Se connecter“อ้าว... ไอ้ตรีทำไรอยู่วะ แล้วนั่นใคร?”
คีตะเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับขยับมายืนข้าง ๆ ตรีวิทย์แล้วตบไหล่เพื่อนเบา ๆ
ร่างสูงโปร่งในชุดนักศึกษาคณะแพทย์ที่ดูดีไม่แพ้ตรีวิทย์ ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกวน ๆ บนใบหน้า ดวงตาคมกริบของเขามองสำรวจเด็กสาวในชุดนักเรียนสองคนสลับกับเพื่อนสนิท และจอมขวัญอย่างสนใจ
ตรีวิทย์ถอนหายใจเบา ๆ กับการปรากฏตัวของเพื่อนสนิทนิสัยปากไว แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ไม่ได้ที่ต้องแนะนำตามมารยาท
“นี่คีตะ เพื่อนพี่เอง” เขาหันไปบอกพริริมากับน้ำฟา ก่อนจะหันกลับมาทางเพื่อนอีกครั้ง
“ไอ้คี นี่น้องแพง น้องสาวกูเอง แล้วก็น้องน้ำฟา เพื่อของน้องแพง”
“อ๋อเหรอ...” คีตะลากเสียงยาว เขายิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะพูดประโยคที่ไม่คาดคิดออกมาด้วยน้ำเสียงสูงราวกับตื่นเต้น
“น้องสาวคนนี้นี่เอง ที่เป็นสาเหตุทำให้มึงไม่อยากกลับบ้านมาเป็นปี!”
ประโยคนั้นเหมือนสายฟ้าผ่าลงกลางวงสนทนา ทุกอย่างเงียบไปชั่วขณะ
“คีตะ!”
จอมขวัญอุทานเสียงหลง เธอรีบยกมือขึ้นหมายจะปิดปากเพื่อน แต่ว่ามันไม่ทันเสียแล้ว คำพูดนั้นหลุดลอยออกไปเสียดแทงหัวใจดวงน้อย ๆ ของเด็กหญิงพริริมาเข้าอย่างจัง
ใบหน้าที่มีรอยยิ้มจาง ๆ พลันบึ้งตึงขึ้นทันที น้ำฟ้าได้แต่อ้าปากค้างกลัวเหลือเกินว่าร่างป้อมที่ยืนข้างกันจะกรีดร้องออกมาเหมือนที่เคยทำอยู่บ่อย ๆ
คำพูดของเพื่อนสนิทพี่ตรีตอกย้ำความจริงที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอด ความห่างของพี่ตรีไม่ได้เกิดจากการเรียนหนักอย่างที่เขาบอก แต่มันเป็นเพราะพี่ตรีคิดว่าเธอเป็น ‘ตัวน่ารำคาญ’ ที่ทำให้เขาไม่อยากกลับมาเจอ
ความน้อยใจที่สะสมมานานพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดระลอกใหญ่ มันจุกแน่นขึ้นมาที่อกจนหายใจแทบไม่ออก ขอบตาของเธอก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาเต็มหน่วยตาจนภาพตรงหน้าพร่าเบลอไปหมด
พริริมาก้มหน้างุด สองมือกำแน่น พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่อาละวาดออกมา เธอได้แต่ท่องในใจว่าพี่ตรีไม่ชอบให้เธอเหวี่ยงวีนต่อหน้าคนอื่น
“แพง...”
ตรีวิทย์เรียกชื่อน้องสาวเสียงเบา ใบหน้าของเขาซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด เขารีบหันไปถลึงตาใส่เพื่อนตัวดีอย่างคาดโทษ ก่อนจะรีบหันไปหาน้องสาว
“อย่าไปฟังไอ้คีนะ มันก็พูดไปเรื่อย” เขารีบแก้ตัวให้เพื่อน แม้น้ำเสียงจะฟังดูร้อนรอนก็ตาม
“ไป... เดี๋ยวพี่พาไปกินบิงซูร้านโปรด แพงอยากินไม่ใช่เหรอ...”
เด็กสาวยังคงยืนนิ่ง ตรีวิทย์จึงรีบพูดต่อ “...แล้วเดี๋ยวกินเสร็จแบ้วพี่ไปส่งที่บ้านเองนะ”
เขายื่นมือมาหมายจะจับแขนเธอ แต่พริริมากลับถอยหลังหนีหนึ่งก้าว มือหนานั้นจึงคว้าได้เพียงอากาศเท่านั้น
“ไม่เป็นไรค่ะ แพงไม่กวนพี่ตรีดีกว่า ขนาดพี่ตรีไม่กลับบ้านแพงยังตามมาถึงที่นี่เลย”
เธอตอบด้วยเสียงสั่นเครือ พยายามบังคับไม่ให้มันฟังดูน่าสมเพชต่อหน้าผู้หญิงคนนั้น “แพงมาเองก็กลับเองได้ค่ะ”
ใบหน้ากลมเชิดขึ้นเล็กน้อย จมูกรั้น ๆ นั้น ยังคงเหมือนเดิม
“ไม่ได้!”ตรีวิทย์สวนกลับทันควันอย่างลืมตัว
“พี่บอกจะไปส่งก็คือไปส่งสิ จะดื้อทำไม”
เขาขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น ก่อนจะใช้มือหนาวางลงบนศีรษะของเธอแล้วโยกเบา ๆ เหมือนที่เคยทำเป็นประจำ
“นะ...ไปกินบิงซูกัน ถือว่าพี่ขอโทษแทนเพื่อน”
น้ำเสียงที่อ่อนลง กับท่าทีน่ารักแบบนั้นทำให้กำแพงที่พริริมาพยายามสร้างขี้นสั่นคลอน สุดท้ายเธอก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับเบา ๆ โดยไม่สบตากับใครเลย
จอมขวัญยืนมองเหตุการณ์นั้นทั้งหมดอยู่เงียบ ๆ เธอเห็นแววตาตื่นตระหนก และร้อนรนของตรีวิทย์ยามทีเห็นพริริมากำลังจะร้องไห้ ท่าทีเหล่านั้นชัดเจนเสียจนเธอรู้สึกแปลกในใจขึ้นมาอย่างประหลาด เขาดูแลความรู้สึกของน้องสาวบุญธรรมคนนี้อย่างดีเหลือเกิน... ดีเสียจนน่าอิจฉา
หญิงสาวรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไป เธอพยายามมองในแง่ดี บางทีอาจเป็นเพราะตรีวิทย์รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของพริริมาที่รับอุปการะเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก การดูแลเอาใจใส่ความรู้สึกของลูกสาวผู้มีพระคุณจึงเป็นหน้าที่ของเขา ใช่... มันต้องเป็นแบบนั้นแน่ ๆ เขาคงไม่อยากทำให้ผู้ใหญ่ทางบ้านไม่สบายใจ
“ขวัญ เดี๋ยวเรามานะ ฝากเก็บของในห้องสมุดไว้ให้ด้วย” ตรีวิทย์หันมาบอกจอมขวัญสั้น ๆ แววตาที่เขามองเธอนั้นมีความรู้สึกผิดและขอโทษเจออยู่จาง ๆ
จอมขวัญทำใด้เพียงส่งยิ้มบาง ๆ กลับไปให้
“อืม... ไม่เป็นไรหรอกตรี รีบไปเถอะ น้องรอนานแล้ว”
ตรีวิทย์พยักหน้า ก่อนจะหันไปหาน้ำฟ้าที่ยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ช้าง ๆ
“น้ำฟ้าไปด้วยกันไหม เดี๋ยวพี่แวะส่งเราแล้วก็เลยไปส่งแพงด้วยเลย”
“เออ...” เด็กสาวรู้สึกเกรงใจ พริริมาจึงหันไปหา
“ไปด้วยกันนะฟ้า อุตส่าห์มาเป็นเพื่อนเรา”
“อือ”
จากนั้นตรีวิทย์ก็คว้าเอากระเป๋านักเรียนมาถือ แล้วโอบไหล่พริริมาเบา ๆ ก่อนจะพาเดินออกไปจากตรงนั้นไป ทิ้งให้คีตะและจอมขวัญยืนมองตามหลังคนทั้งคู่ไปจนลับสายตา
เมื่อแผ่นหลังของเพื่อนสนิทและน้องสาวของเขา หายเข้าไปในตัวอาคารจอดรถแล้ว คีตะก็ยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ อย่างคนรู้สึกผิด
“ฉิบหาย... เราไม่น่าปากไม่ดีเลยว่ะ” เขาสบถกับตัวเองเบา ๆ
จอมขวัญถอนหายใจยาว “ก็รู้ตัวนี่ ... เราว่าคีไม่น่าเรียนหมอศัลฯเด็กเลยนะ น่าจะเรียนหมอสัตว์มากกว่า จะได้ผ่าหมาออกจากปากบ้าง”
“โฮ... แรงนะเนี่ย ก็ใครจะไปคิดว่าน้องเขาจะอ่อนไหวขนาดนั้นวะ” คีตะบ่นอุบ
“ก็เห็นไอ้ตรีมันบ่น ๆ ว่าเบื่อ ไม่อยากกลับบ้านเพราะน้องสาวชอบทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ก็นึกว่าจะอายุมากแล้ว ที่ไหนได้ยังเป็นเด็กอยู่เลยนี่หวา”
คำพูดของคีตะยิ่งทำให้จอมขวัญรู้สึกหน่วงในใจ ‘ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ’ งั้นหรือ...
ทำไมเธอรู้สึกว่ามันมีความผูกพันบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่า
‘พี่น้อง’ ซ่อนอยู่
ขณะที่ตรีวิทย์กับพริริมาเดินไปยังลานจอดรถ มือหนายังคงโอบไหล่พริริมาไว้หลวม ๆ ส่วนเด็กสาวก็ได้แต่ก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเอง ไม่ยอมพูดจาอะไรออกมาสักคำ น้ำฟ้าที่เดินตามหลังมาอย่างเงียบ ๆ รู้สึกได้ถึงความเงียบที่เต็มไปด้วยความอึดอัดจากคนทั้งคู่
ขณะที่เดินมาถึงรถหรูที่พ่อของพริริมาซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดปีที่แล้ว ก็มีเสียงหอบหายใจดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“น้องตรี! เดี๋ยวครับน้องตรี!”
เสียงเรียกนั้นทำให้ทั้งสามคนต้องหันกลับไปมองพร้อมกัน รุ่นพี่ผู้ชายร่างท้วมคนหนึ่งในชุดนักศึกษาคณะฯเดียวกัน กำลังวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาหาพวกเขาด้วยท่าทางรีบร้อน
“มีอะไรเหรอครับพี่กัน”
ตรีวิทย์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
“คือ... พี่รบกวนขอเบอร์โทรศัพท์... เอ่อ... แม่ครูช่อแก้วหน่อยได้ไหมครับ” พี่กันพูดพลางก้มลงด้วยหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
ตรีวิทย์ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไร พริริมาที่ยืนเงียบมานานก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยความสงสัย
“พี่จะเอาเบอร์แม่ครูช่อแก้วไปทำอะไรเหรอคะ”
รุ่นพี่คนนั้นเงยหน้าขึ้นมายิ้มแห้ง ๆ ให้กับเด็กสาวอ้วนกลม หน้าตาน่ารัก แต่แววตากลับดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
“อ๋อ พอทางคณะเราออกค่ายอาสาน่ะครับ ปีนี้เลยเลือกไปออกค่ายที่บ้านธารใจ”
เมื่อได้ยินคำตอบแล้ว พริริมาก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เธอเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ปล่อยให้ตรีวิทย์เป็นคนจัดการธุระของเขากับรุ่นพี่ต่อไป
พริริมายืนหันหลังบนเวที มือถือช่อดอกไม้สีหวาน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หันไปยิ้มตรีวิทย์ที่ส่งสายตาเชียร์อยู่ข้าง ๆ“นับหนึ่ง ... สอง ... สาม”ฟึ่บ!ช่อดอกไม้ลอยละลิ่วข้ามศีรษะไปในอากาศ ท่ามกลางมือหลายคู่ที่ชูขึ้นไขว่คว้าตุ้บ!“กรี๊ดดด ฉันได้ ฉันได้แก ยัยแพงฉันรับได้”น้ำฟ้าในชุดราตรีสีหวานกระโดดโลดเต้นดีใจจนตัวลอย ชูช่อดอกไม้ขึ้นฟ้าอย่างผู้ชนะ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของทุกคน“ยินดีด้วยครับคุณผู้โชคดี!”จู่ ๆ เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นผ่านไมโครโฟน ไฟในงานหรี่ลง เหลือเพียงสปอตไลท์ดวงเดียวที่ส่องไปที่กลางฟลอร์คีตะ... เพื่อนเจ้าบ่าวสุดหล่อ เดินถือไมค์ก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าที่ปกติจะขี้เล่นและกวนประสาท วันนี้กลับดูประหม่า และจริงจังจนแก้มแดงไปหมดน้ำฟ้าหยุดกระโดด ยืนนิ่งอึ้งมองหน้าหมอหนุ่มที่เธอแอบปลื้มมานาน“น้องน้ำฟ้าครับ...” คีตะเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ “ดอกไม้ช่อนั้นสวยนะครับ แต่คนถือสวยกว่าเยอะเลย”เสียงโห่ฮิ้วดังสนั่นหวั่นไหว น้ำฟ้าหน้าแดงก่ำ ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนบิดไปมา“พี่อาจจะปากเสีย ชอบกวนประสาทเราบ่อยๆ แต่พี่ก็รักเราจริง ๆ นะ” คีตะพูดไปเกาท้ายทอยไป“เห็นเพื่อนแต่งงานแล้วอิจฉา พี
“พี่ตรีจะพาแพงไปไหนเหรอคะ”พริริมาเอ่ยถาม ขณะมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ซึ่งเคลื่อนตัวออกนอกตัวเมืองมาเรื่อย ๆ ทัศนียภาพสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แสงแดดสีทองยามบ่ายคล้อยส่องลงมากระทบยอดหญ้าทุกอย่างรอบตัวดูผ่อนคลายตรีวิทย์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมามองคนรักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน แววตาฉายชัดถึงอะไรบางอย่างที่เธออ่านไม่ค่อยออกเท่าไร ก่อนจะเอื้อมมือข้างหนึ่งไปกุมมือเธอเอาไว้ แล้วยกขึ้นมาจุมพิตที่หลังมือเบา ๆ“ไปทำสิ่งที่พี่ควรจะทำมาตั้งนานแล้วครับ ไปบอกลาอดีต เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นอนาคตด้วยกันอย่างสนิทใจไง”ไม่น่านนัก รถยนต์ก็เลี้ยวเข้าไปจอดภายในวัดเก่าแก่หนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมือง บรรยากาศภายในวัดร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เงียบสงบ และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสดชื่นตริวิทย์พาพริริมาเดินตางไปยังเจดีย์เก็บอัฐิสีขาว ที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหลังโบสถ์ สายลมเย็นพัดผ่านกิ่งก้านของต้นโพธิ์ ใบไม้สีเขียวขจีลู่ลมเกิดเสียงสวบสาบเขาหยุดยืนอยู่หน้าเจดีย์ช่องหนึ่งที่มีรูปถ่ายของหญิงสาวหน้าตาเศร้าสร้อยแต่ทว่าอ่อนโยนติดอยู่‘จอมขวัญ’พริริมามองรูปนั้นด้วยความรู้
“กรี๊ดดด”จังหวะนรกนั้นเอง ตรีวิทย์ไม่รอช้า เขาพุ่งตัวเข้าใส่จิตตาอย่างไม่คิดชีวิตตุ้บ!ร่างสูงกระแทกเข้ากับร่างของจิตตาอย่างจัง จนเธอกระเด็นถอยห่างจากขอบตึก จิตตากรีดร้อง ล้มลงกระแทกพื้น แต่แรงกระแทกนั้น ทำให้ร่างเล็กของตริริศาที่ยืนหมิ่นแหม่เสียหลัก“กรี๊ดดด แม่แพง!!”ร่างน้อย ๆ หงายหลังร่วงลงไปจากขอบปูน!“ตริริศา!!”พริริมาและตรีวิทย์ตะโกนเรียกชื่อลูกสุดเสียง หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แตกสลายแต่ทว่า...หมับ!มือหนาของตรีวิทย์คว้าข้อมือเล็กๆ ของลูกสาวไว้ได้ทันท่วงทีในเสี้ยววินาทีสุดท้ายร่างของตริริศาห้อยตองแต่งอยู่กลางอากาศ สูงจากพื้นดินเบื้องล่างหลายสิบเมตร เด็กน้อยร้องไห้จ้าด้วยความกลัว“พี่ตรี! จับลูกไว้ จับลูกไว้แน่น ๆ นะ” พริริมาถลาเข้าไปช่วย เธอเอื้อมมือไปคว้าแขนอีกข้างของลูกสาว ช่วยกันดึงรั้งร่างน้อยขึ้นมา“อึบ!”ตรีวิทย์ออกแรงสุดกำลัง เส้นเลือดที่แขนปูดโปน เขาค่อยๆ ดึงร่างลูกสาวกลับขึ้นมาพ้นขอบปูน ดึงแกเข้ามาสู่อ้อมกอดที่ปลอดภัยทันทีที่เท้าแตะพื้น ตริริศาก็โผเข้ากอดคอพ่อแน่น ร้องไห้ตัวสั่นเทา พริริมาโถมตัวเข้ากอดทั้งพ่อและลูกไว้แน่น ร้องไห้โฮออกมาด้วยความโล่งใจจนแทบขาดใจ“
แสงแดดสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมตึกร้าง ลมแรงพัดผ่านช่องหน้าต่างที่ไร้กระจก เกิดเป็นเสียงหวีดราวกับเสียงร้องได้ของวิญญาณพริริมาหอบหายใจถี่ ขาป้อมสั่นเทาพาเธอก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายมาสู่ชั้นดาดฟ้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แทบหยุดเต้นเดี๋ยวนั้น“ตรีม! ลูก”เสียงกรีดร้องของพริริมาดังลั่นไปทั่วดาดฟ้าบริเวณขอบระเบียบที่ไร้รั้วกั้น ร่างสมส่วนของจิตตายืนอยู่ตรงนั้น ผมเผ้าที่เคยจัดทรงสวยงามบัดนี้ยุ่งเหยิงปลิวไสวไปตามแรงลม ในอ้อมแขนของเธอคือร่างเล็กจ้อยของตริริศาที่ถูกมัดปาก และมัดมือไพล่หลัง เด็กน้อยร้องไห้จนตัวสั่น หน้าตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจิตตาจับตัวตริริศาหันหน้าออกไปทางความว่างเปล่าเบื้องล่างขาเล็ก ๆ ของเด็กน้อยห้อยต่องแต่งอยู่เหนือความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร“อย่าเข้ามานะ”จิตตาตวาดลั่น เมื่อเห็นพริริมาทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามา เธอขยับตัวพาลูกสาวของพริริมาออกไปยืนหมิ่นเหม๋ที่ริมขอบปูนยิ่งกว่าเดิม“ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”“ไม่ ๆ อย่าทำนะจิตตา อย่าทำลูกฉัน”พริริมาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นปูนท
“รักมากใช่ไหม” เธอแสยะยิ้มกับรูปในโทรศัพท์“ขาดไม่ได้ใช่ไหม”แววตาของจิตตาวาวโรจน์ขึ้นในความมืด ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ“ได้ ถ้าตรีรักมันมาก จิตตาจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง”“จิตตาจะทำให้คุณรู้ซึ้ง ว่าการสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดไป มันเจ็บปวดแค่ไหน!”แผนการชั่วร้ายผุดขึ้นในสมองที่บิดเบี้ยว เธอจะไม่ยอมเจ็บคนเดียวเด็ดขาด ถ้าเธอไม่ได้ครอบครองเขา เธอก็จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารักให้พินาศย่อยยับ!“เตรียมตัวลงนรกได้เลย ... นังแพง ... นังมารหัวใจ!”ความแค้นฝั่งหุ่นปะทุขึ้นในใจ มันทำให้จิตตาหน้ามืดตามัว วันต่อมาเธอจึงขับรถเพื่อไปดูลาดเลา บรรยากาศช่วงสามโมงเย็นหน้าโรงเรียนอนุบาลนานาชาติชื่อดัง เต็มไปด้วยความจอแจของผู้ปกครอง และรถยนต์หรูที่ทยอยมารับลูกกลับบ้านเสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ดังประสานกับเสียงนกหวีดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เธอนึกว่าโรงเรียนแพงขนาดนี้ความปลอดภัยน่าจะสูง แต่มันก็เปล่าเลยท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ร่างระหงในชุดพยาบาลสีขาวเดินฝ่าฝูงชนตรงไปยังประตูทางเข้าโรงเรียน ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มเครื่องสำอางอ่อนๆ ประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยด ทว่าแววตานั้นกลับเย็นเยียบและว่างเ
ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืนไร้ซึ่งแสงดาว มีเพียงแสงไฟนีออนจากตึกสูงระฟ้า และไฟถนนที่ส่องแสงสว่างแข่งกับความมืดมิด บริเวณลานจอดรถของโรงพยาบาล ร่างสูงของตรีวิทย์กำลังเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี ในแบบที่ไม่ได้เป็นมานานหลายปี มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกา อีกข้างแกว่างกุญแจรถเล่นไปมาแม้วันนี้จะเป็นวันหยุด แต่สำหรับหมออย่างเขาก็ต้องมาเข้าเวรช่วงดึกอยู่ดี กำลังจะก้าวขาผ่านประตูทางเข้า ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ ชายหนุ่มจึงเดินย้อนกลับมาหากเป็นปกติตรีวิทย์คงจะหงุดหงิดกับความสะเพร่าของตัวเอง แต่เพราะความทรงจำช่วงบ่ายที่อควาเรียมมันคือสัญญาณที่ดี ว่าผู้หญิงที่เขาเฝ้าตามง้อมาตลอดหลายเดือน กำลังจะเปิดใจให้ตัวเองบ้างแล้ว หัวใจของเขาที่เคยด้านชา ก็กลับมาเต้นแรงอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง‘รอพี่ก่อนนะแพง อีกไม่นาน... พี่จะทำให้แพงกลับมารักพี่ให้ได้’ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเองขณะเดินมาหยุดที่หน้ารถยุโรปคันหรู เขากดรีโมตปลดล็อกรถ ไฟหน้ารถกระพริบตอบรับเสียงดัง ติ๊ดทว่าก่อนที่มือหนาจะทันได้เอื้อมไปเปิดประตูรถ เงาดำหนึ่งก็ก้าวออกมาจากมุมมืดหลังเสาต้นใหญ่“มีความสุขจังเลยนะคะ”เสียงเย็นเยียบที่คุ้นหูด







