4 Jawaban2026-03-22 20:36:11
หัวใจของการทำข้อสอบ ก.พ. ให้ทันคือการแบ่งงานให้เป็นช่วงสั้น ๆ และมีเป้าหมายชัดเจนก่อนเริ่มลงมือจริง
การวางแผนแบบแบ่งเวลา (time-blocking) ช่วยผมจัดการแรงกดดันได้ดี: ก่อนสอบผมกำหนดช่วงฝึกชัดเจนว่าแต่ละวันจะซ้อมชุดข้อไหน กี่ข้อ และต้องทำความเร็วเท่าไร ในห้องสอบจริงผมมักเริ่มด้วยการสแกนทั้งข้อเพื่อแยกข้อยาก-ง่าย แล้วทำข้อที่ถนัดก่อนเพื่อเก็บคะแนนเร็ว ๆ หลังจากนั้นค่อยกลับมาทำข้อที่ต้องคิดนานขึ้น
อีกอย่างที่ผมยึดเป็นกฎคือการตรวจคำตอบแบบรวดเร็วในช่วงเวลาสุดท้าย—ไม่ใช่การไล่ทุกข้อละเอียด แต่เป็นการมองหาคำตอบที่ชัดเจนผิดพลาด เช่น ตัวเลขที่พิมพ์ผิดหรือการอ่านคำถามคลาดเคลื่อน เทคนิคพวกนี้ช่วยให้ผมไม่เสียเวลากับข้อที่อ่านผิดจนพลาดคะแนนไปอย่างเปล่าประโยชน์
9 Jawaban2026-02-28 01:56:00
แนวทางที่ผมชอบคือไม่ฝึกแบบทางเดียว แต่ผสมการทบทวนความรู้กับการฝึกทำข้อสอบจริงให้สมดุล
ผมมักแบ่งการเตรียมตัวเป็นสามส่วนหลัก: เรียนรู้คอนเซ็ปต์พื้นฐาน, ฝึกแก้โจทย์หลายรูปแบบ และฝึกเทคนิคการสอบจริง สำหรับคอนเซ็ปต์พื้นฐาน ผมใช้สรุปสั้นๆ เป็นข้อ ๆ แล้วทำการ์ดคำถาม-คำตอบ (active recall) เพื่อเรียกความจำแทนการอ่านซ้ำ ที่สำคัญคือเน้นความเข้าใจแทนการท่องจำ เช่น ถ้าประเด็นคือการเปลี่ยนสถานะของของแข็ง-ของเหลว-ก๊าซ ผมจะวาดภาพแสดงพลังงานและคำจำง่าย ๆ วางไว้ข้างการ์ด
การฝึกแก้โจทย์ผมจะแยกประเภทข้อสอบ: ข้อปรนัยสั้น ๆ เพื่อความเร็ว ข้ออธิบายสั้น ๆ เพื่อฝึกการเรียบเรียงคำตอบ และโจทย์เชิงคิดวิเคราะห์ที่ต้องลงเหตุผล เมื่อฝึกข้อสอบแบบมีเวลา ผมตั้งจับเวลาเหมือนสอบจริง บันทึกข้อผิดพลาดเป็นรายการข้อที่พลาดซ้ำ ๆ แล้วกลับไปทบทวนคอนเซ็ปต์ที่เกี่ยวข้อง เทคนิคนี้ช่วยให้รู้จุดอ่อนชัดเจน นอกจากนั้นผมชอบให้เด็กฝึกวาดรูปประกอบคำตอบ เช่น การวาดวงจรไฟฟ้าง่าย ๆ หรือวาดระบบย่อยอาหารสั้น ๆ เพราะข้อสอบ ป.5 มักให้อธิบายหรือเติมคำในภาพ
สุดท้ายคือเรื่องทักษะการสอบ: อ่านโจทย์ครบถ้วนก่อนตอบ เขียนคำตอบให้ครบทั้งหน่วยและหน่วยวัด หากเป็นข้อคำนวณให้โชว์วิธีคิดเป็นขั้นตอน เลือกตอบข้อที่ง่ายก่อนแล้วค่อยกลับมาทำข้อยาก การทำม็อกเทสต์เต็มชุด 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วงใกล้สอบช่วยสร้างความมั่นใจ ผมเองมักใส่เวลาทบทวนสั้น ๆ ในทุกวัน เช่น 15–20 นาทีทบทวนการ์ดคำถามก่อนนอน ซึ่งช่วยให้ความจำระยะยาวดีขึ้น พอบรรยากาศสอบจริงมาถึง การได้เห็นคำถามหลายแบบที่เคยฝึกมาก่อนจะทำให้ใจนิ่งและคะแนนดีขึ้นเอง
2 Jawaban2026-03-21 18:04:03
เมื่อพูดถึงการเตรียมตัวสำหรับภาคความรู้ทั่วไปของการสอบ กพ สิ่งที่ฉันมักแนะนำคือการฝึกแบบผสมผสาน ไม่เน้นแค่การท่องจำ แต่ให้เน้นการเข้าใจภาพรวมของประเทศและทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ด้วย
วิธีที่ได้ผลกับฉันมากที่สุดคือแบ่งเนื้อหาเป็นหมวดแล้วเจาะทีละเรื่อง เช่น ประเด็นเกี่ยวกับสถาบันหลักของประเทศ การทำความเข้าใจบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ แนวทางนโยบายสาธารณะ และภาพรวมเศรษฐกิจระดับมหภาค จากนั้นใช้ชุดคำถามสั้น ๆ เพื่อฝึกการสรุปสาระสำคัญภายในเวลาจำกัด การฝึกแบบนี้ช่วยให้ฉันจับประเด็นได้เร็วขึ้นและเลือกคำตอบที่ตรงกับเจตนาของข้อสอบได้ดีขึ้น
นอกจากการอ่านเนื้อหาแล้ว ฉันให้ความสำคัญกับการฝึกความสามารถในการอ่านกราฟและตาราง เพราะข้อสอบมักให้ข้อมูลเชิงปริมาณมาประกอบคำถาม ฝึกแยกประเด็นหลักจากตัวเลข ฝึกประมาณค่า และฝึกตั้งสมมติฐานสั้น ๆ ก่อนตอบ ขณะเดียวกันก็ฝึกทำแบบทดสอบความคิดเชิงวิพากษ์และตรรกะ เช่น ข้อสอบแบบหักลบ สาเหตุ-ผลลัพธ์ และการตีความข้อมูลเชิงนโยบาย การทำโจทย์กลุ่มนี้สลับกับการอ่านข่าวสรุปประจำสัปดาห์ จะทำให้ความรู้ทั้งเชิงข้อเท็จจริงและการตีความไปพร้อมกัน
สุดท้ายฉันมักตั้งตารางซ้อมเป็นช่วงสั้น ๆ แต่ต่อเนื่อง เช่น 45–90 นาทีต่อเซสชัน โดยสลับหมวดให้ไม่เบื่อ และกลับมาทบทวนสิ่งที่ผิดเป็นรายสัปดาห์ เทคนิคเล็ก ๆ ที่ช่วยได้คือจดโน้ตสั้น ๆ ลงในบัตรคำสำหรับข้อเท็จจริงที่จดจำยาก และสร้างแผนภาพเชื่อมโยงแนวคิดเมื่อต้องเตรียมหัวข้อใหญ่ ๆ วิธีเหล่านี้ทำให้การเตรียมตัวไม่รู้สึกหนักจนเกินไป และช่วยให้ตอบข้อสอบได้มั่นใจขึ้นเมื่อถึงวันจริง
4 Jawaban2026-03-22 09:15:24
เริ่มจากการแบ่งเวลาอ่านหนังสือแบบมีเป้าหมายชัดเจนก่อนเลย
วิธีที่ผมใช้คือกำหนดหัวข้อหลักของข้อสอบ 'ก.พ.' แล้วจับเวลาแยกเป็นรอบ ๆ เช่น รอบเช้าเน้นภาษาไทยและความเข้าใจการอ่าน รอบบ่ายฝึกตรรกะและคณิตศาสตร์ที่เป็นข้อสอบปรนัย การกำหนดชั่วโมงฝึกวันละ 2–3 ชั่วโมงแบบต่อเนื่องช่วยให้สมาธิไม่กระเจิง และผมมักจะเว้นวันรีวิวผลงานเพื่อย้อนดูจุดผิดพลาดจริงจัง
ประโยชน์อีกอย่างคือการทำเฉลยอย่างมีระบบ ไม่ใช่แค่ดูข้อผิดแล้วผ่านไป แต่ผมจะจดสาเหตุที่พลาด เช่น ไม่เข้าใจคำถาม ตีความผิด หรือคิดเลขผิด จากนั้นสร้างบันทึกสั้น ๆ เป็นตารางเพื่อกลับมาอ่านก่อนสอบจริง ตัวอย่างโจทย์ง่าย ๆ ที่ผมมักใช้ทดสอบความเร็ว: โจทย์ตัวอย่าง: มีข้อสอบคณิต 30 ข้อ ต้องทำใน 90 นาที เฉลี่ยข้อหนึ่งใช้เวลาเท่าไร คำตอบคือ 3 นาทีต่อข้อ การฝึกแบบนี้ช่วยให้เวลาในสนามสอบไม่ตึงจนเกินไป
ถ้าต้องการเทคนิคการเฉลยจริงจัง ผมแนะนำการทำเฉลยแบบแยกประเด็น: เขียนเหตุผลสั้น ๆ ว่าทำไมคำตอบนี้ถูกหรือผิด จะทำให้ความเข้าใจแข็งแรงและลดการย้อนกลับมาดูข้อเดิมซ้ำ ๆ ก่อนสอบ
3 Jawaban2026-02-25 21:39:28
การฝึกข้อสอบสำหรับม.3 ที่ต้องการคะแนนสูงควรเริ่มจากการทำข้อสอบย้อนหลังแบบจับเวลาเสมือนจริงก่อนเสมอ
การวางตัวเองให้อยู่ในสภาพสอบจริงช่วยให้ฉันเห็นปัญหาชัดขึ้นมากกว่าการทำข้อแยกเป็นหัวข้อ เช่น เมื่อฉันฝึกภายใต้เวลาจำกัดแล้วจะรู้ว่าต้องเร่งอ่าน passage แบบไหน หรือต้องตัดคำถามประเภทใดก่อน หลังจากทำข้อเสร็จ ฉันมักจะแยกข้อผิดเป็นกลุ่ม เช่น ไวยากรณ์ คำศัพท์ ความเข้าใจบทความ และการฟัง เพื่อให้สามารถโฟกัสที่จุดอ่อนจริง ๆ ในสัปดาห์ถัดไปจะกำหนดเป้าหมายให้แต่ละกลุ่ม เช่น สัปดาห์นี้โฟกัสการเติมคำในบทความ สัปดาห์ถัดไปเน้นการฝึกฟังแบบทอดคำตาม
เทคนิคที่ใช้แล้วได้ผลคือการทำสมุดบันทึกข้อผิด (error log) และวงจรรายสัปดาห์: จดข้อผิด พร้อมสรุปกฎหรือคำศัพท์ แล้วกลับมาทบทวนอย่างน้อยสองครั้งก่อนสอบจริง นอกจากนี้การฝึกเขียนคำตอบย่อ ๆ ภายใต้เวลาจำกัดช่วยให้ฉันจัดโครงเรื่องเร็วขึ้น ส่วนการฟัง ฉันมักเปิดคลิปสั้น ๆ แล้วทำโน้ตสรุปใจความเพื่อฝึกจับข้อมูลสำคัญ การใช้ข้อสอบเก่า ๆ ของโรงเรียนหรือข้อสอบระดับชาติอย่าง 'O-NET' เป็นตัววัดที่ดีเพราะรูปแบบข้อสอบใกล้เคียงกับของจริง
สุดท้ายเรื่องสภาพจิตใจก็สำคัญ ฉันแบ่งเวลาพักสั้น ๆ ระหว่างชุดข้อสอบเพื่อไม่ให้สมองล้า และคืนก่อนสอบจะลดการฝึกหนักลง เพื่อให้พลังสมองสดพอในการทำข้อจริง บางทีการเน้นคุณภาพการทบทวนเพียงสองชั่วโมงที่มีเป้าหมายชัดดีกว่าทำทั้งวันแบบไร้แผน
2 Jawaban2026-03-21 12:45:21
วิธีที่ฉันคิดว่าได้ผลที่สุดคือการใช้เฉลยที่อธิบายเหตุผลและกระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอน เพราะการฝึกภาคความรู้ของข้อสอบ ก.พ. ไม่ใช่แค่นำคำตอบมาจำ แต่ต้องเข้าใจตรรกะ เหตุผล และวิธีตรวจสอบความถูกต้อง
โดยปกติฉันจะแยกเฉลยที่ดีออกเป็นสามลักษณะหลัก: เฉลยแบบละเอียดที่มีการอธิบายเหตุผลทีละขั้น, เฉลยเชิงรวบยอดที่สรุปแนวคิดสำคัญและเทคนิคการทำข้อประเภทนั้นๆ, และเฉลยเชิงเปรียบเทียบที่ชี้จุดแตกต่างระหว่างข้อที่ดูคล้ายกัน ตัวอย่างเช่น ข้อที่เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ หากเฉลยมีการเขียนถึงวิธีเลือกสูตร การตีความผลลัพธ์ และมุมมองการวางกับดักข้อสอบ จะทำให้ฉันเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังแต่ละตัวเลือกมากกว่าการเห็นแค่คำตอบถูก-ผิด
วิธีใช้งานจริงที่ฉันชอบคือ: อ่านคำถามเองก่อนพยายามทำ จากนั้นเปิดเฉลยอ่านทีละขั้น พยายามเขียนซ้ำคำอธิบายด้วยคำของตัวเอง แล้วฝึกทำข้อที่คล้ายกันโดยไม่ดูเฉลยทันที การทำตารางข้อผิดพลาด (ประเภทข้อผิดพลาด, สาเหตุ, วิธีแก้) ช่วยให้เห็นแพทเทิร์นของความอ่อนแอ เช่น การคำนวณผิด, ไม่อ่านเงื่อนไขครบ, หรือสับสนระหว่างคำศัพท์ เทคนิคนี้ยังใช้ได้ดีกับเฉลยที่มาพร้อมตัวอย่างภาพหรือกราฟ เพราะการอธิบายประกอบภาพมักทำให้เข้าใจเค้าโครงข้อมูลได้เร็วขึ้น
ข้อควรระวังคืออย่าอ่านเฉลยแบบผ่านๆ หวังให้ความจำรับไปเอง—ถ้าอ่านแล้วไม่ฝึกทำซ้ำ ความเข้าใจจะหลุดง่าย ฉันมักจะตั้งเป้าทบทวนเฉลยที่เคยผิดทุกสัปดาห์ นำแนวคิดสำคัญมาทำแฟลชการ์ด และลองอธิบายให้เพื่อนฟังแบบสั้น ๆ เพื่อเช็คว่าอธิบายได้ชัดไหม วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนเฉลยจากสิ่งที่อ่านผ่าน ๆ ให้กลายเป็นเครื่องมือพัฒนาทักษะจริงๆ
4 Jawaban2026-03-21 06:35:54
เริ่มจากภาพรวมก่อนแล้วค่อยลงรายละเอียด: ในมุมมองของคนที่เคยเตรียมสอบหนัก ๆ ผมคิดว่าเรื่องหลักที่ควรฝึกคือ 'ความสามารถทั่วไป' กับ 'ความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง' เพราะสองส่วนนี้ตัดสินผลรวมมากที่สุด
ความสามารถทั่วไปแบ่งเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และตรรกะเชิงตัวเลข — ผมมักโฟกัสการอ่านจับใจความ ภาษาเขียนสั้น ๆ และการตีความข้อสอบภาษาไทย รวมถึงการฝึกจับใจความภาษาอังกฤษจากบทความข่าวสั้น ๆ สำหรับตรรกะเชิงตัวเลข ให้ขึ้นสลับระหว่างโจทย์คำนวณพื้นฐานกับการตีความกราฟ
ส่วนความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง ควรเลือกหัวข้อที่ตรงกับตำแหน่ง เช่น ความรู้ด้านการบริหารงานรัฐวิสาหกิจ กฎหมายพื้นฐานเกี่ยวกับราชการ หรือความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ผมมักแยกหัวข้อเล็ก ๆ แล้วทำแผนผังเชื่อมโยงความรู้ เพื่อให้จำเป็นระบบและเรียกใช้ได้ในข้อสอบจริง
สุดท้ายอย่าลืมฝึกทำข้อสอบย้อนหลังแบบจับเวลาและทบทวนข้อที่ผิดซ้ำ ๆ นิสัยนี้ช่วยให้เห็นแนวข้อสอบและลดความประหม่าในวันสอบได้ดี
4 Jawaban2026-02-14 15:23:51
การเลือกหนังสือที่เหมาะสมทำให้การเตรียมสอบ A-Level มีทิศทางชัดเจนและไม่หลงทางเลย
หนังสือหลักควรเป็นเล่มที่เขียนตามหลักสูตรและอธิบายแนวคิดอย่างเป็นระบบ เช่นเล่มจากสำนักพิมพ์ที่สอนเนื้อหาเชิงลึกพร้อมตัวอย่างข้อสอบจริง การอ่านหนังสือประเภทนี้ช่วยสร้างกรอบความรู้และทำให้เวลาอ่านโน้ตจากครูเข้าใจง่ายขึ้นมาก ฉันมักใช้หนังสือหลักประกบกับชุดโจทย์เก่าเพื่อเชื่อมโยงทฤษฎีกับการประยุกต์ใช้
การทำข้อสอบย้อนหลังและอ่านเฉลยอย่างละเอียดสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการอ่านคำอธิบายของกรรมการตรวจ เพราะช่วยให้รู้ว่าคำตอบแบบไหนได้คะแนนเต็ม ฉันแนะนำให้ใช้หนังสือคู่มือที่มีแบบฝึกหัดระดับความยากต่างกันเพื่อทดสอบตัวเองเป็นระยะ สุดท้ายฝึกจับเวลาและจำลองสภาพสอบจริงบ่อย ๆ จะช่วยให้ความมั่นใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2 Jawaban2026-03-21 19:00:25
มีหลายช่องทางที่ฉันมักแนะนำเมื่อคนถามหาเอกสารข้อสอบ ก.พ. พร้อมเฉลยฉบับล่าสุด — เริ่มต้นจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนเลย เว็บไซต์ของ 'สำนักงาน ก.พ.' มักเป็นจุดแรกที่ควรเช็ค เพราะตรงนี้มีประกาศต่าง ๆ เกี่ยวกับรูปแบบข้อสอบ ระเบียบการ และบางครั้งจะมีตัวอย่างข้อสอบเก่าหรือแนวคำถามให้ดู การได้เอกสารจากแหล่งทางการช่วยให้มั่นใจว่าเนื้อหาตรงตามมาตรฐานและไม่เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อน
นอกจากแหล่งทางการ ฉันมักหาเล่มรวมแนวข้อสอบและเฉลยจากสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียง เช่น เล่ม 'คู่มือเตรียมสอบ ก.พ.' หรือ 'รวมแนวข้อสอบ ก.พ.' หนังสือพวกนี้มักจัดเป็นหมวดวิชา เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์เชิงเหตุผล ภาษาอังกฤษ และความรู้ทั่วไป ซึ่งสะดวกมากเวลาใช้ฝึกเป็นชุด ๆ ร้านหนังสือออนไลน์หรือหน้าร้านใหญ่ ๆ มักมีรีวิวและตัวอย่างหน้าในเล่มให้ดูด้วย ถ้าอยากได้แบบดิจิทัล บางสำนักพิมพ์ปล่อยเป็น e-book ทำให้โหลดมาอ่านบนแท็บเล็ตได้เลย
วงการชุมชนติวก็มีประโยชน์ไม่น้อย — กลุ่มติวออนไลน์หรือเพจที่รวบรวมเฉลยข้อสอบมักแชร์ไฟล์แนวข้อสอบปีล่าสุดและเฉลยที่สมาชิกช่วยกันตรวจทาน แต่ต้องระวังการอ้างว่าเป็น 'เฉลยทางการ' ถ้าเป็นไปได้ให้ตรวจทานข้ามแหล่ง เช่น เฉลยจากหนังสือ สรุปจากติวเตอร์ และโพสต์ในกลุ่ม เปรียบเทียบกันก่อนรับมาเป็นแนวทาง ในการเตรียมตัว ฉันมักแนะนำให้จับเวลาในการทำข้อสอบซ้อม และเน้นทบทวนจุดอ่อนเป็นพิเศษ เพราะการทำข้อสอบซ้ำ ๆ จะช่วยให้คุ้นชินกับรูปแบบคำถาม ทั้งหมดนี้ทำให้การหาข้อสอบพร้อมเฉลยไม่ใช่แค่การสะสมเอกสาร แต่เป็นการสร้างแผนฝึกฝนที่ใช้ได้จริง
1 Jawaban2026-02-28 05:04:48
เริ่มจากข้อที่ให้คะแนนแน่นอนก่อนแล้วค่อยไต่ไปหาข้อที่ยากกว่า เพราะเก็บคะแนนง่าย ๆ ให้ได้ก่อนจะช่วยสร้างความมั่นใจและเพิ่มคะแนนรวมได้รวดเร็วที่สุด ในข้อสอบเตรียมอุดมบางปีมีข้อที่เป็นแบบปรนัยหรือข้อสอบที่ใช้ความรู้พื้นฐานชัดเจน เช่น การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ข้อคณิตศาสตร์ที่เป็นพวกการแก้สมการพหุนาม พื้นฐานตรีโกณมิติและเรขาคณิตเร่งด่วน ตลอดจนเรื่องสเตคิโอเมตรีในเคมี ถ้าทำข้อเหล่านี้ได้แน่นก่อน ระยะเวลาที่เหลือในสนามสอบจะเอาไปสแกนข้อยาก ๆ ได้มากขึ้นและลดความเสี่ยงจากการเสียเวลากับข้อที่ทำไม่ได้ การแบ่งประเภทข้อเป็นกลุ่มง่าย-ปานกลาง-ยาก แล้วไล่จากง่ายไปหายากในช่วงการฝึก จะทำให้เห็นอัตราความสำเร็จของตัวเองชัดขึ้นและปรับแผนการฝึกได้ทันที
ต่อมาให้จัดตารางฝึกตามหัวข้อที่มีน้ำหนักบ่อย เช่น ในคณิตศาสตร์เน้นพวกสมการกำลังตรีและการใช้กราฟช่วยคิด ส่วนฟิสิกส์ควรฝึกกลุ่มกลศาสตร์พื้นฐานและไฟฟ้ากระแสตรงที่มักออกบ่อย เคมีเน้นการคำนวณปริมาณสัมพันธ์และการเขียนสมการรวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับตารางธาตุ ภาษาอังกฤษเน้นการอ่านจับใจความ คำศัพท์พื้นฐาน และโครงสร้างประโยคที่มักมาเป็นจัดช่องว่างหรือแก้ไวยากรณ์ การแบ่งเวลาแบบ Pomodoro หรือเซสชัน 25–50 นาที แล้วพักสั้น ๆ จะช่วยให้คุณรักษาความเข้มข้นได้ตลอดวัน ฝึกทำข้อสอบเก่าเป็นชุดเวลา 2–3 ชุดเพื่อจำลองสภาพสนามจริง แล้วกลับมาทบทวนเฉพาะจุดที่พลาดซ้ำ ๆ จะได้ประหยัดเวลาในการปรับปรุงมากกว่าการทำโจทย์แบบกระจัดกระจาย
สุดท้ายเรื่องการจัดการเวลาขณะสอบสำคัญมาก การวางกลยุทธ์คือสแกนข้อทั้งหมดใน 10–15 นาทีแรก หาข้อที่แน่ใจทำได้เลยแล้วทำให้หมดก่อน กลับมาทำข้อที่ต้องใช้การคิดเยอะเป็นรอบที่สอง การกาคำตอบแบบคาดเดาควรใช้เมื่อลดตัวเลือกเหลือ 2 ตัวและไม่มีเวลา อีกอย่างที่อยากย้ำคือการจดสูตรสำคัญและเทคนิคลัดไว้ในกระดาษฝึกหรือสมุดเล็ก ๆ แล้วรีวิวเป็นประจำ ความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากการลืมสูตรพื้นฐานหรือการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ผิดพลาดง่าย ๆ เมื่อฝึกจนชิน การอ่านโจทย์เร็ว ๆ แล้วจับใจความสำคัญจะทำได้ดีขึ้นมาก
มุมมองสุดท้ายคืออย่าโฟกัสที่การทำโจทย์เยอะ ๆ เพียงอย่างเดียวแต่ต้องมีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบว่าเพราะอะไรถึงพลาดในข้อที่ผิด ผมมักจดบันทึกชนิดของข้อที่พลาดแล้วกลับมาทบทวนเฉพาะจุดนั้นเท่านั้น สุดท้ายเมื่อเห็นคะแนนแผนการฝึกเริ่มพัฒนาขึ้น ความมั่นใจมันมาเองและรู้สึกจริงจังที่จะสวมบทเป็นคนที่พร้อมเข้าสนามสอบมากขึ้น