LOGIN[มิติ + นางเอกเก่ง + หมอเทวดา + อ่านแล้วสะใจ + สร้างเนื้อสร้างตัว + เนรเทศลี้ภัย + ขวัญใจทุกคน] มู่หนิง ทะลุมิติมาเป็นภรรยาที่กำลังจะตายไปพร้อมกับลูกในท้องของโม่จิ่นยวน ขุนพลผู้เกรียงไกรที่สุดในประวัติศาสตร์ เพิ่งจะรักษาชีวิตน้อย ๆ ไว้ได้ไม่ทันไร ก็ดันมาเจอเรื่องอีก เพราะตระกูลโม่มีคุณงามความดีสูงส่งจนเกินหน้าเกินตา จึงถูกฮ่องเต้หวาดระแวงและใส่ร้ายป้ายสี จนต้องถูกยึดทรัพย์และเนรเทศ มู่หนิงจึงตัดสินใจเปิดใช้มิติ ขนคลังสมบัติของศัตรูจนเกลี้ยง ระหว่างทางเนรเทศ นางก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระและสุขสบาย แถมยังถือโอกาสช่วยรักษาโรคระบาด บรรเทาภัยพิบัติ ขจัดเภทภัยต่าง ๆ ที่เกิดจากมนุษย์ และยังให้กำเนิดลูกแฝดชายหญิงสุดน่ารักคู่หนึ่ง ขณะเดียวกันนางก็ยังค้นพบว่า เพียงแค่ได้แนบชิดกับสามี มิติก็จะสามารถอัปเกรดได้ไม่จำกัด เฮ้~ ระหว่างทางเนรเทศ นางบังเอิญช่วยคนโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เหตุใดจึงกลายเป็นรัชทายาทของแคว้นเพื่อนบ้าน แถมยังถูกตามตื๊อไม่เลิกอีก แค่ให้ซาลาเปา ทว่าคนที่นางช่วยให้อิ่มท้องนั้นคือตัวร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลสุดท้ายเขาดันกลับตัวกลับใจ กลายมาเป็นแฟนบอยของนางในทันที ส่วนชายคนที่ถูกนางใช้ดาบแทงจนเกือบตาย ก็ดันกลายเป็นราชาพิษหน้าปีศาจอีก เมื่อไปถึงดินแดนที่ถูกเนรเทศ มู่หนิงก็ทำการค้าสารพัด จนชีวิตเจริญรุ่งเรือง อยู่มาวันหนึ่ง เหล่าแฟนบอยก็พากันมาท้าทายใครบางคน “ตาเฒ่า ถ้าข้าชนะท่าน ข้าก็จะได้แต่งงานกับพี่สาวใช่หรือไม่” พี่สะใภ้ทั้งหกคนก็ชักดาบออกมา “ใครกล้าคิดไม่ซื่อกับน้องสะใภ้เจ็ด ผ่านด่านพวกเราไปให้ได้ก่อน” แม่สามีหันไปมองใครบางคน “กล้ามาแย่งลูกสะใภ้ข้า ถ้าไม่ซัดพวกเขาให้หมอบ ก็อย่าพูดว่าเป็นสายเลือดของตระกูลโม่” หลายปีต่อมา กองทัพกบฏบุกเข้าเมือง ฮ่องเต้ชั่วเห็นว่าชีวิตของตนกำลังจะไม่รอดแล้ว จึงส่งราชโองการสิบเอ็ดฉบับติดต่อกัน เพื่ออ้อนวอนให้แม่ทัพเจิ้นกั๋วกลับเมืองหลวงเข้าควบคุมสถานการณ์ โม่จิ่นยวนฉีกราชโองการทิ้ง กล่าวด้วยรอยยิ้ม “น้องหญิงบอกว่า ลูกชายข้ามีดวงชะตาเป็นถึงฮ่องเต้ ขอโทษด้วย ข้ากลับเมืองหลวงคราวนี้ เพื่อมาก่อกบฏต่างหาก”
View More“เขาหรือ เมื่อคืนไม่รู้ไปทำงานอะไรมา กลับมาเสียเช้าตรู่ พอรู้ว่าเจ้ามาที่จวน กลัวเจ้าเห็นสภาพมอมแมม เลยรีบไปอาบน้ำแต่งตัวน่ะสิ”ฮูหยินโจวเอ่ยถึงสามีของตน ก็อดขำไม่ได้คนที่รู้เรื่อง ก็เข้าใจว่าเขารักษาภาพลักษณ์คนที่ไม่รู้ คงนึกว่าเขาเตรียมตัวไปพบหญิงในดวงใจเสียอีก“แม่นาง เชิญทานเจ้าค่ะ”ไม่นาน สาวใช้ในจวนก็ยกผลไม้และขนมหลากหลายชนิดออกมาคนอื่นเขายกมากันทีละจาน พอมู่หนิงมา ก็ยกมากันเป็นกองพะเนิน เห็นได้ชัดว่าฐานะของนางที่นี่สูงส่งเพียงใด และได้รับความสำคัญมากแค่ไหน“เยอะขนาดนี้ พวกท่านเกรงใจเกินไปแล้ว”มู่หนิงมาทีไร ก็ได้กินขนมอร่อย ๆ ตลอดแต่นี่มันก็เยอะเกินไป“ไม่เยอะหรอก ไม่เยอะ ของที่เจ้าให้พวกเราสิ ถึงจะเรียกว่าเยอะ”ฮูหยินโจวกล่าวอย่างถ่อมตนพูดตามตรง เทียบกับของที่มู่หนิงมอบให้พวกนาง ขนมและผลไม้แค่นี้ถือว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำที่เอามาต้อนรับนาง“แม่นางมู่ วันนี้อยู่ทานมื้อเที่ยงที่จวนเถอะ”อนุภรรยาหวังอยากรั้งให้มู่หนิงอยู่กินข้าวเที่ยงด้วย“ได้สิเจ้าคะ”มู่หนิงมองสายตาคาดหวังของทุกคน นึกถึงเรื่องที่จะคุยต่อไปนี้ต้องใช้เวลานาน เลยตอบตกลงไป“วันนี้ข้าจะเข้าครัวเอง จ
ซวนหยวนเฉินพยักหน้าตอบรับ “อื้ม” หนึ่งเสียง จากนั้นมองไปทางคนตระกูลโม่ เอ่ยเสียงสะอื้นว่า “ขอบคุณสำหรับการดูแลในช่วงที่ผ่านมา เสี่ยวเฉินขอลาตรงนี้เลยขอรับ”คนตระกูลโม่ไปส่งซวนหยวนเฉินจนถึงนอกเมือง เห็นเขาเดินไปไกลแล้ว ถึงได้กลับเข้ามาในเมืองไถโจวมู่หนิงนึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางตั้งใจจะทำตั้งแต่มาถึงไถโจว ไม่นึกเลยว่าจนป่านนี้จะยังไม่ได้ไปจัดการ“ท่านแม่ พี่ห้า พี่สะใภ้ห้า พี่สะใภ้สาม พวกท่านกลับไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้ามีธุระต้องไปที่จวนนายอำเภอสักหน่อย”คำนวณเวลาดูแล้ว นายอำเภออวี๋น่าจะพาคนกลับมาจากหุบเขาปี้ลั่วแล้ว ไปตอนนี้ น่าจะกำลังเหมาะพอดี“น้องเจ็ด ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง”เฉินจือหลานเห็นนางจะไปจวนนายอำเภอ เลยตั้งใจจะตามไปด้วยแต่มู่หนิงกลับบอกว่า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะพี่สะใภ้สาม ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อีกอย่างต่อให้มีเรื่องอะไรจริง ๆ นายอำเภออวี๋ก็ต้องเข้าข้างตระกูลโม่เรา ไม่ทำเรื่องทำร้ายพวกเราหรอกเจ้าค่ะ”“ก็จริง”เฉินจือหลานพยักหน้า แล้วถามเสียงเบาว่า “งั้นมื้อเที่ยงเจ้าจะกลับมากินข้าวหรือไม่?”มู่หนิงคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “รอดูก่อนเจ้าค่ะ
“แต่ข้าทำใจทิ้งพี่มู่ไปไม่ลงนี่นา”พอซวนหยวนเฉินคิดว่าจะไม่ได้เจอมู่หนิงไปอีกนาน ปากเล็ก ๆ นั่นก็ยื่นออกมาจนแทบจะห้อยแป้งได้เป็นชั่งแล้ว“เด็กคนนี้นี่ มีอะไรให้ตัดใจไม่ได้กัน กลับไปตั้งใจทำงานให้เสร็จ เสร็จแล้วค่อยกลับมาใหม่ก็ได้ไม่ใช่หรือ”มู่หนิงขยี้หัวเขาด้วยความเอ็นดู พลางเอ่ยปลอบเสียงเบากลับมาหรือ?หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้น เขาคงจะกลับมาไม่ได้แล้วกระมังพอคิดถึงตรงนี้ ในใจมู่หนิงก็รู้สึกสับสนว้าวุ่น ว่าควรจะยื่นมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ดีหรือไม่ที่สำคัญคือ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงอนาคตของแคว้นฉู่ หากนางเข้าไปแทรกแซง ก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางมองซวนหยวนเฉินเป็นเหมือนน้องชายแท้ ๆ ไปแล้ว เหมือนกับอู๋เฉินและเจ๋ออวี่ ที่นางมองพวกเขาเป็นคนในครอบครัวหากไม่สนใจไยดี ในใจนางก็คงรู้สึกผิดไม่น้อยช่างเถอะ สุดแท้แต่โชคชะตาจะนำพาก็แล้วกัน“เสี่ยวเฉิน เจ้าจะออกเดินทางกลับเมืองหลวงเมื่อไหร่?”เมื่อมู่หนิงคิดได้ดังนั้น จึงหันไปถามซวนหยวนเฉิน“ต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลย เมื่อคืนข้าให้คนเก็บสัมภาระและเสบียงเรียบร้อยแล้ว”สาเหตุที่ซวนหยวนเ
“เพิ่งหลับไปเมื่อกี้”มู่หนิงตอบกลับเสียงเบานางอยากจะเล่าเรื่องหลี่เชียนเชียนให้เขาฟัง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน“หนิงหนิง เจ้ามีอะไรอยากจะพูดกับข้าหรือไม่?”แม้โม่จิ่นยวนจะมองไม่เห็นมู่หนิง แต่เขาก็สัมผัสได้ว่านางมีเรื่องในใจ“ข้าพอจะรู้แล้วว่าใครเป็นคนเขียนจดหมาย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไว้รอท่านกลับมาค่อยคุยกันเถอะ”มู่หนิงไม่อยากให้กระทบอารมณ์ของเขา บอกไปตอนนี้ก็รังแต่จะเพิ่มความกลุ้มใจเปล่า ๆสู้รอเขากลับมา แล้วคุยให้กระจ่างทีเดียวเลยดีกว่า“ได้”โม่จิ่นยวนไม่เซ้าซี้ถามต่อ แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าคนเขียนจดหมายคือใครเพราะมีเพียงหลี่เชียนเชียนเท่านั้น ที่จะทำให้มู่หนิงมีท่าทีอึกอักเช่นนี้แม้จะไม่รู้ว่าทำไมหนิงหนิงถึงมีท่าทีเกรงใจเมื่อพูดถึงเรื่องหลี่เชียนเชียน แต่เขาจะไม่กดดันนาง รอนางอยากพูดเมื่อไหร่ นางก็จะพูดเอง“อากาศเย็นแล้ว อยู่บ้านอย่าลืมทำตัวให้อบอุ่น ข้าขอออกไปดูหน่อยว่าซุปที่พวกเขาต้มเป็นอย่างไรบ้าง”โม่จิ่นยวนกังวลว่าพวกบุรุษอกสามศอกจะต้มซุปเนื้อแพะไม่อร่อย จึงคิดจะออกไปดูสักหน่อย“ที่บ้านมีเครื่องปรับอากาศ ข้าไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด กลับเป็นพวกท่านต่างหา






Ratings
reviewsMore