All Chapters of ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น: Chapter 11 - Chapter 20

20 Chapters

บทที่ 11

นางรู้อยู่แล้วมาตลอดนางรู้ดีว่าเขามีใจให้นาง ทว่ากลับไม่เคยปฏิเสธ ทั้งยังรับการดูแลและความเอ็นดูเป็นพิเศษจากเขาอย่างถือเป็นเรื่องสมควรกระทั่งหลังจากเขาแต่งงานแล้ว นางยังคิดกำจัดสตรีข้างกายเขาไปทีละคนเขาแกะนิ้วของนางที่กำแขนเสื้อเขาไว้ทีละนิ้วอย่างไม่ปรานีแม้แต่น้อย“เมื่อก่อนข้าเคยมีใจให้เจ้าจริง”น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ราวกับถ้อยคำนั้นเอ่ยกับตนเอง“แต่หลังจากแต่งอิงหลัวเข้ามาแล้ว คนที่ข้ารักคือนาง และจะมีเพียงนางผู้เดียว”เขาปล่อยมือนาง ก่อนถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว“เจ้าก็จงดูแลตัวเองให้ดีเถิด”กล่าวจบเขาก็หันกายจากไป เงาร่างก็ลับหายไปท่ามกลางแสงจันทร์เว่ยเจี่ยวเจี่ยวยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม น้ำตายังค้างอยู่บนใบหน้า ทว่านางกลับลืมแม้แต่จะร่ำไห้นางหันไปมองอวี๋เยวียน“พี่อวี๋เยวียน…”อวี๋เยวียนยืนอยู่ข้างประตู ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้มิได้เอ่ยวาจาสักคำเขามองเว่ยเจี่ยวเจี่ยว ในแววตาไม่มีทั้งความโกรธและความผิดหวัง มีเพียงความว่างเปล่าจู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องเมื่อหลายปีก่อน อาอิงหลัวยืนอยู่ใต้ต้นท้อในหุบเขา เขย่งปลายเท้าสวมพวงดอกไม้ที่เพิ่งถักเสร็จลงบนศีรษะเขาดวงตาของนางใสกระจ่าง
Read more

บทที่ 12

เรือสินค้าล่องอยู่กลางทะเลเป็นเวลาเจ็ดวัน ในที่สุดก็เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือหลิ่งหนานตอนอิงหลัวลงจากเรือ ขาทั้งสองข้างยังคงอ่อนแรงอยู่เล็กน้อยนางหิ้วห่อผ้าใบเล็ก เดินออกจากท่าเรืออากาศของหลิ่งหนานชื้นและอุ่นร้อน ริมถนนมีต้นไทรสูงใหญ่ปลูกอยู่นางสอบถามผู้คนที่เดินผ่านไปมาหลายคน วกไปวกมาอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็พบร้านเครื่องเทศของท่านป้าตัวร้านไม่ใหญ่ หน้าประตูแขวนพริกแห้งกับลูกกระวานดำไว้หลายพวง กลิ่นเครื่องเทศเข้มข้นลอยออกมาจากด้านในสตรีนางหนึ่งกำลังก้มหน้าดีดลูกคิดอยู่ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก็เงยหน้าขึ้นนางอายุราวสี่สิบต้นๆ ผิวคล้ำเล็กน้อย ทว่ายังพอมองเห็นเค้าความงดงามโดดเด่นในวัยสาวจากคิ้วตานางมองสำรวจอาอิงหลัวอยู่สองสามครั้ง“เจ้าคืออิงหลัวหรือ?”อาอิงหลัวพยักหน้า “ท่านป้า”อาไต้ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงวางลูกคิดลง หันกลับไปหยิบกุญแจดอกหนึ่งจากหลังโต๊ะหน้าร้าน“ด้านหลังมีห้องว่างอยู่ห้องหนึ่ง ผ้าห่มกับเครื่องนอนอยู่ในตู้ ไปเอาปูเองล่ะ เวลาอาหารเย็นก็ค่อยเคาะชาม”เพียงคำพูดประโยคเดียวนี้ ก็ถือว่าอาไต้รับนางไว้แล้วอาอิงหลัวจึงพักอาศัยอยู่ที่ร้านเครื่องเทศอาไต้เป็นหญิ
Read more

บทที่ 13

เขายืนอยู่หน้าโต๊ะหน้าร้าน มองทางนั้นทีทางนี้ที สุดท้ายหยิบห่อโป๊ยกั๊กขึ้นมาจ่อที่ปลายจมูก ดมดูเล็กน้อย ก่อนหันไปพูดกับอาอิงหลัวพร้อมรอยยิ้มว่า“แม่นาง โป๊ยกั๊กนี้ตากแห้งไม่พอ กลิ่นหอมจึงออกมามิได้”อาอิงหลัวมองเขา “ท่านมาซื้อเครื่องเทศหรือ?”“มาสอนเจ้าให้รู้จักตัวอักษร”เหวินอวิ๋นเจี้ยนวางห่อโป๊ยกั๊กลง มองนางพร้อมยิ้มตาหยี“เมื่อวานเห็นแม่นางกลุ้มใจกับสมุดบัญชี ข้ากลับไปคิดดูแล้ว รู้สึกไม่อาจปล่อยผ่านได้ อย่างไรเสียข้าก็ว่างอยู่ ไม่มีอะไรทำ ไม่สู้มาสอนเจ้าวันละครึ่งชั่วยาม ถือเสียว่าเป็นการสั่งสมบุญ”เดิมอาอิงหลัวคิดจะปฏิเสธแต่เขากลับนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะหน้าร้านเองเสียแล้ว ล้วง “ตำราพันอักษร” เล่มบางออกมาจากแขนเสื้อ เปิดหน้าแรก แล้วเงยหน้ามองนาง “มา”อาอิงหลัวยืนนิ่งอยู่เหวินอวิ๋นเจี้ยนก็ไม่รีบร้อน นั่งอยู่เช่นนั้น พลางยิ้มตาหยีรออยู่ผ่านไปพักใหญ่ อาอิงหลัววางผ้าเช็ดในมือลง แล้วเดินเข้าไปหาหลังจากนั้น เหวินอวิ๋นเจี้ยนก็มาหาอยู่เป็นระยะบางครั้งเขานำหนังสือมาหนึ่งเล่ม บางครั้งก็มามือเปล่า พอมาถึงก็ไปนั่งข้างโต๊ะหน้าร้าน สอนนางรู้จักตัวอักษรไม่กี่ตัว เล่าเรื่องราวในอด
Read more

บทที่ 14

เจ้าหน้าที่ว่าการแสยะยิ้ม ขยับเข้ามาจะจับนาง อาอิงหลัวเซถอยไปหลายก้าว ก่อนล้มลงนั่งกับพื้นนางยันพื้นกำลังจะลุกขึ้น จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าที่เป็นจังหวะดังมาจากนอกประตู“เจ้าก็คือกฎหมายบ้านเมืองหรือ?”เสียงใสกังวานดังมาจากนอกประตู แฝงความเย็นเยียบอย่างไม่ใส่ใจอยู่เล็กน้อยผู้คนทั่วทั้งห้องว่าการต่างหันไปมองตามเสียงเหวินอวิ๋นเจี้ยนก้าวยาวๆ เข้ามาในศาลว่าการเบื้องหลังเหวินอวิ๋นเจี้ยนมีองครักษ์ถือดาบสองแถวติดตามมา ทยอยกันเข้าสู่ศาลว่าการ ก่อนแยกยืนเรียงอยู่สองฝั่งนายอำเภอสีหน้าเปลี่ยนไป กำลังจะตวาด แต่กลับเห็นเหวินอวิ๋นเจี้ยนค่อยๆ หยิบผ้าแพรสีเหลืองสดม้วนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วคลี่ออกทั้งศาลว่าการพลันเกิดเสียงฮือฮาสีเลือดบนใบหน้าของนายอำเภอหายไปในพริบตา เขาไถลลงจากเก้าอี้ แล้วคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบเหวินอวิ๋นเจี้ยนเลิกคิ้วมองเขา แล้วเอ่ยอ่านด้วยเสียงดังชัดเจนว่า“ด้วยองค์จักรพรรดิผู้รับบัญชาสวรรค์ มีพระราชโองการว่า กิจการทางทะเลแห่งหลิ่งหนานมีความยุ่งยากซับซ้อน จึงมีพระบัญชาให้องค์ชายสามเหวินอวิ๋นเจี้ยนถือพระราชอาญาสิทธิ์ออกตรวจสอบ หากพบขุนนางฉ้อฉล บิดเบือนกฎหมาย พ่อค้าทุจ
Read more

บทที่ 15

อาอิงหลัวอ้าปาก แต่ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าควรพูดอะไรนางเงียบไปครู่ใหญ่ จึงค่อยหันกลับไปมองเหวินอวิ๋นเจี้ยนเขายืนอยู่ข้างโต๊ะหน้าร้าน ไม่ได้เร่งรัด เพียงรออยู่เงียบๆในดวงตาของเขามีแววรอยยิ้มที่เปิดเผยตรงไปตรงมา ใสกระจ่างไร้สิ่งปิดบัง ไม่มีการตีสนิทเกินควรหรือการหยั่งเชิงแม้แต่น้อยอาอิงหลัวหลุบตาลง แล้วเงยขึ้นอีกครั้ง“ได้”ทั้งสองเดินทางขึ้นเหนือไปด้วยกัน เหวินอวิ๋นเจี้ยนก็รักษาคำพูดของตนเขาช่วยแนะนำนางให้รู้จักผู้ดูแลการจัดซื้อของจวนผู้มีบรรดาศักดิ์หลายแห่ง อีกทั้งเป็นสะพานเชื่อมให้นางได้พูดคุยกับขันทีผู้ดูแลงานของสำนักฝ่ายในแห่งวังหลวงร้านเครื่องเทศของอาอิงหลัว จากร้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ขยายจนกลายเป็นร้านชื่อดังที่มีชื่อเสียงไปทั่วสามสายถนนเครื่องหอมผสมชนิดหนึ่งที่นางคิดค้นขึ้น ด้วยกลิ่นหอมละมุนและติดทนนาน จึงได้รับคัดเลือกเข้าสู่รายชื่อเครื่องบรรณาการของวังหลวงอาอิงหลัวมิใช่สตรีที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้วนางมีชื่อการค้าของตนเอง มีลูกจ้างของตนเอง มีเสมียนบัญชีของตนเองนางส่งตั๋วเงินและจดหมายไปให้บิดามารดาและท่านป้าทุกเดือนผู้ส่งสารใช้เวลาเดินท
Read more

บทที่ 16

อวี๋เยวียนยืนอยู่ที่เดิม มองใบหน้าอันสงบนิ่งของอาอิงหลัว รู้สึกแน่นขึ้นมาในลำคอเขาขยับปาก เสียงแหบพร่า“วันนั้นข้าไม่ได้ไปรับโคมของเจ้า” เขาหลุบตาลง เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ข้าเสียใจแล้ว ตลอดหนึ่งปีกว่ามานี้ ข้าเสียใจอยู่ทุกวัน”“ข้ารู้ว่าเจ้าปลอดภัย เดิมทีไม่ควรมารบกวนเจ้าอีก แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนาน ข้ายิ่งพบว่าตนเองไม่อาจลืมเจ้าได้ ข้าคำนวณแล้วว่าเจ้ามาเมืองหลวง ข้าคิดว่า...ข้าเพียงอยากพบเจ้าอีกสักครั้ง”เขาเงยหน้ามอง ดวงตาแดงเรื่อ “อิงหลัว เจ้ายกโทษให้ข้าได้หรือไม่?”อาอิงหลัวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง“อวี๋เยวียน ท่านรักเว่ยเจี่ยวเจี่ยว มิได้มารับโคมของข้า เรื่องนี้ข้าไม่เคยโทษท่าน”“เรื่องความรู้สึกฝืนบังคับกันไม่ได้ ข้าเข้าใจ”ในดวงตาของอวี๋เยวียนมีประกายสายหนึ่งวาบผ่าน“แต่หากการให้อภัยที่เจ้าพูดถึง หมายถึงการที่เจ้าเพราะเว่ยเจี่ยวเจี่ยว จึงยัดเยียดชื่อว่าเป็นคนมีกรรมให้ข้า ให้ข้าถูกแห่ประจานตามท้องถนน ถูกกักไว้ในศาลบรรพชน”อาอิงหลัวเว้นไปครู่หนึ่ง“เรื่องนั้น ข้าไม่มีทางให้อภัยท่าน”ประกายแสงนั้นพลันดับลงในชั่วพริบตาสีหน้าของอวี๋เยวียนค่อยๆ ซีดลงอาอิงหลัวมองเขา แล้วถามว่
Read more

บทที่ 17

เสียงของเขาแหบพร่ายิ่งนัก ราวกับแต่ละคำต้องฝืนเค้นออกมาจากลำคอ“อิงหลัว ที่จริงข้าชอบเจ้ามานานแล้ว”อาอิงหลัวมิได้เอ่ยตอบ“ไม่ใช่การใช้ประโยชน์ ไม่ใช่การวางแผนหลอกลวง”เขาเงยหน้ามอง รอบดวงตาแดงเรื่อ“เป็นเรื่องจริง”เขาเริ่มเล่า ว่าแรกเริ่มที่เขาเข้าหานางนั้น ก็เป็นเพราะเว่ยเจี่ยวเจี่ยวจริงๆเขาเล่าว่าต่อมาโดยไม่รู้ตัว เขากลับมีใจให้นาง แต่ไม่กล้ายอมรับเขาเล่าว่า เขากลัวว่านางยังมีอวี๋เยวียนอยู่ในใจ จึงยอมปล่อยให้มีการกักนางไว้ในศาลบรรพชนเขาเล่าว่า เขาตามหานางไม่พบ อวี๋เยวียนไม่ยอมช่วยคำนวณหาให้ เขาจึงส่งคนไปจับตาดูอวี๋เยวียน จนได้รู้ว่านางมาถึงเมืองหลวงแล้ว เขาจึงยื่นเรื่องต่อราชสำนัก ขอให้ได้กลับมาก่อนกำหนดเมื่อพูดมาถึงตอนท้าย เสียงของเขาเริ่มสั่น “ข้ารู้ว่าตอนนี้มาพูดเรื่องเหล่านี้ก็สายไปแล้ว แต่ข้ายังคงติดค้างคำอธิบายกับเจ้า”อาอิงหลัวฟังจนจบอย่างเงียบๆนางยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้น จิบไปหนึ่งอึก แล้ววางลง“ข้ารู้แล้ว”เว่ยเจิงมองนาง พลางขยับปาก แต่กลับไม่อาจพูดอะไรออกมาได้เขารออยู่นานมาก ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงสี่คำนี้ไม่มีความโกรธ ไม่มีการซักถาม ไม่มีน้ำตานาง
Read more

บทที่ 18

เว่ยเจิงกระตุกมุมปากเล็กน้อย ก่อนนั่งลงตรงข้ามเขา รินสุราให้ตนเองหนึ่งจอก แต่กลับมิได้ดื่ม เพียงถือไว้ในมือแล้วหมุนเล่นไปมา“ช่วงนี้องค์ชายสามทรงมีงานรัดตัวแท้ๆ แต่ยังทรงมีเวลาสำราญพระทัยจัดงานเลี้ยงอยู่ที่นี่ได้ นับว่าทรงมีพระอารมณ์สุนทรีย์ยิ่งนัก”เขาหยุดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบผ่านไปทางอาอิงหลัวอย่างแนบเนียน“ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้องค์ชายทรงใกล้ชิดกับฮูหยินของข้ายิ่งนัก ไม่ทราบว่าทรงมีเจตนาใดกันแน่?”“ฮูหยินของเจ้าหรือ”เหวินอวิ๋นเจี้ยนวางจอกสุราลง น้ำเสียงยังคงเนิบช้าไม่เร่งร้อน ทว่าทุกถ้อยคำกลับชัดเจนหนักแน่น“แม่ทัพเว่ยเห็นทีจะจำผิดไปแล้วกระมัง แม่นางอิงหลัวยังมิได้ออกเรือน แล้วคำว่า ‘ของเจ้า’ มาจากไหนกัน?”สีหน้าของเว่ยเจิงเปลี่ยนไปเล็กน้อยขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปาก อวี๋เยวียนที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างเรียบเฉย“การสมรสระหว่างอิงหลัวกับเว่ยเจิงแต่เดิมก็ยังมิได้ประทับตรารับรอง องค์ชายอย่าได้ทรงกริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนี้ฟังดูเหมือนกำลังไกล่เกลี่ย แต่แท้จริงกลับเป็นการซ้ำเติมลงตรงจุดเจ็บของเว่ยเจิงอีกครั้งเหวินอวิ๋นเจี้ยนหันไปมองอวี๋เยวียน ยิ้มบางก่อนเอ
Read more

บทที่ 19

เขามิได้กางร่ม ร่างกายเปียกโชกไปทั้งตัว อาภรณ์สีดำสนิทแนบไปกับเรือนกาย ทั่วทั้งร่างดูราวกับรูปสลักหินที่ถูกสายฝนชโลมจนชุ่มเป็นเว่ยเจิงเห็นได้ชัดว่าเขาดื่มสุราไปไม่น้อย ท่ามกลางม่านสายฝน สายตาของเขายังคงตรึงอยู่ที่นางไม่วาง พลางขอบตาแดงเรื่อเขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนหยุดลงอีกครั้ง ราวกับเกรงว่าหากเข้าใกล้นางมากกว่านี้ นางจะเหมือนวิหคที่ตกใจแล้วโผบินหนีไป“อิงหลัว” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า “เจ้า...ช่วยหันกลับมามองข้าสักครั้งได้หรือไม่?”อาอิงหลัวยืนอยู่ด้านในธรณีประตู มองเขาผ่านม่านสายฝนนางหยิบร่มกระดาษน้ำมันคันหนึ่ง ก้าวออกไปในสายฝน ก่อนยื่นด้ามร่มเข้าไปในมือของเขา“เว่ยเจิง ข้าไม่เกลียดท่านอีกแล้ว แต่ก็จะไม่รักท่านอีกต่อไปเช่นกัน ท่านกลับไปเถิด”เว่ยเจิงกำร่มคันนั้นไว้ ข้อนิ้วซีดขาว สายฝนไหลรินจากปลายคางของเขาไม่ขาดสายเขาขยับริมฝีปากอยู่หลายครั้ง ทว่ากลับเอ่ยสิ่งใดไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงฝืนเค้นคำหนึ่งออกมา“ข้ารู้ว่าองค์ชายสามทรงมีใจให้เจ้า ข้าไม่อาจสู้กับเขาได้ สิ่งที่ข้ามอบให้เจ้าได้ย่อมมีไม่มากเท่าเขา เจ้าเลือกเขาก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว แต่ราชสกุลนั้นไร้เยื่อใยนัก เจ
Read more

บทที่ 20

ภูมิทัศน์และบรรยากาศของดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือแตกต่างจากตะวันตกเฉียงใต้อย่างสิ้นเชิงดินแดนแถบนี้ฤดูหนาวมาเยือนเร็ว เพียงย่างเข้าเดือนสิบหิมะก็เริ่มโปรยปรายแล้วเสียงลมนอกกระโจมครวญคราง เว่ยเจิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ มือกำหนังสือราชการฉบับหนึ่งไว้ มองอยู่นานสองนาน แต่กลับอ่านไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียวเขาวางหนังสือราชการลง ก่อนล้วงหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อปิ่นเงินเล่มนั้นดอกพุดที่ประดับอยู่บนหัวปิ่นเริ่มสึกไปบ้างแล้ว แม้แต่เงาวาวตามขอบก็หม่นลงจากการลูบคลำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวันเขาจะหยิบมันออกมาดูสักครั้ง เมื่อดูจนพอแล้วจึงเก็บกลับไว้ตรงอกเสื้อดังเดิมทหารคนสนิทเข้ามาเติมถ่าน เหลือบเห็นปิ่นในมือของเขาเข้าก็ไม่กล้าซักถาม เพียงก้มหน้าแล้วถอยออกไปคนทั้งค่ายต่างรู้ดีว่าในใจของท่านแม่ทัพมีใครคนหนึ่ง คนผู้นั้นมิได้อยู่ข้างกาย และเขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเลยแต่ทุกครั้งที่ล่วงเข้าสู่ยามดึก เขามักนั่งอยู่เพียงลำพัง เหม่อมองปิ่นเล่มนั้นอยู่นานเว่ยเจิงหลับตาลง พลันหวนนึกถึงฤดูใบไม้ผลิครั้งนั้นเมื่อหลายปีก่อนครั้งแรกที่เขาได้พบอาอิงหลัว คือในงานเทศกาลฮวาซิ่นแห่งหุบเขาอวิ๋นกุ้ยตอนนั้นเขารู้เพ
Read more
PREV
12
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status