로그인
แปร๊น~~
เสียงร้องของช้างดังขึ้นในเช้าวันสดใส อากาศเย็นชื้น จนได้กลิ่นดินกลิ่นหญ้าชัดขึ้นกว่าทุกวัน เพราะฝนที่พรำลงมากว่าครึ่งชั่วโมงที่แล้ว เพิ่งจะซาเม็ดลงไป
หลังจากลาป่วยมาหลายวัน สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลช้าง ก็เดินออกมาจากห้องนอนด้วยชุดยูนิฟอร์ม เป็นเสื้อแขนสั้นสีม่วงลายช้างน้อยที่สวมทับเสื้อแขนยาวสีดำเอาไว้ภายใน เข้าชุดกับแบล็กยีนส์ผ้ายืด เพื่อเพิ่มความคล่องตัวเวลาทำงาน
หมอกิดากานต์
เธอประจำอยู่ที่นี่มา 4 ปีแล้ว เธอรักสัตว์ทุกชนิด แต่ชอบช้างมากเป็นพิเศษ เลยทำงานอุทิศตัวให้กับสัตว์โลกตัวใหญ่ด้วยใจเมตตา ซึ่งถือได้ว่า เธอเป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศคนหนึ่ง เพราะหมอที่ทำงานสายนี้ ยังถือว่ามีจำนวนน้อยนัก
เมื่อได้ทำงานที่รัก แม้จะเจออุปสรรคบ้างก็ไม่ใช่ปัญหา เธอไม่เคยโกรธช้าง ที่บางคราวก็เล่นงานกันยามเผลอจนได้เข้าโรงพยาบาล
ใช่แล้วล่ะ เธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาเมื่อคืนนี้เอง โรงพยาบาลคนนะ ไม่ใช่โรงพยาบาลสัตว์ เพราะโดนงวงช้างพังเดือนหงายสะบัดใส่ร่างจนตัวปลิว ขณะที่หมอเดินเข้าใกล้ลูกช้างพลายจุมพล ที่กำลังเจ็บป่วยมีอาการขาบวมไม่ทราบสาเหตุ
เพราะนั่นเป็นการออกไปทำงานนอกสถานที่ เคสดังกล่าวจึงไม่ได้จัดการให้ช้างอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยต่อผู้รักษาเท่าที่ควร เหตุการณ์ไม่คาดฝันเลยแจ็คพอตเข้าให้ เล่นเอาเห็นดาวเห็นเดือนกลางวันแสกๆ กันเลยทีเดียว
เดือนหงายนะเดือนหงาย เปรี้ยงเดียวทำเอาไปฟื้นอีกทีบนเตียงในโรงพยาบาล แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่โกรธหรือโทษใคร เพราะเป็นความประมาทของเธอเองทั้งนั้น ที่ดันสะเพร่าไม่ยอมถอด AirPods ออกจากหู เลยทำให้ไม่ได้ยินว่ามีคนกำลังร้องห้าม เพราะมันอยู่ในรัศมีที่ช้างพังเดือนหงายจะโจมตีถึงตัว
AirPods แทบจะกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่สามสิบสาม ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง ที่ไม่มีใครกล้าถามว่าทำไมหมอกิดากานต์จะต้องสวมมันติดหูเอาไว้แทบจะตลอดเวลา
และที่ทำให้ทุกคนตกใจพอๆ กับที่ปลุกหมอไม่ตื่นในตอนตัวกระเด็นไปอีกฟาก ก็เพราะเสียงเพลงที่ดังออกมาจากหูฟังนั่นเอง ที่เป็นต้นเหตุทำให้เธอไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ในตอนที่ใครๆ พยายามจะร้องห้าม
เธอชอบฟังเพลงเสียงดังขณะเครียดๆ หรือไม่ก็แสนสบายใจ และแน่นอน คนเรามันก็จะมีแค่สองอารมณ์นี้สลับไปมาระหว่างวัน และเหตุการณ์ในวันนั้นคือเธอกำลังเครียด เรื่องอยากได้หมอเด็กๆ เข้ามาช่วยแบ่งเบางาน
จนในที่สุดเธอก็ได้คลายเครียดสมใจ ได้นอนพักผ่อนข้าวฟรียาฟรีอยู่ 3 วัน ก็ขอออกมาทำงาน เพราะอยากจะมาดูว่า เด็กใหม่ที่รับเข้ามาในช่วงที่เธอพักรักษาตัว ทำงานเป็นเช่นไร จะมาช่วยเหลือหรือเพิ่มภาระกันแน่
จะว่าไปแล้ว เธอก็ออกจะตื่นเต้นอยู่สักหน่อย เพราะหมอคนใหม่ ผอ. ให้สิทธิ์เธอคัดเลือกเองกับมือ เธอจึงอยากจะออกไปทักทายเขาในเช้าวันแรกที่จะได้พบกัน
แต่เพียงแค่เปิดประตูบ้านพักออกมา กิดากานต์ก็ยิ้มเยือนคนที่กำลังเดินตรงเข้ามาหาด้วยท่าทีกระตือรือร้น
“หมอไม่พักต่ออีกสักวันเหรอครับ” ลุงอู๊ด คนขับรถประจำโรงพยาบาลถามคนที่ยังสวมเฝือกอ่อนดามคอเอาไว้
“ฮะ!? ไม่ล่ะ ขาดงานหลายวันแล้ว คนก็ยิ่งขาดๆ อยู่ด้วย แล้วเป็นไงบ้าง หมอใหม่ที่มา โอเคมั้ยคะ”
“ตอนที่หมอไม่อยู่ มันมีการเปลี่ยนแปลงกันนิดหน่อยนะครับ ผอ. เซ็นต์รับหมอใหม่ที่มาแทนคนที่มาไม่ได้ เพราะคนนั้นมีเหตุสุดวิสัยอะไรสักอย่าง”
ในแววตาของคนฟังไม่ได้กังขาต่อสิ่งใด มีเพียงคำถามสั้นๆ กลับมาว่า “ผู้ชายป่ะ”
ทันทีเลยทีเดียวที่ลุงอู๊ดหนวดขาวพลันส่ายหน้าดิก
“หมอคงงานหนักอีกตามเคย คนมาแทนเป็นผู้หญิงครับ”
เสียงถอนหายใจยืดยาว และการสบตากันนิ่งๆ อย่างไร้อารมณ์ นั่นคือการบ่งบอกว่า กิดากานต์ไม่ปลื้มเอาเสียเลย
“แต่ท่าทางแข็งขันเอาเรื่องอยู่นะครับ”
“เคยงานมั้ย” กิดากานต์ถามหน้านิ่ง แล้วเบือนหน้ามองไปยังอาคารพยาบาลเปิดโล่งขนาดใหญ่ด้วยความหนักใจ
“เคยฝึกงานที่ลำปางมาครับ”
หมอทำหน้านิ่งกดหัวคิ้วเข้าหากันด้วยความรู้สึกบางอย่าง แล้วก็พ่นลมหายใจ ระบายความอึดอัดที่ยังไม่ทราบถึงสาเหตุออกมาอีกระลอก
“จะทนรึเปล่าเหอะ ช้างถีบทีนอนโรงบาลไปสามวัน เจอแล้วจะรู้สึก”
ได้ยินอย่างนั้น ลุงอู๊ดก็กลั้นยิ้มแทบไม่ไหว ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เลยรีบหยิบเอาถุงซิปใสจากกระเป๋ากางเกงออกมายื่นให้ทั้งรอยยิ้มแหย
“นี่ครับ อันนึงมันเสียบอยู่ที่หู แต่อีกอันนึงพากันหาแทบตาย มันหลุดไปไกลเลยหมอ”
AirPods คู่ใจในถุงซองซิปที่กำไว้ในมือ สร้างรอยยิ้มสวยขึ้นมาให้อีกคนยิ้มตาม
“ขอบคุณมากนะคะ ก็ยังคิดอยู่ว่า วันนี้มันขาดๆ อะไรไป”
แล้วจากนั้นทั้งคู่ก็เดินเคียงข้างกันมา ซึ่งเรือนพักกับสถานพยาบาลห่างจากกันไม่ถึงร้อยเมตรเท่านั้น…และหลังจากได้รู้ว่าหมอคนใหม่เป็นผู้หญิง เธอก็ไม่สนใจที่จะตั้งคำถามอะไรอีกเลย
กลับเอาแต่รู้สึกเหนื่อยหน่ายขึ้นมาเสียอย่างนั้น เพราะด้วยร่างกายที่ไม่อาจจะกระฉับกระเฉงได้เท่าเมื่อก่อน มันอาจจะทำให้เธอสู้รบปรบมือกับงานหนักๆ ของที่นี่ไม่ไหวเข้าในสักวัน
เฝือกอ่อนที่สวมดามคอ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่สวม เพราะหมอเคยเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มาก่อน เลยมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกคอมาตั้งแต่ตอนนั้น ส่งผลให้มันกลายเป็นความเปราะบางของร่างกายอยู่ไม่น้อย
และที่ทำให้เครียดต่อเนื่องมาหลายเดือน ก็เพราะเธอกังวลว่าจะพยุงองค์กรที่เสี่ยงจะถูกปิดเอาไว้ไม่ไหว ที่นี่เป็นเพียงสาขาเล็กที่สับซอยลงมาให้เล็กลงไปอีก เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีจำนวนช้างชุกชุมเช่นอิสานใต้
จริงอยู่ที่โรงพยาบาลช้างขอนแก่น เคสไม่เยอะ แต่กลับมีแต่เคสที่หนัก ต้องใช้ระยะเวลารักษานานหลายเดือนเพื่อดูแลกันทั้งนั้น เธอจึงรักและผูกพันกับที่นี่มาก
และตอนนี้สถานการณ์ของที่นี่ก็กำลังเข้าขั้นวิกฤติ การโดนใบเตือนว่าทางเอกชนอาจจะถอนเงินสนับสนุน มันทำให้เธอถึงกับนั่งซึมมาเป็นเดือนๆ จากแต่ก่อนที่เคยมีหมอประจำอยู่หลายคน ตอนนี้ก็มีแค่เธอและเด็กใหม่อีกหนึ่งคนเท่านั้น
หากได้หมอหนุ่มตัวโตๆ มาช่วยเบาแรงก็คงจะดี เธอคิดแค่นี้ ไม่ได้คิดดูถูกความเป็นหญิง และกำลังพยายามทำใจยอมรับอยู่ว่า สิ่งที่คาดหวังมันไม่ได้เกิดขึ้นเสียแล้ว
“หมอใหม่ตัวใหญ่ป่ะ” กิดากานต์ถามสิ่งที่คิดออกมาในที่สุด
“ไม่นะครับ หุ่นนางแบบเหมือนหมออูนนี่แหละ”
คำตอบจากลุงอู๊ด ทำเอาอีกคนถึงกับกลอกตามองบนด้วยใจอันห่อเหี่ยวอย่างสุดๆ
“จะไหวมั้ยเนี่ย”
“ทำงานสไตล์หมออูนเป๊ะเลย ใช่แฮะ ขนาดท่าพันผ้าก็อซยัดลงแผลคุณยายสร้อยสังวาล ยังเหมือนกันไม่มีผิด ผมก็ว่ามันคุ้นๆ”
ชักน่าสนใจขึ้นมาทีละนิด แม้หมอกิดากานต์จะไม่ชอบทำอะไรเหมือนใคร แต่ทำไมใครคนนี้กลับดึงความสนใจให้ถึงกับกะพริบตาถี่ได้ขนาดนี้ล่ะ
“เข้างานตรงเวลามั้ย”
“มาถึงก่อนด้วยซ้ำครับ อีกเดี๋ยวก็คงจะมา” ลุงอู๊ดบอกหลังจากพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นมามอง
“ก็ยังดี เพราะหมอทำงานกับคนมาสายไม่ได้จริงๆ”
“ไม่ไปได้ยังไงคะป๊า ตั๋วเค้าก็จองให้หมดแล้ว แล้วอูนก็แค่ไปช่วยงาน ยังไม่ได้ย้ายสักหน่อย”“หนูไม่ต้องมาใช้คำว่าสักหน่อยกับป๊า แค่หนูป่วยแค่นิดเดียว หัวใจป๊าก็เจ็บปวด...”พูดยังไม่ทันจะจบ ลูกสาวขี้วีนก็สวนกลับทันที“อย่ามาลิเกค่ะป๊า”“ป๊าไม่ได้ลิเก แต่คราวนี้ป๊ายอมไม่ได้”“ก็บอกแล้วว่าแค่ไปช่วยงาน”“อูนเอาคำว่าแค่ช่วยงานมาอ้างให้ป๊าตายใจ ไปลาออกเลย ลูกสาวคนเดียวป๊าเลี้ยงได้ ไม่ต้องทำงานเป็นหมอแล้ว ป๊านอนไม่หลับสักวันเพราะเรื่องหนูนี่แหละ”“ป๊าลองเป็นช้างสิ ถ้าป่วยมาแล้วไม่มีหมออย่างอูน ป๊าจะรู้สึก”“หนูอย่ามาแช่งป๊านะ”“ไม่ได้แช่ง แต่ป๊าเองไม่ใช่เหรอที่เลี้ยงหนูมาให้รักสัตว์ ป๊าเองไม่ใช่เหรอที่ชอบช้างมากที่สุด หนูก็เดินตามทางที่ป๊าเคยขีดไว้ให้แล้วไง หนูจะสี่สิบแล้ว หนูถึงขอให้เลิกยุ่งกับชีวิตหนูสักที”“ก็หนูทำตัวน่าเป็นห่วง ให้ตายยังไงป๊าก็ไม่ยอมให้หนูไปลำปาง”“งั้นป๊าก็ต้องช่วยหนูแล้ว
“กวนประสาท...ฮือ ทำไงดี เด็กต้องตกใจแน่ๆ ตาพี่แดงไปหมดเลย”ว่าแล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิด มันก็ดันมาเกิดกลางทาง และหากจะพากันไปทั้งสภาพนี้ มันคงแย่พอๆ กับการไม่ไปร่วมขบวน ดังนั้นคนทั้งคู่เลยพากันกลับไปล้างหน้าที่บ้านอีกรอบ“แว่นคีย์ที่พี่เคยซื้อให้อยู่ไหนอ่ะ ใส่อันนั้นพรางตาได้ดีนะ” ปริญญ์บอกคนที่ยืนล้างหน้าอยู่ในครัว“อยู่บนห้องอ่ะ หยิบให้หน่อย”และเมื่อปริญญ์เดินกลับลงมาอีกครั้ง เธอก็เดินเข้าไปสวมกอดผ่านแผ่นหลังกันไปอย่างอ่อนโยน“เลิกเกลียดคีย์เรื่องเพลงน้า”“คนพูดน่ะพูดง่าย”“คีย์ขอโทษ ตอนนี้คีย์อยากเห็นคุณมีความสุข เพลงพวกนั้นมันแค่ข้ออ้างของคนปากเสีย ไม่ได้ขอให้คุณให้อภัยนะคะ แต่อยากให้เข้าใจว่า มันไม่ใช่สิ่งที่คีย์คิดจริงๆ เพราะเพลงที่คีย์ไม่ชอบจริงๆ อ่ะคือเพลงเพื่อชีวิต พี่ก็น่าจะรู้ตั้งแต่เราคบกันแรกๆ”“ไม่ใช่แค่นี้ใช่มั้ยที่โกหกพี่”“มันนานมากแล้วอ่ะ จำไม่ค่อยได้...”“แล้วที่ทำน่ะ เพราะเข้าใจว่าพี่ยังรั
จริงดั่งที่เข้าใจมาตลอด ยิ่งปริญญ์พยายามทำให้อีกคนเจ็บมากเท่าใด แต่หัวใจของเธอกลับเจ็บยิ่งกว่า เธอมองเห็นความอ่อนล้าเหล่านั้นก็อยากจะโผเข้าไปกอด แต่หากจะทะเล่อทะล่าแสดงออกไปเช่นนั้น คนที่มีปมแน่นในใจ คงไม่ยอมเปิดใจให้กันง่ายๆเธอเลยทำได้แค่แสร้งทำเป็นว่าไม่เข้าใจ หญิงสาวไม่พูดอะไร นอกจากการเดินเข้าไปหา แล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนหนุนตักคนที่รักสุดหัวใจนั้นไปเงียบๆ“อืมม์...คีย์คะ คือจริงๆ ไม่ต้องพาไปก็ได้นะ เดี๋ยวพี่ไปเองก็ได้”นั่นไงล่ะ ปริญญ์คิดเอาไว้ไม่มีผิด ว่าจะต้องได้ยินอะไรแบบนี้ ดังนั้นจากที่เคยนอนหงาย ก็ค่อยๆ พลิกตัวเข้าไปกอดกันเอาไว้เพียงหลวมๆ ศีรษะได้รูปทำท่าส่ายหน้า ไม่ยอมรับข้อเสนอนั้น ก่อนจะงึมงำบอกออกมาว่า“ของีบสักห้านาทีนะ แค่ห้านาที หมดเวลาแล้วปลุกเลย”“เหนื่อยเหรอคะ”“ค่ะ ปีนขึ้นปีนลง มาหลายตัวด้วย”“ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปช่วย”“ถึงพี่อยู่คีย์ก็ไม่ยอมให้พี่ทำหรอก”“งั้นนอนพักดีกว่ามั้ย ไม่ต้องไปหรอกเนาะ”“ไม่เอา ขอแค
และยิ่งกิดากานต์ปฏิเสธกันเท่าใด อีกคนก็ยิ่งอยากฟาดกันให้ราบคาบเสียแต่ตอนนี้ หญิงสาวเอาแต่ยืนหายใจฟืดฟาด จ้องหน้าไม่พอใจอยู่อย่างนั้น“ก็บอกว่าจะเข้าไปส่งไง”“ก็แล้วจะเข้าเมืองไปทำไม”“จะไปส่งเมียตัวเองมันผิดตรงไหน”“เมียไหนกันแน่ ที่แน่ๆ พี่ยังไม่ใช่เมียเธอ ยัยเด็กคนไหนล่ะที่อยากไปหา มันไม่ใช่แค่อยากไปส่งพี่หรอก”และนี่ก็กลายเป็นการยืนยันว่า พวกเธอยังคงไม่เชื่อใจกันอย่างชัดเจน“ไม่อยากเป็นแล้วเหรอ ไหนเมื่อคืน...”พูดยังไม่ทันจบ อีกคนก็ทุบกำปั้นลงไหล่กันไม่เบานัก“เลิกพล่ามถึงตอนนั้นได้ป่ะ”“ความจริงคนเรามันออกมาตอนนั้นไม่ใช่เหรอ”“แล้วมันจะเป็นไปได้ไง ในเมื่อเธอไม่ได้ต้องการฉันจริงๆ”“.........................”เมื่อไม่อยากจะเถียง ปริญญ์ก็ทำเพียงยิ้มเยาะใส่หน้า เป็นท่ากวนประสาทที่อีกฝ่ายอยากจะตะโกนใส่หน้าให้สุดเสียง“ไม่ต้องด้อยค่ากันถึงขนาดนั้นก็ได้”“เปล่
“มันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ นะอูน”“นี่คีย์เค้าคิดว่าอูนกลับไปมีอะไรกันกับพี่แทคงั้นเหรอคะ ป้าขา...เราไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ นะคะ” กิดากานต์พูดเสียงแหบแห้งออกมาจากใจที่อ่อนล้า“ป้าจะไม่ลงรายละเอียดนะ ให้คุยกันเอง”“ไม่ได้มีจริงๆ นะคะ”“ไปคุยกันเอาเอง เพราะเจ้าปริญญ์มันก็ไม่ฟังใคร มันเชื่อที่ตามันเห็น”“ก็หนูอธิบายเค้าตั้งหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้ทำๆ ถึงว่าสิ พอพูดถึงพี่แทคเมื่อไหร่แล้วคีย์จะกลายเป็นคนบ้าไปเลย”หลังจากวางสาย กิดากานต์ก็เพิ่งจะมานั่งคิดทบทวนว่า ปริญญ์เริ่มเปลี่ยนแปลงแหนงหน่ายกันตั้งแต่เมื่อไร และก็ถึงกับน้ำตาซึมว่ามันเกิดหลังจากสาเหตุนั้นจริงๆ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเธอมั่นใจว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นถึงแม้กฤษกรจะทรงแบดดูกินไม่เลือกในเวอร์ชั่นผู้ชาย แต่เขาจะให้เกียรติเธอเสมอ จนกระทั่งตอนนี้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขายังดีอยู่ ก็เพราะเขาไม่เคยหาจังหวะรังแกกันเลยสักครั้งแต่แล้วในขณะที่นั่งไล่เรียงไทม์ไลน์อย่างรวดเร็ว พลันอีกหนึ่งความสงสัยก็ผุดขึ
“โอเค คีย์อาจจะขอผิดเวลา แต่ขอให้มั่นใจกับอะไรกว่านี้อีกสักหน่อย คีย์จะกลับมาขอคบอีกครั้ง”“มั่นใจเรื่องอะไรคะ”“ไว้ถึงเวลาแล้วจะบอกค่ะ”“เรื่องที่พี่เคยถามน่ะเหรอ”ทันทีปริญญ์ก็แสยะยิ้มเครียดออกมา ทำเอาอีกคนยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก“นอนเถอะ...จะได้หายเร็วๆ ไว้หายแล้วค่อยคุยกัน”“ค่ะ”แล้วตอนนี้เราเป็นอะไรกัน เป็นเรื่องน่าปวดหัวที่ไม่มีใครกล้าตั้งมันขึ้นมาเป็นคำถาม...ตั้งแต่ที่ปริญญ์เดินเข้ามาจุ๊บหน้าผากก่อนออกไปทำงาน กิดากานต์ก็กลับไปเป็นคนคลั่งรักได้อย่างเงียบๆ สมองมันแล่นแปลบปลาบ ฉายแต่ภาพซ้ำๆ ที่ทำเอานอนหน้าร้อนเป็นสีระเรื่อปริญญ์เป็นเพียงคนเดียวในชีวิต ที่รู้จักร่างกายเธอดียิ่งกว่าผู้ใด การเคลื่อนไหวอย่างรู้ใจและแสนจะช่ำชอง มันพร้อมจะหลอมละลายกายที่เกร็งสั่น ให้ปวดมวนไปทั่วร่างด้วยความกำซาบฝ่ามือเจ้าเล่ห์ปาดฉวัดเฉวียนเฉียดผ่าน แต่ไม่แตะต้องเพชรเม็ดงามที่ฉ่ำลื่นจนเจ้าตัวต้องถอนหายใจซ้ำซากด้วยความอึดอัด เพราะ







