ฉันเคยสงสัยมานานเกี่ยวกับต้นฉบับ 'พระลอ' ที่เรียกกันว่า 'ตามไก่' และมุมมองแรกของฉันคือนี่เป็นผลงานที่เกิดจากกระแสปากต่อปากมากกว่าจะมีผู้เขียนคนใดคนหนึ่งที่ลงนามไว้ชัดเจน เรื่องราวของ 'พระลอ' เป็นนิทานพื้นบ้านทางภาคเหนือและภาคอีสานที่แพร่หลายในรูปแบบบทกลอน บทร่าย และการเล่าแบบพื้นเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมไทยมักมองว่าเนื้อหาหลักนั้นเป็นของชาวบ้านซึ่งถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ยากที่จะชี้ชัดว่าผู้เขียนดั้งเดิมเป็นใครเดียว แม้บางฉบับจะมีการจารึกชื่อผู้คัดลอกหรือผู้เรียบเรียง แต่ตัวเนื้อเรื่องพื้นฐานเองคือผลงานร่วมของชุมชนมากกว่าจะเป็นงานเดี่ยวของศิลปินคนใดคนหนึ่ง
ในแง่ประวัติศาสตร์ ฉันมองว่า 'ต้นฉบับพระลอตามไก่' น่าจะเป็นสำเนาหรือฉบับลายมือที่ถูกคัดทับโดยผู้รวบรวมท้องถิ่นที่มีชื่อเล่นว่า 'ตามไก่' ซึ่งเป็นเรื่องปกติของวรรณกรรมพื้นบ้านในอดีต เมื่อเริ่มมีการรวบรวมและจัดพิมพ์วรรณคดีพื้นบ้านในสมัยรัชกาลปลาย ๆ การบันทึกฉบับลายมือและการตีพิมพ์เป็นรูปเล่มก็ถูกทำให้เป็นระบบมากขึ้น ดังนั้นการตีพิมพ์ฉบับแรกของเรื่องราวนี้ในรูปแบบหนังสือจึงมักถูกบันทึกไว้ในช่วงปลาย
ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้รวบรวมและสำนักพิมพ์ใดนำออกเผยแพร่ แต่สิ่งที่ชัดเจนสำหรับฉันคือเวอร์ชันที่เรียกว่า 'ตามไก่' เป็นสะพานสำคัญที่ช่วยรักษาเนื้อเรื่องจากการสาบสูญและทำให้คนรุ่นหลังได้อ่านกันเป็นลายลักษณ์อักษร
การที่ต้นฉบับแบบลายมืออย่าง 'ตามไก่' อยู่ในความสนใจทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นกับความต่อเนื่องของวัฒนธรรม ปกติแล้วฉันจะมองฉบับพิมพ์ครั้งแรกเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องเล่าจากปากสู่ปากกลายเป็นมรดกทางวรรณกรรมที่คนจำนวนมากสามารถเข้าถึงได้ หากต้องสรุปอย่างคร่าว ๆ โดยไม่ลงตัวเลขชัดเจนก็คือ ผู้เขียนดั้งเดิมไม่ปรากฏเป็นชื่อเดียว แต่ต้นฉบับ 'ตามไก่' เป็นหนึ่งในฉบับสำคัญที่ถูกคัดลอกมาและนำเข้าสู่การตีพิมพ์ในยุคสมัยใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประเพณีการรวบรวมและพิมพ์เอกสารพื้นบ้านเริ่มเฟื่องฟูในช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 19 และ 20 — นี่เป็นมุมมองที่ผมรู้สึกว่าช่วยให้เห็นที่มาของงานได้ชัดขึ้นในแบบที่ยังคงเคารพต่อรากเหง้าของเรื่อง