LOGINตรีวิทย์ต้องทดแทนบุญคุณผู้ชุบเลี้ยง จึงยอมอดทนกับยัยคุณหนูตัวอ้วนนิสัยเสีย ที่นับวันยิ่งทำตัวร้ายกาจ "ไม่ได้!! พี่ตรีจะมีแฟนไม่ได้ พี่ตรีห้ามเป็นของคนอื่น ต้องเป็นของแพงคนเดียวเท่านั้น"
View More‘แพงขอโทษนะคะพี่ตรี ที่ตั้งแต่เด็กจนโตคอยสร้างความวุ่นวายให้กับพี่มาตลอด แพงเสียใจเรื่องพี่ขวัญนะ แต่แพงก็ยังยืนยันคำเดิมว่า แพงไม่ได้ทำ ส่วนเรื่องของเราคืนนั้น ถือว่าแพงชดใช้ให้ในสิ่งที่ไม่ได้ทำแล้ว และนับจากนี้ไป แพงสัญญานะคะ ว่าจะไม่มาให้พี่ตรีเห็นหน้าอีก ลาก่อนค่ะ...’
ร่างสูงของตรีวิทย์ในชุดกาวน์สีขาวขย้ำกระดาษจดหมาย แล้วปาลงถังขยะ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา แววตาเต็มไปด้วยความสับสน แล้วก็รู้สึกโกรธ คนที่เขียนจดหมายนี้มาให้
เขาทิ้งตัวลงเก้าอี้ ก่อนจะยกมือขึ้นคลึงสันจมูกด้วยความเหนื่อยล้า หากเขาไม่อยากมีอนาคตที่ดี วันนี้คงไม่ต้องมาทนใช้ชีวิตอยู่ เพื่อทดแทนบุญคุณพ่อ ของผู้หญิงที่ทำให้หัวใจเขาเจ็บปวดได้ขนาดนี้...
13 ปีที่แล้ว...
‘ไปอยู่กับคุณท่าน ก็อย่าดื้อล่ะ ตั้งใจเรียนเพื่ออนาคตตัวเอง’
ประโยคนั้นของแม่ครูช่อแก้ว ผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้าธารใจ ยังคงดังก้องอยู่ในหูของตรีวิทย์ ทุกวินาทีที่รถเคลื่อนตัวไปช้า ๆ ความรู้สึกใจหายก็ผุดขึ้นมา แต่เพราะอนาคตของตัวเอง เด็กหนุ่มในวัยสิบห้าปี จึงยอมหิ้วกระเป๋าตามพีระมากรุงเทพฯ ในฐานะเด็กที่ท่านอุปการะเลี้ยงดู
‘พีระ วัฒนาศิริ’ เจ้าของโรงพยาบาลรอยัลเมด (Royal Med Hospital) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศมากกว่า30แห่ง และยังเป็นผู้สนับสนุนเงินดูแลค่าใช้จ่าย ให้กับบ้านเด็กกำพร้าธารใจ ชายวัยกลางคนรู้สึกถูกใจนิสัย และความกตัญญูของตรีวิทย์มาตั้งแต่เด็ก จึงขอแม่ครูช่อแก้ว ให้ตรีวิทย์มาอยู่ด้วยในฐานะลูกชายบุญธรรม และจะส่งเสียให้เรียนสูง ๆ ตามที่เขาต้องการ
เมื่อรถเคลื่อนเข้ามาจอด ในคฤหาสน์หลังใหญ่ย่านใจกลางเมือง เขารู้สึกตื่นตากับบ้านหลังนี้อยู่บ้าง แต่ด้วยนิสัยเงียบขรึม พูดน้อย เด็กหนุ่มจึงไมได้แสดงสีหน้า หรือท่าทีออกมามากนัก
“ลงมาสิตรี ถึงบ้านของเราแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกหลังจากที่เปิดประตูลงไปก่อนแล้ว และเห็นว่าเด็กหนุ่มยังเอาแต่นั่งนิ่ง
“ครับ”
“เป็นไง? บ้านของเราหลังใหญ่ไหม” แขนใหญ่โอบไหล่แล้วเขย่า
“ครับ”
เขายังคงรับคำแบบเดิม ก่อนจะเหลือบมองบ้านหลังนั้นอีกครั้ง ไม่ว่าบ้านหลังจะเล็กหรือใหญ่ หากในบ้านไม่ได้อบอุ่นก็คงไม่น่าอยู่ เด็กหนุ่มเคยคิดว่า หากเขามีพ่อกับแม่อยู่พร้อมหน้ากัน ไม่ว่าบ้านหลังนั้นจะมีขนาดเท่าไรมันก็คงจะมีความสุขมากกว่านี้
ทว่าทุกอย่างมันก็เป็นแค่ความฝันเท่านั้น เพราะตั้งแต่จำความได้ตัวเองก็อาศัยอยู่ที่บ้านธารใจแล้ว และมีแม่ครูช่อแก้วคอยดูแลดุจแม่แท้ ๆ ไม่รู้ที่มาของชาติกำเนิดของตัวเองว่าเป็นลูกใครกันแน่
“กรี๊ดดด อย่ามายุ่งนะ ไม่เอา!”
เสียงกรี๊ดดังขึ้นจากด้านในตัวบ้าน ตรีวิทย์ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความแปลกใจ ไม่รู้ว่าเป็นเสียงโวยวายของเด็กที่ไหน แตกต่างจากพีระที่
พ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะรู้ดีว่าเสียงกรีดร้องนั้นเป็นของใคร
ไม่นานเด็กหญิงพริริมา หรือ ‘น้องแพง’เด็กน้อยร่างท้วมวัยเก้าขวบก็วิ่งออกมาพร้อมกับอุ้มตุ๊กตาหมีเก่า ๆ ในอ้อมอก ใบหน้ากลมที่ควรจะน่ารักน่าเอ็นดู กลับบูดบึ้ง ดวงตากลมโตฉายแววดื้อรั้น และเกรี้ยวกราดจนไม่น่ามอง ซึ่งมันเกินวัยของเด็กไปมาก ด้านหลังมีคุณป้าวัยกลางคนวิ่งตามออกมาด้วยความเหนื่อยหอบ
“คุณหนูขา เอาตุ๊กตามาให้ป้าไหมนะคะ ป้าจะเอาไปซักให้”
“ไม่เอา! แพงไม่ให้ป้าไหมเอาไปซัก อย่ามายุ่งนะ”
“แต่มันสกปรกแล้วนะคะ คุณหนู”
‘ป้าไหม’ แม่บ้านเก่าแก่ประจำตระกูล วัฒนาศิริ เอ่ยพูดขึ้นด้วยความอ่อนใจ กับความเอาแต่ใจของคุณหนูของบ้านหลังนี้
พีระถอนหายใจยาวกว่าเดิม ก้าวเข้าไปหาลูกสาวด้วยสีหน้าลำบากใจ
“หนูแพงขา พ่อว่าให้ป้าไหมเอาไปซักเถอะลูก มันมอมแมมหมดแล้ว”
“ไม่! คุณพ่อไม่ต้องมายุ่งเลย แพงบอกแล้วไงว่าไม่ให้ซัก! ป้าไหมจะแย่งพี่หมีไปจากน้องแพง!”
เด็กหญิงตวาดแหวกลับทันควัน น้ำตาเริ่มคลอหน่วยขึ้นมาอย่าง
น่าสงสาร แต่แววตายังคงแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้
คำพูดของลูกสาวที่กลัวถูกแย่งของรัก สะท้อนความกลัวที่ฝังรากลึกในใจของเด็กน้อย มาตลอดสามปี นับตั้งแต่แม่ของเธอเสียไป
ป้าไหมเห็นท่าไม่ดีและสังเกตว่า มีเด็กหนุ่มยืนอยู่ข้างคนเป็นเจ้านาย จึงหันไปกระซิบกับตรีวิทย์ด้วยสีหน้าขอโทษขอโพย
“คุณผู้หญิงเป็นคนให้คุณหนูไว้ก่อนตายน่ะค่ะ ... คุณหนูเลยหวงมากไม่ยอมให้ใครแตะเลย”
คำอธิบายนั้นทำให้ตรีวิทย์พยักหน้าเข้าใจทันที ขณะที่พีระได้แต่ยืนนิ่ง อับจนหนทางที่จะจัดการกับลูกสาวของตัวเอง ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาในอก เขารู้ดีว่า ต้นเหตุนั้นเกิดจากอะไร... เพราะเขาไม่มีเวลาให้ลูกสาวมากพอเท่าที่ควร วัน ๆ ก็ยุ่งอยู่กับงาน หรือไม่ก็ออกต่างจังหวัดเพื่อดูแลโรงพยาบาลต่างสาขา
“คุณหนูเอามาให้ป้าเถอะนะคะ”
“ไม่!”
“พอเถอะป้าไหม ไม่ต้องซักแล้ว” เขาตัดบทเสียงราบเรียบ
“งั้นก็ตามใจคุณหนูเถอะค่ะ”
เด็กหญิงตัวป้อมเมื่อได้ยินดังนั้นก็เชิดหน้าขึ้นอย่างผู้ชนะ แขนอวบกอดตุ๊กตาหมีไว้แน่นกว่าเดิม แล้วส่งสายตาขวาง ๆ ให้กับป้าไหมอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบไปเห็นผู้มาเยือนใหม่ ที่ยืนอยู่ข้างหลังพ่อตนเองไม่ไกลเท่าไร
เรียวคิ้วเล็กขมวดเข้าหากัน ใบหน้ากลมเอียงเล็กน้อย รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นมา จนเห็นฟันขาวซี่เล็ก ๆ เรียงตัวอย่างน่ารัก
ทันใดนั้นพริริมาก็เปลี่ยนจากเด็กรื้อรั้น เป็นเด็กหญิงผู้ร่าเริงในบันดล เธอก้าวฉับ ๆ ผ่านพ่อของตัวเองไปหยุดตรงหน้าตรีวิทย์ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองเขาตาแป๋ว
พริริมายืนหันหลังบนเวที มือถือช่อดอกไม้สีหวาน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หันไปยิ้มตรีวิทย์ที่ส่งสายตาเชียร์อยู่ข้าง ๆ“นับหนึ่ง ... สอง ... สาม”ฟึ่บ!ช่อดอกไม้ลอยละลิ่วข้ามศีรษะไปในอากาศ ท่ามกลางมือหลายคู่ที่ชูขึ้นไขว่คว้าตุ้บ!“กรี๊ดดด ฉันได้ ฉันได้แก ยัยแพงฉันรับได้”น้ำฟ้าในชุดราตรีสีหวานกระโดดโลดเต้นดีใจจนตัวลอย ชูช่อดอกไม้ขึ้นฟ้าอย่างผู้ชนะ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของทุกคน“ยินดีด้วยครับคุณผู้โชคดี!”จู่ ๆ เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นผ่านไมโครโฟน ไฟในงานหรี่ลง เหลือเพียงสปอตไลท์ดวงเดียวที่ส่องไปที่กลางฟลอร์คีตะ... เพื่อนเจ้าบ่าวสุดหล่อ เดินถือไมค์ก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าที่ปกติจะขี้เล่นและกวนประสาท วันนี้กลับดูประหม่า และจริงจังจนแก้มแดงไปหมดน้ำฟ้าหยุดกระโดด ยืนนิ่งอึ้งมองหน้าหมอหนุ่มที่เธอแอบปลื้มมานาน“น้องน้ำฟ้าครับ...” คีตะเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ “ดอกไม้ช่อนั้นสวยนะครับ แต่คนถือสวยกว่าเยอะเลย”เสียงโห่ฮิ้วดังสนั่นหวั่นไหว น้ำฟ้าหน้าแดงก่ำ ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนบิดไปมา“พี่อาจจะปากเสีย ชอบกวนประสาทเราบ่อยๆ แต่พี่ก็รักเราจริง ๆ นะ” คีตะพูดไปเกาท้ายทอยไป“เห็นเพื่อนแต่งงานแล้วอิจฉา พี
“พี่ตรีจะพาแพงไปไหนเหรอคะ”พริริมาเอ่ยถาม ขณะมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ซึ่งเคลื่อนตัวออกนอกตัวเมืองมาเรื่อย ๆ ทัศนียภาพสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แสงแดดสีทองยามบ่ายคล้อยส่องลงมากระทบยอดหญ้าทุกอย่างรอบตัวดูผ่อนคลายตรีวิทย์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมามองคนรักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน แววตาฉายชัดถึงอะไรบางอย่างที่เธออ่านไม่ค่อยออกเท่าไร ก่อนจะเอื้อมมือข้างหนึ่งไปกุมมือเธอเอาไว้ แล้วยกขึ้นมาจุมพิตที่หลังมือเบา ๆ“ไปทำสิ่งที่พี่ควรจะทำมาตั้งนานแล้วครับ ไปบอกลาอดีต เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นอนาคตด้วยกันอย่างสนิทใจไง”ไม่น่านนัก รถยนต์ก็เลี้ยวเข้าไปจอดภายในวัดเก่าแก่หนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมือง บรรยากาศภายในวัดร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เงียบสงบ และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสดชื่นตริวิทย์พาพริริมาเดินตางไปยังเจดีย์เก็บอัฐิสีขาว ที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหลังโบสถ์ สายลมเย็นพัดผ่านกิ่งก้านของต้นโพธิ์ ใบไม้สีเขียวขจีลู่ลมเกิดเสียงสวบสาบเขาหยุดยืนอยู่หน้าเจดีย์ช่องหนึ่งที่มีรูปถ่ายของหญิงสาวหน้าตาเศร้าสร้อยแต่ทว่าอ่อนโยนติดอยู่‘จอมขวัญ’พริริมามองรูปนั้นด้วยความรู้
“กรี๊ดดด”จังหวะนรกนั้นเอง ตรีวิทย์ไม่รอช้า เขาพุ่งตัวเข้าใส่จิตตาอย่างไม่คิดชีวิตตุ้บ!ร่างสูงกระแทกเข้ากับร่างของจิตตาอย่างจัง จนเธอกระเด็นถอยห่างจากขอบตึก จิตตากรีดร้อง ล้มลงกระแทกพื้น แต่แรงกระแทกนั้น ทำให้ร่างเล็กของตริริศาที่ยืนหมิ่นแหม่เสียหลัก“กรี๊ดดด แม่แพง!!”ร่างน้อย ๆ หงายหลังร่วงลงไปจากขอบปูน!“ตริริศา!!”พริริมาและตรีวิทย์ตะโกนเรียกชื่อลูกสุดเสียง หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แตกสลายแต่ทว่า...หมับ!มือหนาของตรีวิทย์คว้าข้อมือเล็กๆ ของลูกสาวไว้ได้ทันท่วงทีในเสี้ยววินาทีสุดท้ายร่างของตริริศาห้อยตองแต่งอยู่กลางอากาศ สูงจากพื้นดินเบื้องล่างหลายสิบเมตร เด็กน้อยร้องไห้จ้าด้วยความกลัว“พี่ตรี! จับลูกไว้ จับลูกไว้แน่น ๆ นะ” พริริมาถลาเข้าไปช่วย เธอเอื้อมมือไปคว้าแขนอีกข้างของลูกสาว ช่วยกันดึงรั้งร่างน้อยขึ้นมา“อึบ!”ตรีวิทย์ออกแรงสุดกำลัง เส้นเลือดที่แขนปูดโปน เขาค่อยๆ ดึงร่างลูกสาวกลับขึ้นมาพ้นขอบปูน ดึงแกเข้ามาสู่อ้อมกอดที่ปลอดภัยทันทีที่เท้าแตะพื้น ตริริศาก็โผเข้ากอดคอพ่อแน่น ร้องไห้ตัวสั่นเทา พริริมาโถมตัวเข้ากอดทั้งพ่อและลูกไว้แน่น ร้องไห้โฮออกมาด้วยความโล่งใจจนแทบขาดใจ“
แสงแดดสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมตึกร้าง ลมแรงพัดผ่านช่องหน้าต่างที่ไร้กระจก เกิดเป็นเสียงหวีดราวกับเสียงร้องได้ของวิญญาณพริริมาหอบหายใจถี่ ขาป้อมสั่นเทาพาเธอก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายมาสู่ชั้นดาดฟ้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แทบหยุดเต้นเดี๋ยวนั้น“ตรีม! ลูก”เสียงกรีดร้องของพริริมาดังลั่นไปทั่วดาดฟ้าบริเวณขอบระเบียบที่ไร้รั้วกั้น ร่างสมส่วนของจิตตายืนอยู่ตรงนั้น ผมเผ้าที่เคยจัดทรงสวยงามบัดนี้ยุ่งเหยิงปลิวไสวไปตามแรงลม ในอ้อมแขนของเธอคือร่างเล็กจ้อยของตริริศาที่ถูกมัดปาก และมัดมือไพล่หลัง เด็กน้อยร้องไห้จนตัวสั่น หน้าตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจิตตาจับตัวตริริศาหันหน้าออกไปทางความว่างเปล่าเบื้องล่างขาเล็ก ๆ ของเด็กน้อยห้อยต่องแต่งอยู่เหนือความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร“อย่าเข้ามานะ”จิตตาตวาดลั่น เมื่อเห็นพริริมาทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามา เธอขยับตัวพาลูกสาวของพริริมาออกไปยืนหมิ่นเหม๋ที่ริมขอบปูนยิ่งกว่าเดิม“ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”“ไม่ ๆ อย่าทำนะจิตตา อย่าทำลูกฉัน”พริริมาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นปูนท
reviews