LOGIN
“พี่คนนั้นเขาดูแปลก ๆ นะคะ เวลาทำงานก็ดูคุยเก่งบริการลูกค้าดี แต่พอหมดหน้าที่กลับเงียบซะเหมือนไม่มีปาก”
“อ๋อ ยัยเพนนีน่ะเหรอ แปลกเป็นเรื่องปกตินั่นแหละ ไม่ต้องไปยุ่งหรอก พวกนอกคอกน่ะ คุยแต่กับเพื่อนตัวเอง”
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นด้านหลังอย่างประเจิดประเจ้อ ระหว่างที่เพนนีเพิ่งเดินออกมาจากร้านอาหารห้าดาวในโรงแรมหรู เธอทำงานที่นี่มาได้เกินสามปีแล้ว
หญิงสาวไม่ได้หันกลับไปมอง และไม่คิดสนใจคนรอบตัวที่เธอเดินผ่านมา เธอมีหน้าที่ทำงานเพื่อหาเงิน และให้บริการลูกค้าคนรวยที่เข้ามาใช้บริการ และเมื่อไหร่ที่ถึงเวลาเลิกงานก็นับว่าหมดหน้าที่พร้อมตรงกลับบ้านทันที
เพนนีเดินไปตามทางเดินของพนักงานเพื่อมุ่งหน้าไปยังล็อกเกอร์ของเธอ หญิงสาวถอดยูนิฟอร์มของโรงแรมออกแล้วเปลี่ยนมาใส่เสื้อตัวโคร่งกับกางเกงยีนส์ทรงหลวม มุ่งตรงกลับบ้าน
สองขาก้าวพ้นออกมาจากอาณาเขตของโรงแรมหรูที่ตั้งตระหง่านติดถนนสายหลัก เธอเดินออกมาด้านหลังแล้วเลี้ยวเข้าซอยมืด ๆ พร้อมลมที่พัดเข้ามาปะทะใบหน้าสวยจนผมสีน้ำตาลธรรมชาติลอยละลิ่วพันกัน
มือเล็กยกขึ้นมารวบผมไว้ข้างหนึ่งอย่างลวก ๆ เธอเดินทอดน่องด้วยใบหน้าอิดโรยหลังจากต้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่รุ่งสาง และทำงานลากยาวจนหัวค่ำอย่างที่เห็น
จากที่ทำงานกลับถึงบ้านใช้เวลาในการเดินไม่ถึงสิบนาที แม้ตะวันจะเพิ่งลับขอบฟ้าไปได้ไม่นาน แต่ถนนทางเดินด้านหน้ากลับไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงผู้หญิงแปลก ๆ อย่างเธอเดินฝ่าความมืดไปเท่านั้น
ใช่ ฉันเป็นผู้หญิงแปลก หรือคนแปลก ๆ ที่ใครก็พากันเรียกแบบนั้น…
แต่ก็ชินแล้วล่ะ ได้ยินแบบนั้นมาตั้งแต่จำความได้เลย
สาวที่มีใบหน้าสวยสวนทางกับรสนิยมการแต่งตัวเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง เธอหยุดยืนแล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อมองบ้านไม้สองชั้นที่เคยเป็นบ้านอันแสนอบอุ่นของครอบครัวเธอ…ไอ้ความอบอุ่นนั่นมันก็แค่อดีตน่ะ
‘เพนนี’ คือชื่อที่พ่อแม่ของเธอตั้งให้ในตอนที่พวกเขายังรักกัน แต่ตอนนี้น่ะเหรอ? เหลือเพียงแค่ฉันเท่านั้นแหละ เพราะพวกเขาสองคนหย่ากันไปตั้งนานแล้ว และต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัวใหม่แล้วด้วย
บ้านไม้วินเทจตรงหน้าเลยเป็นมรดกเพียงชิ้นเดียวที่พ่อแม่แท้ ๆ ของเธอทิ้งไว้ให้ แต่มันไม่ใช่เพราะความรักที่มีให้ลูกสาวอย่างเธอหรอก คงเป็นเพราะไม่อยากเก็บหลักฐาน หรือรอยแผลในอดีตไว้ให้แสลงใจตัวเองมากกว่า
มือทั้งสองข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เพนนียืนตากลมก่อนจะชำเลืองมองบ้านร้างข้าง ๆ ที่เคยมีคนอยู่ แต่ตอนนี้กลับถูกทิ้งร้างเพราะขายไม่ออก เธอเบี่ยงสายตาออกจากบ้านหลังนั้นแล้วมองไปอีกข้างหนึ่งของตัวบ้านแทนที่ยังมีไฟเปิดสว่างเอาไว้
บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของ ‘ป้าตอง’ หญิงวัยห้าสิบห้าที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับเธอเท่าไหร่นัก แม้จะเห็นหน้าค่าตากันมาตั้งแต่ที่เธอยังเป็นเด็ก ตอนย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แรก ๆ ก็ตาม
หญิงสาวยื่นมือออกไปเตรียมจะไขกุญแจเปิดรั้วเหล็กที่ถูกดัดเป็นรูปทรงสุดฮิตเมื่อยี่สิบปีก่อน ระดับความสูงของรั้วบ้านและตัวของเธอห่างกันไม่มากนัก แต่ในขณะที่เพนนีกำลังจะไขกุญแจเพื่อเปิดรั้ว เธอก็ต้องชะงักมือไปเสียก่อน
ร่างเล็กถอยออกมาแล้วเก็บกุญแจเข้ากระเป๋าไป เธอหมุนตัวแล้วเดินไปตามทางเดินมืด ๆ เมื่อนึกขึ้นได้ว่านักเขียนที่เธอติดตามผลงานเขามาตลอดกำลังจะออกผลงานเรื่องใหม่ เลยว่าจะไปเอาเรื่องเก่า ๆ มาอ่านสักหน่อย
ตึก ตึก…
เพนนีเดินเลยบ้านตัวเองเข้าไปตามตรอกซอกซอยของถนน กระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าร้านหนังสือเล็ก ๆ ร้านหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชน
ใบหน้าได้รูปไล่ตามองความทรุดโทรมของร้านหนังสือตรงหน้า เธอหลุบตาลงมองขั้นบันไดเพราะตัวร้านอยู่ต่ำกว่าถนนทางเดินพอสมควร หญิงสาวดันมือเปิดประตูเข้าไปข้างในอย่างไม่รีรอ เสียงกระดิ่งเหมือนรถไอศกรีมก็ดังขึ้น แต่เจ้าของร้านกลับไม่ได้สนใจเพราะมัวแต่นั่งเล่นเกมอยู่
เธอเดินเลยเคาน์เตอร์ด้านหน้าเข้าไปมุมชั้นหนังสือด้านในทันที ภายในร้านมีกลิ่นอับของหนังสือเก่าลอยคลุ้งกับแสงไฟสลัว และลูกค้าผู้ชายใส่ฮู้ดอีกคนที่ยืนหันหน้าเข้าชั้นหนังสืออยู่
นัยน์ตาสวยสีดำสนิทชำเลืองตามองด้านหลังของผู้ชายคนนั้นเพียงครู่ก่อนจะกลับมาสนใจหนังสือหลายสิบเล่มตรงหน้า เธอไล่ปลายนิ้วอ่านนามปากกากระทั่งเจอชื่อนักเขียนคนที่เธอติดตาม
‘นามปากกา ในเงามืด’
ในเงามืด คือนักเขียนที่ถูกขนานนามว่าเป็นพ่อมดแห่งวงการนิยาย จากการดำเนินเรื่องและความสมจริงของตัวละครที่นักเขียนคนนี้สามารถทำให้นักอ่านอินไปกับเนื้อเรื่อง จนบางครั้งก็ชักจะแยกไม่ออกว่านี่มันชีวิตคนจริง ๆ หรือเรื่องแต่งกันแน่ ราวกับว่าเขามีเวทมนตร์อย่างไรอย่างนั้น
“…เล่มไหนดี”
ปากเล็กเป็นทรงพึมพำออกมาเบา ๆ พร้อมไล่ตามองชื่อหนังสือที่เธอเคยอ่านมันครบทุกเล่มแล้ว หญิงสาวนิ่งคิดเพื่อตัดสินใจก่อนที่ตาของเธอจะไปสะดุดเข้ากับหนังสือปกหนังสีดำเล่มหนึ่ง…
เพนนีหยิบมันออกมาอย่างไม่รอช้า คิ้วของเธอย่นเข้าหากันเล็ก ๆ เมื่อหน้าปกหนังสือที่ถืออยู่กลับไม่มีชื่อเรื่องอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงนามปากกาของนักเขียนในดวงใจประทับอยู่มุมด้านล่างเท่านั้น
“จะปิดร้านแล้วนะครับ”
เพนนีหันไปมองตามเสียงของชายเจ้าของร้านที่ผละความสนใจออกมาจากจอเกมตรงหน้าในที่สุด เธอตัดสินใจเอาหนังสือหน้าตาไม่คุ้นตรงไปที่เคาน์เตอร์แล้วทำการซื้อมันทันที
“เอาเล่มนี้ค่ะ”
“399 บาท”
หญิงสาวล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วยื่นธนบัตรใบสีม่วงออกไป เธอรับเงินทอนแล้วเดินออกมาจากร้าน เพนนีเก็บเศษเงินกลับเข้าไปในกระเป๋าพร้อมเอาหนังสือที่เธอเพิ่งเสียเงินซื้อมาพลิกดูอีกครั้งก่อนจะเดินกลับไปตามทางเพื่อกลับบ้านของตัวเอง
มีเรื่องไหนของนักเขียนคนนี้ที่ฉันไม่เคยอ่านด้วยเหรอ…?
คนตัวสูงนั่งทำงานอยู่ในห้องอย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน เขามุดหน้าอ่านเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่ต้องจัดการก่อนไปทำภารกิจสำคัญในคืนนี้ วาดิมกรีดนิ้วพลิกหน้ากระดาษไปทีละแผ่น กระทั่งมาถึงแผ่นสุดท้ายชายหนุ่มก็ไม่รอช้ารีบจรดปลายปากกาเซ็นลายเซ็นของตนเองลงไป แกก! นิ้วหนาปล่อยสิ่งที่ถืออยู่ทิ้งลงบนโต๊ะทันที เขาเอนตัวไปพิงกับพนักพิงแล้วยืดเหยียดแขนคลายความเมื่อยล้า ก๊อก ก๊อก… กายแกร่งเด้งพรวดขึ้นมานั่งหลังตรงเขาปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมแล้วจับปากกาขึ้นมาถือไว้ตามเดิมแล้วถึงได้เอ่ยอนุญาตคนหน้าประตู “เข้ามา” “ชาร้อนค่ะคุณวาดิม” “วางไว้ตรงนั้นแหละ แล้วไม่ต้องเข้ามาอีก ฉันจะเคลียร์งานต้องใช้สมาธิ” วาดิมมองป้าแม่บ้านคนใหม่ที่เขาเพิ่งรับเข้ามาทำงานเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อนในมือ เขาพยักเพยิดหน้าเพื่อให้แม่บ้านวางมันทิ้งไว้ตรงโต๊ะกลางห้อง “ค่ะ รับทราบค่ะ” เมื่อเห็นว่าหญิงมีอายุไม่ได้ขัดอะไรเขาก็ทำทีก้มหน้าลงอ่านเอกสารแล้วรอให้แม่บ้านคนนั้นเดินพ้นออกไปจากห้องของตน ชายหนุ่มรอจนกระทั่งเสียงประตูปิดสนิทลงแล้วถึงได้ถอนหายใจออกม
ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่ชายหนุ่มได้ยินผ่านหู ได้อ่านผ่านตาจากสื่อสังคม และคนรอบตัวถึงความโดดเดี่ยวในชีวิตที่ตัวร้ายอย่างเขาต้องเจอ แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าเสียงนินทาเหล่านั้นไม่เคยมีผลกระทบกับวาดิม เพราะหูของเขาเปิดรับแต่เสียงครางหวานชวนฟังเพียงเท่านั้น “ซี้ดดด อะ อ่าา…อืม ฉันคิดถึงร่างกายนายจะแย่” เพนนีเผยอปากพร่ำบอกกับคนที่กำลังสอดลำกายเข้ามาในตัวเธอ ร่างเล็กเปลือยเปล่าอยู่บนที่นอนขนาดใหญ่แสนคุ้นเคย เธอเปิดปากรับปากร้อนที่โน้มลงมาจูบ แล้วไม่รอช้ารีบจูบตอบกลับไปด้วยความคิดถึง วาดิมดันแก่นกายเข้าไปช้า ๆ เขาสัมผัสได้ถึงความคับแน่นภายในกายสาวทั้ง ๆ ที่เธอก็เพิ่งโดนเขาจับกินไปเมื่อวาน แต่มันกลับบีบรัดตัวตนของเขาแน่นเสียจนกายแกร่งอยากจะปลดปล่อยออกมาตั้งแต่ตอนนี้ “คิดถึงแค่ร่างกายฉัน แค่นั้นเลยเหรอ อ่าา” เสียงทุ้มกระเส่าไม่ต่าง เขากดกายเข้าไปสุดลำโคนแล้วหลุบตาลงมองใบหน้าสวยที่กำลังเคลิบเคลิ้ม เพนนีปรือตาขึ้นแววตาของเธอเป็นประกายเย้ายวนก่อนที่หญิงสาวจะส่งยิ้มบาง ๆ กลับมาให้ “หึ คิดถึงทั้งนาย อ๊ะ! คะ คิดถึงไอ้นั่นด้วย” ปากเล็ก
“…ขอบคุณนะเพนนี ขอโทษด้วยที่ต้องรบกวนเธอ” “คิดมากน่า ไปโรงพยาบาลเถอะไม่ต้องห่วง ฝากสวัสดีแม่ด้วยนะ” “อื้ม” เพนนียื่นมือไปลูบต้นแขนปอยก่อนที่ปอยจะพยักหน้าแล้วอมยิ้มส่งกลับมาให้ แววตาของเพื่อนร่วมงานมีแต่ความกังวลฉายชัด แต่ก็ยังไม่วายมาเกรงอกเกรงใจเธออยู่ดี คนตัวเล็กมองตามปอยไปสุดสายตาเธอสะบัดมือไล่เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมงานยังหันกลับมามอง ใบหน้าสวยส่ายช้า ๆ กับความขี้กังวลของเพื่อน เธอหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปทำงานของตัวเองต่อ ขาเรียวก้าวฉับไปตามโถงทางเดินภายในอาคารสูง ความจริงแล้วเวลานี้คือเวลาเลิกงานของเธอแต่แม่ของปอยเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำเสียก่อน ทำให้ปอยที่เข้างานช่วงเย็นต้องมาขอให้เธออยู่ทำงานแทนอย่างไม่มีทางเลือก เพนนีสอดมือล้วงเข้าไปในกระเป๋าด้านหลังกางเกง คนตัวเล็กหยุดยืนอยู่ตรงทางเข้าร้านอาหารแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรงเมื่อเห็นแขกกำลังหลั่งไหลเข้ามา อดทนไว้เพนนี อีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เธอคิดในใจแล้วก้าวขาเข้าไปข้างใน แม้จะยินดีให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานแต่ก็ต้องยอมรับว่าร่างกายของเธออ่อนล้าเต็มทน
พิงค์ไดมอนด์ หรือเพชรเม็ดงามสีชมพูถูกตั้งไว้กลางห้องสี่เหลี่ยม มันได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่มีแม้แต่ลมจะพัดผ่านไปโดนได้ ประกายสีชมพูส่องระยิบระยับออกมาเมื่อแสงสว่างจากภายนอกลอดเข้ามากระทบตัวเพชรผ่านหน้าต่างบานใหญ่ภายในห้องนอนของเอ็ดมันด์ ห้องสี่เหลี่ยมที่ว่าเป็นห้องพักของชายชราผู้มีอำนาจสูงสุดในตระกูลเคล เคียงข้างเพชรเม็ดงามในกล่องสีใสใบนั้น มีรูปของเจ้าของห้องวางเคียงข้างกัน… เอ็ดมันด์ เคล ผู้ที่ไม่มีครอบครัวของตัวเองอย่างแท้จริง ได้สิ้นใจลงเมื่อสามวันก่อนหลังจากที่ชายชราได้ครอบครองพิงค์ไดมอนด์แค่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น บรรยากาศภายในห้องที่เคยตึงเครียดดูเบาบางลงเมื่อเจ้าของห้องได้จากไป แต่ยังคงทิ้งไว้ซึ่งกลิ่นอายของความดุดันไม่เปลี่ยนแปลง ไม่นานนักเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นมาตามขั้นบันไดก่อนที่ประตูห้องนอนจะถูกเปิดออกพร้อมเจย์ก้าวเข้ามาในห้องเป็นคนแรก “เชิญครับ” ชายใส่แว่นคนสนิทของเอ็ดมันด์ผายมือเชิญให้บุตรบุญธรรมทั้งสองคนเข้ามาในห้อง เขาจับประตูค้างไว้เพื่อรอให้ร่างสูงทั้งสองคนก้าวเข้าไปด้านใน เจย์มองวาดิมกับเอเธนส์เข้าไปยืนหน้ากรอบรูปแล
“…” ดวงตากลมโตจ้องผู้ชายตรงหน้าตาไม่กระพริบ เอเธนส์หันมองรอบห้องก่อนจะหันหลับมาเผชิญหน้ากับเธออีกครั้ง เขาก้าวเข้ามาใกล้แล้ววางแขนทั้งสองข้างเท้ากับชั้นวางตู้เซฟ ตอนนี้เพนนีเลยเหมือนถูกร่างสูงตรงหน้ากักตัวไว้ไม่มีผิด เธอไม่กล้าแม้แต่จะหายใจให้แรงเกินไป ต่อให้รู้ว่าเอเธนส์มองไม่เห็น แต่มันก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเขาจะไม่สัมผัสถูกตัวเธอ คนตัวเล็กเขยิบตัวถอยหลังเมื่อเขาโน้มตัวลงมาหา เอเธนส์กำลังก้มหน้ามองตู้เซฟที่เรียงรายอยู่ข้างหลัง แต่เขากลับไม่รู้เลยว่ามีใครอีกคนยืนอยู่ด้วยกัน ชั้นวางสั่นเบา ๆ เพราะเพนนีดันหลังไปชิดกับมัน ทำให้คนที่ยันแขนอยู่รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหว คิ้วของเขาผูกเป็นโบว์แน่นกว่าเดิมพลางจมูกโด่งเป็นสันก็ก้มลงมาดมฟุดฟิดอยู่ใกล้กับซอกคอของเพนนี “…” ใจดวงเล็กเต้นระส่ำ เธอเบี่ยงหน้าหลบพลันจมูกก็ได้กลิ่นน้ำหอมที่ตนเองฉีดลอยคลุ้งขึ้นมา อย่าบอกนะว่าเขาได้กลิ่น… “…ไม่ใช่ของราเชล” เอเธนส์พึมพำ สีหน้าของเขากลับมาเรียบตึงพลันนัยน์ตาที่เคยฉงนก็แปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจ กึก กึก! เพนนีสะดุ้งอีกค
“อยากได้อะไรอีกไหม? อิ่มรึเปล่า? ขนมหวานล่ะเอาเลยไหม…ฉันจะได้บอกให้คนเอาขึ้นมาเสิร์ฟ” เพนนีหันมองผู้ชายที่นั่งกินอาหารมื้อค่ำด้วยกัน เธอหรี่ตาลงแล้วจ้องหน้าเขา เพราะตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้วาดิมดูแลเธออย่างดีชนิดที่ว่าแทบไม่ต้องทำอะไรเอง…มันดูแปลก ๆ ยังไงชอบกล “นายดีกับฉันจนผิดปกตินะวาดิม ต้องการอะไรกันแน่” คนตัวเล็กถาม และแน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกของวันนี้ที่เธอถามเขาไปแบบนั้น “กินให้อิ่มก่อนสิ เรื่องที่ฉันจะให้เธอทำมันไม่ยากหรอก กินเข้าไปให้อิ่มท้องจะได้มีแรงย่อง” “…มีแรงย่อง!?” คิ้วเรียวขมวดเป็นปม เธอทวนประโยคที่เขาเพิ่งพูดก่อนที่วาดิมจะพยักหน้ารับแล้วตักอาหารในจานเข้าปากไป “นายหมา…” ก๊อก ก๊อก ก๊อก “เข้ามา” ร่างสูงปรายตามองเพนนีที่กำลังจะอ้าปากถามอะไรสักอย่างแต่ต้องหุบปากของตัวเองไปก่อนเมื่อมีเสียงดังมาจากประตูห้อง ทันทีที่วาดิมเอ่ยอนุญาตให้คนข้างนอกเข้ามาชายใส่สูทที่เห็นหน้ากันเป็นประจำก็เปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพร้อมกระดาษพับในมือ เขาเดินตรงเข้ามาหาผู้เป็นนายแล้วคลี่กระดาษแผ่นนั้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก… สองหนุ่มสาวงัวเงียแล้วค่อย ๆ ปรือตาขึ้นเมื่อหูได้ยินเสียงรบกวน ร่างเปลือยเปล่าของคนทั้งคู่นอนก่ายกันตลอดคืนโดยมีผ้าห่มช่วยปกคลุมภาพสุดสยิวเอาไว้ “…” “…” เพนนีมองสบตากับผู้ชายที่เธอนอนกอดเขาตลอดคืน ใบหน้าสวยยังคงไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา แต่กลับเบี่ย
อึก! เพนนีกลืนของเหลวรสขมลงคอไป เธอตั้งชื่อให้มันเป็นน้ำย้อมใจเพราะหลังจากนี้ร่างบางจะสลัดคราบสาวหน้าไร้อารมณ์เป็นหญิงจอมยั่วแทน เข่าทั้งสองข้างทิ้งลงบนพื้น เธอจับขาของวาดิมแยกออกจากกันแล้วแทรกตัวเองเข้าไปคั่นกลาง มือเล็กวางลงบนหน้าขาของชายหนุ่มก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบกับนัยน์ตาคมอีกคู่ที่กำลัง
“เฮ้อออ!” เพนนีถอนหายใจเสียงดังก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งตรงโต๊ะอาหารกลางบ้าน เธอเพิ่งเลิกงานแล้วกลับถึงบ้านตอนสามทุ่มเพราะแวะไปซื้อของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือมาด้วย มือเล็กคลี่ถุงพลาสติกแล้วหยิบเอามันฝรั่งเกลียวชุบแป้งทอดออกมากินไปพร้อมกับการดูซีรีส์ที่ดูค้างไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน
ปึง! กริ๊ก! เพนนีดึงประตูปิดเสียงดัง นั่นคงเป็นแรงกายเฮือกสุดท้ายในวันนี้ ร่างกายของเธอล้าไปหมดหลังจากต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำติดต่อกันมาสามวันแล้ว… ตอนแรกที่ตกลงรับปากเคนไปก็ยังแอบดีใจที่สุดท้ายก็พ้นวันทำงานแบบมาราธอนมาได้ แต่อยู่ดี ๆ เคนก็โทรมาบอกว่าพนักงานที่จะเข้าทำงานใหม่ขอเริ







