนักศึกษาสาวคนเดิมเดินเคียงข้างมาด้วย ภาพที่ทั้งสองเดินพูดคุยและหัวเราะให้กันอย่างเป็นธรรมชาตินั้น ทำให้หัวใจของพริริมากระตุกวูบ
พวกเขาไม่ได้เดินชิดใกล้จนเกินงาม แต่บรรยากาศรอบตัวกลับอบอวลไปด้วยความสบายใจและความเข้ากันอย่างประหลาด มันเป็นเคมีที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ
ตรีวิทย์มีสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อเห็นน้องสาวบุญธรรมมายืนรอเขาอยู่ที่นี่ แต่ความประหลาดใจนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ติดจะเฉยเมยเสียด้วยซ้ำ
“อ้าว น้องแพง! มาถึงนี่ได้ยังไงกันครับ”
เขาเดินตรงเข้ามาหา ก่อนจะวางมือลงบนศีรษะของเธอเบาๆ ตามความเคยชินที่ไม่ได้ทำมานานเกือบปี
สัมผัสอุ่นๆ นั้นทำให้พริริมาใจชื้นขึ้นมาอย่างประหลาด
“ก็แพงคิดถึงพี่ตรีนี่คะ โทรไปก็ไม่รับ ส่งข้อความไปก็ไม่อ่าน ก็เลยต้องมาหาเอง” เธอตอบพลางทำเสียงงอนๆ ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา
ตรีวิทย์หัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะรีบแนะนำตามมารยาท
“อ้อ... แพง นี่พี่จอมขวัญ เพื่อนพี่เอง เรียนพยาบาลเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน” เขาย้ำคำว่า ‘เพื่อน’ เพื่อให้เด็กเอาแต่ใจไม่โวยวาย
“ขวัญ นี่น้องสาวเราเอง ชื่อแพง”
จอมขวัญส่งยิ้มเป็นมิตรมาให้ “สวัสดีจ้ะน้องแพง เรียกพี่ขวัญเฉย ๆ ก็ได้นะ พี่ได้ยินตรีพูดถึงเราบ่อย ๆ ไม่คิดว่าจะจ้ำม่ำน่ารักขนาดนี้”
“สวัสดีค่ะ” พริริมายิ้มรับด้วยรอยยิ้มหวาน แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยการสำรวจอีกฝ่าย ‘พี่ตรีพูดถึงเราบ่อย ๆ งั้นเหรอ...’
แม้ว่าตรีวิทย์จะแนะนำจอมขวัญในฐานะ ‘เพื่อน’ แต่แววตาที่จอมขวัญใช้มองเพื่อนพี่ชายของเธอนั้น มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้ง และพิเศษเกินกว่าเพื่อนธรรมดา เช่นเดียวกับแววตาของพี่ตรีวิทย์ที่มองกลับไป มันมีความอ่อนโยน และผ่อนคลายอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเวลาที่เขาอยู่ด้วยกัน
พริริมาไม่จำเป็นต้องมีใครมาบอก เธอก็รู้ได้ในทันที... ความห่างเหินของตรีวิทย์ในช่วงเกือบปีที่ผ่านมา มันไม่ได้มีสาเหตุมาจากการเรียนหนักเพียงอย่างเดียว แต่พี่ชายที่เธอจับจองมาตั้งแต่เก้าขวบกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
แม้จะยังไม่รู้สถานะของคนทั้งคู่ว่าเป็นมากกว่าเพื่อนหรือเปล่า แต่ความน้อยใจที่มี กำลังแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกหวงแหน และตั้งป้อมเป็นศัตรูในทันที...
พริริมายืนหันหลังบนเวที มือถือช่อดอกไม้สีหวาน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หันไปยิ้มตรีวิทย์ที่ส่งสายตาเชียร์อยู่ข้าง ๆ“นับหนึ่ง ... สอง ... สาม”ฟึ่บ!ช่อดอกไม้ลอยละลิ่วข้ามศีรษะไปในอากาศ ท่ามกลางมือหลายคู่ที่ชูขึ้นไขว่คว้าตุ้บ!“กรี๊ดดด ฉันได้ ฉันได้แก ยัยแพงฉันรับได้”น้ำฟ้าในชุดราตรีสีหวานกระโดดโลดเต้นดีใจจนตัวลอย ชูช่อดอกไม้ขึ้นฟ้าอย่างผู้ชนะ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของทุกคน“ยินดีด้วยครับคุณผู้โชคดี!”จู่ ๆ เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นผ่านไมโครโฟน ไฟในงานหรี่ลง เหลือเพียงสปอตไลท์ดวงเดียวที่ส่องไปที่กลางฟลอร์คีตะ... เพื่อนเจ้าบ่าวสุดหล่อ เดินถือไมค์ก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าที่ปกติจะขี้เล่นและกวนประสาท วันนี้กลับดูประหม่า และจริงจังจนแก้มแดงไปหมดน้ำฟ้าหยุดกระโดด ยืนนิ่งอึ้งมองหน้าหมอหนุ่มที่เธอแอบปลื้มมานาน“น้องน้ำฟ้าครับ...” คีตะเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ “ดอกไม้ช่อนั้นสวยนะครับ แต่คนถือสวยกว่าเยอะเลย”เสียงโห่ฮิ้วดังสนั่นหวั่นไหว น้ำฟ้าหน้าแดงก่ำ ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนบิดไปมา“พี่อาจจะปากเสีย ชอบกวนประสาทเราบ่อยๆ แต่พี่ก็รักเราจริง ๆ นะ” คีตะพูดไปเกาท้ายทอยไป“เห็นเพื่อนแต่งงานแล้วอิจฉา พี
“พี่ตรีจะพาแพงไปไหนเหรอคะ”พริริมาเอ่ยถาม ขณะมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ซึ่งเคลื่อนตัวออกนอกตัวเมืองมาเรื่อย ๆ ทัศนียภาพสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แสงแดดสีทองยามบ่ายคล้อยส่องลงมากระทบยอดหญ้าทุกอย่างรอบตัวดูผ่อนคลายตรีวิทย์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมามองคนรักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน แววตาฉายชัดถึงอะไรบางอย่างที่เธออ่านไม่ค่อยออกเท่าไร ก่อนจะเอื้อมมือข้างหนึ่งไปกุมมือเธอเอาไว้ แล้วยกขึ้นมาจุมพิตที่หลังมือเบา ๆ“ไปทำสิ่งที่พี่ควรจะทำมาตั้งนานแล้วครับ ไปบอกลาอดีต เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นอนาคตด้วยกันอย่างสนิทใจไง”ไม่น่านนัก รถยนต์ก็เลี้ยวเข้าไปจอดภายในวัดเก่าแก่หนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมือง บรรยากาศภายในวัดร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เงียบสงบ และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสดชื่นตริวิทย์พาพริริมาเดินตางไปยังเจดีย์เก็บอัฐิสีขาว ที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหลังโบสถ์ สายลมเย็นพัดผ่านกิ่งก้านของต้นโพธิ์ ใบไม้สีเขียวขจีลู่ลมเกิดเสียงสวบสาบเขาหยุดยืนอยู่หน้าเจดีย์ช่องหนึ่งที่มีรูปถ่ายของหญิงสาวหน้าตาเศร้าสร้อยแต่ทว่าอ่อนโยนติดอยู่‘จอมขวัญ’พริริมามองรูปนั้นด้วยความรู้
“กรี๊ดดด”จังหวะนรกนั้นเอง ตรีวิทย์ไม่รอช้า เขาพุ่งตัวเข้าใส่จิตตาอย่างไม่คิดชีวิตตุ้บ!ร่างสูงกระแทกเข้ากับร่างของจิตตาอย่างจัง จนเธอกระเด็นถอยห่างจากขอบตึก จิตตากรีดร้อง ล้มลงกระแทกพื้น แต่แรงกระแทกนั้น ทำให้ร่างเล็กของตริริศาที่ยืนหมิ่นแหม่เสียหลัก“กรี๊ดดด แม่แพง!!”ร่างน้อย ๆ หงายหลังร่วงลงไปจากขอบปูน!“ตริริศา!!”พริริมาและตรีวิทย์ตะโกนเรียกชื่อลูกสุดเสียง หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แตกสลายแต่ทว่า...หมับ!มือหนาของตรีวิทย์คว้าข้อมือเล็กๆ ของลูกสาวไว้ได้ทันท่วงทีในเสี้ยววินาทีสุดท้ายร่างของตริริศาห้อยตองแต่งอยู่กลางอากาศ สูงจากพื้นดินเบื้องล่างหลายสิบเมตร เด็กน้อยร้องไห้จ้าด้วยความกลัว“พี่ตรี! จับลูกไว้ จับลูกไว้แน่น ๆ นะ” พริริมาถลาเข้าไปช่วย เธอเอื้อมมือไปคว้าแขนอีกข้างของลูกสาว ช่วยกันดึงรั้งร่างน้อยขึ้นมา“อึบ!”ตรีวิทย์ออกแรงสุดกำลัง เส้นเลือดที่แขนปูดโปน เขาค่อยๆ ดึงร่างลูกสาวกลับขึ้นมาพ้นขอบปูน ดึงแกเข้ามาสู่อ้อมกอดที่ปลอดภัยทันทีที่เท้าแตะพื้น ตริริศาก็โผเข้ากอดคอพ่อแน่น ร้องไห้ตัวสั่นเทา พริริมาโถมตัวเข้ากอดทั้งพ่อและลูกไว้แน่น ร้องไห้โฮออกมาด้วยความโล่งใจจนแทบขาดใจ“
แสงแดดสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมตึกร้าง ลมแรงพัดผ่านช่องหน้าต่างที่ไร้กระจก เกิดเป็นเสียงหวีดราวกับเสียงร้องได้ของวิญญาณพริริมาหอบหายใจถี่ ขาป้อมสั่นเทาพาเธอก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายมาสู่ชั้นดาดฟ้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แทบหยุดเต้นเดี๋ยวนั้น“ตรีม! ลูก”เสียงกรีดร้องของพริริมาดังลั่นไปทั่วดาดฟ้าบริเวณขอบระเบียบที่ไร้รั้วกั้น ร่างสมส่วนของจิตตายืนอยู่ตรงนั้น ผมเผ้าที่เคยจัดทรงสวยงามบัดนี้ยุ่งเหยิงปลิวไสวไปตามแรงลม ในอ้อมแขนของเธอคือร่างเล็กจ้อยของตริริศาที่ถูกมัดปาก และมัดมือไพล่หลัง เด็กน้อยร้องไห้จนตัวสั่น หน้าตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจิตตาจับตัวตริริศาหันหน้าออกไปทางความว่างเปล่าเบื้องล่างขาเล็ก ๆ ของเด็กน้อยห้อยต่องแต่งอยู่เหนือความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร“อย่าเข้ามานะ”จิตตาตวาดลั่น เมื่อเห็นพริริมาทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามา เธอขยับตัวพาลูกสาวของพริริมาออกไปยืนหมิ่นเหม๋ที่ริมขอบปูนยิ่งกว่าเดิม“ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”“ไม่ ๆ อย่าทำนะจิตตา อย่าทำลูกฉัน”พริริมาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นปูนท
“รักมากใช่ไหม” เธอแสยะยิ้มกับรูปในโทรศัพท์“ขาดไม่ได้ใช่ไหม”แววตาของจิตตาวาวโรจน์ขึ้นในความมืด ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ“ได้ ถ้าตรีรักมันมาก จิตตาจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง”“จิตตาจะทำให้คุณรู้ซึ้ง ว่าการสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดไป มันเจ็บปวดแค่ไหน!”แผนการชั่วร้ายผุดขึ้นในสมองที่บิดเบี้ยว เธอจะไม่ยอมเจ็บคนเดียวเด็ดขาด ถ้าเธอไม่ได้ครอบครองเขา เธอก็จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารักให้พินาศย่อยยับ!“เตรียมตัวลงนรกได้เลย ... นังแพง ... นังมารหัวใจ!”ความแค้นฝั่งหุ่นปะทุขึ้นในใจ มันทำให้จิตตาหน้ามืดตามัว วันต่อมาเธอจึงขับรถเพื่อไปดูลาดเลา บรรยากาศช่วงสามโมงเย็นหน้าโรงเรียนอนุบาลนานาชาติชื่อดัง เต็มไปด้วยความจอแจของผู้ปกครอง และรถยนต์หรูที่ทยอยมารับลูกกลับบ้านเสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ดังประสานกับเสียงนกหวีดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เธอนึกว่าโรงเรียนแพงขนาดนี้ความปลอดภัยน่าจะสูง แต่มันก็เปล่าเลยท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ร่างระหงในชุดพยาบาลสีขาวเดินฝ่าฝูงชนตรงไปยังประตูทางเข้าโรงเรียน ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มเครื่องสำอางอ่อนๆ ประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยด ทว่าแววตานั้นกลับเย็นเยียบและว่างเ
ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืนไร้ซึ่งแสงดาว มีเพียงแสงไฟนีออนจากตึกสูงระฟ้า และไฟถนนที่ส่องแสงสว่างแข่งกับความมืดมิด บริเวณลานจอดรถของโรงพยาบาล ร่างสูงของตรีวิทย์กำลังเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี ในแบบที่ไม่ได้เป็นมานานหลายปี มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกา อีกข้างแกว่างกุญแจรถเล่นไปมาแม้วันนี้จะเป็นวันหยุด แต่สำหรับหมออย่างเขาก็ต้องมาเข้าเวรช่วงดึกอยู่ดี กำลังจะก้าวขาผ่านประตูทางเข้า ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ ชายหนุ่มจึงเดินย้อนกลับมาหากเป็นปกติตรีวิทย์คงจะหงุดหงิดกับความสะเพร่าของตัวเอง แต่เพราะความทรงจำช่วงบ่ายที่อควาเรียมมันคือสัญญาณที่ดี ว่าผู้หญิงที่เขาเฝ้าตามง้อมาตลอดหลายเดือน กำลังจะเปิดใจให้ตัวเองบ้างแล้ว หัวใจของเขาที่เคยด้านชา ก็กลับมาเต้นแรงอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง‘รอพี่ก่อนนะแพง อีกไม่นาน... พี่จะทำให้แพงกลับมารักพี่ให้ได้’ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเองขณะเดินมาหยุดที่หน้ารถยุโรปคันหรู เขากดรีโมตปลดล็อกรถ ไฟหน้ารถกระพริบตอบรับเสียงดัง ติ๊ดทว่าก่อนที่มือหนาจะทันได้เอื้อมไปเปิดประตูรถ เงาดำหนึ่งก็ก้าวออกมาจากมุมมืดหลังเสาต้นใหญ่“มีความสุขจังเลยนะคะ”เสียงเย็นเยียบที่คุ้นหูด







