กูลมาจากตำนานหรือผลงานใดและมีที่มาอย่างไร?

2026-02-26 08:38:43
138
Partager
Quiz sur ton caractère ABO
Fais ce test rapide pour savoir si tu es Alpha, Bêta ou Oméga.
Odorat
Personnalité
Mode d’amour idéal
Désir secret
Ton côté obscur
Commencer le test

5 Réponses

Quinn
Quinn
คนแชร์ ช่างภาพ
แหล่งกำเนิดของคำว่า 'กูล' อยู่ในตำนานอาหรับโบราณที่เรียกว่า ghūl (غول) ซึ่งถูกเล่าในนิทานพื้นบ้านและเรื่องเล่าเกี่ยวกับจินน์และภูตผีปีศาจ

ในตำนานต้นตำรับ กูลมักถูกพรรณนาเป็นสิ่งมีชีวิตอาศัยในทะเลทรายหรือสุสาน สามารถลวงหลอกเหยื่อ เปลี่ยนรูปร่าง และกินเนื้อคนได้ เรื่องราวเหล่านี้มีโทนสยองขวัญและเตือนภัยผู้คนให้ระวังทางเปลี่ยว บางตำนานยังเชื่อมโยงกูลกับจินน์หรือปีศาจที่หลงเหลือจากโลกเหนือธรรมชาติ ทำให้ภาพกูลเป็นทั้งอันตรายและลึกลับ

ต่อมาเมื่อนิทานเหล่านี้ถูกถ่ายทอดไปสู่ยุโรปผ่านการแปลและนักเล่าเรื่องชาวตะวันตก ภาพกูลก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเชื่อท้องถิ่น กลายเป็นทั้งปิศาจกินคนหรือสิ่งมีชีวิตใต้ดินที่น่าขนลุก การเห็นความเชื่อดั้งเดิมถูกแต่งเติมใหม่ในนิยายและภาพยนตร์ทำให้ฉันสนใจว่าต้นฉบับมีความหลากหลายและน่าสะพรึงกลัวอย่างไร เฝ้าคิดว่าตำนานท้องถิ่นแบบนี้สะท้อนความกลัวร่วมของมนุษย์ได้ลึกซึ้งจริง ๆ
2026-02-28 09:29:29
8
Ophelia
Ophelia
คอนิยาย แม่ค้า
ในเกมโต๊ะอย่าง 'Dungeons & Dragons' กูลถูกตีความเป็นศัตรูคลาสสิกที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว เช่นการทำให้เหยื่อเป็นอัมพาตด้วยการสัมผัส
การออกแบบมอนสเตอร์ประเภทนี้เน้นการเล่นเป็นทีม: ผู้เล่นต้องคิดกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการโจมตีที่ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ ฉันเคยเป็นผู้เล่นที่ต้องปรับแผนหลายครั้งเมื่อพรรคเจอกูลครั้งแรก เพราะมันเปลี่ยนสถานการณ์การต่อสู้ทันที แถมกูลในเกมโต๊ะมักมีคำอธิบายเรื่องที่มาที่แตกต่างกันตามโลกแคมเปญ บางฉบับเชื่อมโยงกับการสาปหรือการกลับคืนชีพ ในขณะที่บางฉบับให้ความสำคัญกับบรรยากาศหลอนมากกว่า
การออกแบบเช่นนี้ทำให้กูลไม่ใช่แค่ตำนาน แต่เป็นเครื่องมือทางเกมที่สร้างความตื่นเต้นและท้าทาย ซึ่งฉันยกให้เป็นหนึ่งในศัตรูที่สร้างความทรงจำได้ดีเวลาจัดแคมเปญ
2026-03-02 06:14:10
6
Aiden
Aiden
เพื่อนอ่าน ตำรวจ
วรรณกรรมตะวันตกบางชิ้นนำกูลไปแปรสภาพให้มีความหลอนแบบจิตใต้สำนึก เช่นในเรื่องสั้น 'Pickman's Model' ของ H.P. Lovecraft ที่ใช้ภาพศิลปะและการรับรู้ผิดเพี้ยนสร้างบรรยากาศ
ในแนวคิดของเลิฟคราฟต์ กูลถูกนำเสนอเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกขอบเขตของความเป็นมนุษย์และมีรสนิยมกินเนื้อที่สยดสยอง งานเขียนแบบนี้เน้นความขมและการเปิดเผยความจริงที่น่ากลัวมากกว่าฉากไล่ล่า ตัวบทเล่าเรื่องด้วยมุมมองที่ใกล้ชิดกับผู้เล่า ทำให้ผู้อ่านต้องเผชิญหน้ากับภาพที่ถูกเปิดเผยอย่างช้า ๆ ซึ่งฉันมองว่าเพิ่มพลังของความสยองได้อย่างมีศิลป์และลึกซึ้ง
2026-03-02 21:56:34
6
Finn
Finn
สายแชร์ เชฟ
ความจริง 'Tokyo Ghoul' ปรับภาพกูลจากตำนานสู่มิติสังคมจิตวิทยาที่หนักแน่นและกินใจ
ฉากของเรื่องทำให้กูลไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาด แต่เป็นประชากรที่ต้องซ่อนตัว รักษารสชาติอาหารอันโหดร้าย และต่อสู้เพื่อตัวตน ตัวเอกอย่างคาเนกิแสดงให้เห็นความขัดแย้งระหว่างความเป็นมนุษย์กับสัญชาตญาณดิบ เรื่องนี้เล่าเรื่องด้วยความใกล้ชิดจนฉันรู้สึกเหมือนกำลังอ่านบันทึกของคนที่ต้องเลือกว่าจะเป็นผู้ล่าหรือผู้ถูกล่า
นอกจากนี้ 'Tokyo Ghoul' ใช้โลกใต้ดินและสังคมลับเป็นฟอยล์ให้เห็นปัญหาสังคม เช่น การถูกกีดกันและความรุนแรงทางอำนาจ ทำให้ภาพกูลในเรื่องเป็นบทวิจารณ์สังคมมากกว่าการเป็นแค่มอนสเตอร์อย่างเดียว ซึ่งมุมมองนี้ชวนให้คิดต่อถึงการตีความตำนานในยุคใหม่
2026-03-03 05:17:59
3
Mckenna
Mckenna
นักรีวิว ช่างตัดผม
สไตล์ของกูลในเกม 'Fallout' แตกต่างจากตำนานเดิมเพราะถูกมองผ่านเลนส์ของโลกหลังหายนะนิวเคลียร์
กรอบเรื่องทำให้กูลกลายเป็นมนุษย์ที่ถูกเปลี่ยนสภาพด้วยรังสี แบ่งออกเป็นประเภทที่ยังมีสติและ 'feral' ที่คลุ้มคลั่ง หลายครั้งที่ตัวละครกูลในเกมถูกใช้นำเสนอผลกระทบระยะยาวของสงครามและการทดลองมนุษย์ ผมชอบฉากที่เมืองยังมีชุมชนของกูลที่พยายามสร้างชีวิตร่วมกับมนุษย์ แนวคิดนี้ทำให้ผู้เล่นต้องตั้งคำถามว่าใครคือเหยื่อและใครคือผู้ร้าย
ระบบการเล่าเรื่องของเกมยังใส่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการเลือกว่าจะปฏิบัติต่อกูลอย่างไร ส่งผลต่อเนื้อเรื่องและความสัมพันธ์กับตัวละครอื่น ๆ ซึ่งฉันมองว่าเป็นการนำตำนานกูลเข้ามาเป็นเครื่องมือบอกเล่าเรื่องมนุษยธรรมมากกว่าจะเน้นแค่ความน่ากลัวอย่างเดียว
2026-03-04 11:51:28
4
Toutes les réponses
Scanner le code pour télécharger l'application

Livres associés

Autres questions liées

ตัวสามง่าม มีที่มาจากตำนานหรือผลงานใด

3 Réponses2026-02-14 19:19:00
รูปแบบสามง่ามที่เห็นในงานศิลป์คลาสสิกมักถูกเชื่อมโยงกับเทพแห่งท้องทะเลในตำนานยุโรปโบราณ เวลามองภาพสลักหรือเหรียญกรีกโรมัน ผมมักนึกถึงเทพโพไซดอนหรือเนปจูนถือสามง่ามเป็นสัญลักษณ์อำนาจเหนือทะเล คำว่า trident มาจากภาษาละติน 'tridens' แปลว่า 'ฟันสามซี่' ซึ่งสะท้อนความเป็นอาวุธที่เรียบง่ายแต่มีน้ำหนักทางสัญลักษณ์มาก ในตำนานกรีก โพไซดอนไม่ได้ใช้สามง่ามแค่เพื่อต่อสู้ แต่ยังสามารถเขย่าแผ่นดินและควบคุมคลื่นได้ ทำให้ภาพลักษณ์ของสามง่ามกลายเป็นการประกาศอำนาจเหนือธรรมชาติ การปรากฏของสามง่ามในโลกโบราณยังสะท้อนถึงการใช้ประโยชน์และเทคโนโลยีการประมง เช่น หอกหรือแหลนสามง่ามที่ใช้จับปลา แต่เมื่อเข้าสู่งานศิลป์ สามง่ามถูกยกระดับเป็นเครื่องหมายของอำนาจและอำนาจเหนือธรรมชาติ งานโมเสก ศิลาจารึก รวมถึงเหรียญโรมันบอกเล่าเรื่องราวนี้ได้ชัดเจน และสัญลักษณ์นี้ยังเดินทางไปปรากฏในตราสินค้าสมัยใหม่อย่างโลโก้รถแข่งที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปปั้นเนปจูนในเมืองโบโลญญา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารากของสามง่ามจากตำนานเก่าแก่มีอิทธิพลยาวนานและทะลุผ่านเวลาไปยังบริบทใหม่ๆ

ตํานานแม่นางอ๊ก มีที่มาจากเรื่องใดและสรุปเนื้อหาอย่างไร

3 Réponses2026-05-16 19:03:34
ในฐานะคนรักนิทานพื้นบ้าน ฉันมองว่า 'ตํานานแม่นางอ๊ก' เป็นเรื่องเล่าที่เติบโตมาจากการเล่าปากต่อปากระหว่างชาวบ้านในท้องถิ่น ต่างจังหวัดจะมีสีสันและรายละเอียดแตกต่างกันไป แต่แก่นหลักมักเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อแม่นางอ๊กที่ถูกทรยศหรือพบจุดจบอย่างโหดร้าย แล้วกลับมาเป็นวิญญาณ ผสมผสานทั้งความเศร้า ความแค้น และความห่วงหาในแบบนิทานพื้นบ้าน เวอร์ชันทั่วไปเล่าว่านางถูกทอดทิ้งหรือถูกทำร้ายจนตายใกล้แหล่งน้ำแห่งหนึ่ง — ฉากที่มักถูกยกขึ้นมาบ่อยคือการจมน้ำหรือฝังศพริมคลอง หลังจากนั้นชาวบ้านเริ่มเห็นเงาร่างหรือได้ยินเสียงเรียกชื่อในยามค่ำคืน บางเวอร์ชันแม่นางอ๊กไม่ใช่วิญญาณร้ายเสมอไป แต่กลายเป็นเทพผู้คุ้มครองพื้นที่หรือปกป้องเด็กเล็กในหมู่บ้าน ขึ้นอยู่กับการเล่าและความเชื่อของแต่ละชุมชน เรื่องนี้สะท้อนธีมเข้าใจง่าย คือความอยุติธรรมที่กลับมากระทบจิตใจผู้คน และความเชื่อในการเยียวยาทางจิตวิญญาณของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งศาล ฝากเครื่องเซ่น หรือการเล่าเตือนลูกหลานให้รู้จักความดีความชั่ว แบบเล่าให้ฟังกันต่อ ๆ ไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ทำให้พื้นที่นั้น ๆ มีเอกลักษณ์ ยังคงรู้สึกได้ว่านิทานแบบนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้ขนลุก แต่ยังเตือนใจคนให้เห็นคุณค่าและผลของการกระทำด้วย

ควาน มีที่มาจากนิยายหรือจากตำนานท้องถิ่นใด?

1 Réponses2026-03-22 10:32:51
เมื่อพูดถึงคำว่า 'ควาน' ผมมักมองว่ามันเป็นชื่อที่สะท้อนภาพของตัวละครหรือสิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างตำนานท้องถิ่นกับการประพันธ์ร่วมสมัย มากกว่าจะเป็นตัวตนเดียวที่มาจากตำนานบทใดบทหนึ่งโดยตรง ในหลายชุมชนรอบป่าทึบของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้ล่า ผู้คุ้มครองป่า หรือวิญญาณที่เปลี่ยนรูปได้ ซึ่งหัวข้อและลักษณะของพวกเขามักถูกนำมาร้อยเรียงใหม่โดยนักเล่าเรื่องและนักประพันธ์ ทำให้ชื่ออย่าง 'ควาน' ฟังดูคุ้นหูและเข้ากับบริบทของนิทานพื้นบ้านได้ง่าย ผมเห็นว่าการที่ชื่อเดียวกันอาจมีรากหลายชั้นเป็นเรื่องปกติ: บางครั้งนักเขียนสมัยใหม่จะยืมองค์ประกอบจากตำนานพื้นเมือง เช่น ความผูกพันกับป่า การปกป้องลูกหลาน หรือบทบาทของผู้ล่าที่มีด้านดีและด้านมืด มาผสมกับไอเดียสมัยใหม่จนเกิดเป็นตัวละครที่มีมิติ หมายความว่าแม้คำว่า 'ควาน' จะไม่ได้มาจากตำนานท้องถิ่นเดียว แต่จิตวิญญาณของมัน—รูปแบบการเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเอาตัวรอด ความโดดเดี่ยว และการบูชาเทพแห่งป่า—มีอยู่แทบทุกที่ในนิทานพื้นบ้านแถบนี้ ในฐานะคนที่ชอบอ่านและฟังเรื่องเล่าจากทั้งนักเล่าเรื่องรุ่นเก่าและนักเขียนรุ่นใหม่ ผมมักจินตนาการว่า 'ควาน' คือการต่อยอดของเรื่องราวที่ถูกเล่าในชุมชนมาก่อน ถูกแต่งเติมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเมื่อตกอยู่ในงานประพันธ์ใหม่ๆ มันจึงดูเหมือนเป็นตัวละครเฉพาะตัว ทั้งนี้ถ้าต้องสรุปแบบย่อๆ ก็จะบอกได้ว่าชื่อหรือแนวคิดของ 'ควาน' ไม่ได้ยืนยันที่มาจากนิยายเล่มเดียวหรือจากตำนานท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งอย่างเด็ดขาด แต่เป็นผลลัพธ์จากการผสมผสานระหว่างตำนานพื้นบ้านกับการสร้างสรรค์เชิงวรรณกรรมสมัยใหม่ ที่สำคัญคือความหมายและบรรยากาศของมันมักสะท้อนความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติและความกังวลของสังคมที่เปลี่ยนไปในแต่ละยุค

กงสี คือ ดัดแปลงจากประวัติหรือตำนานท้องถิ่นหรือไม่

5 Réponses2026-07-31 04:15:44
ประเด็นเรื่อง 'กงสี' มันมีหลายชั้นมากกว่าที่คิดและไม่ควรถูกตัดสินเพียงมุมเดียว ผมมองว่าเวอร์ชันสมัยใหม่ของ 'กงสี' มักเป็นการผสมผสานระหว่างแก่นประวัติศาสตร์กับองค์ประกอบตำนานท้องถิ่น: บางฉากอาจได้แรงบันดาลใจจากบุคคลหรือเหตุการณ์จริง ๆ ในภูมิภาค ขณะที่รายละเอียดที่ทำให้คนอิน เช่นฉากพิธีกรรม สัญลักษณ์ หรือการพูดคุยกับวิญญาณ มักถูกยกมาจากเรื่องเล่าปากต่อปาก ซึ่งทำให้เรื่องดูมีมิติและเข้าถึงความรู้สึกของคนในพื้นที่ได้ดี ในฐานะคนที่ติดตามทั้งเรื่องเล่าและแหล่งข้อมูลเก่า ๆ ผมชอบการดัดแปลงที่ยังเก็บเสน่ห์ท้องถิ่นเอาไว้ แต่ก็ระวังการยืนยันว่าทุกอย่างเป็นข้อเท็จจริง เพราะผู้สร้างมักปรับแต่งให้เรื่องเล่าเข้ากับโทน ผลงาน และผู้ชม ปิดท้ายแล้ว 'กงสี' จึงมักเป็นผลงานกึ่งประวัติศาสตร์กึ่งตำนาน ที่เล่าเรื่องรากเหง้าของท้องถิ่นอย่างมีชีวิตชีวา

ตำนานผีตานีมีที่มาจากพื้นที่ใดและความเชื่อเป็นอย่างไร

4 Réponses2025-11-01 21:44:26
ตำนานผีตานีถูกยกให้มีรากฐานมาจากพื้นที่ภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะบริเวณแถบปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งไหลเวียนความเชื่อร่วมกับวัฒนธรรมมลายูในคาบสมุทรมลายู ในความเข้าใจของผม ตำนานนี้เชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ของคนท้องถิ่นกับป่ากล้วยและพื้นที่รกร้าง กล้วยตานีซึ่งเป็นต้นกล้วยชนิดหนึ่งถูกมองว่าเป็นที่พำนักของวิญญาณรูปผู้หญิงที่สวย แต่มีพลังเหนือธรรมชาติ เรื่องเล่ามักบอกว่าเธอจะปรากฏตัวในคืนเดือนเพ็ญ ใส่ชุดสีเขียวหรือสีขจี และบางเวอร์ชันพูดถึงการให้โชคลาภแก่คนดีหรือเล่นตลกแก่คนใจร้าย ในมุมมองส่วนตัว ความเชื่อเกี่ยวกับผีตานีสะท้อนการเตือนให้ชุมชนเคารพธรรมชาติ ไม่ตัดต้นกล้วยโดยไม่มีพิธี ไม่มีการทิ้งศพหรือของเสียใกล้ป่ากล้วย และยังใช้เป็นเครื่องเตือนให้คิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงในสังคมท้องถิ่น เรื่องราวนี้เลยไม่ได้เป็นแค่นิทานหลอน ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ความศรัทธา และการจัดการทรัพยากรอย่างละมุน

ตระกูลหวั่งหลี มีประวัติและจุดกำเนิดอย่างไรในเนื้อเรื่อง

3 Réponses2025-12-10 02:36:14
ยืนดูรูปปั้นบรรพบุรุษในห้องโถงใหญ่ทำให้ฉันนึกภาพต้นกำเนิดของตระกูลหวั่งหลีชัดขึ้นกว่าเดิมเลย เรื่องราวเริ่มจากชุมชนริมเทือกเขาที่เคยถูกละเลย ผู้ก่อตั้งซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า 'หวั่งหลีตง' เกิดมาเป็นคนเดินทาง ชำนาญทั้งการรักษาเบื้องต้นและการอ่านภูมิประเทศ เขาใช้ความรู้แผ่ขยายไปตามหมู่บ้านเล็ก ๆ สร้างเครือข่ายการคมนาคม พ่อค้าที่เคารพ เอกสารโบราณบางฉบับบันทึกไว้ว่าตระกูลได้รวบรวมตำราการแพทย์และกลยุทธ์ไว้ใน 'คัมภีร์หวั่งหลี' ซึ่งกลายเป็นมรดกสำคัญที่ส่งต่อรุ่นต่อรุ่น ในช่วงรุ่งเรืองตระกูลไม่ได้พึ่งเพียงความรู้เท่านั้น แต่ขยายอำนาจด้วยการผูกมิตรผ่านการแต่งงานและคุมเส้นทางการค้า ขบวนพ่อค้าของหวั่งหลีมักผ่านหุบเขาสำคัญที่เรียกกันว่าเส้นทางมรกต ทำให้มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจพื้นที่ เหตุการณ์สำคัญที่ถูกเล่าขานคือการปกป้องสะพานดำ—การต่อสู้เล็ก ๆ ที่เปลี่ยนตำแหน่งทางการเมืองของตระกูล กลายเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้หวั่งหลีได้รับสิทธิ์เก็บภาษีผ่านเส้นทางนั้น ช่วงเวลาที่ตระกูลยิ่งใหญ่ก็มีรอยร้าวจากความทะเยอทะยานของสาขาย่อย บันทึกการแยกตัวของสาขาที่สามเล่าว่ามีการเนรเทศและการตั้งตัวเป็นกลุ่มเร้นลับ ทำให้ปัจจุบันตระกูลหวั่งหลีถูกมองทั้งในด้านความน่าเชื่อถือและเงามืดของอดีต ฉันยังเห็นว่ารากเหง้าของพวกเขาเป็นทั้งนักรักษา นักพ่อค้า และผู้วางแผนการเมือง ซึ่งผสมผสานจนกลายเป็นตำนานท้องถิ่นที่คนรุ่นหลังยังเล่าต่อกันอยู่

โจ๊ก เกอร์ มาจากหนังหรือคอมมิกส์เรื่องใดและมีที่มาอย่างไร

4 Réponses2026-01-09 02:59:36
โจ๊กเกอร์เกิดขึ้นครั้งแรกบนหน้ากระดาษการ์ตูน ไม่ใช่จากหนังเดียวที่ทุกคนจำได้ แต่จากนิยายภาพตอนสั้นใน 'Batman' ฉบับแรกปี 1940 ซึ่งตอนนั้นเขายังเป็นตัวตลกผู้ชั่วร้ายที่ชอบเล่นแผลงๆ มากกว่าจะเป็นวายร้ายจิตวิทยาที่เราเห็นภายหลัง ฉันชอบเรื่องราวช่วงแรกเพราะมันแสดงให้เห็นวิวัฒนาการของตัวละคร วาดโดย Bob Kane กับ Jerry Robinson และเขียนโดย Bill Finger — ถึงจะมีการถกเถียงกันเรื่องผู้คิดค้นหลัก แต่ชิ้นงานนั้นให้รูปแบบหน้าตายิ้มกว้างที่หลายคนบอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเงียบ 'The Man Who Laughs' ของ Conrad Veidt โจ๊กเกอร์ยุคทองเป็นการผสมระหว่างอารมณ์ขันมืดกับกลไกอาชญากรรม ทำให้เขากลายเป็นตัวละครยืดหยุ่นสามารถดัดแปลงไปตามยุคสมัยได้ เมื่อนึกถึงโจ๊กเกอร์ในมุมของการ์ตูนดั้งเดิม ฉันมักจะเห็นความสนุกในการเปลี่ยนแปลงสไตล์—จากตัวตลกสวมหน้ากากไปสู่ผู้ร้ายที่เต็มไปด้วยบาดแผลทางใจ และนั่นแหละที่ทำให้การตีความต่างๆ ต่อมาไม่เหมือนกันเลย

ก.พ. ย่อมาจากอะไรและมีที่มาอย่างไร?

3 Réponses2026-04-01 09:44:43
คำว่า 'ก.พ.' มักจะเป็นตัวย่อที่เจอได้บ่อยในปฏิทินหรือเอกสารต่าง ๆ และผมชอบมองว่ามันเป็นโลกย่อมๆ ของความหมายสองแบบที่ต่างกันชัดเจน ความหมายแรกที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นคือการย่อมาจาก 'กุมภาพันธ์' ซึ่งเป็นเดือนที่สองของปีในปฏิทินสากล การย่อแบบนี้มาจากการตัดคำยาวให้สั้นลงเพื่อความสะดวกในการพิมพ์และแสดงผล เช่น ในปฏิทินขนาดเล็กหรือหัวกระดาษจดหมาย จึงใช้เพียงตัวอักษรเด่นสองตัวคือ 'ก.' กับ 'พ.' เพื่อแทนคำเต็ม การใช้อักษรย่อแบบนี้มีมาตรฐานทั่วไป ทำให้แทบทุกคนอ่านออกทันทีเมื่ออยู่ในบริบทของวันที่ ความหมายที่สองซึ่งเห็นในบริบทราชการหรือการบริหารงานคือย่อมาจากหน่วยงานที่เรียกว่า 'สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน' โดยมักเขียนสั้นๆ ว่า 'สำนักงาน ก.พ.' หรือบางคนเรียกสั้นว่า 'ก.พ.' ในการสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ วิธีย่อมักเลือกตัวอักษรสำคัญของคำในชื่อหน่วยงานมาใช้ ดังนั้นเมื่อเจอคำว่า 'ก.พ.' ในประกาศรับสมัครงานหรือเอกสารราชการ คนทั่วไปจะเข้าใจได้จากบริบทว่าเป็นหน่วยงานไม่ใช่เดือน สรุปแล้ว เวลาที่เห็น 'ก.พ.' ให้ดูบริบทประกอบ ถ้าอยู่กับวันที่หรือปฏิทินคือเดือนกุมภาพันธ์ แต่ถ้าอยู่ในเอกสารราชการหรือเรื่องการสอบเข้าระบบข้าราชการก็มักจะหมายถึงหน่วยงานด้านข้าราชการ นี่คือเคล็ดง่าย ๆ ที่ผมมักใช้เวลาเจอคำย่อเหล่านี้ในการอ่านเอกสารต่าง ๆ
Questions fréquentes
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status