4 Answers2026-05-25 05:53:28
มีหลายวิธีที่ช่วยได้จริงเมื่อ 'แอปช่อง7' ค้างหรือเด้งออกแบบไม่คาดคิด
ฉันมักจะเริ่มจากวิธีพื้นฐานที่ง่ายที่สุดก่อน เช่น ปิดแอปแล้วเปิดใหม่ หรือบังคับหยุด (force stop) แล้วลองเปิดอีกครั้ง เพราะบ่อยครั้งที่โปรเซสค้างอยู่ในหน่วยความจำแล้วกลับมาทำงานผิดพลาด การเคลียร์แคชของแอปบน Android ก็ช่วยได้ในหลายกรณี ส่วนบน iOS การปิดแอปแล้วสไลด์ออกให้หมดแล้วเปิดใหม่มักแก้ปัญหาแบบชั่วคราวได้ดี
ถ้าปิด–เปิดแล้วยังมีปัญหา ฉันจะเช็กเวอร์ชันของแอปกับระบบปฏิบัติการก่อน อัปเดตทั้งแอปและระบบปฏิบัติการถ้ามี อนึ่ง การให้สิทธิ์ (permissions) ที่ขาดไป เช่น สิทธิ์เข้าถึงสตอเรจหรือเครือข่าย อาจทำให้แอปทำงานผิดปกติได้ อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือพื้นที่ว่างในเครื่อง ถ้าเต็ม แอปสตรีมมิ่งมักจะเด้งหรือเล่นไม่ต่อเนื่อง
เมื่อทุกอย่างอัปเดตแล้วแต่ยังค้าง ให้ลองถอดการติดตั้งแล้วติดตั้งใหม่ พร้อมเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่น (เช่น เปลี่ยนจาก Wi‑Fi มาใช้ LTE/5G หรือสลับซิม) เพื่อแยกปัญหาว่าเป็นเครือข่ายหรือไม่ หากใช้งานบนสมาร์ททีวี ให้รีสตาร์ททีวีและเราเตอร์ บางครั้งการรีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่ายก็ช่วยได้ สุดท้ายฉันมักจะจับภาพหน้าจอหรือจดเวลาแล้วส่งไปที่ฝ่ายสนับสนุนของ 'แอปช่อง7' พร้อมระบุรุ่นเครื่องและเวอร์ชันแอป เพื่อให้เขาตรวจสอบต่อไป
5 Answers2026-03-03 00:42:24
เคยมีครั้งหนึ่งที่ฉันเปิด 'TrueID' แล้วแอปค้างจนหน้าจอไม่ตอบกลับเลย และวิธีที่ช่วยให้กลับมาใช้งานได้คือการไล่เช็กตั้งแต่สิ่งง่าย ๆ ก่อน
เริ่มด้วยการบังคับปิดแอป (Force Stop) แล้วเปิดใหม่ ถ้ายังค้าง ให้ล้างแคชของแอปจากการตั้งค่าแอป บนระบบ Android การล้างแคชมักแก้ปัญหาการโหลดทรัพยากรที่ติดขัดได้ดี แต่ถ้าล้างข้อมูล (Clear Data) จะต้องล็อกอินใหม่ ฉันมักสำรองข้อมูลบัญชีไว้ก่อนเสมอ
ถัดมาเช็กเวอร์ชันของ 'TrueID' กับระบบปฏิบัติการ ถ้าเวอร์ชันแอปเก่าเกินหรือ iOS/Android ล้าสุด แอปอาจไม่เข้ากัน อัปเดตทั้งสองฝั่งแล้วรีบูตเครื่อง ตอนหนึ่งที่ฉันเจอคือพื้นที่เครื่องเต็มจนแอปไม่สามารถเขียนไฟล์ชั่วคราวได้ การลบไฟล์ไม่จำเป็นหรือย้ายรูปออกก็ช่วยได้อีกทาง และอย่าลืมปิดโหมดประหยัดพลังงานหรือการจำกัดการทำงานเบื้องหลัง เพราะบางครั้งระบบจะหยุดการทำงานของแอปที่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ง่าย ๆ
3 Answers2026-03-10 13:24:56
นี่คือหนึ่งในเบราว์เซอร์ที่ฉันติดใจมากตอนต้องเปิดหน้าเว็บหลายแท็บพร้อมกัน: 'Whale' ของ Naver เป็นแอปที่ออกแบบมาให้ใช้งานแบบมัลติทาสก์ได้สะดวกสุด ๆ
ในมุมมองการใช้งานจริง ฉันมักจะเปิดสองหน้าต่างแบบแบ่งจอ (split view) เพื่อเทียบข้อมูลหรือคัดลอกข้อความไปมา ฟีเจอร์แถบข้าง (sidebar) ของ 'Whale' ทำให้เข้าถึงเครื่องมือต่าง ๆ ได้เร็ว—เช่นเครื่องมือจับภาพหน้าจอ ออปชั่นจดโน้ตแบบด่วน และหน้าต่างย่อยสำหรับดูวิดีโอแบบป็อปอัพโดยไม่ขัดการทำงานหลัก การติดตั้งก็ตรงไปตรงมา: ดาวน์โหลดจาก Play Store หรือ App Store หรือติดตั้งบนพีซีแล้วซิงก์บัญชีกับมือถือ เพื่อให้บุ๊กมาร์กและแท็บตามมาทุกอุปกรณ์
อีกอย่างที่ผมชอบคือความสามารถในการขยายด้วยส่วนเสริมและการปรับแต่งธีมกับทางลัด ทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวกว่าเบราว์เซอร์มาตรฐาน ส่วนการตั้งค่าสำหรับความเป็นส่วนตัวก็ใช้ง่าย—สามารถเปิดโหมดไม่ระบุตัวตน ปิดการติดตาม หรือใช้บล็อกโฆษณาได้ทันที สรุปแล้ว 'Whale' เหมาะกับคนที่อยากได้เบราว์เซอร์มีฟีเจอร์ช่วยทำงานพร้อมกันและไม่อยากสลับหน้าต่างบ่อย ๆ นี่แหละที่ทำให้ฉันยังใช้มันบ่อย ๆ
4 Answers2026-07-06 13:51:48
ปัญหาแอปเด้งของ '3plusออนไลน์' ทำให้หงุดหงิดได้ง่าย แต่ถ้าไล่เช็กเป็นขั้นตอนจะจับจุดได้ไม่ยาก
เริ่มจากวิธีพื้นฐานที่มักได้ผลเร็วที่สุด: ปิดแอปให้หมด (force stop) แล้วเคลียร์แคชของแอปจากการตั้งค่า อุปกรณ์บางเครื่องเมื่อแคชเสียหายจะทำให้อัปเดตหรือโหลดข้อมูลใหม่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้การรีสตาร์ทเครื่องช่วยปลดล็อกหน่วยความจำและกระบวนการค้างๆ ได้บ่อยครั้ง
ถ้ายังเด้งอยู่ ให้ตรวจสอบเวอร์ชันแอปและระบบปฏิบัติการ เวอร์ชันเก่าอาจเข้ากันไม่ได้กับอัปเดตล่าสุดของเซิร์ฟเวอร์หรือไลบรารีภายใน บางครั้งการลบแล้วติดตั้งใหม่แบบสะอาดช่วยได้ โดยเฉพาะเมื่อแอปทำงานผิดปกติหลังอัปเดต หากแอปเด้งเกิดขึ้นเฉพาะตอนใช้เน็ต Wi‑Fi ให้ลองสลับไปใช้เครือข่ายมือถือหรือเช็กว่าเราเตอร์มีปัญหา ในกรณีที่คิดว่าเป็นปัญหาจากฝั่งเซิร์ฟเวอร์ ให้ตรวจสอบข่าวสารหรือหน้าโซเชียลของแอปว่ามีประกาศขัดข้องหรือไม่ การเก็บภาพหน้าจอข้อผิดพลาดหรือข้อความแสดงข้อผิดพลาดแล้วส่งให้ฝ่ายสนับสนุนมักช่วยให้เคลียร์ปัญหาได้เร็วขึ้น ข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ ที่ชอบทำคือเปรียบเทียบกับแอปอื่นอย่าง 'YouTube' ว่าทำงานปกติไหม เพื่อแยกว่าปัญหาเป็นกับอุปกรณ์หรือเฉพาะแอป สุดท้ายแล้วถ้าปรับทุกอย่างแล้วแต่ยังเด้งบ่อย การติดต่อฝ่ายสนับสนุนพร้อมข้อมูลเครื่อง เวอร์ชัน และรูปหน้าจอจะเป็นทางออกที่ชัดเจน
3 Answers2026-03-10 23:53:02
การเปรียบเทียบราคาช่วยให้เห็นความคุ้มค่าที่ซ่อนอยู่มากกว่าดูแค่ตัวเลขตรงหน้า
การตัดสินใจระหว่าง 'ปลาวาฬ' กับคู่แข่งไม่ควรมองแค่อัตรารายเดือนหรือราคาต่อไลเซนส์เพียงอย่างเดียว ผมมักจะแยกการวิเคราะห์เป็นสามชั้น: ฟีเจอร์ที่ได้รับจริง (Feature set), ค่าใช้จ่ายแฝง (hidden costs) และความสามารถในการขยายเมื่อผู้ใช้เพิ่มขึ้น (scalability). เริ่มจากแยกฟีเจอร์หลักที่ต้องการ และจดว่าแต่ละระดับราคาให้ฟีเจอร์ไหนบ้าง เช่น ถ้า 'ปลาวาฬ' เวอร์ชัน 299 บาท/เดือนให้การวิเคราะห์เชิงลึก แต่ 'ฟังน้ำ' ที่ราคา 199 บาทไม่มีฟีเจอร์นี้ ค่าแตกต่างนั้นอาจคุ้มถ้าฟีเจอร์ช่วยลดงานคนได้
ต่อมาให้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายซ่อนเร้น เช่น ค่าฝึกอบรม ค่าย้ายข้อมูล หรือค่าบริการเสริม โดยเฉพาะบริการที่คิดเป็นรายผู้ใช้ ยิ่งทีมโตต้นทุนจริงจะสูงขึ้น ลองคำนวณ Total Cost of Ownership (TCO) แบบง่าย: (ราคาแพ็กเกจ + ค่าเสริม + ค่าพนักงานในการตั้งค่า) x 12 เพื่อดูต้นทุนรายปี และเปรียบเทียบกับมูลค่าที่ได้กลับมา เช่น เวลาทำงานที่ถูกลดลง หรือยอดขายที่เพิ่มขึ้น
สุดท้ายอย่าละเลยเรื่องสัญญาและนโยบายคืนเงิน บางแอปอย่าง 'แมงกะพรุน' ให้ทดลองใช้ฟรี 60 วัน แต่มีข้อผูกมัดสัญญายาว ซึ่งอาจทำให้เสียประโยชน์ในระยะยาว ผมมักจะเลือกตัวเลือกที่ให้ความยืดหยุ่น ทดลองได้จริง และมีช่องทางซัพพอร์ตที่ตอบไว เพราะราคาที่ดูถูกในตอนแรกอาจแพงเมื่อเกิดปัญหาในภายหลัง
3 Answers2026-03-10 23:13:27
การรักษาความเป็นส่วนตัวในแอปมือถือกลายเป็นเรื่องที่ฉันให้ความสำคัญมากขึ้นทุกครั้งที่ดาวน์โหลดอะไรใหม่ ๆ เข้าเครื่อง
ในมุมมองของคนที่ใช้มือถือทั้งทำงานและเล่นสื่อบันเทิงบ่อย ๆ ฉันมอง 'แอปปลาวาฬ' เหมือนผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ต้องประเมินจากหลายมิติ ไม่ใช่แค่โฆษณาหรือหน้าตาแอปเท่านั้น แต่ต้องดูสิทธิ์การเข้าถึง (permissions) ว่าแอปขออะไรบ้าง เช่น กล้อง ไมโครโฟน รายชื่อ หรือข้อมูลสถานที่ หากแอปขอสิทธิ์ที่ดูเกินจำเป็น นั่นคือสัญญาณให้ระวัง การเก็บข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ของแอปและการส่งข้อมูลข้ามเครือข่ายควรถูกเข้ารหัสอย่างเหมาะสม ฉันมักเปรียบเทียบกับแอปส่งข้อความที่มีการเข้ารหัสแบบ end-to-end อย่าง 'Signal' ซึ่งทำให้ข้อความระหว่างผู้ใช้ถูกป้องกันจนฝ่ายกลางไม่สามารถอ่านได้ ถ้า 'แอปปลาวาฬ' ไม่มีมาตรการแบบนี้ ก็ต้องถือว่าเสี่ยงขึ้น
ในเชิงปฏิบัติ ฉันจะแนะนำให้ตรวจดูนโยบายความเป็นส่วนตัวว่าชัดเจนไหมว่าข้อมูลชนิดใดถูกเก็บ เก็บเพื่ออะไร และมีการแชร์กับบุคคลที่สามหรือไม่ นอกจากนี้การสำรองข้อมูล (backup) ไปยังคลาวด์ของผู้ให้บริการรายใหญ่บางครั้งทำให้ข้อมูลที่คิดว่าเป็นส่วนตัวกลับถูกจัดเก็บในรูปแบบที่ไม่เข้ารหัสจบการสื่อสาร การอัปเดตแอปเป็นประจำ การอ่านรีวิวจากผู้ใช้รายอื่น และตรวจสอบว่ามีนักวิจัยด้านความปลอดภัยออกมาเตือนหรือไม่ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ฉันใช้ก่อนจะตัดสินใจเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในแอปใดแอปหนึ่ง
โดยสรุป มุมมองของฉันคือ 'แอปปลาวาฬ' จะปลอดภัยมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับการออกแบบและนโยบายของผู้พัฒนา ถ้าเป็นไปได้ฉันมักหลีกเลี่ยงการให้สิทธิ์ที่เกินจำเป็น ปิดการสำรองข้อมูลอัตโนมัติเมื่อต้องการความเป็นส่วนตัวสูง และใช้แอปทางเลือกที่ยืนยันการเข้ารหัสแบบเข้มงวด แค่ทำตามแนวทางเหล่านี้ก็ลดความเสี่ยงลงได้มากเลย
6 Answers2026-04-20 14:27:41
อยากแลกโค้ดใน 'Grab' ให้สำเร็จง่าย ๆ ใช้วิธีที่ฉันมักทำเป็นประจำแล้วได้ผลเสมอ
เราเริ่มจากเปิดแอป 'Grab' ขึ้นมาแล้วกดเข้าเมนูหรือไอคอนบัญชี (มุมบนหรือล่าง ขึ้นอยู่กับเวอร์ชัน) จากนั้นมองหาส่วนที่เขียนว่า 'โปรโมชั่น' หรือ 'คูปอง/วอเชอร์' ถ้าเจอปุ่ม '+' หรือช่อง 'ใส่โค้ด' ก็พิมพ์หรือวางโค้ดที่ได้รับลงไป แล้วกดยืนยัน ระบบจะแจ้งว่าโค้ดถูกเพิ่มสำเร็จหรือถ้าเกิดข้อผิดพลาดจะแจ้งสาเหตุให้ทราบ
เราเช็คต่ออีกนิดก่อนใช้โค้ดที่หน้าเช็คเอาต์ เช่น ตรวจดูเงื่อนไขการใช้ (ขั้นต่ำการสั่งซื้อ สินค้าที่ร่วมรายการ หรือเฉพาะบริการ GrabFood/GrabCar) และต้องแน่ใจว่าโค้ดยังไม่หมดอายุ หากเป็นโค้ดเติมเงินหรือของขวัญให้ดูที่เมนู 'วอลเล็ท' แล้วเลือก 'แลก/เติมโค้ด' วิธีนี้ช่วยให้ไม่เสียเวลาเวลาจะสั่งอาหารหรือเรียกรถจริง ๆ และยิ่งถ้าโค้ดไม่ยอมรับ ลองอัปเดตแอปหรือออกจากระบบแล้วล็อกอินใหม่ก่อนจะติดต่อฝ่ายสนับสนุน
3 Answers2026-03-10 07:58:35
มีช่วงหนึ่งฉันนั่งนึกถึงการใช้งานจริงของตัวเองก่อนจะเลือกแผน และสิ่งที่ชัดเจนที่สุดคืออย่าเลือกแผนเพราะชื่อหรูแต่เลือกเพราะพฤติกรรมการใช้จริง
การดูแบบสตรีมมิ่งหนักหรือดาวน์โหลดไว้ดูออฟไลน์บ่อย ๆ จะทำให้พื้นที่เก็บข้อมูลและความเร็วการสตรีมกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าคุณชอบเก็บซีซั่นยาว ๆ ไว้ในเครื่อง เลือกแผนที่ให้พื้นที่และโควต้าดาวน์โหลดสูงจะคุ้มกว่าการจ่ายเพิ่มทีละเดือนเพื่อความสะดวกสบายเดียว แผนกลางที่มักเรียกว่า 'พรีเมียมกลาง' มักตรงกับคนที่ดูเป็นประจำแต่ไม่ถึงกับใช้แบบมืออาชีพ เพราะจะให้สตรีมคุณภาพสูงและออฟไลน์ได้หลายไฟล์โดยไม่แพงเกินไป
ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณแค่เข้าแอปเป็นครั้งคราว แผนฟรีหรือแผนพื้นฐานที่ให้โฆษณาแลกกับพื้นที่น้อยลงก็น่าสนใจ เพราะการจ่ายเพิ่มเพื่อฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้จริงเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกเปลืองเงิน สำหรับคนที่ชอบประสบการณ์พิเศษเช่นการสตรีมแบบไม่จำกัดอุปกรณ์พร้อมการสนับสนือลูกค้าที่เร็ว แผนสูงสุดเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ควรคำนวณดูว่าฟีเจอร์แบบนั้นจะได้ใช้งานจริงหรือไม่
สรุปแบบที่ฉันใช้เป็นคำเปรียบเทียบง่าย ๆ: แผนฟรีสำหรับทดลอง ใจกลางสำหรับผู้ดูประจำ และพรีเมียมสำหรับคนที่ต้องการสิทธิพิเศษเยอะ ๆ อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณชอบหยุดพักแล้วกลับมาดูซีรีส์ยาว ๆ เช่น 'Stranger Things' แบบมาราธอน แผนกลางที่ให้ทั้งความคมชัดและพื้นที่ดาวน์โหลดเพียงพอมักพาเราไปได้ไกลกว่า
2 Answers2026-06-24 01:32:40
เริ่มต้นด้วยการมองภาพรวมของการเชื่อมต่อก่อน แล้วค่อยไล่ลงมาที่อุปกรณ์และแอปที่ใช้จริง ๆ เพราะหลายครั้งปัญหาภาพกระตุกไม่ได้มาจากแหล่งเดียว ผมมักเริ่มจากเช็คความเร็วอินเทอร์เน็ตกับอุปกรณ์อื่นว่ากระตุกเหมือนกันไหม ถ้าเครื่องอื่นยังเล่นได้ลื่น แปลว่าเป็นปัญหาที่ทีวีหรือแอปที่ใช้ เช่น ตอนหนึ่งที่ผมดู 'Netflix' ภาพกระตุก แต่พอเปลี่ยนมาใช้กล่องสตรีมมิ่งอีกตัวปัญหาก็หายไป ซึ่งช่วยบอกให้รู้ว่าทีวีอาจประมวลผลวิดีโอไม่ทันหรือมีบั๊กในแอป
จากนั้นผมจะตรวจสัญญาณและการเชื่อมต่อจริงจังขึ้น: ถ้าใช้ Wi‑Fi ให้ย้ายทีวีหรือเราเตอร์ให้อยู่ใกล้กันขึ้น เปลี่ยนจาก 2.4GHz มา 5GHz หรือสลับช่อง (channel) เพื่อลดสัญญาณรบกวน ถ้าเป็นไปได้ใช้สาย LAN เพราะเสถียรกว่า นอกจากนี้ต้องดูด้วยว่าเครือข่ายมีการดาวน์โหลดพื้นหลังหรือมีอุปกรณ์หลายเครื่องซึ่งแย่งแบนด์วิดท์ ลองตั้งค่า QoS ในเราเตอร์เพื่อให้แพ็กเกจของทีวีหรือแอปสตรีมมิ่งได้ลำดับความสำคัญ
สุดท้ายผมจะลงลึกเรื่องซอฟต์แวร์และการตั้งค่าบนอุปกรณ์: อัปเดตเฟิร์มแวร์ทีวีและแอปให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ปิดแอปพื้นหลัง ปล่อยให้เครื่องเย็นลงถ้ามีความร้อนสูง บางทีการเปิดใช้ฮาร์ดแวร์เดคอดิง (hardware decoding) หรือสลับโหมด HDR/SDR ช่วยได้มาก ถ้าภาพยังกระตุก ลองลดความละเอียดหรือบิตเรตของสตรีม (เช่นจาก 4K → 1080p) เพื่อดูว่าเครื่องรับไหวไหม อีกเทคนิคที่ผมใช้บ่อยคือเปลี่ยน DNS เป็นของ Cloudflare หรือ Google เพื่อแก้ปัญหาโหลดเซิร์ฟเวอร์ช้า สุดท้ายถ้าทุกอย่างยังไม่ดี แนะนำทดสอบกับแอปอื่นหรือเปลี่ยนเป็นกล่องสตรีมมิ่งคุณภาพสูงกว่า เพราะบางทีทีวีรุ่นเก่าไม่รองรับการถอดรหัสสมัยใหม่ การลองเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นการวินิจฉัยที่ตรงไปตรงมาดี และเมื่อทุกอย่างนิ่งแล้ว ความสุขกับการดูซีรีส์ยาว ๆ จะกลับมาเอง
3 Answers2026-05-17 23:38:42
นี่คือวิธีที่ฉันใช้เมื่อบัฟเฟอร์กวนใจตอนดูหนังออนไลน์ และมักได้ผลเกือบทุกครั้ง
เริ่มจากพื้นฐานก่อน: เช็กความเร็วอินเทอร์เน็ตกับแอปหรือเว็บไซต์วัดสปีดเพื่อรู้ว่ามีแบนด์วิดท์พอหรือไม่ เท่าที่สังเกต ความเร็วต่ำกว่า 5–8 Mbps มักทำให้ภาพกระตุกชัดเจนในการสตรีมความละเอียดสูง ทางแก้เบื้องต้นคือเปลี่ยนความละเอียดลงมาเป็น 720p หรือ 480p แทนที่จะดันจนสุด นอกจากนี้ การเชื่อมต่อด้วยสาย LAN ให้ความเสถียรกว่า Wi‑Fi เยอะ โดยเฉพาะถ้าเราเตอร์อยู่ไกลหรือมีคนใช้งานพร้อมกันหลายอุปกรณ์
เมื่อปัญหายังคงอยู่ ให้ทำสองอย่างนี้พร้อมกัน: ปิดแอปที่ใช้แบนด์วิดท์เบื้องหลัง เช่น โปรแกรมอัพเดต คลาวด์ซิงก์ หรือการดาวน์โหลด และรีสตาร์ทเราเตอร์สักครั้ง การรีบูตง่ายๆ มักแก้ช่องสัญญาณค้างหรือการแจก IP ผิดปกติได้ ถ้าต้องการลองปรับขั้นสูงหน่อย การเปลี่ยน DNS เป็นของ Google (8.8.8.8) หรือ Cloudflare (1.1.1.1) ช่วยให้การค้นหาเซิร์ฟเวอร์เร็วขึ้นในบางกรณี ส่วนการใช้ VPN บางครั้งช่วยเลี่ยงการจำกัดแบนด์วิดท์จากผู้ให้บริการ แต่ต้องระวังว่าบางเซิร์ฟเวอร์ VPN จะช้ากว่าปกติ
สุดท้าย อย่าลืมอัปเดตเบราว์เซอร์หรือแอปสตรีมมิ่ง และลองเปลี่ยนเว็บเพลเยอร์หรือดาวน์โหลดดูหนังไว้ล่วงหน้าถ้าผลิตภัณฑ์นั้นมีตัวเลือกเก็บไว้ดูออฟไลน์ วิธีพวกนี้ช่วยให้การดูหนังเรื่องโปรด เช่น 'Spirited Away' ไหลลื่นขึ้น และยังทำให้ไม่พลาดฉากโปรดอีกด้วย