Namking part
หลายวันต่อมา...
หลังจากที่ผ่านงานมงคลมาเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้ฉันก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในคอนโดอันใหญ่โตหรูหราราคาแพงที่สุดของตึกเป็นที่เรียบร้อย
ภายในห้องตกแต่งอย่างลัคชูรี่ ทางออกของห้องก็เป็นลิฟต์ และนอกจากความพิเศษความแพงจะเป็นประตูลิฟต์ที่ไม่เหมือนใครในคอนโดแห่งนี้แล้ว ห้องนี้ก็กว้างใหญ่ไพศาลมากเหมาะสมทุกประการกับคนที่มีฐานะร่ำรวยอย่างคู่หมั้นหยกๆ ของฉัน
พูดมาถึงตอนนี้แล้ว ฉันก็ขอแนะนำตัวเองและคู่หมั้นของฉันก่อนละกัน
สวัสดี…ฉันชื่อน้ำขิง อายุ20ปี เรียนบัญชีมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ฉันเป็นลูกสาวคนโตของพ่อไทเกอร์กับแม่น้ำตาล เป็นหลานสาวคนสวยที่น่าทะนุถนอมของคุณตาทามไทและคุณยายน้ำพิ้งค์ ฉันมีน้องชายหล่อเท่หนึ่งคนชื่อสิงโตและมีลูกพี่ลูกน้องที่พร้อมปกป้องฉันสุดๆ ถึงสองคนชื่อพี่จอมทัพกับพี่ภูผาเป็นลูกชายของลุงนักรบกับป้าลูกพีช
ครอบครัวของฉันก็จะเป็นครอบครัวเล็กๆ แต่อบอุ่นมากๆ ประมาณนี้ แต่ว่านอกเหนือจากฉันจะมีครอบครัวที่อบอุ่นแบบนั้นแล้ว ฉันยังมีคู่หมั้นที่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันที่เพิ่งหมั้นหมายกันไปหยกๆ เมื่อหลายวันก่อน ณ ตอนนี้ด้วย เขาคือ...
เฮียเคย์หรือชื่อเล่นเต็มๆ ของเขาก็คือ เคย์เดน อายุ22ปี เรียนวิศวะคอมฯปีสี่เป็นลูกชายคนโตของผู้มีอิทธิพลและอำนาจล้นมืออย่างลุงไคโรกับป้าแพรวา
ใช่ค่ะ ฉันมีคู่หมั้นที่เป็นถึงทายาทมาเฟียค่ะ
เฮียเคย์คือผู้ชายที่ฉันเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ ไม่ใช่ว่าเราชอบพอใจกันหรือสนิทสนมกันนะคะแต่เป็นเพราะว่าพ่อแม่ของพวกเราสนิทกันมาก เวลาที่มีการจัดทริปไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งเราจึงได้ไปพร้อมกันตลอด
เอาล่ะ ฉันขอตัดเรื่องพวกนั้นเพื่อเข้าสู่เรื่องราวที่ทำให้เราสองคนต้องหมั้นและย้ายมาอยู่ด้วยกันตอนนี้ดีกว่านะ
ก็คือว่า….
‘เป็นความประสงค์ของผู้ใหญ่หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต้องการปรองดองกัน’
ค่ะ ตามนั้นเลย เราหมั้นกันเพราะผู้ใหญ่เห็นดีเห็นงามและเห็นถึงอะไรก็ไม่รู้ที่ฉันกับเฮียเคย์มองไม่เห็นแต่ให้เราหมั้นกัน
ถามว่าแล้วฉันไม่ปฏิเสธเหรอ?
ไม่ค่ะ วินาทีที่ถูกสั่งให้หมั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่ปฏิเสธและไม่ลุกเดินหนีตอนที่เฮียเคย์กำลังจะสวมแหวนหมั้นให้ ทั้งๆ ที่ความรู้สึกตอนนั้นคือเราไม่ได้รักกันเลย เราไม่ได้ชอบกัน ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษอะไรใดๆ ด้วยซ้ำแต่ฉันก็ยังนั่งอยู่ที่เดิมจนกระทั่งที่พิธีการทุกอย่างเสร็จสิ้น
เช่นเดียวกันกับเฮียเคย์เขาก็ไม่ได้แสดงออกว่าไม่พอใจ หงุดหงิด หรือโมโหที่ตัวเองกำลังถูกบังคับให้หมั้นกับฉันเพราะผู้ใหญ่ต้องการ
กลับกันเขาทำแค่เพียงนั่งเงียบๆ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ผู้ใหญ่ว่ายังไงเขาก็ว่าอย่างนั้น เหอะ ซึ่งฉันก็รู้สึกเหลือเชื่อกับเหตุการณ์และสิ่งที่ได้เห็นกับตาตัวเองในวันนั้นเช่นกัน
ไม่คิดว่าคนที่ดูเหมือนจะควบคุมยากเพราะเป็นคนที่ดูนิ่งดูสุขุมดูน่าเข้าถึงยากอย่างเขาจะยอมทำตามผู้ใหญ่แบบนั้น แต่ก็นั่นแหละสุดท้ายแล้วอะไรมันก็เกิดขึ้นได้
อย่างเช่นตอนนี้ที่เฮียเคย์กำลังวางหนังสือที่เพิ่งอ่านจบลงบนโต๊ะข้างๆ ทำท่าจะลุกออกจากเก้าอี้กึ่งนอนตรงระเบียงสวนดอกไม้ด้านนอกกำลังจะเดินเข้ามาด้านในคอนโดเหมือนจะเดินตรงมาทางฉันอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาแบบนี้
"ฉันจะออกไปข้างนอก จะเอาอะไรไหม" ฉันนิ่ง ส่วนสายตาก็มองทีวีตรงหน้าตาแข็งเพราะกำลังตกใจที่จู่ๆ เฮียเคย์ก็เดินมาหา
คือว่าฉันไม่คิดว่าจู่ๆเฮียเคย์ก็จะพุ่งมาหาฉันแบบนี้ อีกอย่างฉันกะจะนินทาเฮียเคย์เจ้าของความสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ริมระเบียงอีกสักหน่อย แต่ตอนนี้เขาลุกออกจากตรงนั้นเดินเข้ามาหาฉันที่นั่งทำเป็นดูทีวีกลางห้องโถงแล้ว
ก็คงต้องหยุดไว้เพียงเท่านี้แล้วละ เพราะตอนนี้คนตัวสูงที่กำลังยืนล้วงมือในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างด้วยสีหน้าเรียบนิ่งกำลังรอคำตอบจากฉันอยู่ ฉันที่ยังนั่งนิ่งสายตาจ้องทีวีจึงต้องเก็บอาการแล้วทำเป็นละสายตาจากหน้าจอทีวีเงยหน้าขึ้นไปมองคนถามสักหน่อย
แต่ว่า...ให้ตายเถอะ เฮียเคย์เขาจะหล่อไปไหนเนี่ย ออร่าความหล่อทิ่มตาฉันมาก คนบ้าอะไรจะหล่อขนาดนี้!
นัยน์ตาคมดุที่ดูน่าเกรงขามดูมีอำนาจดูนิ่งแต่เดายากมาก แต่แปลกที่ยิ่งมองก็ยิ่งมีเสน่ห์แถมรับกับใบหน้าหล่อเหลาที่หล่อมากๆด้วย หล่อเหมือนรูปปั้น หล่อเหมือนเทพนิยาย หล่อเหมือนลูกรักพระเจ้าหล่อจนไม่รู้จะบรรยายความหล่อยังไงหมดรับกับคิ้วหนาเรียงสวยจมูกโด่งเป็นสันและสุดท้ายก็คือ หล่อยันทรงผมอะ
นี่ฉันมีคู่หมั้นที่หล่อขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แต่ก็อย่างว่าแหละถ้าเฮียเคย์ไม่หล่อจริงเขาก็คงไม่ดังและเป็นที่เลื่องลือในมหาวิทยาลัยขนาดนั้นหรอก ยิ่งขนาบข้างด้วยเฮียจอมทัพกับเฮียออสตินที่หล่อไม่ธรรมดาทั้งคู่อีก
เดินไปทางไหนก็ได้ยินแต่เสียงฮือฮาและความสะดีดสะดิ้งของสาวๆ ที่ถูกความหล่อของพวกเขาทิ่มแทงใจ
เฮ้อ! จู่ๆ ก็รู้สึกกังวลกลัวจะมีคนมาแย่งเฮียเคย์อะ
"เป็นอะไรหรือเปล่า นั่งเหม่อคิดอะไรอยู่" ฉันเหม่อเหรอ บ้าน่าจะเหม่อทำไมกัน
"เปล่าค่ะ น้ำขิงไม่ได้เหม่อสักหน่อย" ฉันส่ายหน้าปฏิเสธตาใส
"ก็เห็นอยู่ว่าเหม่อแถมหัวคิ้วก็ขยับเข้าหากันเกือบจะผูกเป็นปมขนาดนั้น" แต่คนที่เห็นสีหน้าของฉันเขาไม่ยอม จ้องตาฉันจะให้ฉันยอมรับความจริงให้ได้
ฉันก็เลยต้องยอมในที่สุด ก็ถ้าจะบรรยายขนาดนั้นฉันยอมรับก็ได้ว่าแอบกังวล กลัวว่าจะโดนแย่งเขาไปไง ไม่ได้รักหรือชอบนะแต่ถ้าเป็นคู่หมั้นฉันแล้วฉันก็มีสิทธิ์หวงอะ เอาสิ
"ขิงแค่รู้สึกว่าเฮียหล่อเกินไป หล่อมากๆ แบบนี้เดี๋ยวก็มีผู้หญิงมาพัวพัน" ฉันตอบอย่างที่คิดไว้
"หึ คิดอะไรไร้สาระ ตกลงจะเอาอะไรไหม" แต่ดูเฮียเคย์ตอบกลับสิ!
"ไร้สาระเหรอ?" ฉันพึมพำทวนคำพูดของเฮียเคย์ที่แอบทำให้รู้สึกจี๊ดกลางใจออกไปเบาๆ
"อืม"
แต่ก็ไร้สาระจริงๆ นั่นแหละ ฉันจะมานั่งกังวลเรื่องแบบนั้นทำไมกันในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย ถ้าเฮียเคย์เดนจะมีผู้หญิงเข้ามาพัวพันจริงๆ มันก็เป็นสิทธิของเขานี่
"เมื่อกี้เฮียถามว่าขิงจะเอาอะไรไหมใช่ไหมคะ ขิงไม่เอาค่ะเพราะอีกสักแป๊บก็จะออกไปข้างนอกกับไคร่าเหมือนกัน"
"ไปไหน" เสียงเข้มถามฉัน
"ไปเที่ยวค่ะ" ฉันจึงตอบกลับไปตรงๆแบบไม่ได้คิดอะไร
"อืม" แต่เสียงตอบอืมในลำคอเฮียเคย์นี่สิ มันแอบรู้สึกตึงๆแปลกๆนะ สีหน้าตอนพูดก็ตึง แต่มันก็แค่แวบหนึ่งหลังจากที่รู้ว่าฉันจะออกไปเที่ยวกับน้องสาวตัวเองเท่านั้นแหละก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้าเป็นปกติแล้วเดินล้วงมือในกระเป๋ากางเกงหายไปจากห้องโถงเฉยเลย
เป็นอะไรของเขา?
แต่ถ้าเขาจะเป็นอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้วนี่น่าอีกอย่างเขาจะไปไหนและจะกลับมาที่ห้องอีกทีเมื่อไหร่มันก็เรื่องของเขา เพราะตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันรอมหาวิทยาลัยเปิดเทอมพรุ่งนี้ เมื่อกี้คือประโยคทักทายประโยคแรกที่เราคุยกันตั้งแต่ที่มาอยู่ด้วยกัน
ใช่ค่ะที่ผ่านมาเราต่างคนต่างอยู่ นอนห้องใครห้องมัน ไม่ได้คุยกันไม่ได้ทำตัวสนิทสนมกันอย่างที่ควรจะเป็นตามสถานะของเราตอนนี้
ซึ่งมันก็ถูกแล้วที่เป็นอย่างนั้น…